Skip to main content

อาจารย์ที่ผมเคารพรักท่านหนึ่งสอนผมว่า “คำวิจารณ์น่ะ น่าฟังมากกว่าคำชื่นชม เนื่องจากคนที่วิจารณ์เราน่ะ เขาจริงใจกับเรามากกว่าคนที่ชื่นชมเรา ไม่มีใครวิจารณ์เราตามมารยาท แต่คนชมน่ะ บางทีเขาก็ชมเราไปตามมารยาทเท่านั้นแหละ” ดังนั้นเมื่อโลกเขารุมวิจารณ์ไทย เราก็ควรรับฟังเขา เพราะถ้าเขาไม่มีความจริงใจ ไม่อยากเห็นเราปรับปรุงตัวจริงๆ ไม่รัก ไม่ห่วง ไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย เขาก็คงไม่ติติงเรา

อย่าไปคิดแค่ว่าพวกนี้เป็นฝรั่งจะไปรู้อะไร อย่าคิดง่ายๆ ว่าพวกนี้ไม่มีวัฒนธรรมเหมือนเรา เขาไม่เข้าใจเรา เรื่องนี้ตรวจสอบกันได้ไม่ยากหากจะปรายตาดูสักนิดแล้วมีคามรู้ทั่วไปที่น่าจะเรียนกันมาตั้งแต่ชั้นประถมสักหน่อย ก็คงพอจะรู้ว่าประเทศเหล่านี้ก็มีทั้งประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์และไม่มี มีทั้งประเทศตะวันตกและตะวันออก อย่าไปแบ่งแยกง่ายๆ ว่าเป็นฝรั่งตะวันตกที่ไม่เหมือนเรา อย่าไปสรุปแค่ว่าโน่นเทศนี่ไทยเท่านั้น มันง่ายไปสำหรับคนเป็นรัฐมนตรีหรือเป็นถึงครูบาอาจารย์ ถ้าไม่อายตัวเอง ก็เผื่อไว้บ้างว่าลูกน้อง ลูกศิษย์คุณๆ ที่เขายังมียางอาย เขาไม่รู้จะไปหาซื้อปี๊บได้จากที่ไหน

 

 

แล้วก่อนที่ประเทศเหล่านี้เขาจะพูดอะไร เขาไม่พูดพล่อยๆ แบบผู้นำประเทศเราหรอก เขาจะหาข้อมูลอย่างรัดกุม หลายต่อหลายมุม ทั้งฝั่งโน้นฝั่งนี้ ก่อนที่จะนำไปถกเถียงกัน แล้วแปลงมาเป็นคำพูดไม่กี่คำ ประเทศเหล่านี้เขามีผู้เชี่ยวชาญทั้งคนจากประเทศเขาเองและคนไทยที่เขาจ้างให้เก็บข้อมูลและวิเคราะห์สถานการณ์ให้เขาเข้าใจเสมอๆ ครูบาอาจารย์หลายๆ คน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ หลายๆ คนก็คงรู้ตัวดีว่านักวิเคราะห์เหล่านี้เขาจะแวะเวียนไปหา ไปติดต่อขอข้อมูล ไปซักถามด้วยคำถามจากมุมมองต่างๆ อย่างละเอียดแค่ไหน ลำพังผมเองซึ่งไม่ได้มีความสำคัญอะไร ก็ยังอุตส่าห์มีนักวิเคราะห์การเมืองจากทั้งประเทศต่างๆ ในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา มาถามข้อมูลและขอความเห็นอยู่บ่อยไป

 

อันที่จริงก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรนักหรอกที่บรรดาทหารที่มีอำนาจในขณะนี้จะไม่พอใจกับคำวิจารณ์ของนานาชาติ เพราะจริตของการเคารพคนอื่น อันเป็นพื้นฐานของความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนในยุคสมัยปัจจุบันนั้น ไม่มีทางที่จะต้องกับจริตอำนาจนิยมของทหารไทยอยู่แล้ว ถ้าทหารไทยรับฟังความเห็นของนานาชาติที่รุมวิจารณ์ไทยในขณะนี้ ก็จะไม่เกิดสิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างในปัจจุบันตั้งแต่แรกแล้ว จะไม่ทำให้พวกชาวโลกเขาต้องมารุมวิจารณ์กัน แต่นี่เพราะไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำมันผิดแผกไปจากค่านิยมของนานาชาติในปัจจุบัน จึงมองไม่ออกว่าตนเองทำอะไรผิด

จะว่าไปแนวคิดสิทธิมนุษยชนไม่ใช่ของเก่าแก่ของตะวันตกเสียทีเดียว หากสำรวจดูดีๆ ก็จะพบว่า ความคิดแบบนี้พัฒนาขึ้นมาและถูกนำไปใช้ปฏิบัติอย่างจริงจังก็เมื่อสัก 200 กว่าปีมานี้เอง ที่ปรากฏชัดคือคำประกาศอิสรภาพ (Declaration of Independent, 1766) ของสหรัฐอเมริกา และในคำประกาศสิทธิแห่งมนุษย์และพลเมือง (the Declaration of Men and Citizen, 1798) ของฝรั่งเศส ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ประเทศที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยอย่างเวียดนาม ก็รับเอาแนวคิดนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคำประกาศอิสรภาพ ค.ศ. 1945 

ส่วนประเทศไทยนำแนวคิดนี้มาใช้อย่างน้อยตั้งแต่ พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) ในประกาศฉบับที่ 1 ของคณะราษฎร เรียกว่าค่อนข้างเก่าแก่แรกเริ่มในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหลังจากนั้นประเทศไทยก็เช่นเดียวกับประเทศที่เป็นพันธมิตรของค่ายเสรีนิยมและประเทศเกิดใหม่ทั้งหลายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่รับแนวคิดนี้ในฐานะปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ประกาศใน พ.ศ. 2491 (The Universal Declaration of Human Rights, 1948)

แนวคิดสิทธิมนุษยชนจึงไม่ใช่ของเก่าแก่ในโลกตะวันตก แต่เกิดขั้นมาในยุคที่โลกทั้งใบยอมรับกติกาใหม่นี้ร่วมกัน และประเทศไทยเองซึ่งก็อยากจะคบค้าสมาคมกับชาวโลกเขา ก็ยอมรับกติกา ยอมรับระบบคุณค่าสากลนี้มานานพอสมควรแล้ว 

แนวคิดสิทธิมนุษยชนไม่ได้เป็นแนวคิดที่หยุดนิ่ง แต่มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงไปเรื่อยๆ และที่สำคัญคือ พัฒนาการยุคหลังๆ นั้นมาจากการตระหนักในคุณลักษณะของ “สิทธิ” ที่แตกต่างไปจากแนวคิดสิทธิมนุษยชนแบบเดิมของตะวันตกด้วยซ้ำ เช่น แนวคิดเรื่องสิทธิชุมชน ซึ่งเป็นแนวคิดที่เพิ่มเข้ามาภายหลัง จากเดิมที่สิทธิมักรับรองเฉพาะปัจเจกบุคคล หรือแนวคิดเรื่องสิทธิทางวัฒนธรรม ก็เป็นแนวคิดที่เพิ่มเข้ามาภายหลัง หลังจากที่โลกหันมาให้ความสนใจกับความละเอียดอ่อนของสังคมนอกตะวันตก ที่มีความหลากหลายมากเกินกว่าจะคิดถึงเพียงสิทธิของปัจเจกชน (ดูรายละเอียดพัฒนาการได้ในบทความ Ellen Messer. “Anthropology and Human Rights” Annual Review of Anthropology 22:221-49, 1993.)

อย่างไรก็ดี หลักการพื้นฐานคือ สิทธิขั้นพื้นฐานจะต้องได้รับการปกป้องคุ้มครอง จะมาอ้างสิทธิวัฒนธรรมในการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานไม่ได้ ที่สำคัญคือจะละเมิดสิทธิในร่างกายและสิทธิในการแสดงออกไม่ได้ พูดง่ายๆ คือ จะใช้กฎเกณฑ์ทางวัฒนธรรมมาอ้างเพื่อละเมิดสิทธิในร่างกายไม่ได้ จะจับคนไปขังคุกด้วยเหตุเพราะว่าวัฒนธรรมเราเทิดทูนสัญลักษณ์บางอย่างเหนือเลือดเนื้อ ชีวิต และความคิดของประชาชนไม่ได้

ฉะนั้น หากจะใช้วิธีโต้แย้งแบบเดียวกันกับที่ทหารมักใช้ว่า “ก็ในเมื่อกฎหมายเขาออกมาแล้ว พวกคุณก็ทำตามสิ กฎหมายมีอยู่แล้ว พวกคุณก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นอย่างไร ทำไมยังฝ่าฝืน” (ทั้งๆ ที่กฎหมายเหล่านั้นที่จริงเป็นการใช้อำนาจเผด็จการในคราบของกฎหมาย หาใช่กฎหมายที่สังคมยอมรับกันไม่ แต่เอาล่ะ ยกปัญหานั้นไว้ก่อน) 

ถ้าจะใช้วิธีคิดเดียวกันนี้ นานาชาติเขาก็ย้อนรอยทหารไทยได้เช่นกันว่า “ก็ในเมื่อกฎเกณฑ์ ค่านิยมของนานาชาติเรื่องสิทธิมนุษยชนก็มีมานานแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง แล้วประเทศไทยเองก็ยินยอมสมัครใจเข้าไปลงนามยอมรับกฎเกณฑ์ คุณค่าสากลเหล่านั้นกับชาวโลกเขาเองตั้งแต่นมนานมาแล้ว จะมาว่าชาวโลกมายัดเยียดสิทธิมนุษยชนให้ประเทศไทยต้องทำตามได้อย่างไร”

พูดอีกอย่างก็คือ ไทยเองก็ยอมรับกติกาสากล ยอมรับธรรมเนียมสากล ยอมรับระบบคุณค่าสากล ที่เรียกกันว่าหลักสิทธิมนุษยชนมานานแล้ว ไทยเองก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกสากลมานานแล้ว รับเอาคุณค่าแบบสากลมาใช้เป็นกฎเกณฑ์ของตนเองอยู่นานแล้ว จะมาอ้างว่าประเทศไทยไม่เหมือนที่อื่นในโลกได้อย่างไร ถ้าจะอ้างอย่างนั้น ก็เลิกเป็นสมาชิกของประชาคมโลกสากลไปเสียเลยสิ เป่านกหวีดไล่นานาชาติออกไปจากประเทศไทยเลยสิ ปิดตัวเองอยู่ในโลกที่ไม่คบค้ากับประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนเสียตั้งแต่วันนี้เลยสิ 

ในเมื่อไทยเองก็อยากเหมือนชาวโลก แล้วอยู่ๆ วันนี้จะมาบอกว่าเราแตกต่างไม่เหมือนชาวโลกได้อย่างไร ถ้าอยากจะทำอย่างนั้นจริงๆ ก็ดาหน้าไปยกเลิกข้อตกลงต่างๆ ที่ทำกับชาวโลกเขาไว้เสียให้หมดสิ เลิกยอมรับปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชนเสียสิ จะเอาอย่างนั้นไหมเล่า จะทำจริงๆ ก็ทำอย่างนั้นสิ อย่าเก่งแต่ปากอยู่ในบ้าน อย่าเอาแต่เป่านกหวีดไล่ฝรั่งอยู่แต่ในกะลาสิ

ความเป็นไทยไม่ใช่ใบเบิกทางให้รัฐบาลทหารและ คสช. ละเมิดใครก็ได้ตามอำเภอใจ ในเมื่อชาวโลกเขายังรักคนไทย ยังต้องการปกป้องสิทธิของคนไทยมากเสียยิ่งกว่ารัฐบาลของประเทศไทยเอง แล้วทำไมใครก็ตามที่มีใจรักความเป็นธรรมจะไม่รับฟังชาวโลกเขาบ้าง แล้วอย่างน้อยก็แสดงความหวงแหนสิทธิของประชาชนเราเองบ้าง หรือหากมีความพร้อมพอ ก็ทักท้วงการละเมิดสิทธิประชาชนของรัฐบาลเราเองบ้าง จะยอมให้รัฐบาลทหารและ คสช. ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไรก็ได้เพียงเพื่อปกป้องอำนาจของพวกเขาเองอย่างนั้นหรือ

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อผมมาสอนหนังสือถึงได้รู้ว่า วันครูน่ะ เขามีไว้ปลอบใจครู ก็เหมือนกับวันสตรี เอาไว้ปลอบใจสตรี วันเด็กเอาไว้หลอกเด็กว่าผู้ใหญ่ให้ความสำคัญ แต่ที่จริงก็เอาไว้ตีกินปลูกฝังอะไรที่ผู้ใหญ่อยากได้อยากเป็นให้เด็ก ส่วนวันแม่กับวันพ่อน่ะอย่าพูดถึงเลย เพราะหากจะช่วยเป็นวันปลอบใจแม่กับพ่อก็ยังจะดีเสียกว่าที่จะให้กลายเป็นวันฉวยโอกาสของรัฐไทยอย่างที่เป็นอยู่นี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
รัฐประหารครั้งนี้มีอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง ผมไม่เรียกว่าเป็นนวัตกรรมหรอก เพราะนวัตกรรมเป็นคำเชิงบวก แต่ผมเรียกว่าเป็นนวัตหายนะ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ในภาคการศึกษาที่ผ่านมา ผมสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน เนื่องจากเป็นการสอนชั่วคราว จึงรับผิดชอบสอนเพียงวิชาเดียว แต่ผมก็เป็นเจ้าของวิชาอย่างเต็มตัว จึงได้เรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่นี่เต็มที่ตลอดกระบวนการ มีหลายอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย จึงอยากบันทึกไว้ ณ ที่นี้ ให้ผู้อ่านชาวไทยได้ทราบกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วันนี้ (เวลาในประเทศไทย) เป็นวันเด็กในประเทศไทย ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ผมเดินทางไปดูกิจกรรมต่างๆ ในประเทศซึ่งผมพำนักอยู่ขณะนี้จัดด้วยความมุ่งหวังให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ แล้วก็ให้รู้สึกสะท้อนใจแล้วสงสัยว่า เด็กไทยเติบโตมากับอะไร คุณค่าอะไรที่เราสอนกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
สิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่ปีนี้ไม่ค่อยชวนให้ผมรู้สึกอะไรมากนัก ความหดหู่จากเหตุการณ์เมื่อกลางปีที่แล้วยังคงเกาะกุมจิตใจ ยิ่งมองย้อนกลับไปก็ยิ่งยังความโกรธขึ้งและสิ้นหวังมากขึ้นไปอีก คงมีแต่การพบปะผู้คนนั่นแหละที่ชวนให้รู้สึกพิเศษ วันสิ้นปีก็คงจะดีอย่างนี้นี่เอง ที่จะได้เจอะเจอคนที่ไม่ได้เจอกันนานๆ สักครั้งหนึ่ง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมเพิ่งกลับจากชิคาโก เดินทางไปสำรวจพิพิธภัณฑ์กับแขกผู้ใหญ่จากเมืองไทย ท่านมีหน้าที่จัดการด้านพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ก็เลยพลอยได้เห็นพิพิธภัณฑ์จากมุมมองของคนจัดพิพิธภัณฑ์ คือเกินเลยไปจากการอ่านเอาเรื่อง แต่อ่านเอากระบวนการจัดทำพิพิธภัณฑ์ด้วย แต่ส่วนตัวผมเองก็ไม่ได้อะไรมากนักหรอก แค่ติดตามเขาไปแล้วก็เรียนรู้เท่าที่จะได้มามากบ้างน้อยบ้าง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อวันส่งท้ายปีเก่าพาแขกชาวไทยคนหนึ่งไปเยี่ยมชมภาควิชามานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ก็เลยทำให้ได้รู้จักอีก 2 ส่วนของภาควิชามานุษยวิทยาที่นี่ว่ามีความจริงจังลึกซึ้งขนาดไหน ทั้งๆ ที่ก็ได้เคยเรียนที่นี่มา และได้กลับมาสอนหนังสือที่นี่ แต่ก็ไม่เคยรู้จักที่นี่มากเท่าวันนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วาทกรรม "ประชาธิปไตยแบบไทย" ถูกนำกลับมาใช้เสมอๆ เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของแนวคิดประชาธิปไตยสากล 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เห็นข่าวงาน "นิธิ 20 ปีให้หลัง" ที่ "มติชน" แล้วก็น่ายินดีในหลายสถานด้วยกัน  อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์มีคนรักใคร่นับถือมากมาย จึงมีแขกเหรื่อในวงการนักเขียน นักวิชาการ ไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก เรียกว่ากองทัพปัญญาชนต่างตบเท้าไปร่วมงานนี้กันเลยทีเดียว
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อวาน (12 ธค. 2557) ปิดภาคการศึกษาแล้ว เหลือรออ่านบทนิพนธ์ทางมานุษยวิทยาภาษาของนักศึกษา ที่ผมให้ทำแทนการสอบปลายภาค เมื่อเหลือเวลาอีก 15 นาทีสุดท้าย ตามธรรมเนียมส่วนตัวของผมแล้ว ในวันปิดสุดท้ายของการเรียน ผมมักถามนักศึกษาว่าพวกเขาได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่ไม่ได้เคยเรียนมาก่อนจากวิชานี้บ้าง นักศึกษาทั้ง 10 คนมีคำตอบต่างๆ กันดังนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมเพิ่งมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์ (ขอเรียกง่ายๆ ว่า "หนัง" ก็แล้วกันครับ) เรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่เมื่อ 2-3 วันก่อน ที่จริงก็ถ้าไม่มีเพื่อนๆ ถกเถียงกันมากมายถึงฉากเด็กวาดรูปฮิตเลอร์ ผมก็คงไม่อยากดูหรอก แต่เมื่อดูแล้วก็คิดว่า หนังเรื่องนี้สะท้อนความล้มเหลวของการรัฐประหารครั้งนี้ได้อย่างดี มากกว่านั้นคือ สะท้อนความลังเล สับสน และสับปลับของสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมเป็นคนหนึ่งที่ยืนยันแม้จะไม่ถึงกับต่อต้านมาตลอดว่า เราไม่ควรเปิดโครงการนานาชาติในประเทศไทย ด้วยเหตุผลสำคัญ 2-3 ประการ หนึ่ง อยากให้ภาษาไทยพัฒนาไปตามพัฒนาการของความรู้สากล สอง คิดว่านักศึกษาไทยจะเป็นผู้เรียนเสียส่วนใหญ่และจึงจะทำให้ได้นักเรียนที่ภาษาไม่ดีพอ การศึกษาก็จะแย่ตามไปด้วย สาม อาจารย์ผู้สอน (รวมทั้งผมเอง) ก็ไม่ได้ภาษาอังกฤษดีมากนัก การเรียนการสอนก็จะยิ่งตะกุกตะกัก