Skip to main content

บางทีนามสกุลกับบทบาทความเป็นครูของครูฉลบชลัยย์ พลางกูร คงไม่ทำให้คนสนใจครูฉลบเกินบทบาทไปกว่าการเป็นภรรยาของนายจำกัด พลางกูร และเป็นผู้ให้กำเนิดโรงเรียนดรุโณทยาน 

ผมพบครูฉลบครั้งแรกๆ ในบริบทที่เป็นส่วนตัวมากๆ คือเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่ครูฉลบไปงานแต่งงานผมกับฆัสรา เจอครูทีไรครูก็จะบอกฆัสราว่า "ชุดแต่งงานหนูสวยมาก วันนั้นหนูสวยมาก" ฆัสราเรียกครูว่า "ยายฉลบ" เสมอ ทั้งที่ไม่ใช่ยายผู้ให้กำเนิดแม่ของเธอหรอก แรกๆ ผมก็งงๆ ว่า ครูฉลบคือใครกันแน่ ทำอะไรกันแน่

 

แต่บทบาทครูที่ผมรู้จักแม้เพียงผิวเผินนั้น สั่งสมมาหลายต่อหลายปี จากการเทียวรับเทียวส่งฆัสรากับแม่เธอ ซึ่งไปเยี่ยมครูทุกปีในวันเกิดครู และเมื่อใดที่ครูเจ็บป่วยหนักก็ได้ตามไปเยี่ยมครูด้วย 

 

สิ่งที่ได้ค่อยๆ เรียนรู้มาจากการที่ได้พบปะกับบรรดาป้าๆ แม่ๆ น้าๆ เหล่านี้ก็คือ เกือบทุกคนหรืออาจจะทุกคนเลยก็ได้ ที่ครอบครัวมีประวัติโชคโชน บรรดานักเรียนดรุโณฯ รุ่นแรกๆ เหล่านี้คือลูกๆ ของผู้ประสบภัยทางการเมือง หรือจะเรียกใช้ชัดก็คือ "ลูกกบฏ" ของความผันผวนของการเมืองเมื่อ 70 ปีที่แล้ว 

 

ลูกผู้ประสบภัยทางการเมืองรุ่นแรกๆ ที่ครูรับเลี้ยงและน่าจะเป็นที่มาของการเปิดโรงเรียนดรุโณฯ คือลูกของบรรดา "กบฏวังหลวง" สองคนในนั้นก็คือแม่และน้าของฆัสรานั่นเอง พ่อของพวกเธอลี้ภัยการเมืองไปพร้อมกับอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ แต่โชดดีที่หลังจากอยู่เมืองจีนร่วม 10 ปีก็กลับไทยได้ แต่ลูกคนอื่นๆ  รวมทั้งครูฉลบเองไม่โชคดีอย่างนี้ เพราะพ่อของพวกเขา และคุณจำกัด พลางกูรเอง เสียชีวิตที่ประเทศจีน

 

ส่วนลูกๆ อีกจำนวนหนึ่งในกลุ่มเพื่อนสนิทของแม่และน้าฆัสราก็เช่น ลูกของสามเหยื่อ "คดีสวรรคต" ลูกของ "สี่สส.อีสาน" คนเหล่านี้เป็นใคร เป็นหน้าที่ของคนรุ่นหลังที่ควรจะศึกษาเพิ่มเติมเอาเอง แต่สำหรับคนที่พอจะรู้จประวัติศาสตร์การเมืองไทยช่วงนั้นอยู่บ้าง เรียกว่าถ้าได้เจอลูกๆ คนเหล่านี้ ก็เหมือนเห็นวิญญาณกบฏและความทุกข์ยากจากภัยการเมืองของพวกเขาเดินตามมาด้วย 

 

ยิ่งหากใครรู้ว่าคนเหล่านี้เป็นใคร เหตุการณ์ทางการเมืองเหล่านี้เป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างใครกับใคร และไม่ใสซื่อทางการเมืองเกินไปแล้ว ก็ย่อมเข้าใจได้ไม่ยากว่า ครูฉลบอยู่ข้าง "ผู้พ่ายแพ้ทางการเมือง" ในการเมืองไทยมาโดยตลอด แม้จนกระทั่งรุ่นนักศึกษา 6 ตุลาคม 2519

 

ถึงอย่างนั้น เจอกันทีไรในหมู่เพื่อนๆ รุ่นแรกๆ ของดรุโณฯ ลูกๆ ผู้ประสบภัยเหล่านี้ก็จะมาสังสรรค์กัน พวกเขาไม่ได้แสดงท่าทีเคียดแค้นชิงชังใครในอดีต หรือแสดงความทุกข์ยากลำเค็ญแต่อย่างใด แทบทุกคนประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งนี้สาวนสำคัญก็เนื่องมาจากการสานต่อชีวิตโดยครูฉลบทั้งสิ้น 

 

ดังนั้น เท่าที่ได้รู้จักพวกเขามาร่วม 20 ปรมี่พวกเขามาพบปะกันทีไร พวกเขาก็จะร่าเริง แจ่มใส สนุกสนาน และกลายเป็นเด็กนักเรียนในยามที่มาอยู่ต่อหน้าครู ความผูกพันต่อครูของพวกเขาลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน เกินกว่าที่ผมจะเล่าในที่นี้ได้ บางคนเล่าว่า แม้เมื่อยามที่คุยโทรศัพท์กับครูฉลบ พวกเขาก็ยังต้องนั่งพับเพียบเรียบร้อย เสมือนนั่งต่อหน้าครูด้วยซ้ำ

 

เมื่อใดที่พวกเขาพบปะกัน นอกจากฟังลุงๆ ป้าๆ และยายฉลบคุยกันเรื่องเก่าๆ ผมก็ได้พลอยรู้อะไรมาอีกหลายเรื่อง เช่น วีรกรรมที่ครูฉลบเล่าเรื่องการไปเยี่ยมนักศึกษา 6 ตุลาฯ ที่ติดคุก ครูหาซื้อข้าวปลาอาหารไปให้ ครูจำได้ว่าใครชอบกินอะไร พอบอกว่าผมไปเรียนกับ อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล แกก็ยิ่งเล่าเรื่องนี้บ่อยขึ้น 

 

บางทีครูก็เล่าย้อนไปถึงวีรกรรมที่ครูช่วยเสรีไทยและพวกเวียดนาม รวมทั้งที่ครูเป็นพี่สาวป้าลมภรรยานายผี รงมทั้งเรื่องราวที่เกี่ยวกับครอบครัวอาจารย์ปรีดี ซึ่งไปมาหาสู่กับครูเป็นประจำจนผมเองก็ได้เห็นคนในครอบครัวอาจารย์ปรีดีที่บ้านครูบ่อยๆ 

 

ช่วงการเมืองสีเสื้อ ลูกผู้ประสบภัยเหล่านี้ก็มีทัศนะต่างกันไปคนละทิศละทาง บางคนคิดเห็นไปในทางที่ผกผันกับอดีตตนเองอย่างเหลือเขื่อ พวกเขาคงไม่เชื่อมโยงชะตากรรมของบุพการีตนเองว่าเป็นขบวนเดียวกันต่อเนื่องมาถึงการเมืองปัจจุบัน แต่ฆัสราตั้งข้อสังเกตว่า นั่นก็อาจเป็นเพราะครูไม่ได้ปลูกฝังยัดเยียดความคิดทางการเมืองของครูให้เด็กๆ เหล่านั้น

 

ในงานสวดพระอภิธรรมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้คนที่มางานนี้แต่ละคนต่างก็แปลกใจว่าป้าๆ แม่ๆ น้าๆ เหล่านี้เป็นใครกัน แล้วผมกับฆัสราทำไมมานั่งด้านหน้า มากันได้อย่างไร บังเอิญเจออาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ซึ่งผมก็คุ้นเคยกับอาจารย์เป็นอย่างดี อาจารย์ก็ถามผมว่า "เกี่ยวข้องอย่างไรกับครูเหรอครัย" ผม ก็ต้องให้ฆัสราหลานกบฏวังหลวงมาตอบให้กระจ่าง 

 

น่าตกใจที่แม้แต่คนรุ่นนั้นก็ไม่รู้ว่าลูกหลานกบฏเหล่านั้นเติบโตกันขึ้นมาได้อย่างไร ไม่ค่อยมีคนสนใจว่าทำไมครูเปิดโรงเรียนดรุโณฯ ขึ้นมากันแน่ พวกนักเรียนรุ่นแรกๆ เองก็ไม่แน่ใจว่า ใครกันที่จัดหาให้พวกเขามาอยู่โรงเรียนประจำแห่งนี้ด้วยกัน ครูฉลบเอาจิตใจชนิดไหนและระดมทรัพยากรอย่างไรกันมาสร้างโรงเรียนและเลี้ยงดูเด็กๆ เหล่านี้จนเติบโตเป็นผู้เป็นคนขึ้นมา 

 

และยิ่งคิดไม่ออกเลยว่า หากครูไม่ทำแล้ว เด็กๆ เหล่านี้จะเป็นอย่างไร ครอบครัวของพวกเขาจะแบกรับภาระที่ส่วนใหญ่แล้วคนหารายได้หลักต้องลี้ภัยไปต่างประเทศไม่ก็เสียชีวิตไปเพราะถูกสังหาร ไหวหรือไม่ อันที่จริง แม่ๆ ป้าๆ น้าๆ เหล่านี้ก็พอจะรู้อยู่ว่า ลูกหลานคนเหล่านี้หลายคนที่ครูหาจนพบทีหลัง ลำบากกันขนาดไหน

 

ผมจึงค่อยๆ เข้าใจขึ้นมาว่า ครูฉลบเป็นแม่ของลูกกบฏเหล่านี้ เธอหล่อเลี้ยงเลือดเนื้อเชื้อไขของคนเหล่านี้ขึ้นมากับมือ ป้าๆ แม่ๆ น้าๆ เหล่านี้จึงรักใคร่ครูฉลบในฐานะแม่คนที่สอง ครูเป็นแม่ของพวกเขาตลอดกาล ความยิ่งใหญ่ของครู พวกเขารู้ดี แต่ไม่เท่ากับที่ครูเลี้ยงดูสานต่อชีวิตให้พวกเขา

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
การประชุมไทยศึกษานานาชาติครั้งที่ 12 เพิ่งจบสิ้นลงไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (22-24 เมษายน ที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย) ผมไปประชุมครั้งนี้อย่างเหน็ดเหนื่อย เพราะต้องเตรียมตัวเสนอบทความตนเองหนึ่งชิ้น และร่วมในห้องเสวนาโต๊ะกลมอีกสองห้อง ทุกรายการอยู่คนละวัน ผมก็เลยต้องพูดทุกวันทั้งสามวัน 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
บันทึกจากซิดนีย์ ออสเตรเลีย วันที่ 23 เมษายน 2557
ยุกติ มุกดาวิจิตร
คงจะมีการจากไปของนักเขียนในโลกไม่กี่ครั้งที่จะได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกมากเท่าการจากไปของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หากอำมาตย์ชนะ...โลกวิชาการไทยจะเป็นอย่างไร 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
สองเดือนที่ผ่านมาผมเดินทางอย่างบ้าระห่ำ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ไปเวียดนาม 4 วัน กลับมาแล้วไปญี่ปุ่น 12 วัน กลับมาแล้วไปเชียงใหม่ 2 วัน แล้วไปมาเลเซีย 5 วัน แล้วต่อไปนครศรีธรรมราช 3 วัน ที่จริงเดือนหน้าก็จะไปต่อ คราวนี้ไปออสเตรเลีย 5 วัน กลับมาเดือนต่อไปมีคนชวนไปทุ่งใหญ่นเรศวรอีก 5 วัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไปสัมมนาวิชาการที่กัวลาลัมเปอร์ จัดโดยมหาวิทยาลัยมาลายา เมื่อเสร็จงานตัวเองแล้ว ขอพักผ่อนด้วยการบันทึกถึงมหาวิทยาลัยมาลายา ซึ่งผมได้มาเยือนครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แล้ว
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การบอกเล่าเรื่องราวของ "คนอื่น" ที่ต่างจากเรามากๆ ให้ "พวกเรา" อ่าน อย่างมากก็ทำได้แค่ บอกเล่าผ่านถ้อยคำ ผ่านประสบการณ์ที่ "พวกเรา" ต่างคุ้นเคยกันดี พูดอีกอย่างก็คือ การเล่าเรื่องคนอื่นคือ "การแปล" หรือ "การแปร" เรื่องที่แตกต่างให้คุ้นเคย เป็นการดัดแปลงของคนอื่นให้เราเข้าใจในภาษา ในสัญญะแบบที่พวกเราเองรับรู้อยู่ก่อนแล้ว
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ปิดท้ายชั้นเรียนวิชา "มานุษยวิทยาอาหาร" กับนักเรียนปริญญาโทและปริญญาเอกเมื่อสองวันก่อนด้วยมื้อการไปกินอาหารไทยพื้นๆ แสนอร่อยราคาประหยัดที่แพร่งภูธร พระนคร ตลอดภาคการศึกษา พวกเราพยายามเข้าใจอาหารผ่านหลายๆ คำถาม
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หลายคนถามผมว่า "ไปญี่ปุ่นทำไมบ่อยๆ" นั่นสินะ ไปทีไรกลับมาก็มีของฝากบ้าง เรื่องเล่าบ้าง รูปวาดบ้าง เล่าว่าไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ ไม่เห็นมีบอกตรงไหนว่าไปทำงานมา ก็เลยขอเล่าสักหน่อยแล้วกันว่าไปทำอะไรมาบ้าง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การคงอยู่ของการชุมนุมในขณะนี้ แม้ว่าจะสูญเสียความชอบธรรมไปมากแล้ว เพราะสนับสนุนการใช้ความรุนแรง มีการใช้กำลังอาวุธ ผู้ชุมนุมข่มขู่คุกคามประชาชน สื่อ และเจ้าหน้าที่รัฐรายวัน รวมทั้งไม่สามารถปกป้องดูแลความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมชุมนุมได้ แต่ทำไมยังมีใครพยายามเลี้ยงกระแสการชุมนุมนี้ไว้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่ออยู่ที่อื่น ก็คิดถึงถิ่นฐานอันคุ้นเคย แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว ก็ยังอาลัยอาวรณ์กับถิ่นที่ชั่วคราวที่ได้ไปเยือน บางคนก็คงมีอารมณ์อย่างนี้กันบ้าง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
"รู้สึกไหมว่า การศึกษาต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง"