Skip to main content

ช่วงนี้คงเป็นช่วงเขียนรายงาน เขียนวิทยานิพนธ์ของหลายๆ คน ผมเองช่วงนี้เป็นช่วงต้องอ่านงานนักศึกษามากมาย ที่สาหัสที่สุดคืองานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโทและเอก 

หากใครยังไม่ได้เห็นคำแนะนำในการเขียนงานของผม ผมเขียนแนวทางเบื้องต้นในการเขียนงานวิชาการไว้ที่นี่ https://blogazine.pub/blogs/yukti-mukdawijitra/post/5561

 

แต่เพียงแค่นั้นก็ยังไม่ทำให้งานเป็นงานขึ้นมาได้ งานเขียนมีระดับความลึกของมันอีกหลายชั้น ชั้นแรกเลยคือคำถามที่สังคมวิชาการ (ที่แคบที่สุดในระยะเริ่มต้นคือกรรมการวิทยานิพนธ์หรือ reviewers งานวิจัย จากนั้นก็ไปสู่แวดวงที่กว้างขึ้นอีกมาก) เขาจะถามคว่า งานชิ้นนี้มีข้อเสนออะไร อะไรคือ thesis ของงาน นั่นคือคุณต้องวิเคราะห์ หรือตีความ หรืออธิบายข้อมูลรายละเอียดของปรากฏการณ์ที่คุณศึกษา

 

นี่เป็นเรื่องที่ฟังดูง่ายๆ เป็นเรื่องที่เหมือนที่รู้ๆ กันอยู่ แต่ทำได้ยากมาก

 

ในขั้นเริ่มแรกที่สุด ตั้งแต่ที่คุณเสนอว่าจะศึกษาเรื่องนี้ จะเสนอแนวการวิเคราะห์แบบนี้ เขาจะตรวจสอบแต่แรกว่า ข้อเสนอคุณมีคุณูปการอะไรต่อวงวิชาการด้านที่เกี่ยวข้องกับคุณหรือไม่ มีแค่ไหน สมควรทำแค่ไหน แล้วเขาต้องประเมินก่อนว่าข้อเสนอนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะทำแค่ไหน คุณจะทำมันได้จริงไหม

 

เมื่อคุณมีข้อเสนอ งานมีคุณูปการต่อวงวิชาการ และมีความเป็นไปได้ที่จะทำ เขาจึงให้คุณทำวิจัย 

 

แล้วเมื่อคุณเขียนงานมาส่ง แวดวงวิชาการเขาจึงจะตรวจสอบว่า ข้อเสนอคุณนั้น "ยกเมฆ" มาหรือเปล่า "นั่งเทียน" มาหรือเปล่า คือมีหลักฐาน ข้อมูล รายละเอียดของปรากฏการณ์ที่นำไปสู่ข้อสรุปนั้นได้แค่ไหน จริงหรือเปล่า เพียงพอไหม คุณสรุปมากเกินไปหรือเปล่า คุณวิเคราะห์น้อยเกินไปหรือเปล่า หรือคุณยังไม่ได้วิเคราะห์อะไรเลยหรือเปล่า

 

อยากจะบอกนักศึกษาว่า วิทยานิพนธ์ไม่ใช่รายงานการสำรวจแร่ในถ้ำ ที่พอพวกเขาไปเจอมาแล้วเห็นว่าในถ้ำมีแร่มีหินอะไรก็เล่าๆๆๆ มา ต่อให้เป็นนักธรณีวิทยา แค่ทำอย่างนั้นเขาก็คงไม่ให้ปริญญาหรอก ดังนั้นใครก็ตาม เขียนงานอะไรก็ตาม จงถามตัวเองตลอดเวลาขณะเขียนว่า จะเขียนไปเพื่ออะไร จะเล่าไปทำไม เล่าแล้วได้สาระอะไรขึ้นมา ทำไมคนอ่านต้องอ่านสิ่งที่เล่ามาด้วย

 

การให้การศึกษาระดับสูงนี่เหนื่อยจริงๆ บางครั้งแทบจะต้องจับมือนักศึกษาเขียน แต่ถ้าทำอย่างนั้นแล้ว เมื่อเขาจบปริญยาเอก ปริญญาโทไป ซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่ของผมเขาก็จะไปสอนหนังสือ เขาจะไปสอนใครได้ เขาจะไปเริ่มทำวิจัยเองได้อย่างไร แล้วผมจะนับถือเขาว่าเป็นนักวิชาการเช่นกันได้อย่างไร

 

ปัญหาพวกนี้มันคงเริ่มมาจากการที่นักศึกษาในระบบการศึกษาไทยอ่านหนังสือดีๆ น้อย ไม่ได้ถูกสอนวิธีการอ่านจึงอ่านหนังสือไม่ละเอียด ลำพังอ่านแค่จับใจความไม่พอ ต้องอ่านให้ได้ว่าหนังสือเขาประกอบเรื่องราวขึ้นมาอย่างไร คนเขียนเขาทำข้อเสนอให้เป็นประเด็นขึ้นมาได้อย่างไร 

 

แต่แค่นั้นก็ยังไม่พอ ยิ่งการอ่านในระดับอุดมศึกษา ถ้าอ่านกันจริงๆ ต้องตั้งคำถามให้ได้ว่า ด้วยข้อมูลเดียวกันกับที่หนังสือให้มานั้น จะวิเคราะห์ตีความอย่างอื่นได้ไหม แล้วมีข้อมูลอื่นที่จะทำให้สามารถตีความเป็นอย่างอื่นได้อีกไหม หรือมีแนวการวิเคราะห์อื่นที่จะช่วยให้ได้ข้อเสนอ ข้อสรุป ที่แตกต่างจากการวิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีที่หนังสือนั้นเสนอหรือไม่

 

งานให้การศึกษาในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัย เป็นงานที่เหนื่อยมาก บางทีอ่านงานนักศึกษาหรืองานนักวิจัยแล้วท้อแท้มาก แต่ผมพยายามข่มอารมณ์ พยายามคิดถึงตัวเองตอนเริ่มทำงานวิชาการ แล้วคิดว่าเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องทำ เพราะหากไม่ทำก็เท่ากับละทิ้งหน้าที่การทำงานวิชาการ

 

บางทีคิดว่า ตัวเองทำงานก่ออิฐโบกปูน จะมาบ่นว่าทำไมอิฐมันไม่รู้จักเรียงตัวกันขึ้นไปเองบ้าง ทำไมปูนมันไม่เกาะอิฐเองสักที ก็คงไม่ได้ เพียงแต่นี่เป็นงานสร้างคน จึงยังหวังว่าสักวันคนที่เรียนจะก่ออิฐ โบกปูนเองได้บ้าง แต่เมื่อยังไม่ถึงวันนั้น ก็สอนเขาก่ออิฐโบกปูนไปเรือยๆ อย่างนี้แหละ

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
ท่านถามอย่างนี้กับสื่อมวลชน ต่อหน้าสาธารณชน ใครเขาจะกล้าตอบ ก็ในเมื่อท่านมีปืนอยู่ในมือ ใครเอาปืนจี้หัวท่านไว้แล้วท่านจะตอบความในใจที่ขัดความรู้สึกเขาได้ไหมล่ะ เรื่องแค่นี้น่าจะเข้าใจนะ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หลังจากพินิจพิเคราะห์แล้วว่า ท่านผู้นำกำลังจะหมดเรื่องพล่ามในไม่ช้า เพราะเริ่มวนเวียนและเล่าเรื่องตัวเองมากขึ้น ท่านจึงควรหาความรู้รอบตัวมากขึ้น ก็เลยขอตามกระแส แนะนำหนังสือให้ท่านอ่าน ก็ไม่รู้จะ tag ท่านยังไง แต่คิดว่า เขียนใส่ขวดลอยไปก็อาจจะลอยไปถึงตีนบันไดบ้านท่านบ้างสักวัน ก็ขออนุญาตแนะนำดังนี้ครับท่าน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เห็นท่านผู้นำไม่นิยมผู้หญิง เพราะในคณะรัฐบาลท่านมีผู้หญิงเพียง 2 คน ผมก็เลยขอแนะนำท่านว่า ผู้หญิงทำงานความคิดเก่งๆ มีมากมาย ไม่ใช่ให้ลูกน้องเอาผู้หญิงมาเต้นโป๊เปลือยดูกันในค่ายทหารเท่านั้น แต่ก็เอาล่ะ ขอแนะนำนักมานุษยวิทยาสตรีที่ผมชื่นชอบสัก 10 คนก็แล้วกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เรามีปาก เขามีปืน เราขัดขืน เขาข่มเหงเรานักเขียน เขานักเลง เรายำเกรง เขาลำพอง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ใครที่รู้จักอาคารดังๆ ของแฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ (Frak Lloyd Wright) อย่าง Guggenhiem Museum ที่นิวยอร์ค บ้านน้ำตกที่เพลซิลวาเนีย Imperial Hotel ที่โตเกียว อาจจะนึกไม่ถึงว่า บ้านที่ไรท์เรียกว่าเป็นบ้านของเขานั้นอยู่ในชนบทที่ Spring Green มลรัฐวิสคอนซิน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ทัศนะแบบนี้ปรากฏตัวบ่อยครั้งในข้อถกเถียงทางการเมืองไทย ในระบบการศึกษาไทย ตำราเรียนไทย ประวัติศาสตรืไทยแบบทางการก็ยังสอนแบบนี้อยู่ คนไทยไม่ว่าจะใส่เสื้อสีใด ส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อแบบนี้อยู่ ทัศนะแบบนี้คงกะลาความเป็นไทยเอาไว้อย่างหนาเตอะเกรอะกรัง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
บทสนทนาระหว่าง นายอานันท์ ปันยารชุน กับนายภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2557 ที่โรงแรมมณเฑียร มีสาระที่น่าสนใจหลายประการต่อการเข้าใจการเมืองไทย 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 นึกถึงชิคาโก ผู้คนคงนึกถึงตึกระฟ้าที่เคยประชันกันกับนิวยอร์ค นึกถึงธุรกิจที่ดึงดูดให้ใครต่อใครมาอาศัยที่นี่จนเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของสหรัฐอเมริกา นึกถึงสถาปัตยกรรมอันหลากหลายและฟังเมืองใหม่หลังไฟไฟม้ใหญ่จนราบไปทั้งเมือง นึกถึงอัลคาโปนเจ้าพ่อชื่อดัง นึกถึงพิพิธภัณฑ์ที่เดินดูกันทั้งเดือนก็คงไม่หมด นึกถึงมหาวิทยาลัยอันโด่งดังอย่างมหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก แต่ใครบ้างจะนึกถึงแมกไม้และสายน้ำของชิคาโก
ยุกติ มุกดาวิจิตร
  เมื่อวันจันทร์ (11 สค.) หลังจากใช้เวลาอยู่ใน Field Museum (ซึ่งพอดีมีนิทรรศการว่าด้วยกำเนิดของ Field Museum ที่เกี่ยวข้องกับกำเนิดของมานุษยวิทยาอเมริกันอย่างยิ่ง) ไปกว่า 4 ชั่วโมงแล้ว ผมลังเลอย่างยิ่งที่จะเข้าชม The Art Institute of Chicago ต่อ เพราะเกรงว่าจะไม่ทันได้ครุ่นคิดอะไรกับความรู้และความรู้สึกแบบอัดแน่นจากเมื่อ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
นักเรียนคนหนึ่งถามเรื่อง "การเขียน" และการวางแผน "อนาคต" ของเขา ผมเขียนตอบไปอย่างยาว เห็นว่าอาจเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ บ้าง ก็เลยขอนำมาเผยแพร่ที่นี่ครับ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ในฐานะอาจารย์ธรรมศาสตร์ ผมไม่อาจยินดีกับการที่ผู้บริหารสูงสุดของมหาวิทยาลัยได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จาก คสช. 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อก่อนผมเถียงกับเพื่อนเสมอว่า อย่ามาถามว่าผมเป็นคนที่ไหน เพราะคนเราอาจมีหลายบ้าน มีใครในยุคนี้ที่ไม่ย้ายบ้านบ้าง