Skip to main content

จนถึงวันนี้ การต่อสู้ของประชาชนในขบวนการ “คณะราษฎร 63” ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พลังของแสงดาวได้สร้างสรรค์สังคมไทยอย่างไร 

<--break->

เกริ่น

พลังทะลุทะลวงนี้แทบจะไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หรือหากจะมี ก็ยังไม่เคยปรากฏพร้อมกันอย่างทรงพลัง กว้างขวาง อย่างที่เป็นมาแบบนี้มาก่อน หากจะเทียบกับขบวนการประชาชนในอดีต คงต้องเทียบกับพลังของ 

(1) การเปลี่ยนแปลงการปกครองทศวรรษ 2470-2480 

(2) การเคลื่อนไหวของขบวนการเสรีไทยในทศวรรษ 2480 

(3) การเคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษา ประชาชน ชาวไร่ชาวนากรรมกร ในทศวรรษ 2510 (ยุค 14 ตุลา 2516 ถึง 6 ตุลา 2519) 

(4) ขบวนการคอมมิวนิสต์ทศวรรษ 2510-2520 

(5) “ม็อบมือถือ” การเคลื่อนไหวของชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ทศวรรษ 2530 

(6) สมัชชาคนจนและการเมืองบนท้องถนน ของเอ็นจีโอชนชั้นกลางและคนจน ชาวไร่ชาวนา ชนชั้นล่าง ในทศวรรษ 2530-40

(7) การเคลื่อนไหวของมวลชนคนเสื้อแดงในทศวรรษ 2540-2550 

การเคลื่อนไหวของคณะราษฎร 63 จึงนับได้ว่าเป็นทั้งการสานต่อและสร้างประวัติศาสตร์ประชาชนหน้าใหม่ให้แก่ประวัติศาสตร์ไทยอย่างสำคัญและทรงพลัง

ฝ่าทะลุ 5 กำแพง

คณะราษฎร 2563 ได้ส่องแสงทะลุกำแพงมาแล้วมากมาย สรุปรวมได้อย่างน้อย 5 กำแพงด้วยกัน แต่ละการทะลุทะลวง ได้สานต่อการเพิ่มอำนาจทางการเมืองของประชาชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากแต่ละยุคสมัย ให้ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ อย่างสร้างสรรค์และมีมิติใหม่ๆ ยิ่งขึ้น ดังนี้

1. กำแพงชนชั้น คณะราษฎร 63 เป็นการรวมตัวต่อสู้เพื่อสิทธิทางการเมืองที่ข้ามพรมแดนของชนชั้นมากที่สุดอีกครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย การที่ทนายอานนท์เป็นลูกชาวนา คุณไมค์เป็นลูกกรรมกร มาร่วมสู้กับลูกหลานชนชั้นกลางระดับบนและระดับล่างหลายกลุ่ม ตลอดจนโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างระดับการศึกษากัน ต่างช่วงชั้นทางสังคมกันมาร่วมมือกัน รวมทั้งการเชื่อมต่อกับชนชั้นกลางระดับล่างอย่างคนเสื้อแดง การประสานกันของมวลชนเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมต่อกันของขบวนการประชาชนในปัจจุบัน 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงเทียบเท่าได้กับการเคลื่อนไหวของขบวนการนิสิตนักศึกษาในทศวรรษ 2510 ก่อนหน้านั้นการขยายฐานอำนาจประชาชนในทศวรรษ 2470-2480 ยังคงเป็นการแสดงพลังของประชาชนชนชั้นนำและชนชั้นกลางระดับบนเป็นหลัก ส่วนการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนและคนเสื้อแดง โดยมากก็ยังคงเป็นพลังของชนชั้นกลางระดับล่าง คณะราษฎร 63 จึงนับได้ว่าสร้างการเชื่อมโยงของชนชั้นได้กว้างขวางไม่น้อยไปกว่าขบวนการนิสิตนักศึกษาในทศวรรษ 2510 

2. กำแพงพื้นที่การเมือง คณะราษฎร 63 สร้างความเชื่อมโยงข้ามพื้นที่ในสามลักษณะด้วยกัน 

ประการแรก ข้ามพื้นที่ทั่วประเทศไทย พื้นที่การเมืองไม่ใช่กรุงเทพฯ เพียงเท่านั้นอีกต่อไป ในอดีตมีสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาในทศวรรษ 2510 ขบวนการคอมมิวนิสต์ในทศวรรษ 2510-2520 และขบวนการคนเสื้อแดงทศวรรษ 2550 ปัจจุบันมีขบวนการคณะราษฎร 63 ที่มีมวลชนเข้าร่วมครอบคลุมทั่วประเทศเช่นนี้

ประการที่สอง ข้ามประเทศ ในอดีต คณะราษฎร 2475 และเสรีไทยในทศวรรษ 2480 ได้เคยสร้างเครือข่ายข้ามประเทศในการต่อสู้กับจักรวรรดินิยมยุโรปและญี่ปุ่น ในปัจจุบัน คณะราษฎร 2563 สร้างเครือข่ายข้ามประเทศผ่านเครือข่ายออนไลน์ เกิดการรวมตัวอย่างหลวมๆ เพื่อเกื้อหนุนกันสร้างกระแสประชาธิปไตยผ่าน #MilkTeaAlliance และการเชื่อมต่อออนไลน์ใน platform และรูปแบบต่างๆ แม้กระทั่งวรรณกรรมออนไลน์ใน แอพพลิเคชันอ่าน/เขียนวรรณกรรมอย่าง “จอยลดา”

ประการที่สาม ข้ามออนไลน์สู่ออฟไลน์ ด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและ online platforms ต่างๆ คณะราษฎร 63 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกเขาขยับและเชื่อมการเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์เข้ากับออฟไลน์อย่างชาญฉลาด พวกเขาพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เป็นเพียงนักเลงคีย์บอร์ดที่กลัวแดดกลัวฝน ไม่อดทน และกลัวความเสี่ยง นี่แสดงให้เห็นว่า ปัญหาของประเทศไทยในขณะนี้ใหญ่หลวงและใกล้ตัวของพวกเขาอย่างยิ่ง จนทำให้เขาตระหนักว่าลำพังการเคลื่อนไหวในโลกอินเทอร์เน็ตไม่เพียงพอต่อการสร้างผลสะเทือนแต่อย่างใด ทำให้เขาต้องลุกจากหน้าจอมาลงถนน 

3. กำแพงเพศสภาวะ การก้าวข้ามที่สำคัญของการเคลื่อนไหวทางการเมืองย่อมมีการทะลายกำแพงเพศภาวะอยู่เสมอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยมากแล้วกำแพงเพศภาวะที่ผ่านมายังคงอยู่ในกรอบของสังคมสองเพศ (binary gender) หากแต่การให้สิทธิหรือเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมทางเพศในปัจจุบันไปพ้นจากเพียงการเรียกร้องความเท่าเทียมกันระหว่างเพศชาย-เพศหญิงไปสู่ non-binary gender เป็นการเรียกร้องความเท่าเทียมกันของความหลากเพศภาวะ ทั้งในแง่ของผู้มีส่วนปลุกพลังและขับเคลื่อนมวลชนเอง และผู้เข้าร่วมคณะราษฎร 63 สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นได้ชัดทั้งในประเด็นเรียกร้องและการแสดงออกของอัตลักษณ์ทางเพศ สัญลักษณ์ทางเพศ การใช้ภาษา ทั้งหมดชี้ว่า คณะราษฎร 63 ไม่เพียงเปิดรับความหลากหลายทางเพศ แต่ยังทำให้เห็นว่าความหลากหลายทางเพศคือความปกติของสังคม หากแต่คนเหล่านี้ยังคงไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ อย่างทัดเทียมกับเพศทางการชาย-หญิง 

นอกจากนั้น ขบวนการนี้ยังสัมพันธ์กับการรื้อระบบ beauty privilege หรือการให้ค่าความงามของเรือนร่างเป็นพิเศษ ทำให้เกิดกระแสการต่อต้านและยกเลิกการประกวด “ดาว เดือน ดาวเทียม” ในหลายๆ มหาวิทยาลัย จนกระทั่งถึงประเด็นเรื่องการเรียกร้องสิทธิการใช้แรงงานทางเพศ กฎหมายการทำแท้ง การส่องแสงดาวทลายกำแพงเพศภาวะนี้นับว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าไปไกลกว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีตอย่างชัดเจน

4. กำแพงการมองคนไม่เท่ากัน การไม่เคารพความเป็นคนเป็นกำแพงพื้นฐานของการเคลื่อนไหวของประชาชนตั้งแต่ไหนแต่ไรมา กล่าวได้ว่าทุกการเคลื่อนไหวของประชาชนคือการเรียกร้องสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมือง การตัดสินชะตาชีวิตตนเอง การเคารพประชาชนในฐานะคนเท่ากัน แต่ความโดดเด่นประการหนึ่งของคณะราษฏร 63 คือการทลายกำแพงระบบอาวุโส การท้าทายระบบอาวุโสพัฒนามาตั้งแต่การต่อต้านระบบ SOTUS ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย การตั้งคำถามกับระเบียบเครื่องแบบ ผมทรงนักเรียน การละเมิดสิทธินักเรียนในโรงเรียน ตลอดจนการแสดงออกทางการเมืองในโรงเรียนนับตั้งแต่ระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย การตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองและปกป้องสิทธินักเรียน เช่น กลุ่มนักเรียนเลว 

การเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำลายเส้นแบ่งระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ คือความเป็นผู้ใหญ่ก่อนวัยที่ผู้ใหญ่เดิมเข้าใจหรือถูกขีดเส้นไว้ได้ถูกทลายลง จนเกิดการมีส่วนร่วมของนักเรียน เยาวชนอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ทำให้กล่าวกันว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้มีเยาวชนที่อายุน้อยที่สุดเข้าร่วมมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หรืออย่างน้อยก็อีกครั้งหนึ่งหลังจากขบวนการนิสิตนักศึกษาในทศวรรษ 2510

5. กำแพงสถาบันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสถาบันกษัตริย์และสถาบันตุลาการถูกเปิดเปลือยให้เห็นว่ากำลังเป็นสถาบันที่ก่อปัญหาแก่ระบอบประชาธิปไตย กลายเป็นสถาบันที่เป็นปฏิบักษ์ต่อสถาบันประชาชน กล่าวคือ  

ประการแรก คณะราษฎรเป็นมวลชนกลุ่มแรกๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่เรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างแท้จริงหลังคณะราษฎร 2475 หลังขบวนการ 14 ตุลา 2516 เป็นต้นมา สถาบันกษัตริย์ขยายฐานอำนาจทั้งในเชิงสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ มาโดยลำดับ โดยขาดการทัดทานอย่างจริงจังของขบวนการการเมืองประชาชนใดๆ มาก่อน หากจะไม่นับขบวนการคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต ขบวนการประชาชนต่างๆ ไม่เพียงไม่ทัดทานอำนาจสถาบันกษัตริย์ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนที่ผ่านมามักกลับเสริมอำนาจทางสังคมให้กับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งกลับกลายเป็นการขยายทุนทางการเมืองให้แก่สถาบันกษัตริย์มาอย่างต่อเนื่อง ตรงกันข้าม คณะราษฎร 63 ตั้งคำถามต่อบทบาทของสถาบันกษัษตริย์ตลอดจนเรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์กลับมาเป็นสถาบันที่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และเป็นสถาบันที่อยู่นอกและเหนือการเมืองอย่างแท้จริง เป็นที่เคารพเลื่อมใส เป็นศูนย์รวมอำนาจอธิปไตยของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 

ประการที่สอง ล่าสุด เมื่อรัฐบาลเผด็จการ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจรัฐในการปราบปรามการเคลื่อนไหวของคณะราษฎร 63 อย่างรุนแรงเกินกว่าเหตุ ทั้งโดยการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง การจับกุมอย่างไม่ยุติธรรม ตลอดจนการไม่เคารพสิทธิการประกันตัวของศาล และการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาทางความคิดของเรือนจำและกรมราชทัณฑ์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยปฏิบัติต่อประชาชนอย่างไร้มนุษยธรรม ไร้หลักนิติธรรมมาอย่างต่อเนื่องอย่างไร แกนนำคณะราษฎรจึงกลายเป็นตัวแทนของเหยื่อความอยุติธรรมและไร้มนุษยธรรมของกระบวนการตุลาการและกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด นับเป็นปฏิบัติการเปิดเปลือย “ความอ-ยุติธรรมอำมหิต” ขนานใหญ่แบบที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย

ข้าม 4 ความมืดมน

ถึงแม้พลังนี้ได้ทะลุทะลวงกำแพงขวางกั้นความก้าวหน้าของสังคมไทยไปได้ไกลเพียงใด พวกเรายังจะต้องร่วมกันเป็นกระแสธารของดวงดาว จนก่อเกิดเป็นสายทางช้างเผือกของขบวนการประชาชน พวกเราจะยังต้องฝ่าทะลุกำแพงอีกมากมาย อย่างน้อยยังมีอีก 4 พรมแดนอันมืดมนที่ท้าทายการต่อสู้ต่อไป ดังนี้ 

1. ความมืดมนของกลุ่มคนเบี้ยล่าง (the subalterns) ประชาชนและคณะราษฎร 63 จะต้องเรียนรู้มิติของความเหลื่อมล้ำที่หลากหลายขึ้น ใช้แสงของสิทธิมนุษยชนนำทางให้ชัดขึ้น เข้าใจปัญหาผู้ทุพพลภาพทางกายและจิตใจ ปัญหาชาติพันธ์ุ ปัญหากรรมกร ปัญหาชาวไร่ชาวนา เรียนรู้ข้ามชนชาติ ข้ามพรมแดน ไปสู่แรงงานพลัดถิ่นข้ามชาติ เรียนรู้ให้มากขึ้นถึงปัญหาการรวมศูนย์อำนาจและการกัดกีนปิดกั้นอำนาจลักษณะต่างๆ ในแวดวงต่างๆ เช่น การรวมศูนย์อำนาจและการปิดกั้นสิทธิทางศาสนา (สำหรับชาวพุทธ พระถูกควบคุม ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง สำหรับชาวมลายูมุสลิม พวกเขาถูกปิดกั้นสิทธิทางอัตลักษณ์ การมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครอง ฯลฯ) 

2. ความมืดมนของกลไกอำนาจ คณะราษฎร 63 จะต้องร่วมกันแปลงพลังการเคลื่อนไหวของมวลชนในโลกออนไลน์และบนท้องถนน ให้กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงในระบบ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถาบันทางการเมือง ให้เกิดวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตแบบประชาธิปไตยและเคารพในสิทธิมนุษยชน ให้การเห็นคนเท่ากันและการเคารพความเห็นต่างกลายเป็นวิถีชีวิตประจำวัน เป็นบรรทัดฐนของสังคม ต้องสร้างสะพานระหว่างพลังมวลชนกับกลไกของรัฐ หาวิธีเข้าสู่ระบบการเมือง สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบ อาศัยกลไกต่างๆ เพื่อแก้/รื้อรัฐธรรมนูญ แก้กฎหมายตั้งแต่กฎหมายการชุมชน/ควบคุมฝูงชน ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ แก้กฎหมาย ม. 112 

3. ความมืดมนของวัฒนธรรมการเมือง ความมืดมนนี้มาจากความคิดทางการเมืองและวิถีชีวิตที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ความมืดมนนี้ก่อให้เกิดพรมแดน ระหว่างคนต่างรุ่น (generation gap) ระหว่างคนรุ่นเดียวกัน ระหว่างคนที่ยังเชื่อมั่นกับระบอบเผด็จการยังเชื่อในลัทธิคนดี กับคณะราษฎร 63 และมวลชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยและเชื่อมั่นในวัฒนธรรมอุดมการณ์สิทธิมนุษยชน เราต้องสื่อสารข้ามพรมแดนปิดกั้นคนเหล่านี้ สร้างแนวร่วมข้ามคนเหล่านี้ หรือกระทั่งต้องเรียกร้อง (call out) ผู้คนที่มีบทบาทในสังคม เรียกคนที่ยังอยู่ในชุมชนของความคิดที่ว่า “แค่ทำดี เป็นคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง ประเทศก็จะดีเอง” ให้ออกมาจากที่พักพิงปลอดภัย (comfort zone) นั้น เพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์มาไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่า ไม่เพียงแต่ความดีจะมีหลายแบบ ลำพังความดีและคนดีไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้หากระบบไม่เอื้อให้เกิดความเท่าเทียมกัน การตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ การมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง และการเคารพในความเป็นมนุษย์ ต้องชี้ให้พวกเขาเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยเองไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมายที่ประชาชนจะมีความสุขขึ้นกว่านี้ได้ ไม่มีทางลัดและไม่มีคนดีที่ไหนจะทำแทนเราได้

4. ความมืดมนของอนาคตแต่ละคน แม้ว่าในทุกวันนี้ พวกเราจะยังเชื่อมั่นต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมและประเทศชาติให้ดีขึ้นตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตย หากแต่วันข้างหน้า ไม่มีทางรู้ได้ว่าพวกเราเองนั่นแหละที่จะกลับกลายไปเป็นนักอนุรักษนิยมอีกหรือไม่ ยามใดก็ตามที่พวกคุณเข้าสู่เวทีอำนาจ เข้าสู่ผลประโยชน์มหาศาล ต้องเฝ้าถามตนเอง ตรวจสอบตนเองอยู่เสมอว่า ขณะนี้คุณได้ถูกระบบกลืนกลายจนเป็นอีกคนหนึ่งที่ฝืนต้านการเปลี่ยนแปลงที่กำลังก้าวไปสู่สังคมประชาธิปไตยอยู่หรือไม่ อย่าเพิ่งเชื่อว่า “เวลาจะอยู่ข้างเรา” เพราะเมื่อเราเติบโต มีอำนาจวาสนา เราเองนั่นแหละที่อาจจะฝืนเวลาอยู่ อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้เห็นวันนั้นจริงๆ ว่า “อนาคตหลังจากนี้ไปประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” เมื่อผ่านไปอีก 10 ปี 20 ปี ทำอย่างไรอุดมการณ์จะยังคงอยู่ ทำอย่างไรที่พวกคุณเองจะไม่ถูกดูดกลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเดิมที่ตนเองต่อต้านอีก ทำอย่างไรจึงจะไม่กลายเป็นแบบ “คนเดือนตุลาเลี้ยวขวา” หรือ “คอมมิวนิสต์นิยมเจ้า” ไม่ต้องกลับไป “สู้ไปกราบไป” อีก นี่เป็นอีกความมืดมนที่ท้าทายแสงดาวของปัจจุบันอยู่ในอนาคตอันใกล้ คือตัวคุณเองที่เป็นอุปสรรครอตัวคุณอยู่

สรุป

ในระยะเพียงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ด้วยความกล้าหาญ ซื่อตรงต่อตนเองและประวัติศาสตร์ ยึดมั่นต่อหลักการที่ให้ความสำคัญแก่พลังสร้างสรรค์ ความเสมอหน้า และมนุษยธรรม คณะราษฎร 63 ได้ทำให้ขบวนการประชาชนก้าวไปไกลและสานต่อพลังของการเคลื่อนไหวจากยุคก่อนหน้า นับตั้งแต่ทศวรรษของการอภิวัติช่วง 2470-80 ทศวรรษของประชาธิปไตยเบ่งบานโดยนิสิตนักศึกษาช่วงปี 2510 ทศวรรษของชนชั้นกลางเก่าและใหม่ช่วงปี 2530-2550 จนทุกวันนี้เป็นทศวรรษของคณะราษฎร 2560 หวังว่าทศวรรษของคณะราษฎรจะได้รับการสานต่อไปข้างหน้า หวังว่าแสงดาวที่สาดสว่างอยู่ในวันนี้ จะยังฝ่าข้ามพรมแดนไปสาดส่องกลบลบความมืดมนในอีกหลายมิติทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ต่อไป

แม้วันนี้ดวงดาวของเราหลายดวงจะยังรอการปลดปล่อยจากการคุมขังที่ไม่ชอบธรรมและไร้มนุษยธรรม ผมและเพื่อนๆ ในที่นี้ต่างก็มั่นใจว่า แสงดาวของพวกเขาย่อมจะไม่อาจถูกกักขังจองจำได้ พวกเราจะต้องมั่นคงต่อตนเองว่าจะสู้เพื่อให้เขาได้รับอิสรภาพ และสานต่อการต่อสู่ของประชาชนโดยสันติ ไปจนกว่าวันที่ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินอย่างแท้จริง 

 

อ่าน บนเวที “เปิดไฟให้ดาว” จัดโดย People Go

ณ Skywalk ปทุมวัน กรุงเทพฯ 

10 พฤษภาคม 2564

 

ยุกติ มุกดาวิจิตร

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อผมมาสอนหนังสือถึงได้รู้ว่า วันครูน่ะ เขามีไว้ปลอบใจครู ก็เหมือนกับวันสตรี เอาไว้ปลอบใจสตรี วันเด็กเอาไว้หลอกเด็กว่าผู้ใหญ่ให้ความสำคัญ แต่ที่จริงก็เอาไว้ตีกินปลูกฝังอะไรที่ผู้ใหญ่อยากได้อยากเป็นให้เด็ก ส่วนวันแม่กับวันพ่อน่ะอย่าพูดถึงเลย เพราะหากจะช่วยเป็นวันปลอบใจแม่กับพ่อก็ยังจะดีเสียกว่าที่จะให้กลายเป็นวันฉวยโอกาสของรัฐไทยอย่างที่เป็นอยู่นี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
รัฐประหารครั้งนี้มีอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง ผมไม่เรียกว่าเป็นนวัตกรรมหรอก เพราะนวัตกรรมเป็นคำเชิงบวก แต่ผมเรียกว่าเป็นนวัตหายนะ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ในภาคการศึกษาที่ผ่านมา ผมสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน เนื่องจากเป็นการสอนชั่วคราว จึงรับผิดชอบสอนเพียงวิชาเดียว แต่ผมก็เป็นเจ้าของวิชาอย่างเต็มตัว จึงได้เรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่นี่เต็มที่ตลอดกระบวนการ มีหลายอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย จึงอยากบันทึกไว้ ณ ที่นี้ ให้ผู้อ่านชาวไทยได้ทราบกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วันนี้ (เวลาในประเทศไทย) เป็นวันเด็กในประเทศไทย ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ผมเดินทางไปดูกิจกรรมต่างๆ ในประเทศซึ่งผมพำนักอยู่ขณะนี้จัดด้วยความมุ่งหวังให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ แล้วก็ให้รู้สึกสะท้อนใจแล้วสงสัยว่า เด็กไทยเติบโตมากับอะไร คุณค่าอะไรที่เราสอนกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
สิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่ปีนี้ไม่ค่อยชวนให้ผมรู้สึกอะไรมากนัก ความหดหู่จากเหตุการณ์เมื่อกลางปีที่แล้วยังคงเกาะกุมจิตใจ ยิ่งมองย้อนกลับไปก็ยิ่งยังความโกรธขึ้งและสิ้นหวังมากขึ้นไปอีก คงมีแต่การพบปะผู้คนนั่นแหละที่ชวนให้รู้สึกพิเศษ วันสิ้นปีก็คงจะดีอย่างนี้นี่เอง ที่จะได้เจอะเจอคนที่ไม่ได้เจอกันนานๆ สักครั้งหนึ่ง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมเพิ่งกลับจากชิคาโก เดินทางไปสำรวจพิพิธภัณฑ์กับแขกผู้ใหญ่จากเมืองไทย ท่านมีหน้าที่จัดการด้านพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ก็เลยพลอยได้เห็นพิพิธภัณฑ์จากมุมมองของคนจัดพิพิธภัณฑ์ คือเกินเลยไปจากการอ่านเอาเรื่อง แต่อ่านเอากระบวนการจัดทำพิพิธภัณฑ์ด้วย แต่ส่วนตัวผมเองก็ไม่ได้อะไรมากนักหรอก แค่ติดตามเขาไปแล้วก็เรียนรู้เท่าที่จะได้มามากบ้างน้อยบ้าง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อวันส่งท้ายปีเก่าพาแขกชาวไทยคนหนึ่งไปเยี่ยมชมภาควิชามานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ก็เลยทำให้ได้รู้จักอีก 2 ส่วนของภาควิชามานุษยวิทยาที่นี่ว่ามีความจริงจังลึกซึ้งขนาดไหน ทั้งๆ ที่ก็ได้เคยเรียนที่นี่มา และได้กลับมาสอนหนังสือที่นี่ แต่ก็ไม่เคยรู้จักที่นี่มากเท่าวันนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วาทกรรม "ประชาธิปไตยแบบไทย" ถูกนำกลับมาใช้เสมอๆ เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของแนวคิดประชาธิปไตยสากล 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เห็นข่าวงาน "นิธิ 20 ปีให้หลัง" ที่ "มติชน" แล้วก็น่ายินดีในหลายสถานด้วยกัน  อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์มีคนรักใคร่นับถือมากมาย จึงมีแขกเหรื่อในวงการนักเขียน นักวิชาการ ไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก เรียกว่ากองทัพปัญญาชนต่างตบเท้าไปร่วมงานนี้กันเลยทีเดียว
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อวาน (12 ธค. 2557) ปิดภาคการศึกษาแล้ว เหลือรออ่านบทนิพนธ์ทางมานุษยวิทยาภาษาของนักศึกษา ที่ผมให้ทำแทนการสอบปลายภาค เมื่อเหลือเวลาอีก 15 นาทีสุดท้าย ตามธรรมเนียมส่วนตัวของผมแล้ว ในวันปิดสุดท้ายของการเรียน ผมมักถามนักศึกษาว่าพวกเขาได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่ไม่ได้เคยเรียนมาก่อนจากวิชานี้บ้าง นักศึกษาทั้ง 10 คนมีคำตอบต่างๆ กันดังนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมเพิ่งมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์ (ขอเรียกง่ายๆ ว่า "หนัง" ก็แล้วกันครับ) เรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่เมื่อ 2-3 วันก่อน ที่จริงก็ถ้าไม่มีเพื่อนๆ ถกเถียงกันมากมายถึงฉากเด็กวาดรูปฮิตเลอร์ ผมก็คงไม่อยากดูหรอก แต่เมื่อดูแล้วก็คิดว่า หนังเรื่องนี้สะท้อนความล้มเหลวของการรัฐประหารครั้งนี้ได้อย่างดี มากกว่านั้นคือ สะท้อนความลังเล สับสน และสับปลับของสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมเป็นคนหนึ่งที่ยืนยันแม้จะไม่ถึงกับต่อต้านมาตลอดว่า เราไม่ควรเปิดโครงการนานาชาติในประเทศไทย ด้วยเหตุผลสำคัญ 2-3 ประการ หนึ่ง อยากให้ภาษาไทยพัฒนาไปตามพัฒนาการของความรู้สากล สอง คิดว่านักศึกษาไทยจะเป็นผู้เรียนเสียส่วนใหญ่และจึงจะทำให้ได้นักเรียนที่ภาษาไม่ดีพอ การศึกษาก็จะแย่ตามไปด้วย สาม อาจารย์ผู้สอน (รวมทั้งผมเอง) ก็ไม่ได้ภาษาอังกฤษดีมากนัก การเรียนการสอนก็จะยิ่งตะกุกตะกัก