Burma

Freedom Art

ราวห้าโมงเย็น

จุดเทียนหรือเปล่าคับทั่น” ผมโทรหาเพื่อนคนหนึ่งอย่างกระวนกระวาย

จุดดิคับ เริ่มหกโมงฯ แล้วมาตอนนี้ทำไม” มันว่าเข้าให้นั่น


เป็นอันว่า คงต้องรออีกสักพัก กว่ากลุ่มของพวกเขาจะเดินทางมาถึง


ผมเริ่มเดินสำรวจรอบๆ บริเวณศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมแห่งชาติแห่งแรกของเมืองไทย จริงๆ มันมีศูนย์ศิลปะอื่นๆ อยู่บ้างในต่างจังหวัดแต่มันคงดูไม่หรูหราใหญ่โตอลังการเท่าศูนย์นี้ ความใหญ่โตของมันทำให้ผมงกๆ เงิ่นๆ เดินเข้าไปในศูนย์เพื่อฆ่าเวลา


เจ้าหน้าที่เกร่เข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้ม

ให้เจ้าหน้าที่ผู้หญิงตรวจกระเป๋า นิดนึงนะครับ” เขาบอกกับผมอย่างสุภาพ ซิปกระเป๋ากล้องถูกเปิด พร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ ก่อนจะผายมือเป็นทำนองว่า ‘ผ่านได้ แต่ห้ามถ่ายรูปนะ’

ก้อนอิฐแด่เผด็จการ

พงษ์พันธุ์ ชุ่มใจ

 

26 กันยายน 2550

ย่านพระเจดีย์สุเล, กรุงย่างกุ้ง

 

 

 

ภาพที่เห็นคือ...

ประชาชนหลายพันคนออกมายืนเต็มถนนย่านพระเจดีย์สุเล ซึ่งเป็นย่านกลางเมือง โดยไม่ไกลนักมีกองกำลังรักษาความมั่นคงพม่าตั้งแถวอยู่เบื้องหน้า ป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้พระเจดีย์แห่งนี้

"เราต้องการประชาธิปไตย" ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกล่าว

"รัฐบาลนี้อันตรายโคตรๆ" ชายอีกคนหนึ่งกล่าว

ประชาชนส่วนหนึ่ง พยายามต่อสู้กับทหาร ทหารที่มีทั้งโล่ กระบอง แก๊สน้ำตา กระทั่งปืน โดยประชาชนพยายามขว้างอิฐ ขว้างหิน เข้าใส่แถวแนวของทหารพวกนั้น

ก้อนแล้ว ก้อนเล่า ... ถูกทุบเป็นก้อนย่อมๆ

ก้อนแล้ว ก้อนเล่า ... ถูกขว้างสุดแรงเกิด ใส่แถวแนวทหาร

ก้อนแล้ว ก้อนเล่า ... ทำได้เพียงตกแทบปลายตีน คงเพียงสร้างความรำคาญให้ทหารราบทหารเลวเหล่านั้น หาได้ระคายเคืองต่อระบอบทหารไม่!

ชายหนุ่มคนหนึ่งจึงละความพยายามจากการขว้างปาก้อนหิน เปลี่ยนเป็นยืนหันหลังให้แถวแนวของทหาร ... แล้วถลกโสร่งของตัวเองขึ้น!!! ... ก่อนสะบัดตูดให้แถวแนวทหารเหล่านั้น

เช่นเคย ... หาได้ระคายเคืองต่อแถวแนวทหารเหล่านั้นไม่ คงได้เพียงความสะใจปลอบประโลมชายหนุ่มคนนั้น และผู้ยืนปรบมือเชียร์

"เราขอประกาศห้ามรวมตัวกันมากกว่า 5 คน ขอให้กลับบ้านใครบ้านมันภายใน 10 นาที" เสียงจากรถขยายเสียงของทหารพม่า เตือนผู้ชุมนุม

แถวแนวทหารเหล่านั้น กระชับขึ้น มุ่งตรงมายังประชาชน พวกเขาใช้ไม้กระบอง ตีโล่เป็นจังหวะ ตุบ ตุบ ตุบ ... .... .... ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

ประชาชนทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า ขว้างปาอิฐเข้าใส่ป้อมตำรวจเล็กๆ แถวนั้น

ภาพที่เห็นคือชายสอง-สามคน ลองขว้างก้อนหินใส่แถวแนวทหารที่กำลังตบเท้าใกล้เข้ามาๆ

ขวางได้เพียงสอง-สามก้อน เสียงปืนนัดแรกก็ดังขึ้น ผู้คนหนีกระจาย

เสียงปืนนัดต่อไปดังขึ้น นัดแล้ว นัดเล่า

วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง และวิ่ง ผู้คนวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต

บิน บิน บิน บิน และบิน อุปมาดั่งพิราบเหล่านั้น บินเพื่อเอาชีวิตรอด บินเพื่อฝันถึงประชาธิปไตยบทใหม่ในพม่า ซึ่งคงเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้สักวัน

แต่ไม่ทันที่จะได้อย่างใจหวัง พิราบถูกยิงปีกหักร่วงลงมา จบชีวิตเสรี ณ ตรงนั้น ย่านพระเจดีย์สุเล!

 

000

 

26 กันยายน 2550

วัดพระมหาเจดีย์ชเวดากอง, กรุงย่างกุ้ง

 

 

 

 

ภาพที่เห็นคือ...

พระสงฆ์และประชาชนหลายร้อยคน ตั้งแถวประจันหน้ากับปลายทหารซึ่งอยู่ตรงหน้า ซึ่งปลายกระบอกปืนนั้นหันมาทางพระสงฆ์และประชาชนเหล่านั้น ...

พระสงฆ์นั่งลง และไหว้ทหารเหล่านั้น พระสงฆ์บางรูปก็ประกาศด้วยโทรโข่งร้องขอสันติภาพ

แต่ไม่เป็นผล ทหารตบเท้าเข้าหาพระสงฆ์และประชาชนเหล่านั้น จากนั้น ... เสียงกระบองทุบตีผู้คน ดังไปทั่วบริเวณ

ชายคนหนึ่งถูกทหารไม่ต่ำกว่าสองนาย ทั้งถีบทั้งตีด้วยกระบอง ก่อนที่ทหารนายหนึ่งจะถีบสุดแรงตีนจนชายคนนั้นคว่ำลง แล้วทหารก็เหยียบหลังของเขาเอาไว้

ทั้งพระทั้งคน ถ้าโชคดีไม่ถูกทหารยื้อยุดฉุดลากขึ้นรถบรรทุกเสียก่อน ก็หนีอย่างไม่คิดชีวิตด้วยการปีนกำแพงวัด แล้วเข้าไปหลบในเขตอภัยทานนั้น

เมื่อหลบได้แล้ว พระเณรบางรูปก็หาทางตอบแทน ด้วยการขว้างก้อนหินเข้าใส่ทหารเหล่านั้น ซึ่งก็ทำให้ทหารถอยไม่เป็นกระบวนชั่วขณะหนึ่ง แต่แล้วทหารเหล่านั้นก็โต้กลับด้วยแก๊สน้ำตา และระดมขว้างก้อนหินกลับคืน

ขบวนพระสงฆ์และประชาชนแตกกระจัดกระจายอีกครั้งหนึ่ง

 

000

 

 

ภาพที่เห็นคือ...

ผู้ประท้วงหายไปจากท้องถนน เหลือแต่ทหารพร้อมปืนประจำกาย ประจำการอยู่เต็มจุดสำคัญๆ ในกรุงย่างกุ้ง

"การประท้วงจบแล้วหรือ หรือมันจะเกิดขึ้นอีก?" คำถามลอยมาตามกระแสลม

"ประชาชนไม่ชอบรัฐบาล แต่เราไม่มีกำลัง เราไม่มีอาวุธ ... เราจึงไม่มีอิสรภาพ" คนขับรถประจำทางในกรุงย่างกุ้งกล่าว

"ทหารเป็นนักฆ่า พวกเขาฆ่าพระ ช่างโหดร้ายนัก แย่มาก แย่ที่สุดในโลก" ชายอีกคนที่กำลังกินดื่มอยู่ใต้แผงขายอาหารริมทางกล่าว

"เราไม่ลืมเด็ดขาด และเราจะไม่ยอมแพ้" เขากล่าว

 

000

นายโทนี่ เบิร์ทลีย์

 

ภาพที่เห็นทั้งหลายนั้น...

เป็นผลงานถ่ายทำของ นายโทนี่ เบิร์ทลีย์ (Tony Birthly) เพื่อเป็นสารคดี Inside Myanmar: The Crackdown ให้กับสำนักข่าวอัลจาซีรา โดยออกอากาศครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมา

สำหรับสารคดีดังกล่าว เขาใช้เวลากว่าสองสัปดาห์ในพม่า เพื่อบันทึกภาพการชุมนุมประท้วงรัฐบาลทหารพม่า โดยเขาเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศเพียงไม่กี่คน ที่รายงานข่าวผ่านกล้องที่เขาซ่อนเอาไว้ ท่ามกลางการปราบปรามประชาชนของรัฐบาลทหารพม่า

สิ่งที่ติดตาผมก็คือ ความพยายามของประชาชนพม่าที่ต่อสู้กับเผด็จการโดยใช้สันติวิธีมาตลอด กระทั่งเมื่อคู่ต่อสู้ตรงหน้าถือปืน และมุ่งเอาชีวิตประชาชน พวกเขาความพยายามอย่างยิ่งยวดที่สุด ที่เขาจะต้านทานทหารเหล่านั้นเอาไว้ ก็เพียงแค่เศษอิฐ เศษหิน ซึ่งอำนาจทำลายล้างย่อมเทียบไม่ติดกับ รัฐบาลทหารที่เพียบพร้อมด้วยแสนยานุภาพและครองเมืองมายาวนานเกือบ 50 ปี

แต่เพียงแค่ก้อนหินของประชาชน รัฐบาลทหารพม่า (รวมถึงรัฐบาลทหารที่ไหนก็ตามในโลก) ก็มีข้ออ้างเพียงพอแล้ว ที่จะปราบปรามประชาชนของตนเอง โดยอ้างผ่านกระบอกเสียงของรัฐบาล ทั้งสถานีโทรทัศน์ MRTV หรือหนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ว่า ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรงก่อน และนี่แค่เป็นการเตือน!!

นี่เองสะท้อนว่า รัฐบาลเผด็จการไม่ว่าที่ใดในโลก แค่ประชาชนถือก้อนอิฐ พวกเขาก็เห็นเป็น ศัตรูของชาติ' ซึ่งพวกเขาต้องกวาดล้างให้สิ้นด้วยแสนยานุภาพที่เขามี

เราจึงไม่อาจไว้ใจคณะลิเกเผด็จการชุดไหนได้เลย การปล่อยให้เผด็จการเป็นเจ้า การใช้วิธีนอกกฎหมายด้วยหวังขจัดวิกฤตการเมือง จึงเป็นการตัดสินใจที่ผิด ประชาชนพม่าซึ่งประสบเคราะห์กรรมกับรัฐบาลทหารมาตั้งแต่ พ.ศ.2505 กระทั่งปัจจุบัน เป็นตัวอย่างอันดี สำหรับประเทศไทย ที่หลายหน้าหลายตา ยอมปูทางให้คณะนายทหารเข้ามาครองเมือง พากันตบเท้าเข้าบ้านหลายเสาของใครบางคนก่อนวันรัฐประหารไม่กี่วัน

ซึ่งการแก้วิกฤตการเมืองเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะคิดผิด แต่ได้ทำให้ประชาชนร่วมชาติพลอยตกหล่ม ถอยหลังลงคลอง ด้วยการนำพาของ คณะลิเกเผด็จการ' มาปีกว่าอีกด้วย และไม่แน่ว่ามีเลือกตั้งแล้ว พวกเขาจะไม่ยอมลงโรงไปง่ายๆ

การรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 จึงเป็นการดูถูกจาบจ้วงล่วงเกินประชาชนร่วมชาติอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน!!

เราไม่ควรแม้แต่จะปูทางให้คณะลิเกเผด็จการ คมช.' ยึดอำนาจด้วยซ้ำ ไม่ใช่เขาขอปล้นประชาธิปไตย 1 ปี ก็โร่หอบลูกจูงหลานไปมอบข้าวมอบน้ำ จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้เสียข้าวสุกสิ้นดี เพราะเกิน 1 ปีมา 1 เดือนกับอีกสองวันแล้ว แทนที่พวกจะสำนึกว่าหมดเวลา แล้ว พวกก็ยังลั่นว่าจะสืบทอดอำนาจ ด้วยคุณธรรม'!!

ก้อนอิฐเท่านั้นที่เหมาะกับคณะลิเกเผด็จการพวกนั้น

พระเอกลิเก คณะลิเก ผู้ทรงคุณธรรมทั้งหลาย ... รับก้อนอิฐ ก้อนหิน สักก้อนสองก้อนไหมขอรับ

 

ที่มาของฉากในเรื่อง และภาพประกอบบทความ

Inside Myanmar: The Crackdown, Aljazeera, OCTOBER 09, 2007, http://english.aljazeera.net/NR/exeres/A0A81AA6-DACD-4913-AB67-AA8602962EAB.htm

 

ชมสารคดีได้ที่นี่:

Inside Myanmar: The Crackdown โดย Aljazeera

ตอนที่ 1 ความยาว 12.45 นาที

 

Inside Myanmar: The Crackdown โดย Aljazeera

ตอนที่ 2 ความยาว 10.07 นาที

 


 

 

ข้อมูลประกอบเพิ่มเติม

ชมคลิปวิดีโอพระสงฆ์-ประชาชนประท้วงกลางกรุงย่างกุ้ง 26 ก.ย. ก่อนถูกทหารพม่าปราบ, ประชาไท, 27 ก.ย. 2550 http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9690&SystemModuleKey=HilightNews&SystemLanguage=Thai

 

Nine killed as Myanmar junta cracks down on protests, AFP, Sep 26, 2007

http://afp.google.com/article/ALeqM5jkMCKEq7yPbP20x3UjDZH9DbaJIQ

 

Politics of Burma, From Wikipedia, the free encyclopedia

http://en.wikipedia.org/wiki/Politics_of_Burma

Burma must be free

หลายเสียงเล่าว่า สถานการณ์ในพม่ากำลังเข้าสู่ภาวะปกติ(เพราะกลัวตาย)ขณะแนวร่วมทั่วโลกกำลังหยุดส่งเสียง ปล่อยเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลและการเมืองระดับภูมิภาคหรือระดับโลกเจรจากดดันกันไป

ดูรายการชีพจรโลกของคุณสุทธิชัย หยุ่น นั่งคุยกับอุปทูตอเมริกา จีนและอังกฤษ ที่ต่างสงวนท่าทีต่อการแทรกแซงกิจการภายในหรือใช้มาตรการเด็ดขาดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพม่า โดยเฉพาะท่าทีของอุปทูตจีนที่ระล่ำระลักพูดออกมาอย่างเห็นได้ชัดเจน

ประมาณว่า ทางการจีนคงจะไม่ทำอะไรอีกต่อไปเพราะเราเชื่อมั่นในพลังประชาชน และไม่คิดว่าการแทรกแซงจะเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้รักประชาธิปไตย หนำซ้ำยังเป็นการดูถูกพลังของประชาชนและการต่อสู้ของพวกเขาจะกลายเป็นเรื่องล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง

มีตลกเศร้าเรื่องหนึ่งที่พอจะบอกได้เลาๆ ว่า หากแนวร่วมรอบบ้านไม่ช่วยเหลือชาวพม่าแล้วจะเกิดอะไรต่อไป

...

ระหว่างที่นายทหารสามนาย จากประเทศไทย เกาหลีและพม่าพร้อมด้วยทหารติดตามโดยสารรถไฟสู่กรุงย่างกุ้ง (ปัจจุบัน เนปิดอว์) หลังจากไปเยี่ยมค่ายทหารแห่งหนึ่งนอกเมืองด้วยกัน

เมื่อถึงเวลาอาหารเที่ยง ทหารไทยสั่งให้ทหารติดตามหยิบเอากุ้งทะเลตัวเบ้อเริ่ม 2 ตัว ออกมาจากกระเป๋าเดินทาง กินไปได้เพียง 2 คำ นายทหารไทยก็โยนกุ้งทั้ง 2 ตัว ออกทางหน้าต่างรถไฟ

นายทหารพม่ามองด้วยความเสียดาย เพราะเป็นที่รู้ๆ กันว่า ในพม่านั้นแม้แต่นายทหารก็ยังต้องอยู่กันอย่างอดๆ อยากๆ “เมืองไทยบ้านผม อาหารแบบนี้มีเหลือเฟือ คนไทยกินทิ้งกินขว้างเป็นประจำแหละครับ” นายทหารไทยตั้งใจคุยข่มอย่างชัดเจน

นายทหารจากเกาหลีไม่ยอมน้อยหน้า  ขอโทรศัพท์มือถือจากนายทหารติดตาม คุยได้ไม่กี่ประโยค ก็โยนโทรศัพท์ทิ้งออกทางหน้าต่าง “โทรศัพท์มือถือที่เกาหลีถูกเสียยิ่งกว่าโสร่งพม่า ผมใช้เสร็จก็โยนทิ้ง” นายทหารยิ้มเยาะหลังทิ้งกังวานเสียง

นายทหารพม่ารู้สึกตัวว่ากำลังถูกทหารไทยและเกาหลีลูบคมข่มถึงในบ้านตัวเอง จึงคิดหาทางเอาคืนแต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออกเพราะทุกอย่างในพม่ามันขาดแคลนไปเสียทั้งหมดจะทำตามอย่างก็รู้สึกเสียดาย

และแล้วความคิดที่แหลมคมก็เกิดขึ้น
“ขอวิสกี้แก้ว” นายทหารพม่าตะโกนเรียกทหารติดตาม

ทันทีที่ซดเหล้าหมดแก้ว นายทหารพม่าลุกขึ้น ก้าวออกมากระชากคอเสื้อทหารติดตาม จับตัวโยนออกนอกหน้าต่างรถไฟท่ามกลางความตื่นตะลึงของนายทหารไทยและเกาหลี

“ไม่ต้องตกใจครับ” นายทหารพม่าอธิบาย
“ในพม่าชีวิตคนถูกมาก ใช้งานแค่ครั้งเดียวก็โยนทิ้งได้แล้ว”

นั่นแหละครับ
Burma must be free

picture

picture

picture

picture

picture

picture

picture

picture

picture

Burmese , cry No more

เช้า,เย็น,ค่ำ หน้าสถานทูตพม่า ,สองวันนั้น วิญญาณแห่งเสรีภาพร่ำไห้ออกมาเป็นเสียง
free free free ,free Burma..
ด้วยความหวังว่า เสียงแห่งเสรีภาพจะดังก้องไปทั่วโลก ผ่านเวทย์มนต์ของเทคโนโลยีการสื่อสาร

ผิวถนนระอุด้วยไอแดด เหงื่อไคลของเด็กชายไหลลงมาตามผิวหน้า ในตาลุกวาวทุกครั้งที่มีการตะโกนปลุกเร้าว่า “free free free ,free burma” …
ชูกำปั้นขึ้นฟ้าให้สุดแขนแล้วตะโกนออกมาดังๆ

... free free free, free Burma … free free free, free Burma … free free free, free Burma … free free free, free Burma … free free free, free Burma … free free free, free Burma … free free free, free Burma …

ผ้าสีแดงโพกศีรษะ ตราสัญลักษณ์นกยูงสีทอง ขับเน้นผิวสีขาวอ่อนของเด็กชายดูโดดเด่น ปากร้องตะโกน free free free ,free Burma ... ในมือของเขามีรูปของนางอองซานซูจี ด้วยดวงใจของแรงศรัทธา

...

นักลงทุนด้านพลังงานคนหนึ่งร้องว่า “โว้ย จะเรียกร้องทำซากอะไร กำลังจะทำเอ็มโอยูกันแล้วเชียว”
เจ้าของบริษัททัวร์ รำพึงรำพันปิ่มใจจะขาดว่า “พัง พังยับเยิน ดูซิลูกทัวร์คืนแพ็กเกจทั้งกระบิ บ้าฉิบ”
อีกคนเป็นเจ้าของธุรกิจเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร กล่าวออกมาลอยๆ “เชี่ยด”

ขุนคลังหวั่นวิตกกับหายนะของการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าที่จะทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียปั่นป่วนกับการขึ้นๆ ลงๆ ของอัตราการแลกเปลี่ยนเงินและดอกผลด้านการลงทุน

พ่อค้าที่แม่สายบอก “ต้องรีบกักตุนสินค้า ขึ้นราคาทหารพม่ามัน”

ผู้ใหญ่ในบ้านเรา ยิ้มอย่างคนอารมณ์เย็นเต็มไปด้วยขันติธรรมประจำใจ ก่อนให้สัมภาษณ์นักข่าว “เอ่อ กระพ้มเชื่อว่า สถานการณ์จะไม่บานปลายขรับเพราะรัฐบาลของเขาจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อยเสมอมา” ก่อนจะทิ้งท้ายว่า รัฐบาลทหารพม่าลุ้นให้ประเทศของเรามีการจัดการเลือกตั้งไวไว

คนขับรถบนถนนสาทร หมุนกระจกลงมาตะโกนว่า “เมื่อไรจะหุบปาก รถติดไม่เห็นหรือไง”

free free free, free burma ...

pic1

pic1

pic1

pic1

pic1

pic1

pic1

pic1

เพื่อนบ้านไฟไหม้ หรือไทยจะนั่งดูเฉยๆ

 

pic1

 

 

pic2

 

1

ผู้ที่ติดตามสถานการณ์ข่าว คงจะรับรู้กันแล้วถึงสถานการณ์ในพม่าที่บานปลายมากขึ้นเรื่อยๆ  รัฐบาล ทหารพม่าออกมาปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระสงฆ์ ที่ปกติแล้วเป็นที่เคารพยิ่งของ ประชาชนชาวพม่าซึ่งหมายรวมถึงบรรดาผู้คนในรัฐบาลด้วย  แต่การปราบปรามผู้ชุมนุมในครั้งนี้นั้นไม่ได้ทำให้ผู้คนหวาดกลัวไม่กล้าชุมนุมกันต่อ กลับยิ่งทำให้เหตุการณ์ในพม่าทวีความเลวร้าย และรุนแรงหนักขึ้นไปอีก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีประเด็นให้ขบคิดต่อได้หลายประการทีเดียว เริ่มตั้งแต่ว่าทำไมชาวพม่านับตั้งแต่ เดือนสิงหาคม ปี 1988 เป็นต้นมา หรือที่ เรียกกันว่า เหตุการณ์ 8888 นั้นสามารถทนอยู่ในสภาพ ที่เสรีภาพถูกปิดกั้นมาได้อย่างยาวนาน รวมถึงการยินยอมให้รัฐบาลทหารใช้อำนาจในทางมิชอบ และทนอยู่ในสภาวะหวาดกลัวมาได้นานถึงเกือบ 20 ปี แล้วทำไม มาถึงตอนนี้ชาวพม่าถึงกล้าออกมา กระทำการต่อต้านรัฐบาล  ประเด็นที่น่าสนใจถัดไปคือบทบาทของพระสงฆ์ และประเด็นสุดท้ายคือบทบาทของไทยต่อเหตุการณ์นี้

ก่อนอื่นก็ต้องขอย้อนกลับมาดูที่มาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันก่อน การชุมนุมในครั้งนี้นับว่า เป็นการชุมนุมที่ใหญ่ที่สุด และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เริ่มต้นมาจากการเรียกร้องประชาธิปไตย ที่ปกติเป็นประเด็นหลักในการเรียกร้องของชาวพม่า และมักจะเกิดขึ้นนอกประเทศ เพราะยากที่จะมีการรวมตัวกันได้ในประเทศ  แต่เหตุการณ์ครั้งนี้กลับไม่ใช่ เพราะมีเหตุจากความไม่พอใจที่รัฐบาลขึ้นราคาน้ำมัน

ทำไมแค่ขึ้นราคาน้ำมัน ผู้คนต้องออกมาประท้วงกันขนาดนี้เชียวหรือ คำตอบก็คือใช่ การขึ้นราคาน้ำมันสูง ขึ้นถึง 3 เท่า เท่ากับเป็นการผลักภาระให้กับประชาชน  ปกติประชาชนก็ยากจนอยู่แล้ว ส่งผลให้ไม่สามารถจ่ายค่ารถเมล์ หรือค่าพาหนะต่างๆ ที่ราคาสูงขึ้นเพื่อสัญจรไปมาหรือเพื่อไปทำงานได้

ภายใต้การปกครองโดยรัฐบาลทหารมานานเกือบสองทศวรรษ ประชาชนชาวพม่ามีแต่จะจนลงทุกวันๆ ความขัดสนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย เดิมที่ต้องทนอยู่กับความกลัว ความกดดันและขาดสิทธิในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในเรื่องข่าวสารข้อมูลและการแสดงความเห็นก็ทำให้อึดอัดมากพออยู่แล้ว  แต่นี่ยังมีเรื่องปากท้องซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเพื่อการดำรงอยู่ของผู้คนเพิ่มเข้าไปอีก

ด้วยสาเหตุนี้ ทำให้มองเห็นในอีกมุมหนึ่งว่า เอาเข้าจริงๆ แล้ว ประชาธิปไตยอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ของการปกครองประเทศ จะเป็นการปกครองระบอบใดก็ได้หากประชาชนยังมีกินมีใช้ การออกมาเรียกร้องเรื่องสิทธิอื่นๆ นั้นยังมีได้น้อยกว่ามาก อีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนคือ  ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งก็รู้กันดีอยู่ว่า มีการเลือกตั้งกันแต่ในนามเท่านั้น ในทางปฏิบัติกลับไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเลย เห็นได้ชัดว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและ เสรีภาพของสื่อมวลชนแทบจะไม่มีเลยในสิงคโปร์ แต่ประชาชน สิงคโปร์กลับยินดีที่จะเป็นอย่างนั้น พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลสิงคโปร์นั้นดีมากๆ เพราะว่าทำให้ฐานะ ทางเศรษฐกิจของชาวสิงคโปร์นั้นดี มีอยู่มีกินถึงขั้นกินดีอยู่ดี ผู้คนจึงไม่ได้เดือดร้อนที่จะออกมาเรียกร้อง หาเสรีภาพอื่นๆ อีก  กรณีพม่าก็เช่นเดียวกัน ผู้คนยอมตกอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นมาได้ อย่างยาวนาน แต่เรื่องเศรษฐกิจ หรือเรื่องกินอยู่นั่นเองที่ทำให้คนทนไม่ได้อีกต่อไป  ต้องลุกขึ้นสู้

2

ประเด็นต่อมา เรื่องบทบาทของพระสงฆ์ในพม่า หากเทียบกับความคาดหวังของคนไทยจำนวนหนึ่งแล้ว ก็อาจคิดว่าคงไม่ใช่กิจของสงฆ์ที่จะมาข้องเกี่ยวกับการเมือง แต่หากดูในบริบทหน้าที่ของพระสงฆ์ในพม่า ซึ่งมีส่วนร่วมกับกิจการสังคมอยู่มาก  พระสงฆ์มีบทบาทในการร่วมต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจาก รัฐบาลให้กับประชาชนมานานพอสมควร   จึงไม่แปลกที่ครั้งนี้ พระสงฆ์จะมาเป็นผู้นำเพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง ที่สำคัญประชาชนเองก็อุ่นใจที่พระสงฆ์ออกมาเป็นแกนนำ  ชาวพม่านั้นได้ชื่อว่า ให้ความเคารพและให้ความสำคัญกับพระสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นเรื่องที่อาจคาดการณ์กันไว้ว่า  รัฐบาลคงไม่โหดร้ายที่จะใช้ความรุนแรงทำร้ายพระได้

การชุมนุมโดยมีพระสงฆ์ร่วมด้วยนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่  ในเหตุการณ์ 8888 พระสงฆ์ก็มีส่วนร่วม และรัฐบาลทหารก็เคยสังหารพระสงฆ์ จับเข้าคุก หรือปราบปรามตามวัดต่างๆ มาแล้ว แต่การปราบปรามพระสงฆ์ในครั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลอาจหาความชอบธรรม ด้วยการอ้างว่าพระสงฆ์เหล่านี้ อาจจะมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นคนของพรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซูจี ที่แฝงตัวบวชอยู่ด้วย   ซึ่งนั่นก็เป็นการแสดงให้เห็นอีกครั้งว่า สิ่งที่อยู่คู่กับรัฐบาลทหารคืออำนาจนิยมเท่านั้น หาใช่ธรรมนิยมไม่

สิ่งที่ต้องมองกันต่อไปคือ การใช้ความรุนแรงของรัฐบาลนั้นมีแต่ทำให้เรื่องบานปลายมากขึ้น  เพราะประชาชนก็คงถอยไม่ได้แล้ว การรับมือกับเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กทั้งของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายประชาชน

3

หันกลับมามองที่ไทย ขณะที่เกิดสถานการณ์เช่นนี้กับเพื่อนบ้านของเรา   ปฎิกิริยาจากทั่วโลกส่งไปยัง ประเทศพม่ากันแล้ว  ประเทศไทยในยุคที่มีรัฐบาลทหารเป็นผู้นำเช่นกันกลับเฉยๆ  ยังมิได้ริเริ่มปฎิกิริยาใดๆ ต่อพม่าเลย ด้วยสาเหตุสะท้อนใจว่า “ช่างเหมือนกันกับเราเหลือเกิน” หรืออย่างไร

ในภาคประชาชน คนทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนหลายองค์กรร่วมกับกลุ่มต่างๆ ทั้งนักศึกษา กลุ่มแรงงานพม่า ในประเทศไทย ออกมาเดินขบวนกันที่สถานทูตพม่า มีการออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลพม่า ยุติการกระทำที่รุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุม  ซึ่งก็มีเสียงจากประชาชนบางคนที่ค่อนขอดกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องนี้ในทำนองว่า “ทำบ้านตัวเองให้ดีเสียก่อนเถอะ แล้วค่อยยุ่งเรื่องชาวบ้าน”  ซึ่งแม้จะเป็นการมองที่คับแคบ ไปหน่อย แต่ก็มีส่วนถูกอยู่บ้าง

นอกจากนี้ มีพระสงฆ์ไทยออกมาเจริญภาวนาให้แก่บรรดาพระสงฆ์ในพม่า เพื่อให้ประเทศพม่า เกิดความสงบสุขโดยเร็วด้วย  การแสดงออกต่อสถานการณ์นี้เกิดขึ้นในหลายภาคส่วน แต่ยังไม่มีการ ริเริ่มปฏิบัติการใดๆ ที่ออกมาจากรัฐบาลไทย ในฐานะเพื่อนใกล้ชิดและในฐานะสมาชิกอาเซียนด้วยกัน ซึ่งในปีหน้านี้ไทยก็จะเป็นประธานด้วย นอกจากที่ไทยจะไม่ได้แสดงท่าทีหรือจุดยืนที่ชัดเจนต่อเรื่องนี้แล้ว ในวันที่เริ่มมีการปราบปรามโดยใช้กำลังและมีการเสียชีวิตเกิดขึ้นแล้วนั้น  ท่านประธาน คมช. ก็ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวในทำนองว่า สถานการณ์คงไม่รุนแรงมากหรอก ภาพที่เห็นว่ามีการทำร้ายผู้ประท้วง นั้นอาจเป็นเพราะผู้ประท้วงนั้นยั่วยุเจ้าหน้าที่ก็เป็นได้   ซึ่งก็เป็นการให้สัมภาษณ์ที่ไม่ได้สร้างความ ประหลาดใจให้แม้แต่น้อย แต่ยิ่งเป็นการยืนยันว่า นี่คือวิธีคิดของคนพันธุ์เดียวกัน

ถึงแม้ว่าได้พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่า ประชาธิปไตยอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับบางประเทศ แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว ตอนนี้อยากให้มีการเลือกตั้งเร็วๆ  เสียจริง เพราะอย่างน้อยเราคงจะไม่ต้องตกอยู่ในความหวาดกลัว และประเทศไทยคงจะกล้าหาญที่จะริเริ่มทำอะไรได้มากกว่านี้ สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำมากกว่านี้ในการร่วมเรียกร้องให้เพื่อนบ้านของเรามีประชาธิปไตย หรือไม่ใช้ความรุนแ แต่ตอนนี้คงได้แต่เพียง ก้มหน้าหลบๆ เลี่ยงๆ และพูดอะไรออกไปก็คงทำได้เพียงพอเป็นพิธีเท่านั้น...

ภาพประกอบบทความนำมาจาก: ข่าว-ชมภาพพระพม่านำประชาชนนับแสนเดินขบวนใหญ่ต้านรัฐบาลทหาร (ประชาไท)  

เพลงรบ เพลงสงครามบนแผ่นดินฟากตะวันตก (8) เพลงเศร้าในแผ่นดินพม่า และเพื่อนร่วมชาติของเย็นนี้

ขณะผมนั่งเขียนต้นฉบับ พระสงฆ์ในพม่าออกมาเดินบนท้องถนนเป็นวันที่แปด คนออกมาร่วมเดินไปตามถนนด้วยนับแสนคน ถนนกลางกรุงร่างกุ้งเชิญชวนให้คนออกมาเดิน ดูท่าคนจะเข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมเห็นทิวแถวพระสงฆ์เหมือนแม่น้ำใหญ่สาละวินหน้าฝน พร้อมถั่งโถมใส่สิ่งกีดขวางทุกอย่าง หอบลงอันดามัน

สายตานักรบมองจ้องนักบวช ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ สะท้อนถึงเรื่องใด
รัฐบาลเผด็จการทหารจะใช้วิธีสลายผู้ชุมนุมด้วยกระสุนปืนอีกหรือไม่
ล้วนเป็นที่จับตามองจากชาวโลก

pic01

เย็นนี นักศึกษาพม่ากำลังขมักเขม้นทำเพลง ว่าด้วยโศกนาฏกรรมฆ่าประชาชนกลางกรุงร่างกุ้งเมื่อปี 1988 เกือบยี่สิบปีก่อน เขาเลือกเอาเชียงใหม่เป็นสถานที่ทำเพลง ผมสวนกับเขาตรงประตูห้องบันทึกเสียงหลายครั้ง

สีหน้าแววตาเขาเป็นบทกวี ผสานกับแววตาขบถ
ผมถามถึงความหมายของเพลง เขาบอกยังไม่เสร็จ…

เสรีภาพยังต้องพูดถึงกันต่อไป หากเพลงเขาเสร็จ เขาคงมั่นใจว่า เขากำลังจะบอกอะไรให้เพื่อนร่วมชาติของเขารับฟัง

pic02

ผมรู้มาว่าเพลงหนึ่ง ว่าด้วยแจ๊ซแห่งอิระวดี วันแม่น้ำไหลเป็นเลือด ในคืนจันทร์ส่องแสง เต้นรำบนสายน้ำตาและโลหิตประชาชน

เย็นนี เรา--เหล่าคนเดินสวนทางกับเขา พูดถึงชื่อเขาในนาม เย็นนี้ ..

วันดีคืนดี วีดีโอลึกลับมาถึงบ้านผม แทบไม่เชื่อในสายตา ว่าริมขอบชายแดนจะมีการกระทำย่ำยีต่อกันมากมายถึงเพียงนั้น ระเบิดบอมส์หมู่บ้าน เด็กหนุ่มในเปลซึ่งแข้งขาเหลือแต่กระดูก ตัดกันสดๆ เพื่อรักษาชีวิต

มีข้อความไล่ตามภาพ "..ประมาณ 530,000 หมู่บ้าน โดนกระทำโดยทหารพม่า .. we never know how many days we will have to be on the run. we can only take enough food for one or two days…"

ภาพหมู่บ้านโดนเผา ไหม้ไฟ ควันโขมง
ศพคนนอนตายเรียงราย
คนหลายร้อยคน เดินตามหลังไปตามป่า ข้ามน้ำ
ไปแออัดจับกลุ่มเหมือนมดหนีน้ำ

".. we ate rice and salt. we can't sleep at night, …everything is wet so our children can't sleep, but when they cry, we get angry and we tell them to shut up…"

เพลงของ เย็นนี อาจได้เริ่มต้นความหวังใหม่ บนแผ่นดินพม่านับจากนี้เป็นต้นไป แรงต่อต้านที่ลุกขึ้นนำโดยพระสงฆ์ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ปากกระบอกปืน จะจ่อยิงร่างผู้นำทางจิตวิญญาณกันง่ายๆ

pic03

หากเพลงสังหารดังขึ้น เลือดคงท่วมนองแผ่นดิน
เลือดพระสงฆ์
สาวกพระศาสดาพระพุทธเจ้า ..

เพลงของเย็นนี เร่งวันเร่งคืน เพื่อจะข้ามน้ำสาละวิน ไปกู่ตะโกนตามหัวเมืองต่างๆ มุ่งไปปลดปล่อยเสรีภาพให้ผู้คนทุกกลุ่ม

โลก เอกภพ จักรวาล อวยพรชัย!

pic

pic

(1)

จักรวาลอวยพรชัย
ณ ยามราตรีกาล
ดวงดาวเดือนพราวพร่างบนทุ่งฟ้า
วิบ วิบ วับ วับ เปล่งประกายทอแสงเจิดจ้า
อวยพรชัยแด่โลก ชีวิต!

แล ณ ยามอรุณรุ่ง
ดวงตะวันสาดแสงสีทองส่องโลกหล้า
วิหคนกกามวลสรรพสิ่ง – สรรพชีวี
...เริงระบำรำร่ายฟ้อน
อวยพรชัยแด่ผองเพื่อนมนุษยชาติ!

ณ คืนวันแห่งการสัปประยุทธ ต่อสู้
ด้วยอหิงสา ศานติวิธี
พี่น้องม่าน พี่น้องชนเผ่าทั้งผอง
...แล สตรีเหล็ก “ออง ซาน ซูคยี”
รวมทั้งผองเพื่อนพี่น้องร่วมโลกร่วมแผ่นดินแห่งดาวโลกดวงนี้
ต่างคล้องแขนร่วมเดินทางเปล่งร้องขับขานบทเพลงแห่งชัย
...ชัย...ชัย...ชัย !

ดูรา...ภราดา...ภราดา
ยลดูด้วยประกายดวงตาปลื้มปิติ
...ดูซี...ดูซี...
“มองดูความจริงซี”
พระคุณท่าน แม่ชี...พระสงฆ์องคเจ้า
เดินจงกรม สวดมนต์ให้ประชาชน
แลร่วมขับขานบทเพลงสวดแห่งเสรี!
ท่านเป็นทัพหน้าพร้อมประจญประจัญบาน
กับหมู่มาร อสูร ทุกผู้ !
สาเหตุ เป็นด้วย เพราะ...
“สุดแสนที่จักทนทานได้”
ท่านจึ่งพร้อมประจญประจัญบานกับมารปีศาจ อสูร
ด้วยอหิงสา ศานติวิธี เมตตาธรรม
กรุณา ปราณี แลยืนหยัดมั่น
เถิดเหล่าพี่น้องเผด็จการฟัสซิสต์สลอร์คแห่งมิยันม่า
คุณจงลงจากเวทีที่คุณเล่นละครจอมปลอมมานานแสนนานแล้ว !
จงลงจากเวทีอันแสนทุเรศซะดีๆ
หมดเวลาของเธอแล้ว !
หมดเวลาของเธอแล้ว !

โลก เอกภพ จักรวาล อวยพรชัยให้ประชาชน
...มหาประชาชน จงเจริญ !

pic

pic

(2)

หัวใจจิตวิญญาณมนุษยชาติมิเคยตาย !
เผด็จการท็อปบูททมิฬมิยันม่าร์
ถ้าเธอจักเข่นฆ่าทำร้ายจับกุมคุมขังประชาชน
...กระทั่งเข่นฆ่าทำร้ายพระสงฆ์องคเจ้า !
นั่นคือ บาปหนาที่เธอกระทำ
ด้วยความโลภ โกรธ หลง ผลประโยชน์ของเธอเอง
...Hello...เผด็จการฟัสซิสต์การท็อปบูททมิฬ
จงจำใส่ใจเอาไว้จนตาย...
หัวใจจิตวิญญาณอันบริสุทธ์ของประชาชน
มนุษยชาติมิเคยตาย
เธอผองนั่นแหละจักตายเอง !
จงจดจำเอาไว้...หมู่มารทั้งผองจักตายเอง !
มหาประชาชนจงเจริญ !
เผด็จการจงพินาศ !

ด้วยพลังใจจากประชาชนชาวไทย
แสงดาว ศรัทธามั่น

หมายเหตุ : บทกวีชิ้นนี้เขียนขึ้นอ่านในงานชุมนุมภาวนาส่งกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนชาวพม่าที่กำลังต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา ณ ลานหน้าอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย

Subscribe to Burma