หนังที่ถูกแบน เรื่อง "ปิตุภูมิ (Fatherland)" ของ ยุทธเลิศ สิปปภาค

โดย ปราชญ์ ปัญจคุณาธร

 

วันก่อนผมไปร้านหนังสือ Candide Books มา. ข้างๆ มีแกเลอรีแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับหนังที่ถูกแบน เรื่อง "ปิตุภูมิ (Fatherland)" โดยผู้กำกับ ยุทธเลิศ สิปปภาค.

ผมไม่เห็นด้วยกับการแบนหนังเรื่องนี้ แต่ผมดูนิทรรศการแล้วรู้สึกมากๆ ว่าหนังเรื่องนี้ห่วย และจะสร้างผลเสียมากกว่าผลดี. หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้. พระเอกเป็นทหารที่ถูกส่งลงใต้. นางเอกเป็นครูชาวมุสลิม (จะมีอาชีพอะไรที่เหมาะกับการเป็นนางเอกในจังหวัดชายแดนใต้ได้มากกว่านี้อีก?). แน่นอนว่าทั้งสองพบรักกัน และทุกสิ่งทุกอย่างที่ cliche ก็ตามมา.

พอเห็นพล็อตแบบนี้แล้ว ก็น่าจะเดาได้เลยใช่ไหมครับ ว่านางเอกก็คงต้องเป็นชาวมุสลิมที่ "ดี" คอยสอนเด็กๆ ว่าหลักศาสนานั้นสอนให้คนรักสันติ. พระเอกก็ต้องคอยต่อสู้กับ "โจรใต้" ที่ก่อกรรมทำเข็ญต่างๆ นานา ทั้งฆ่าพระ ฆ่าครู. นางเอกต้องสวยเปล่งประกายแบบเกินจริง ส่วนพระเอกก็ต้องหล่อแบบชายชาติทหาร แต่ก็ยังต้องคงลักษณะแบบชนชั้นกลางในเมือง คือผิวขาว หน้าจีน ไม่ดูบ้านนอก (ไม่งั้นสลิ่มในเมืองดูแล้วจะไม่อิน). นอกจากนั้นก็ต้องมีฉากนางเอกสอนวัยรุ่นที่ไปเป็น "โจรใต้" ว่าพวกเขากำลังเข้าใจหลักอิสลามผิด. และแน่นอนว่าต้องมีฉากสนทนาแลกเปลี่ยนกันระหว่างนางเอกกับหญิงชาวพุทธ. และก็แน่นอนว่าบทสนทนาจะต้องตื้นเขินสุดๆ.

ความ cliche นั้นก็เรื่องนึง แต่สิ่งที่ผมว่าแย่ที่สุดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้คือ หนังวาดภาพชาวมุสลิมที่ต่อสู้กับรัฐไทยว่าเป็น "ผู้หลงผิด" ทำนองเดียวกับที่รัฐเคยวาดภาพนักศึกษาที่เข้าป่า จับอาวุธสู้กับรัฐในช่วงสงครามเย็น. หนังฉายภาพ "โจรใต้" แบบมีแววตาโหดร้าย แววตาที่บ่งบอกว่าเขาหลงมัวเมา เขาถูกล้างสมอง เขาเสียสติ เขาไม่ใช่คนปกติ (ดูภาพข้างล่างประกอบ). หนังไม่เคยฉายให้เห็นตัวตนและความรู้สึกนึกคิดของคนเหล่านี้ ไม่เคยพาคนดูเข้าสอดส่องให้หัวคนเหล่านี้ว่าเขาคิดอย่างไร. (หนังมองว่าไม่จำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจความคิดของคนเสียสติ.)

ในทางตรงกันข้าม หนังพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้คนดูเข้าใจและเห็นใจเจ้าหน้าที่รัฐ. หนังตามเฝ้าสังเกตติดตามเจ้าหน้าที่รัฐ (ทหารและตำรวจ) อย่างละเอียด. แววตาของเจ้าหน้าที่รัฐถูกทำให้เป็นแววตาของคนดี ผู้บริสุทธิ์ ที่มีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนคนทั่วไป. ในแง่นี้หนังไม่พยายามชี้ให้เห็นว่าปัญหาความรุนแรงนั้นมีสาเหตุที่ซับซ้อนกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจกัน แต่กลับตอกย้ำความเข้าใจอันฉาบฉวยของคนเมือง ที่ว่า "โจรใต้" เป็นผู้ก่อการร้าย ที่ถูกล้างสมองจนคลั่ง หมดไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ และความรุนแรงจากฝ่ายรัฐนั้นชอบธรรมแล้ว.

อีกอย่างหนึ่งที่แย่เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้คือ มันลดทอนปัญหาที่สลับซับซ้อน ปัญหาที่เป็นเรื่องเชิงโครงสร้างอย่างยิ่ง ให้อยู่ในรูปของเรื่องราวความสัมพันธ์อันตื้นเขินระหว่างตัวละครสองตัว แล้วสรุปแบบมักง่ายว่าปัญหาทุกอย่างแก้ได้ด้วยการหันมารักกัน. หนังพยายามจับนางเอก (ซึ่งหนังอุปโลกน์ให้เป็นตัวแทน "คนมุสลิมที่ดี") กับพระเอก (ซึ่งหนังปั้นมาให้เป็นตัวแทน "ฝ่ายรัฐไทย") มาจูบปากกัน แล้วปิดเรื่องแบบให้ความรักฝ่าฟันอุปสรรคทั้งปวงได้. คนดูดูจบแล้วก็กลับบ้านไปท่องคาถา "มารักกันเถิด" แล้วก็สาปแช่ง "โจรใต้" ในพาดหัวหนังสือพิมพ์กันได้ต่อไปแบบไม่ต้องฮุกคิดอะไรเพิ่ม และไม่ต้องสนใจหาข้อมูลเกี่ยวกับการกดขี่และการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ.

ผมดูนิทรรศการมาจนถึงจุดสุดท้าย แล้วพบว่าหนังเรื่องนี้สร้างจากนิยายเรื่อง "พรมแดน" ของ "วสิษฐ เดชกุญชร". ผมก็เลยหายแปลกใจกับความห่วย ความฉาบฉวย และการพยายามแทรกอุดมการณ์ชาตินิยมและพุทธนิยมภายใต้ลายพรางของความรักระหว่างคนสองคนและบทสนทนาที่ดูเหมือนจะพยายามทำความเข้าใจศาสนา. ก่อนเดินออกจากห้องนิทรรศการ ผมเขียนคอมเม้นต์ให้ผู้กำกับในสมุดเยี่ยม. ท่านสามารถอ่านคอมเม้นต์นั้นได้ในรูปข้างล่างครับ.

 

 

ภาพจากนิทรรศการหนังที่ถูกแบน เรื่อง "ปิตุภูมิ (Fatherland)" โดยผู้กำกับ ยุทธเลิศ สิปปภาค

 

(ภาพจากนิทรรศการหนัง "ปิตุภูมิ (Fatherland)" ที่ The Jam Factory)

ภาพจากนิทรรศการหนังที่ถูกแบน เรื่อง "ปิตุภูมิ (Fatherland)" โดยผู้กำกับ ยุทธเลิศ สิปปภาค(ภาพจากนิทรรศการหนัง "ปิตุภูมิ (Fatherland)" ที่ The Jam Factory)

 

 

ภาพจากนิทรรศการหนังที่ถูกแบน เรื่อง "ปิตุภูมิ (Fatherland)" โดยผู้กำกับ ยุทธเลิศ สิปปภาค(ภาพจากนิทรรศการหนัง "ปิตุภูมิ (Fatherland)" ที่ The Jam Factory)