กว่าจะเป็นทุกวันนี้
ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
"หลังจากค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ต แวะเวียนไปตามร้านค้าเพื่อสัมผัสเนื้อผ้าและตรวจสภาพล้อ เย็นวันหนึ่งผมก็สั่งซื้อกระเป๋าลากยี่ห้อ North Face จากมือถือตามคำโฆษณาที่ว่ามันมาพร้อมกับล้อที่ดีที่สุด: 'ล้อโรลเลอร์เบลดคุณภาพเยี่ยม' ผมจำเป็นต้องมีกระเป๋าลากเอาไว้ขนหนังสือติดตัวไปด้วย ความจำเป็นในการหาของดีๆ มาใช้นั้นเกิดจากการเดินทางอันเลวร้ายหลายต่อหลายครั้ง เพราะกระเป๋าที่คิดว่าแข็งแรงทนทานกลับลงเอยด้วยอาการล้อหักขณะเดินท่ามกลางสายฝนในเมืองบาเซิล (จำได้สดๆ ร้อนๆ) หรือในกลาสโกว์ (เกือบลืมไปแล้ว) หรือไม่ก็ไปเจอมันในสภาพล้อพังตรงสายพานรับกระเป๋า การลากกระเป๋าสองใบพร้อมสัมภาระขึ้นเครื่องเป็นเรื่องที่ลำบากมากเมื่ออยู่ในรถไฟใต้ดิน แต่ผมก็ต้องทนทำ เพราะผมไม่มีเงินพอที่จะนั่งรถแท็กซี่
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผมได้ฤษ์สั่งกระเป๋าลาก North Face ด้วยมือถือ ปรากฏว่าเมื่อสั่งซื้อเสร็จระบบดูจะรวนไปหมด ผมเลยต้องเปิดแล็ปท็อปเพื่อเริ่มทำทุกอย่างใหม่ ตั้งแต่กรอกเลขผู้เสียภาษี VAT ที่อยู่ในการออกใบแจ้งหนี้และการจัดส่ง รวมถึงการให้ข้อมูลที่ขาดไม่ได้ซึ่งทำให้ชีวิต (ดิจิทัล) ของเราในทุกวันนี้ดูรวดเร็วทันใจเหลือเกินโดยเฉพาะหลังจากที่ได้ลองเปรียบเทียบราคาในเว็บไซต์ต่างๆ มาแล้ว เมื่อผมสั่งซื้อกระเป๋าลากได้สำเร็จ ผมก็ทำงานธุรการต่างๆ ต่อด้วยการบันทึกใบแจ้งหนี้ลงในระบบจัดการออนไลน์ที่ใช้อยู่ ตอนนั้นเองที่ผมสังเกตว่า ผมได้จ่ายเงินซ้ำซ้อนสองรอบเพื่อซื้อกระเป๋าลากติดล้อโรลเลอร์เบลดใบเดิม ผมโทรหาบริษัทซึ่งยังไม่ได้บันทึกยอดชำระเงินรอบแรกของผมลงในระบบ แต่บอกผมว่าจะแก้ไขให้ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ภายในชั่วโมงถัดมา อีเมลแจ้งยกเลิกรายการก็เด้งขึ้นมา วันรุ่งขึ้น หนึ่งชั่วโมงหลังจากเวลานัดส่งของ พนักงานส่งของที่รู้จักกันเพราะเขาคอยมาส่งพัสดุให้กับเพื่อนบ้านอีกฝั่งหนึ่งของถนนซึ่งไม่เคยอยู่บ้านเลยอยู่เป็นประจำ ก็นำกระเป๋าลากเพียงใบเดียวมาส่ง มันถูกห่อหุ้มด้วยพลาสติกอย่างดี และบรรจุซ้อนมาในกล่องกระดาษลูกฟูกใบใหญ่อีกชั้นหนึ่ง
สิ่งที่ผมได้จากเรื่องนี้ก็คือ วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระของเรานั้นดำรงอยู่ได้ด้วยการลดต้นทุน ซึ่งส่วนใหญ่สำเร็จได้ด้วยการเสียสละและแรงกายแรงใจของปัจเจกบุคคลที่ดำเนินงานสำนักพิมพ์และกิจกรรมเหล่านี้ ผู้จัดพิมพ์เช่นตัวผมเองสามารถหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดทางศีลธรรม (ethical pain) หรือหายนะจากการดำเนินธุรกิจการจัดทำสิ่งพิมพ์กระแสหลักได้ ด้วยการกล่อมตัวเองให้เชื่อว่าพวกเรากำลังเผยแพร่เนื้อหาที่ตนเองเชื่อมั่นจริงๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ก็ต้องแลกมาด้วยการเสียสละส่วนตัว ซึ่งรวมถึงการจำกัดเวลาสำหรับกิจกรรมทำเงินประเภทอื่นๆ
ความซื่อสัตย์ทางวิชาชีพและเศรษฐกิจของตัวแสดง
การค้นพบ 'ตลาด' ในช่วงหลังๆ มานี้หมายความว่าการจัดทำสิ่งพิมด้วยตัวเองได้พัฒนาไปสู่โครงสร้างที่เป็นทางการมากขึ่้นคล้ายกับสำนักพิมพ์แบบดั้งเดิมหรือสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ สิ่งนี้หมายความว่า ผู้จัดพิมพ์ย่อมต้องว่าจ้างหรือจัดการผู้เล่นหลายฝ่ายในสนามและดูแลกระบวนการผลิตในหลายๆ มิติ ตั้งแต่การบรรณาธิการ ไปจนถึงการออกแบบและการตกลงกับโรงพิมพ์ กำหนดสเปกการพิมพ์ ไปจนถึงความร่วมมือด้านการจัดจำหน่าย ท้ายที่สุด การจัดการกับผู้เล่นจำนวนมากนี้ย่อมหมายความว่า เสรีภาพของการทำอะไรด้วยตัวเราเองอันเป็นอุดมคติในช่วงต้น ตลอดจนเป้าประสงค์และแนวทางการทำงานของผู้จัดพิมพ์อิสระ เปลี่ยนมือจากการไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใครไปสู่การกระจายงานไปยังตัวแสดงและฝ่ายต่างๆ เป็นจำนวนมาก ผลลัพธ์ในเชิงบวกของความเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือ เมื่อมีการจัดจำหน่ายและทรัพยากรมากขึ้น จำนวนการพิมพ์ก็เพิ่มขึ้นได้ ทำให้ต้นทุนต่อเล่มลดลง และส่งผลให้สามารถทำกำไรกับหนังสือบางเล่มได้หากขายได้จำนวนมากพอ กำไรนี้จะมีประโยชน์เมื่อนำไปใช้เป็นทุนสำหรับโครงการในอนาคตหรือเพื่อสนับสนุนชุมชนแห่งการปฏิบัติ (community of practice) ผลลัพธ์ในเชิงลบก็คือ ยิ่งมีคนเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตมาก ลำดับชั้นและการต้องคอยสั่งคอยติดตามการทำงานก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตาม และต้นทุนสำหรับการลงแรงทำงานประเภทนี้มักไม่ค่อยได้ถูกคิดคำนวณไว้
ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีกำไรมากขึ้น ผมและเพื่อนร่วมงานจึงเริ่มตระหนักมากขึ้นถึงแรงงานที่จำเป็นและเงื่อนไขการลงแรงทำงานที่จำเป็นสำหรับการจัดจำหน่าย ในกรณีของ Onomatopee เราเริ่มผลิตหนังสือจำนวนมากกับโรงพิมพ์ขนาดเล็กในยุโรปตะวันออกซึ่งต้นทุนการพิมพ์โดยเฉลี่ยแล้วถูกกว่าโรงพิมพ์ในประเทศยุโรปตะวันตก เรายังพบวิธีที่ทำให้การผลิตหนังสือถูกลงและถูกลงจากเครือข่ายและสายสัมพันธ์เหล่านี้ด้วย ในขณะเดียวกัน ต้นทุนค่าแรงที่สูงในยุโรปตะวันตกทำให้เราตัดสินใจซื้อเครื่องห่อฟิล์มหด (shrink-wrapping machine) เพื่อห่อฟิล์มหนังสือด้วยตัวเองเพื่อลดต้นทุนลงไปอีก ให้เห็นภาพก็คือ เรากำลังจ่ายเงินสองหมื่นหนึ่งพันยูโรเพื่อพิมพ์หนังสือที่กำลังจะวางตลาด แต่เราจะห่อฟิล์มหนังสือกันเองทำให้ลดต้นทุนไปได้ 800 ยูโร นี่คือสภาพความเป็นจริงของโอกาสที่มาจากการจัดจำหน่ายระดับโลก ขณะเดียวกันก็เป็นปัญหาจริงๆ ของการผลิตทางวัฒนธรรมแบบก้าวหน้า แรงไฟในวันแรกๆของการเป็นผู้ประกอบการที่จะทำงานอิสระ ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง และมุ่งมั่นเต็มที่ในสิ่งที่ทำ ตอนนี้ดูจะกลายเป็นเรื่องไร้เดียงสา เพราะเราไม่รู้มาก่อนว่าจะแบกรับความรับผิดชอบในการมุ่งมั่นทำงานทางวัฒนธรรมอย่างเข้มข้นจริงจังในฐานะเป็นผู้จัดพิมพ์ได้อย่างไร
ทว่าความมุ่งมั่นทำงานนี้กลับบดบังการตัดสินใจเชิงจริยธรรมของเรา และผลักดันไปสู่การใช้แรงงานฟรีได้อย่างง่ายดายเกินไป ผมยังคงเชื่อว่าไม่ว่ามันจะสร้างความทุกข์ยากมากน้อยเพียงใด แต่มันคือความเป็นจริงที่น่าเศร้าที่ผู้ผลิตงานทางวัฒนธรรมจำนวนมากจะยังคงได้รับประโยชน์จากการใช้แรงงานฟรีหรือแรงงานราคาถูกอยู่ต่อไป สำหรับ Onomatopee สิ่งนี้หมายความว่าผู้จัดพิมพ์จะไม่ได้รับค่าตอบแทนจากแรงงานสมทบ (in-kind) และตอนนี้รวมไปถึงแรงงานจากความเชี่ยวชาญ เช่น การให้คำแนะนำด้านการบรรณาธิการ การสนับสนุนการผลิต และอื่นๆ ในขณะนี้ นักออกแบบกราฟิก ผู้เขียน และบรรณาธิการต้นฉบับ ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตผลงานขั้นพื้นฐานให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างยังคงได้รับค่าตอบแทน