Skip to main content

                                  

    

 

……….This was a music I'd never heard. Filled with such longing, such unfulfillable longing, it had me trembling. It seemed to me that I was hearing the voice of God.

    .......  นี่คือดนตรีที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน ช่างเปี่ยมด้วยความปรารถนาอันล้นเหลือ ความปรารถนาที่ช่างไม่มีวันเติมเต็ม มันทำให้ผมสั่นเทิ้ม ดูราวกับว่าผมกำลังได้ยินพระสุรเสียงแห่งพระเจ้า

                                                   อันโตนีโอ ซาเรียเย่

        ผมไม่รู้เหมือนกันว่าประโยคข้างบนเป็นคำชื่นชมที่มาจากความรู้สึกภายในของซาเรียเย่ คีตกวีชื่อดังคนหนึ่งของยุคคลาสิกต่อดนตรีของโมซาร์ท หรือเป็นเพียงบทพูดที่ถูกเขียนขึ้นมาในภาพยนตร์รางวัล 8 ตุ๊กตาทองอย่าง Amadeus (1984) แต่เวลาที่ผมได้ฟังเสียงเพลงของโมซาร์ทโดยเฉพาะเปียโนนั้น ทำให้ผมคิดว่าหากดนตรีของเขาไม่ใช่พระสุรเสียงของพระเจ้า อย่างน้อยๆ  ก็ต้องเป็นเสียงเต้นของพระหทัย (หัวใจ) แห่งพระองค์ อนึ่งในฐานะพวกไม่เชื่อในพระเจ้าหรือไม่มีศาสนา พระเจ้าในที่นี้จึงเปรียบได้กับพลังหรือกฏเกณฑ์อันยิ่งใหญ่ของจักรวาล ดังปรัชญาของท่านรพินทรนาถ ฐากูร กวีรางวัลโนเบลชาวอินเดีย นอกจากผมจะตกหลุมรักเปียโนโซโนาตาของเบโธเฟนซึ่งฟังดูเปี่ยมด้วยอารมณ์รุนแรงและลึกซึ้งแล้ว (กระนั้นในหลายบท เพลงของเบโธเฟนก็นุ่มนวลและสร้างอารมณ์ชวนฝัน) ผมยังชอบฟังเปียโนโซนาตาของโมซาร์ทและมักโยงดนตรีของเขาเข้ากับทิวทัศน์รอบข้างที่เป็นชนบทจึงมักจะคิดเล่นๆ อยู่เสมอว่า พระผู้เป็นเจ้าได้ปรากฏรูปโฉมมาพร้อมกับแมกไม้ซึ่งมีเบื้องหลังคือทุ่งนาสีทองอร่ามที่อยู่แนบชิดกับทิวเขาสีเขียวชอุ่ม พร้อมกับเสียงเปียโนของคีตกวีท่านนี้ ดังชื่อกลางของโมซาร์ทคือ Amadeus อันเป็นภาษาละตินแปลว่า "ความรักของพระเจ้า"  กระนั้นความมลังเมลืองของเปียโนของโมซาร์ทก็ไม่ได้จำกัดเพียงแค่โซนาตาเพียงอย่างเดียว หากรวมไปถึงการละเล่นร่วมกับไวโอลินดังไวโอลินโซนาตา (violin sonata) ที่เปียโนทำหน้าที่รองลงมาคือช่วยเป็นจังหวะให้กับไวโอลินหรือรูปแบบที่อาจจะไม่ได้นิยมเท่า แต่ช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกได้ถึงความเนิบนาบ ไปพร้อมกับความสงบและอบอุ่น ราวกับอยู่ในห้วงแห่งสมาธิก็ไม่ปาน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสวนหรือทุ่งนายามบ่ายที่มีแสงแดดสาดส่องมา ดนตรีเช่นนั้นของโมซาร์ทก็คือ Quintet in E flat major for Piano and Winds, K. 452  ที่มีเครื่องดนตรีสำหรับเป่าเข้าร่วมละเล่นกับเปียโนก็คือโอบา แคริเน็ต ฮอร์นและบาสซูน รวมจำนวนเครื่องดนตรี  5 ชิ้น

 

                                      

                                                                  ภาพจาก www.copieartistiche.it

นอกจากนี้ยังรวมถึงเปียโนที่เล่นร่วมกับวงออร์เคสเคสตรา ดังชื่อเปียโนคอนแชร์โต  (piano concerto) และ บุรุษผู้หนึ่งซึ่งน่าจะซาบซึ้งดนตรีเช่นนี้ของโมซาร์ทเป็นอย่างดีก็คือโจเซฟ สตาลินผู้นำแสนยิ่งใหญ่ของสหภาพโซเวียตที่ได้ผลาญชีวิตของเพื่อนร่วมชาติไปกว่า 30 ล้านคนนั้นเอง ถึงแม้ข้อมูลเกี่ยวกับดนตรีและนักดนตรีที่เขาค่อนข้างจำกัดไม่อล่างฉ่างหรืออลังการเหมือนกับฮิตเลอร์ และเขาก็ได้กดขี่คีตกวีรวมไปถึงนักดนตรีของสหภาพโซเวียตจากอุดมการณ์สัจนิยมสังคมนิยมของเขา จนคนเหล่านั้นแทบเจียนบ้าจากโศกนาฏกรรมของชีวิต ดังตัวอย่างของดมิตรี โชสตาโควิก และเซอร์กีย์ โปรโกเฟียฟ ซึ่งผมได้เขียนเล่าเรื่องชีวิตของคนทั้ง 2 มาแล้วนั้นเอง ดนตรีที่เขาชอบน่าจะเป็นดนตรีของโมซาร์ท นอกเหนือไปจากดนตรีพื้นบ้าน (อันสะท้อนถึงบุคลิกแบบรากหญ้าของเขา อันแตกต่างจากบุคลิกปัญญาชนอย่างวลาดิมีร์ เลนินหรือลีออน ทรอสต์กี)  จึงเป็นเรื่องย้อนแย้งที่ว่าดนตรีของโมซาร์ทไม่สามารถสื่อหรือนำไปสู่ความคิดทางสังคมนิยมหรือต่อต้านชนชั้นตามเจตจำนงของสตาลินได้ ยกเว้นอุปรากรบางเรื่องของโมซาร์ทที่เสียดสีระบบชนชั้นของยุโรปในศตวรรษที่ 18 

     ในช่วงบั้นปลายของชีวิต สตาลินเริ่มใช้ชีวิตอย่างสันโดษและมีพฤติกรรมส่อความเพี้ยนขึ้นเรื่อยๆ  เขามักหมกตัวอยู่กับบ้านพัก ไม่ยอมพบปะผู้คน งานอดิเรกแปลก ๆ ของเขาก็คือการตัดเอารูปจากหนังสือพิมพ์และนิตยสารมาติดกับกระดาษแล้วเอามาประดับผนังบ้านของตน สตาลินใช้เวลาในการฟังวิทยุมาก วันหนึ่งเขาฟังเพลงเปียโนคอนแชร์โตหมายเลข 23 ของโมซาร์ทผ่านวิทยุ จึงได้ร้องขอคณะกรรมการที่รับผิดชอบการกระจายเสียงวิทยุถึงแผ่นเสียงของเพลงบทนี้ อันเป็นเรื่องน่าสะพึงกลัวว่าดนตรีที่เขาฟังนั้นเป็นการแสดงสด และไม่มีใครกล้าปฏิเสธสตาลิน เพราะเพียงเขาพยักหน้าเป็นสัญลักษณ์ คนผู้นั้นก็ต้องเข้าค่ายกักกันหรือไม่ก็ถูกยิงทิ้งเพียงสถานเดียว คณะกรรมการต้องลงทุนนำวงดนตรีมาบรรเลงเพื่ออัดเสียงโดยเฉพาะ การอัดเสียงครั้งนี้กว่าจะสำเร็จได้ ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดของผู้เกี่ยวข้องซึ่งล้วนเต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างสูง ถึงขั้นต้องใช้วาทยากรถึง 3 คน เพราะ 2 คนแรกเครียดจนป่วยเป็นโรคประสาทเกินกว่าจะทำอะไรได้  กระนั้นมีบุคคลเดียวซึ่งไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลอะไรนักคือนักเล่นเปียโนในคอนเสิร์ตครั้งนั้นนามว่า มาเรีย ยูดินา เธอนั้นจะเป็นคนโปรดของสตาลินก็ไม่อาจทราบได้ เพราะสตาลินไม่น่าจะชอบมนุษย์หน้าไหนได้เป็นพิเศษ  แต่ที่แน่ๆ คือเธอเป็นเพียงไม่กี่คนหรืออาจจะคนเดียวในแผ่นดินโซเวียตที่กล้าขัดคอสตาลินแล้วยังมีลมหายใจอยู่ต่อได้ แถมยังเขียนจดหมายเป็นเชิงตำหนิท่านผู้นำได้อีกด้วย ซึ่งสะท้อนว่าสตาลินนั้นอาจจะชื่นชอบเธอในฐานะผู้ถ่ายทอดดนตรีของโมซาร์ทเป็นอย่างน้อย

         สตาลินถึงแก่กรรมเวลา 3 ทุ่ม 50 นาทีของคืนวันที่ 5 มีนาคม ปี 1953 ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว มีคนคาดการณ์ไปต่างๆ นาๆ ถึงห้วงคิดของจอมเผด็จการว่าเป็นอย่างไรก่อนที่จะลาลับจากโลกนี้ไป บ้างก็ว่าเขากำลังวางแผนจะจับกุมและสังหารคนรอบข้างไม่ว่าแพทย์ หรือแม้แต่ลูกน้องผู้ภักดีต่อตน ตามประสาของผู้ป่วยเป็นโรคหวาดระแวง การตายของเขาจึงเป็นการช่วยชีวิตของชาวโซเวียตอีกเป็นล้านๆ คน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าขนลุกหากสตาลินมีชีวิตอยู่ต่ออีกหลายปี  อย่างไรก็ตามมีการพบว่า แผ่นเสียงเปียโนคอนแชร์โตหมายเลข 23 ของโมซาร์ทที่บรรเลงโดยยูดินาค้างอยู่ในเครื่องเล่นของสตาลิน จึงเป็นไปได้ว่าสตาลินคงฟังเพลง ๆ นี้ไม่นานก่อนเขาตาย อันทำให้อดจินตนาการไม่ได้ว่าในห้วงคิดคำนึงอันแสนดำมืดของทรราชก่อนลมหายใจเฮือกสุดท้ายจะออกจากร่างนั้น อาจจะมีแสงสว่างอันเกิดจากเสียงเปียโนอันงดงามของโมซาร์ทพาดผ่านอยู่ไม่มากก็น้อย    

         

                                                                    

                                                                    ภาพจาก www.amazon.com

          

 

 

    

บล็อกของ อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์

อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
ถือได้ว่า It's A Wonderful Life เป็นภาพยนตร์ที่อเมริกันชนแสนจะรักใคร่มากที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้นอกจากจะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับหนังชีวิตในยุคหลังมากมายหลายเรื่องแล้ว ภาพยนตร์ขาวดำเรื่องนี้ยังถูกนำมาฉายทางโทรทัศน์ในช่วงคริสต์มาสของทุกปีในอเมริกา คอหนังอเมริกันมักจะเอยชื่อหนังเรื่อง
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
ผลพวงแห่งความคับแค้นหรือ The Grapes of Wrath เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวโจดส์ที่อาศัยอยู่ใน รัฐโอกลาโอมา พวกเขาเป็นหนึ่งในหลาย ๆ หมื่นครอบครัวของชนชั้นระดับรากหญ้าของอเมริกาที่ต้องพบกับความยากลำบากของชีวิตในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ (Great Depression) ในทศวรรษที่ 30 ซึ่งสหรัฐฯเป็นต้นกำเนิดนั้นเอง &nbsp
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
เคยสังเกตไหมว่าพวกที่เป็นเซเลบและพวกที่ไม่ได้เป็นเซเลบแต่อยากจะเป็นเซเลบ  มักจะหันมาใช้อาวุธชนิดหนึ่งในการโฆษณาสร้างภาพตัวเองซึ่งดูเหมือนจะได้ผลไม่น้อยไปกว่าให้หน้าม้ามาโผล่ตามเว็บไซต์ต่างๆ หรือเสนอหน้าผ่านเกมโชว์หรือรายการทั้งหลายในโทรทัศน์ก็คือหนังสือนั้นเอง หนังสือที่ว่ามักจะเป็นเรื่องเ
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
บทความเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้แปลมาจากบทความของโรเจอร์ อีเบิร์ต ที่เขียนขึ้นในเวบ Rogerebert.com เมื่อวันที่ 25 กรกฏาคม ปี ค.ศ.
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
1."วันข้างหน้า ถ้าไม่มีมาตรา 44  ไม่มีคสช.เราจะอยู่กันอย่างไร"
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
from A to Z , rest of one's life If the officers want to inspect  Dhammakay temple from A to Z , they must spend the rest of their lives.
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
 ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับของหมอดูที่ผมรวบรวมมาจากการประสบพบเองบ้าง (ในชีวิตนี้ก็ผ่านการดูหมอมาเยอะ) จากการสังเกตการณ์และนำมาครุ่นคิดเองบ้าง ซึ่งก็ไม่ได้หมายความถึงหมอดูทุกคน เพราะคงมีจำนวนไม่น้อยที่มีฝีมือจริงๆ  กระนั้นผมเห็นว่าไม่ว่าเก่งหรือไม่เก่ง พวกเขาหรือเธอต้องใช้เคล็ดลับ
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
หากพูดถึงหนังเรื่อง Lolita ไม่ว่าเวอร์ชั่นไหนแล้วคำ ๆ แรกที่ทุกคนนึกถึงก็คือ Paedophilia หรือโรคจิตที่คนไข้หลงรักและต้องการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กที่อายุน้อย ๆ สาเหตุที่ถูกตีตราว่าโรคจิตแบบนี้เพราะสังคมถือว่ามนุษย์จะสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อมีอายุที่สมควรเท่านั้น และสำคัญที่มันผิดทั้งกฏหมายและศี
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
1.Blade Runner (1982)  สุดยอดหนังไซไฟที่มองโลกอนาคตแบบ Dystopia นั่นคือเต็มไปด้วยความมืดดำและความเสื่อมโทรม ถึงแม้บางคนอาจจะผิดหวังในตอนจบ(แต่นั่นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหนัง) แต่ด้วยฝีมือ Ridley Scott ที่สร้างมาจากงานเขียนของ Philip K.Dick ทำให้
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
มีการถกเถียงกันทางญาณวิทยาซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญามาเป็นพัน ๆ ปีว่าความจริง (Truth) แท้จริงเป็นอย่างไร แล้วเราจะสามารถรู้หรือเข้าสู่ความจริงได้หรือไม่ แน่นอนว่าผู้อ่านย่อมสามารถโต้ตอบผู้เขียนได้ว่าความจริงที่เรากำลังสัมผัสอยู่ขณะนี้เช่นหูได้ยินหรือจ
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
จำได้ว่าตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตน ภาพยนตร์ที่สร้างความเพลิดเพลินและความชื่นอกชื่นใจให้แก่ผมมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือหนังเรื่อง "มนตร์รักลูกทุ่ง" ของสยามประเทศนี่เอง เคยดูเป็นเวอร์ชั่นโรงใหญ่จากโทรทัศน์ก็ตอนเด็ก ๆ ความจำก็เลือนลางไป เมื่อเข้าเรี
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
อาคิระ คุโรซาวาเป็นผู้กำกับญี่ปุ่นชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลก ด้วยความยิ่งใหญ่จนถึงระดับคลาสสิกของภาพยนตร์ที่เขาสร้างหลายสิบเรื่องทำให้มีผู้ยกย่องเขาว่าเหมือนกับจักรพรรดิหรือแห่งวงการภาพยนตร์ไม่ว่าญี่ปุ่นหรือแม้แต่ระดับนานาชาติคู่ไปกับสแตนลีย์ คิวบริก อัลเฟรด