Skip to main content

เห็นเว็บไซต์ข้างล่าง (ดังในลิงก์) บอกว่าความสัมพันธ์ (มิตรภาพหรือสายใย) ระหว่างไทยกับอิหร่านมีอย่างเหนือกาลเวลาหรือเหนียวแน่นคือกว่า 400 ปี เริ่มตั้งแต่ 'ค.ศ. 1602 ท่ามกลางเกลียวคลื่นของมหาสมุทรอินเดีย มีเรือสินค้าลำหนึ่งบรรทุกชายผู้มีนามว่า 'เฉกอะหมัด กูมี' เดินทางไกลจากดินแดนเปอร์เซียอันรุ่งโรจน์มุ่งหน้าสู่กรุงศรีอยุธยา' หรือ 'ในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ค.ศ. 1685) ทางราชวงศ์ซาฟาวิดของเปอร์เซียยังส่งคณะทูตนำโดย อิบราฮิม เบก มาเจริญสัมพันธไมตรีถึงราชสำนักอยุธยา' 

ทว่าในเรื่องนายเฉกอะหมัด กูมีเป็นเรื่องของปัจเจกชนโดดๆ ที่มาอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาได้มาค้าขายและรับราชการ เป็นต้นตระกูลบุนนาค ไม่รู้เหมือนกันว่าจะนับเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐได้หรือไม่ และในตัวอย่างที่ 2 อิหร่านยังไม่ได้เป็นรัฐชาติหรือมีความเป็นชาติเลยนั่นคือเป็นอาณาจักรเปอร์เซีย เช่นเดียวกับตอนนั้นกรุงศรีอยุธยาก็เป็นแค่อาณาจักรไม่ใช่ประเทศไทย และทั้ง 2 กว่าจะเป็นประเทศหรือรัฐชาติได้ก็ประมาณต้นศวรรษที่ 20 ที่อิหร่านเริ่มมีรัฐสภา รัฐธรรมนูญและราชวงศ์ยุคใหม่คือปาห์ลาวีและไทยก็ช่วงรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา

และเป็นเรื่องตลกร้ายคือประวัติศาสตร์ช่วงที่อิหร่านในฐานะสาธารณรัฐอิสลามโจมตีใส่ความมากที่สุดคือยุคราชาธิปไตยที่พระเจ้าชาห์ ปาห์ลาวีพร้อมกับพระมเหสีเสด็จมาเยือนเมืองไทยถึง 2 ครั้งและรัชกาลที่ 9 กับพระราชินีก็เสด็จไปเยือนอิหร่านเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 60 อันน่าจะเป็นช่วงที่ไทยกับอิหร่านใกล้ชิดที่สุดอย่างน้อยก็ระดับราชวงศ์ แต่ไม่รู้ว่ารัฐบาลอิหร่านปัจจุบันจะกล้าโปรโมตยุคดังกล่าวเพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีกับไทยหรือไม่เพราะจะเป็นการยกย่องพระเจ้าชาห์ไป อันนี้ต้องไปค้นคว้าดู

และตั้งแต่ยุคสาธารณรัฐอิสลามเป็นต้นมาไทยกับอิหร่านก็มีความสัมพันธ์ดาดๆ ทั่วไปคือไม่ได้มีความโดดเด่นอะไรเท่าไหร่นักตามประสาของประเทศที่อยู่ไกลกันมาก มีวัฒนธรรม ศาสนา และรูปแบบการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสูง มีการค้าขายกัน มีการแลกเปลี่ยนทางการทูตหรือการไปเยือนของคนสำคัญ แบบที่ประเทศไหนในโลกทำต่อกันถ้าไม่ใช่ศัตรูกัน ที่สำคัญเราไม่รู้เช่นกันว่าในยุคตั้งแต่ปี 1979 ที่สหรัฐฯ หันมาเป็นศัตรูและคว่ำบาตรอิหร่านอย่างรุนแรง จะทำให้ไทยที่ยังคงผูกตัวเองกับสหรัฐฯ ยุคหลังสงครามเวียดนามกล้ามีความสัมพันธ์กับอิหร่านขนาดไหน 

จึงสรุปได้ว่าการนับความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศดังกล่าวเป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเองในภายหลัง และในหลายสื่ออย่างเว็บไซต์ดังกล่าวยังเป็น hyperbolic คือเขียนอวยเกินจริง และน่าเสียดายที่เว็บไซต์ดังกล่าวนำเสนอแบบการเมืองการปกครองเปรียบเทียบของทั้ง 2 ประเทศแทนซึ่งหลายส่วนก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศเท่าไหร่นัก 

ที่สำคัญในปัจจุบันที่เรือติดธงไทยถูกอิหร่านยิงจนเสียหายหนักเมื่อวันก่อนและทางการไทยประท้วงขั้นสูงสุดซึ่งไม่รู้ว่าอิหร่านจะขอโทษอย่างสุดซึ้งกี่โมง จะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศยังเหนียวแน่นหรือเหนือกาลเวลา อยู่หรือเปล่า 

แต่ที่แน่ๆ คนไทยจำนวนมากไม่ได้คิดอย่างนั้น แถมบุคลากรของสถานทูตอิหร่านในแอฟริกาใต้ยังลงภาพและข้อความล้อเลียนลูกเรือไทยที่รอดชีวิตมาได้ใน X พลเมืองชาวเน็ตของไทยจึงด่าทออิหร่านตามเพจต่าง ๆ ในทางกลับกันสำหรับคนอิหร่านจำนวนมากเองอาจจะยังไม่รู้ว่าประเทศไทยมีตัวตนอยู่หรือไม่หรืออยู่ที่ไหนเสียด้วยซ้ำ

 

https://spacebar.th/politics/thai-iranianrelations-3mar26

 

บล็อกของ อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์

อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
ถือได้ว่า It's A Wonderful Life เป็นภาพยนตร์ที่อเมริกันชนแสนจะรักใคร่มากที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้นอกจากจะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับหนังชีวิตในยุคหลังมากมายหลายเรื่องแล้ว ภาพยนตร์ขาวดำเรื่องนี้ยังถูกนำมาฉายทางโทรทัศน์ในช่วงคริสต์มาสของทุกปีในอเมริกา คอหนังอเมริกันมักจะเอยชื่อหนังเรื่อง
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
ผลพวงแห่งความคับแค้นหรือ The Grapes of Wrath เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวโจดส์ที่อาศัยอยู่ใน รัฐโอกลาโอมา พวกเขาเป็นหนึ่งในหลาย ๆ หมื่นครอบครัวของชนชั้นระดับรากหญ้าของอเมริกาที่ต้องพบกับความยากลำบากของชีวิตในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ (Great Depression) ในทศวรรษที่ 30 ซึ่งสหรัฐฯเป็นต้นกำเนิดนั้นเอง &nbsp
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
เคยสังเกตไหมว่าพวกที่เป็นเซเลบและพวกที่ไม่ได้เป็นเซเลบแต่อยากจะเป็นเซเลบ  มักจะหันมาใช้อาวุธชนิดหนึ่งในการโฆษณาสร้างภาพตัวเองซึ่งดูเหมือนจะได้ผลไม่น้อยไปกว่าให้หน้าม้ามาโผล่ตามเว็บไซต์ต่างๆ หรือเสนอหน้าผ่านเกมโชว์หรือรายการทั้งหลายในโทรทัศน์ก็คือหนังสือนั้นเอง หนังสือที่ว่ามักจะเป็นเรื่องเ
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
บทความเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้แปลมาจากบทความของโรเจอร์ อีเบิร์ต ที่เขียนขึ้นในเวบ Rogerebert.com เมื่อวันที่ 25 กรกฏาคม ปี ค.ศ.
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
1."วันข้างหน้า ถ้าไม่มีมาตรา 44  ไม่มีคสช.เราจะอยู่กันอย่างไร"
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
from A to Z , rest of one's life If the officers want to inspect  Dhammakay temple from A to Z , they must spend the rest of their lives.
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
 ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับของหมอดูที่ผมรวบรวมมาจากการประสบพบเองบ้าง (ในชีวิตนี้ก็ผ่านการดูหมอมาเยอะ) จากการสังเกตการณ์และนำมาครุ่นคิดเองบ้าง ซึ่งก็ไม่ได้หมายความถึงหมอดูทุกคน เพราะคงมีจำนวนไม่น้อยที่มีฝีมือจริงๆ  กระนั้นผมเห็นว่าไม่ว่าเก่งหรือไม่เก่ง พวกเขาหรือเธอต้องใช้เคล็ดลับ
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
หากพูดถึงหนังเรื่อง Lolita ไม่ว่าเวอร์ชั่นไหนแล้วคำ ๆ แรกที่ทุกคนนึกถึงก็คือ Paedophilia หรือโรคจิตที่คนไข้หลงรักและต้องการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กที่อายุน้อย ๆ สาเหตุที่ถูกตีตราว่าโรคจิตแบบนี้เพราะสังคมถือว่ามนุษย์จะสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อมีอายุที่สมควรเท่านั้น และสำคัญที่มันผิดทั้งกฏหมายและศี
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
1.Blade Runner (1982)  สุดยอดหนังไซไฟที่มองโลกอนาคตแบบ Dystopia นั่นคือเต็มไปด้วยความมืดดำและความเสื่อมโทรม ถึงแม้บางคนอาจจะผิดหวังในตอนจบ(แต่นั่นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหนัง) แต่ด้วยฝีมือ Ridley Scott ที่สร้างมาจากงานเขียนของ Philip K.Dick ทำให้
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
มีการถกเถียงกันทางญาณวิทยาซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญามาเป็นพัน ๆ ปีว่าความจริง (Truth) แท้จริงเป็นอย่างไร แล้วเราจะสามารถรู้หรือเข้าสู่ความจริงได้หรือไม่ แน่นอนว่าผู้อ่านย่อมสามารถโต้ตอบผู้เขียนได้ว่าความจริงที่เรากำลังสัมผัสอยู่ขณะนี้เช่นหูได้ยินหรือจ
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
จำได้ว่าตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตน ภาพยนตร์ที่สร้างความเพลิดเพลินและความชื่นอกชื่นใจให้แก่ผมมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือหนังเรื่อง "มนตร์รักลูกทุ่ง" ของสยามประเทศนี่เอง เคยดูเป็นเวอร์ชั่นโรงใหญ่จากโทรทัศน์ก็ตอนเด็ก ๆ ความจำก็เลือนลางไป เมื่อเข้าเรี
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
อาคิระ คุโรซาวาเป็นผู้กำกับญี่ปุ่นชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลก ด้วยความยิ่งใหญ่จนถึงระดับคลาสสิกของภาพยนตร์ที่เขาสร้างหลายสิบเรื่องทำให้มีผู้ยกย่องเขาว่าเหมือนกับจักรพรรดิหรือแห่งวงการภาพยนตร์ไม่ว่าญี่ปุ่นหรือแม้แต่ระดับนานาชาติคู่ไปกับสแตนลีย์ คิวบริก อัลเฟรด