Skip to main content

นายยืนยง

20080611 bookgarden

ประเภท          :    วรรณกรรมแปล
จัดพิมพ์โดย      :    สำนักพิมพ์ดอกหญ้า (พิมพ์ครั้งที่ 2 เมษายน 2530)
ผู้ประพันธ์     :    Bhabani Bhattacharya
ผู้แปล         :    จิตร ภูมิศักดิ์

ใครเล่าจะหลอกลวงเลือดและกระดูกของตนเองได้ตลอด?  
ถ้อยอักษรจากหน้า 424 ในอมตะนิยายเรื่อง คนขี่เสือได้กะเทาะเปลือกจิตวิญญาณมนุษย์ออกมาอย่างเข้มข้น และอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

หลายคนคงเคยได้ยินกิตติศัพท์ของ คนขี่เสือมาบ้าง บางคนอาจเคยอ่าน และรู้ซึ้ง แน่นอนว่านวนิยายเรื่องนี้จะยังคงอยู่ในใจผู้ที่เคยอ่านมัน เคยสนุก เคยดื่มด่ำ เคยซาบซึ้ง กับมัน แม้ว่าเราจะไม่เคยได้สัมผัสถึงรสชาติชีวิตเยี่ยง คนขี่เสือแต่เราก็จะรักมันและมอบให้เป็นหนังสือในดวงใจเล่มหนึ่ง

คนขี่เสือ เคยถูกกล่าวขานถึงในหลายแง่มุม ในนามหนึ่ง คนขี่เสือถือเป็นวรรณกรรมปฏิวัติทางชนชั้นวรรณะของอินเดียที่ทรงอิทธิพล ขณะอีกในนามหนึ่ง ก็เป็นวรรณกรรมที่สร้างขวัญกำลังใจให้ลุกขึ้นต่อสู้ ส่วนในแง่ของอรรถรสทางวรรณศิลป์นั้น นามของจิตร ภูมิศักดิ์ผู้แปล เราก็รู้จักกันดีถึงฝีมือและศักยภาพ
 
ส่วนเค้าโครงเรื่องที่แต่งตามขนบของเรื่องแต่งนั้น มีการวางเค้าโครงเรื่อง การปูพื้นฐานตัวละคร สร้างลักษณะนิสัยจำเพาะ โศกนาฏกรรม และความสะเทือนใจ แต่คุณค่าที่แท้ของวรรณกรรมหาใช่อยู่ที่องค์ประกอบโครงสร้างเท่านั้น หากอยู่ที่จิตวิญญาณของวรรณกรรม ซึ่งได้เข้าสถิตอยู่ในใจของผู้อ่าน

ขณะที่วรรณกรรมได้สัญจรลึกเข้าถึงจิตวิญญาณของเราผ่านภาษาที่สลักร้อยอย่างประณีตนั้น เราต้องยอมรับเสียก่อนว่า ภาษาเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะนำพาเราไปสู่เจตนารมของผู้ประพันธ์ โดยเฉพาะวรรณกรรมแปล ยิ่งต้องผ่านปราการทางเชื้อชาติ วัฒนธรรมประเพณีส่งผ่านศิลปะการแปลอีกทอดหนึ่ง กว่าจะมาถึงเราผู้อ่าน สำนวนการแปลจึงเป็นเรื่องสำคัญ ละเอียดอ่อน และควรใจใส่พิจารณาให้ถ่องแท้ ด้วยเหตุที่ว่าการเดินทางข้ามวัฒนธรรม หรือนำเอาวัฒนธรรมออกเผยแพร่สู่สายตาของวัฒนธรรมอื่นนั้น อาจจะมีเหตุผลแฝงอื่นพ่วงพันมาด้วย เราจะเห็นได้จากหนังสือแปลที่ออกสู่ตลาดการอ่านจากอเมริกาบ้าง จากอังกฤษบ้าง ญี่ปุ่นหรือเกาหลีบ้าง ซึ่งบ่อยครั้งนักวิจารณ์ได้ออกความเห็นไปทำนองที่ว่า เป็นการล่าอาณานิคมแบบใหม่ หรือเป็นการแสวงหาอำนาจซื้อใหม่ ๆ จากภายนอกประเทศ แต่กับ คนขี่เสือเราจะเข้าใจได้ว่าเป็นการแสวงหาแนวร่วมเพื่อไปสู่โลกใหม่ โลกแห่งความเท่าเทียมกันของมนุษยชาติ

เป็นที่เข้าใจกันดีว่า ในอินเดียมีการแบ่งชนชั้นวรรณะอย่างชัดเจน และมีกฎบังคับตายตัวยิ่งเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างวรรณะ เห็นจะไม่ต้องกล่าวซ้ำไว้ ณ ที่นี้ หากมองผิวเผินด้วยวัฒนธรรมใหม่ในเชิงที่ว่า มนุษย์มีสิทธิโดยเท่าเทียมกัน เสมอภาคกัน ชนชั้นวรรณะของอินเดียอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นการฆาตกรรมมนุษยชาติก็เป็นได้ แต่หากได้ศึกษาลึกซึ้งในหลายแง่มุม บางคนอาจมองว่าเป็นศิลปะชิ้นเอกของโลกก็ได้

คนขี่เสือ เป็นเรื่องราวชีวิตที่พลิกผันของช่างตีเหล็กชนชั้นกรรมกรกับลูกสาว
กาโล พ่อช่างตีเหล็ก เป็นการ์มา (กรรมกร)เนื้อตัวดำเมื่อม ผู้กรำงานหนัก ทั้งชีวิตเขารักลูกสาวนามจันทรเลขายิ่งกว่าชีวิตเขาเอง พยายามทุกวิถีทางจะให้เลขาได้เข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนบาทหลวงฝรั่ง ซึ่งมีแต่เด็กวรรณะสูงได้เข้าเรียน และเลขาก็เรียนได้ดีเลิศ ขณะที่ลูกสาวเรียน กาโลผู้พ่อก็หาเวลาว่างอ่านหนังสือของลูกด้วย เลขาเองแม้จะได้เรียนสูง แต่เธอก็ชื่นชมฝีมือการตีเหล็กของพ่อมากกว่า ในทุกความรู้สึกนั้นสองพ่อลูกมั่นคงต่อรากเหง้าของชนชั้นตัวเอง

เมื่อสงครามดึงเอายุคเข็ญเข้าสู่เบงกอล เมืองชรานาที่สองพ่อลูกอาศัยอยู่เริ่มอดอยากแร้นแค้น ไม่มีใครว่าจ้างกาโลตีเหล็ก ซ่อมหม้อน้ำ ขณะผู้อดอยากต่างมุ่งหวังอาหารและอพยพเข้าสู่กัลกัตตา กาโลเองจำยอมจากเลขา โดยฝากเธอไว้กับป้าหญิงชราของเธอ

วิกฤตของสงครามที่แผ่เชื้อโรคเป็นความหิวโหยแสบไส้ให้ระบาดเข้าสู่ลำไส้ประชาชนนับล้าน มันคร่าชีวิตผู้คนไปจากอาหารเพียงให้พอประทังลมหายใจ กาโลเองก็เช่นเดียวกัน ขณะที่เขาโดยสารรถไฟสายที่บรรทุกความอดอยากไปสู่ความหวังที่จะยังชีพในกัลกัตตา ความหิวได้สั่งให้เขาขโมยกล้วยสามผล และสุดท้ายก้าวย่างแรกที่บันดาลให้เขาจำต้องก้าวขึ้นสู่หลังเสือ ที่นั่นคือ คุก สถานจองจำอิสรภาพ

ป.14 คือชื่อเรียกขานในคุกของกาโล ความรู้สึกที่ร้อนรุ่มของผู้ถูกกระทำครั้งแล้วครั้งเล่าสั่งสมอยู่ในอกของการ์มาเช่นเขาตลอดมา และที่นั่นเขาได้พบเพื่อน บ.10 นักโทษหนุ่มข้อหาปลุกเร้าให้ประชาชนผู้หิวโหยในเมืองหลวงเข้าปล้นร้านอาหาร เป็นบ.10 อีกนั่นเองที่แนะนำวิธีการหากินให้กาโลเมื่อเขาไปถึงกัลกัตตา

เมื่อพ้นโทษกาโลมุ่งหน้าเข้ากัลกัตตาด้วยความหิวโหย เขาพยายามหางานทำโดยทำหน้าที่เข็นศพคนตายตามท้องถนนเอาไปที่บ้านคุณหมอ เพื่อเลาะเอากระดูกไปขายเมืองนอก กระทั่งวันหนึ่งเขาได้ทำงานเป็นคนคุมซ่องเพื่อแบ่งเบาความหิวของเขาออกไปเสียบ้าง และขณะทำงานนั้นก็ได้พบกับเลขา ลูกสาวผู้ถูกนางแม่เล้าหลอกเอามาขายซ่อง แม้กาโลช่วยลูกสาวออกมาได้ทัน แต่บาดแผลที่กรีดรอยฝังลึกในจิตวิญญาณของหญิงสาวยังสร้างรอยทางทุกข์โศกแก่เธอเหมือนอย่างจะไม่มีวันเลือนหาย

กาโลนึกถึงบทเพลงของนักโทษ (น.198-199) และเล่าให้เลขาฟังว่า
“ลูกเข้าใจถึงความรู้สึกเบื้องหลังเพลงที่นักโทษร้องเวลาทำงานยังกะวัวกะควายไหม ? ” เขาปาดเอาเหงื่อจากใบหน้ามาไว้ในกำมือ แล้วก็สวดพร้อมกันเป็นหมู่ว่า “กินนี่สิ น้ำมันจากกระดูกของพวกกู กินซะ..เอานี่ไปทอดปลา...อี้ เอานี่ไปใส่แกงมะเขือที่พวกมึงโปรดปรานกันนัก...แล้วนี่เอาไว้ทาตัว...กินนี่สิน้ำมันกระดูกของพวกกู กินซะ !”  และคำพูดในคุกของ บ.10 ที่ว่า (น.72)

“เราเป็นคนชั้นต่ำเป็นผงคลีดิน ได้พวกที่เป็นเจ้านายมันสาปแช่งด่าทอเรา เพราะมันกลัวเรา มันชกเราตรงที่เจ็บปวดรวดร้าวมากที่สุด – ตรงท้องของเรานี่ เราต้องชกตอบ”

เมื่อถูกกระทำหยามเหยียดจนรวดร้าวถึงที่สุดแล้ว กาโลตัดสินใจก้าวขึ้นหลังเสือเพื่อแก้แค้น เป็นการตีโต้ที่หนักหน่วง เขาทำตามแผนการของ บ.10 และกลายเป็นผู้เกิดสองหน (น.201)

เขาแสดงบทบาทของพราหมณ์ได้ด้วยท่าทางอันเหมือนกับเป็นผู้เกิดสองหนที่แท้จริง เคล็ดลับในการเป็นผู้อยู่ในวรรณะสูงนั้นวางอยู่ในกำมือของเขา และเขาก็กำลังพิทักษ์รักษามันไว้เพื่อให้เป็นกำลังของเขาเอง เออ, มันได้กลายมาเป็นเกราะป้องกันภัยแม้กระทั่งจากตัวของเขาเองเข้าแล้วหรือนี่? หรือว่าสายเชือกด้ายศักดิ์สิทธิ์ที่เขาคล้องเฉวียงบ่าผ่านหน้าอกลงมานั้นมันได้รึงรัดเอาดวงใจของเขาไว้เสียด้วยแล้วหรือไฉน?

กาโลได้เกิดใหม่อีกครั้ง ในชื่อใหม่และวรรณะใหม่ เขาคือ มงคล อธิการี ฐานะของข้าช่วงใช้ของพระศิวะ เจ้าอธิการในเทวาลัยอันสง่างาม ฐานะความเป็นอยู่ของเขาและเลขาดีขึ้นเป็นลำดับด้วยเงินบริจาค แต่เลขายังคงจมอยู่ในบาดแผลอันร้าวรานนั้นอยู่ตลอดมา กาโลเองก็สังเกตเห็นมาโดยตลอด

แม้กาโลจะครองวรรณะใหม่ได้อย่างสง่างาม แต่เขาไม่อาจละทิ้งความซื่อสัตย์ต่อความเป็นกามาร์ของตัวเองได้ วันหนึ่งเขาได้พบกับ วิศวนาถ ชายชราอีดตช่างตีเหล็กผู้หิวโซ กาโลรับวิศวนาถเข้ามาช่วยงานเล็กน้อยที่เทวสถาน และวิศวนาถนี่เองที่สะกิดให้เขาตระหนักที่จะซื่อสัตย์ในรากเหง้าของตนเอง เขาแอบเอาน้ำนมจากพิธีสรงพระศิวะที่ต้องนำไปเทลงสู่แม่น้ำคงคาตามธรรมเนียม โดยนำเอาน้ำนมนั้นไปแจกจ่ายให้เด็ก ๆ ผู้หิวโหยตามท้องถนน กระทั่งถูกพราหมณ์เฒ่าผู้ดูแลเรื่องพิธีกรรมในเทวสถานจับได้ แต่กาโลออกหน้ารับแทน โดยไม่ยอมไล่วิศวนาถออกจากงาน (น.225) ทำให้วิศวนาถซาบซึ้งใจยิ่งนัก เขาพูดกับกาโลว่า

“ตราบใดที่พวกนี้ยังมีคนอย่างหลวงพ่อ, เขาก็ปลอดภัย ”
“ฉันไม่เข้าใจ”
“ตราบใดที่ยังมีพราหมณ์ที่มีดวงใจเป็นพราหมณ์อย่างแท้จริงอย่างท่านอยู่ ประชาชนก็จะไม่หมดความศรัทธาในระบบสังคมเช่นนี้”


ดวงใจเป็นพราหมณ์? เขาหรือ? กาโลอยากจะหัวเราะ ถ้าหากชายชราผู้นี้รู้ความจริงละก็...? ถ้าหากวิศวนาถเพียงแต่รู้ว่าเขาคือมหาโจรที่เลวทรามที่สุดในประวัติศาสตร์ของนครนี้... และรู้ว่าวิศวนาถกับเจ้าอธิการเทวาลัยเป็นพี่น้องร่วมวรรณะเดียวกัน ...

ในที่สุดกาโลก็เอาชนะในเรื่องน้ำนมได้ เขาฉลาดที่จะใช้อำนาจเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์บางอย่าง ขณะเดียวกันเขาก็ได้แก้แค้นด้วย

เมื่อกาโลได้ก้าวขึ้นนั่นบนหลังเสือ ทรงตัวและบังคับเสือให้เดินไปตามอำนาจของตัวเองนั้น เขาต้องเผชิญหน้ากับความสับสน ความเจ็บปวดที่สาหัส บ่อยครั้งเขานึกถึงชีวิตแบบช่างตีเหล็กที่เมืองชารนาบ้านเกิด ซึ่งก็ได้แต่โหยหาเท่านั้น เขาไม่สามารถก้าวลงจากหลังเสือได้ กระทั่งเมื่อ บ.10 พ้นโทษออกจากคุกมาและได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดจากกาโลที่ไปรอรับเขาที่หน้าประตูคุกพร้อมกับเลขา

บ.10 หรือเขาบอกให้ใคร ๆ เรียกเขาว่า บีเทน เป็นวรรณะพราหมณ์โดยกำเนิด แต่เขาได้เป็นผู้เกิดสองครั้ง (ทวิชากร) โดยดึงสายเชือกศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวของวรรณะพราหมณ์ทิ้งไป

เขารู้สึกเป็นอิสระจากรากเหง้าเดิมของเขา, รากที่หยั่งความเชื่ออย่างล้ำลึกลงไปในหัวใจของพ่อและแม่ของเขา และบิดเบือนความรู้สึกเยี่ยงมนุษย์ของพ่อและแม่ไปเสียจนไม่หลงเหลือคงรูป (น.296)

น่าหัวเราะเยาะหยันเสียนี่กระไร ที่เขาผู้ซึ่งได้สลัดขาดแล้วจากศาสนาพราหมณ์ได้กลายกลับมาเป็นเครื่องมือในการสร้างพราหมณ์ขึ้นใหม่อีกผู้หนึ่ง ( นั่นคือ กาโล) นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ? พราหมณ์ใหม่กำลังดำเนินงานไปตามแผน เพื่อทำให้คนทั้งหลายทำลายความสูงส่งศักดิ์สิทธิ์แห่งวรรณะของตน และกระทำประทุษฐกรรมต่อเทวะผู้ทรงศักดิ์ และมิใช่พราหมณ์ใหม่ผู้นี่ดอกหรือ ที่แสวงหาผลประโยชน์จากความเชื่อของผู้อื่นและจะพาบรรดาผู้คนไปสู่ความหายนะในท่ามกลางความขัดแย้งอันประหลาดล้ำนี้ (น.300-301)

เรื่องดำเนินมาถึงวาระที่กาโลตัดสินใจเด็ดขาด เขาไม่อยากหลอกลวงเลือดและกระดูกของตนเองได้อีกต่อไปแล้ว ด้วยท่าทีที่บีเทน (บ.10)มีต่อเขา ท่ามกลางการเดินขบวนเรียกร้องอาหารที่กึกก้องกังวานราวกับเสียงครืนคำรามของสายฟ้าฟาด

เขากำลังขี่หลังเสือ และไม่สามารถจะลงมาได้ เขานั่งคร่อมอยู่ ทั้งทั้งที่อยากจะเลิกแต่ก็ช่วยไม่ได้, ในเมื่อเจ้าสัตว์หน้าขนเยื้องย่างบ้างวิ่งบ้างตามใจชอบ. แต่แม้ในขณะที่เขาขี่คร่อมมันอยู่, เขาได้ตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าไม่มีทางใดที่จะลงจากหลังของมัน นอกจากจะฆ่ามันเสีย

แต่ทว่าความปรารถนาที่จะฆ่าเสือทวีมากขึ้นเพราะพลังอันแข็งแกร่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเขา, พลังที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย มันเป็นพลังที่ฟักตัวขึ้นจากการที่ได้เห็นประชาชนในสภาพอันเป็นจริง. ครั้งหนึ่งเขาเคยแต่จ้องมองดูใบหน้าของผู้ที่สูงเกียรติกว่า, บรรดาสมาชิกของสังคม “ชั้นสูง” ซึ่งเงาของสังคมนั้นครั้งหนึ่งได้หวดกระหน่ำเขาให้จมลงไปในความทุกข์ยากลำเค็ญ. แต่แล้วต่อมาเขาได้กลับกลายไปเป็นคนที่มีฐานะเสมอกับพวกมัน และมีราคาค่าตัวเท่ากับพวกนั้น. (น.413-414)

และ ณ บัดนี้ ท่ามกลางไฟ ยัคญะที่ได้จุดโพลงขึ้น, ท่ามกลางอากาศอันตลบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานและเสียงสวดสาธยายมนตร์, คือเวลาอันเหมาะยิ่งแก่การฆ่า.  (น.414)

ใครเล่าจะหลอกลวงเลือดและกระดูกของตนเองได้ตลอด?

เรื่องราวของคนขี่เสือ เป็น “นิยายแห่งอิสรภาพ นิยายที่จะบันดาลใจและปลุกประชาชน”นั่นคือคำกล่าวของบีเทน (บ.10) ที่ชื่นชมในการ “ฆ่าเสือ”ครั้งนี้ของกาโล

เมื่อคนขี่เสือ อย่างกาโลได้ก้าวลงจากสถานภาพอันสูงส่งได้สำเร็จ แม้ว่าการก้าวขึ้นหลังเสือของเขาจะถูกบงการด้วยความรู้สึกอยากแก้แค้น อยากทวงคืนความเป็นธรรมมาสู่ชนชั้นวรรณะของตนเอง แต่มรรคผลที่ได้จาก คนขี่เสืออย่างกาโล ยังเป็นมรรควิถีที่ยังประโยชน์แก่คนหมู่มาก หาใช่คนขี่หลังเสือเยี่ยงนักการเมืองบางชั่ว ข้าราชการจอมทุจริต ที่อาศัยหยิบฉวยความสูงส่งของคำว่า คนขี่เสือเพื่อตีสีหน้าเย่อหยิ่งลอยตัวบนหลังเสือพลาสติกที่แต้มสีไว้เฉิดฉาย อย่าลืมแม้เสือพลาสติกจะกัดใครไม่เป็น แต่เสือพลาสติกก็พร้อมจะย่อยยับลงได้ด้วยเพียงมือหรือเท้าของคนธรรมดา ๆ .

บล็อกของ สวนหนังสือ

สวนหนังสือ
นายยืนยงชื่อหนังสือ : ผู้คนใกล้สูญพันธุ์ ผู้เขียน : องอาจ เดชา ประเภท : สารคดี จัดพิมพ์โดย : พิมพ์บูรพา พ.ศ.2548 ได้อ่านงานเขียนสารคดีที่เป็นบทบันทึกช่วงชีวิตของอ้ายแสงดาว ศรัทธามั่น ที่กลั่นร้อยจากความมุ่งมั่นขององอาจ เดชา นักเขียนสารคดีหนุ่มมือเอกแล้ว มีหลายความรู้สึกที่อยากเล่าสู่กันฟัง อีกทั้งทำให้อยากลุกมาเขียนจดหมายถึงคนต้นเรื่องคนนั้นด้วย กล่าวถึงงานเขียนสารคดีสักครู่หนึ่งเถอะ... สารคดีเป็นงานเขียนที่ดำรงอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ข้อมูลทุกรายละเอียดล้วนเคารพต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันงานเขียนสารคดีเล่ม ผู้คนใกล้สูญพันธุ์ นี้ เป็นลักษณะกึ่งอัตชีวประวัติ…
สวนหนังสือ
นายยืนยง ชื่อหนังสือ : ม่านดอกไม้ ผู้เขียน : ร. จันทพิมพะ ประเภท : รวมเรื่องสั้น จัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า พ.ศ.2541 ไม่นานมานี้มีโอกาสไปเยี่ยมชมวังเก่าที่เมืองโคราช เจ้าของบ้านเป็นครูสาวเกษียณราชการแล้ว คนวัยนี้แล้วยังจะเรียก “สาว” ได้อีกหรือ.. ได้แน่นอนเพราะเธอยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ทั้งน้ำเสียงกังวานและแววตาที่มีความฝันเปี่ยมอยู่ในนั้น วังเก่าหลังนั้นอยู่ใกล้หลักเมือง วางตัวสงบเย็นอยู่ใจกลางแถวของอาคารร้านค้า ลมลอดช่องตึกทำให้อากาศโล่ง เย็นชื่น พวกไม้ดอกประดับแย้มใบเขียวสดรับละอองฝน…
สวนหนังสือ
นายยืนยง      ชื่อหนังสือ     : ชีวิตและงานกวีเอกของไทย ผู้เขียน          : สมพงษ์ เกรียงไกรเพชร จัดพิมพ์โดย   : สำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา พิมพ์ครั้งแรก  : 27 มีนาคม พ.ศ.2508 ตั้งแต่เครือข่ายพันธมิตรประชาชนฯ เริ่มชุมนุมเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เสียงจากสถานีเอเอสทีวีก็กังวานไปทั่วบริเวณบ้านที่เช่าเขาอยู่ มันเป็นบ้านที่มีบ้านบริเวณกว้างขวาง และมีบ้านหลายหลังปลูกใกล้ ๆ กัน ใครเปิดทีวีช่องอะไรเป็นได้ยินกันทั่ว คนที่ไม่ได้เปิดก็เลยฟังไม่ได้สรรพ…
สวนหนังสือ
 นายยืนยง    ชื่อหนังสือ : มาตุภูมิเดียวกัน ผู้เขียน : วิน วนาดร ประเภท : รวมเรื่องสั้น จัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรกเมื่อกันยายน 2550   ปี 2551 นี้รางวัลซีไรต์เป็นรอบของเรื่องสั้น สำรวจดูจากรายชื่อหนังสือที่ส่งเข้าประกวด ดูจากชื่อนักเขียนก็พอจะมองเห็นความหลากหลายชัดเจน ทั้งนักเขียนที่ส่งมากันครบทุกรุ่นวัย แนวทางของเรื่องยิ่งชวนให้เกิดบรรยากาศคึกคัก มีสีสันหากว่ามีการวิจารณ์หนังสือกันที่ส่งเข้าประกวดอย่างเป็นธรรม ไม่เลือกค่าย ไม่เลือกว่าเป็นพรรคพวกของตัว อย่างที่เขาว่ากันว่า เด็กใครก็ปั้นก็เชียร์กันตามกำลัง นั่นไม่เป็นผลดีต่อผู้อ่านนักหรอก…
สวนหนังสือ
นายยืนยง    ชื่อหนังสือ : นกชีวิต ประเภท : กวีนิพนธ์ จัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์ในดวงใจ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อมีนาคม 2550 ผู้เขียน : เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ เคยสังเกตไหมว่าบางครั้งบทกวีก็สนทนากันเอง ระหว่างบทกวีกับบทกวี ราวกับกวีสนทนากับกวีด้วยกัน ซึ่งนั่นหาได้สำคัญไม่ เพราะความรู้สึกเหล่านั้นไม่ได้หมายถึงการแบ่งแยกระหว่างผู้สร้างสรรค์ (กวี) กับผู้เสพอย่างเรา ๆ แต่หมายถึงบรรยากาศแห่งการดื่มด่ำกวีนิพนธ์ เป็นการสื่อสารจากใจสู่ใจ กระนั้นก็ตาม ยังมีบางทัศนคติที่พยายามจะแบ่งแยกกวีนิพนธ์ออกเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เป็นกวีฉันทลักษณ์ เป็นกวีไร้ฉันทลักษณ์…
สวนหนังสือ
นายยืนยงประเภท          :    วรรณกรรมแปลจัดพิมพ์โดย      :    สำนักพิมพ์ดอกหญ้า (พิมพ์ครั้งที่ 2 เมษายน 2530)ผู้ประพันธ์     :    Bhabani Bhattacharyaผู้แปล         :    จิตร ภูมิศักดิ์
สวนหนังสือ
นายยืนยง"ความรู้รสในกวีนิพนธ์เป็นเรื่องเฉพาะตัว ตัวใครก็ตัวใคร จะมาเกณฑ์ให้มีความรู้สึกเรื่องรสของศิลปะเหมือนกันทีเดียวไม่ได้  ถ้าทุกคนรู้รสของศิลปะแห่งสิ่งใดเหมือนกันไปหมด สิ่งนั้นก็เป็นสามัญไม่ใช่มีค่าแห่งศิลปะที่สูง” ท่านเสฐียรโกเศศเขียนไว้ในหนังสือ รสวรรณคดี (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๕๐๓) ครั้นแล้วความซาบซึ้งในรสของกวีนิพนธ์อันเป็นเรื่องเฉพาะตัวของคุณผู้อ่านเล่าเป็นอย่างไรหนอ ในสถานการณ์ที่กระแสข่าวเน้นนำเสนอทางด้านเศรษฐกิจการเมือง ความเป็นอยู่ของกวีนิพนธ์จึงดูเหมือนจะซบเซาเหงาเงียบไป ทั้งที่เราต่างก็เติบโตมาท่ามกลางเบ้าหลอมแห่งศิลปะของกวีนิพนธ์ด้วยกัน ทั้งจากเพลงกล่อมเด็ก…
สวนหนังสือ
นายยืนยง(หมายเหตุ ภาพนี้เป็นภาพปก ฉบับที่ ๔ ปีที่ ๓๒ เดือน มีนาคม - เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑)ภาพจาก : http://burabhawayu.multiply.com/reviews/item/16 ชื่อนิตยสาร : ปาจารยสาร ฉบับที่ ๓ ปีที่ ๒๘ เดือนมีนาคม – เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๕จัดพิมพ์โดย : บริษัท ส่องศยาม
สวนหนังสือ
นายยืนยงบทวิจารณ์นวนิยาย:    สมัญญาแห่งดอกกุหลาบ THE NAME OF THE ROSEผู้ประพันธ์    :    อุมแบร์โต เอโก  UMBERTO ECOผู้แปล         :    ภัควดี  วีระภาสพงษ์   จากฉบับแปลภาษาอังกฤษ ของ วิลเลียม วีเวอร์ บรรณาธิการ      :    วิกิจ  สุขสำราญสำนักพิมพ์      :     โครงการจัดพิมพ์คบไฟ  พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม พ.ศ. 2541
สวนหนังสือ
นายยืนยง  บทวิจารณ์นวนิยาย:    สมัญญาแห่งดอกกุหลาบ THE NAME OF THE ROSEผู้ประพันธ์            :    อุมแบร์โต เอโก  UMBERTO ECOผู้แปล                 :    ภัควดี  วีระภาสพงษ์   จากฉบับแปลภาษาอังกฤษ ของ วิลเลียม วีเวอร์ บรรณาธิการ         :    วิกิจ  สุขสำราญสำนักพิมพ์        …
สวนหนังสือ
นายยืนยงชื่อหนังสือ         :      พี่น้องคารามาซอฟ (The Karamazov Brother)ผู้เขียน              :      ฟีโอโดร์  ดอสโตเยสกีประเภท             :      นวนิยายรัสเซียผู้แปล               :      สดใสจัดพิมพ์โดย       :      สำนักพิมพ์ทับหนังสือ พิมพ์ครั้งที่สาม  ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๓
สวนหนังสือ
ชื่อหนังสือ         :      พี่น้องคารามาซอฟ (The Karamazov Brother)ผู้เขียน              :      ฟีโอโดร์  ดอสโตเยสกีประเภท             :      นวนิยายรัสเซียผู้แปล               :      สดใสจัดพิมพ์โดย       :      สำนักพิมพ์ทับหนังสือ พิมพ์ครั้งที่สาม  ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓