hitandrun's picture

<p>Hit & Run</p><p>Original photo of background take by <a href="http://www.flickr.com/photos/mcbarnicle/18241391">mcbarnicle in flickr.com</a>.</p>

บล็อกของ hitandrun

แม่มูน...วันเขื่อนเปิด

 

คิม  ไชยสุขประเสริฐ

 

 

 

5 ก.ค. 51

 

เยือนโขงเจียม แดนตะวันออกสุดเขตประเทศไทย ที่ว่ากันว่าเห็นตะวันก่อนใครในสยาม (อีกครั้ง)

 

แล้วเวลาแห่งการรอคอยของชาวบ้านปากมูนก็มาถึง เมื่อประตูบานเขื่องทั้ง 8 บานของ "เขื่อนปากมูล" ถูกยกขึ้นเพื่อปลดปล่อยฝูงปลาให้เวียนว่ายท้าทายกระแสน้ำขึ้นสู่ต้นน้ำตามวัฎจักร ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตามมติของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำเขื่อนปากมูล หลังจากที่ "เขื่อนปากมูล" ต้องถูกปิดมากว่า 1 ปีเต็ม

 

ที่ผ่านมา "เขื่อนปากมูล" กับการต่อสู้ของ "ไทบ้านปากมูน" เป็นที่รับรู้มานานปี และดูเหมือนว่าวันนี้ ชาวบ้านในพื้นที่จะยังคงความเข้มแข็งไม่ต่างจากเมื่อตอนที่ได้มาเยี่ยมเยือนชาวบ้านในครั้งแรก แม้ว่าระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านไป พวกเขาจะต้องพบกับการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งก็คงทำให้หัวใจนักสู้ของพวกเขาสั่นไหวไปมากพอดู

 

เพราะปัญหาของพวกเขายังไม่จบ ชาวบ้านยังคงต้องดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปโดยการอยู่ร่วมกันเขื่อนที่พวกเขาไม่เคยต้องการให้ได้ และต่อสู่ต่อไปเพื่อสักวันตัวแทนการพัฒนาอย่างเขื่อน จะไม่มีความชอบธรรมในการดำรงอยู่อีกต่อไป 

 

.....................

 

30 มิ.ย.50

 

เดินทางสู่ อ.โขงเจียม จ.อุบลครั้งแรก

 

สิ่งที่ฉันได้รับรู้...

 

ชาวบ้านได้หลั่งน้ำตามาครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่ช่วงต้นของการก่อสร้าง "เขื่อนปากมูล"  จนกระทั่งเขื่อนสร้างเสร็จเมื่อปี 2537 หลังจากการต่อสู้ไม่ให้ก่อสร้าง มาจนถึงต่อสู่กับปัญหาค่าเวนคืนและค่าชดเชย ที่ กฟผ.เจ้าของโครงการยังไม่สามารถเยียวยาความเดือนร้อนของชาวบ้านในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง

 

นอกจากนี้ความเจ็บปวดที่ไม่อาจลืมเลือน คือ เขื่อน' ได้ทำให้ชาวบ้านต้องสูญเสียวิถีชีวิต และอาชีพการทำประมงพื้นบ้านที่เคยทำให้ชาวบ้านมีอยู่มีกินเลี้ยงครอบครัวก็แทบต้องสูญสลายไป เพราะประตูเขื่อนหนาหนัก 8 บานได้ขวางกั้นลำน้ำเส้นเลือดใหญ่ของพวกเขา พร้อมสกัดกั้นเหล่าปลาที่จะต้องขึ้นไปวางไข่บนต้นน้ำ

 

บันไดปลาโจนแห่งแรกของประเทศไทยที่ว่าสร้างขึ้นเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลา ให้ปลาได้ใช้ข้ามไปวางไข่ ชาวบ้านก็ไม่เคยได้เห็นว่าปลาตัวไหนจะสมารถกระโจนผ่านความสูงชันของมันขึ้นไปได้ หรือจะมีสักกี่มากน้อย... ไม่มีข้อพิสูจน์ และไม่มีใครอยากพิสูจน์อีกต่อไป

 

กว่า 13 ปี ที่ชาวบ้านต้องต่อสู่อยู่กับการให้ปิด-เปิดเขื่อน ทั้งด้วยการพยายามหาข้อมูล เข้าหานักวิชาการ ทำการวิจัยแบบชาวบ้าน ไปดูศึกษาพื้นที่ปัญหาต่างๆ ยื่นจดหมายต่อหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนการเดินขบวนเคลื่อนไหวเรียกร้อง แต่แล้วสุดท้ายการตัดสิ้นชี้ขาดชะตาชีวิตของพวกเขาก็ตกอยู่ในมือรัฐบาลที่กุมอำนาจอยู่ที่ส่วนกลางของประเทศ และแทบไม่เคยลงมาสัมผัสความเป็นจริงที่ชาวบ้านต้องประสบ

 

หลังจากเมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ครม.ในรัฐบาลที่นำโดยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้มีมติให้ปิดเขื่อนปากมูลถาวร โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ รักษาระดับน้ำเขื่อนปากมูลไว้ที่ระดับ 106-108 ม.รทก.ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ครม.ได้มีมติให้เปิดประตูเขื่อน ในวันที่ 17 มิถุนายน ด้วยเหตุผลของรายชื่อ 2 หมื่นกว่ารายชื่อที่คัดค้านการเปิดเขื่อนได้ถูกส่งไปยัง ครม.ผ่านทางคนมีสี...

 

คลื่นความทุกข์ของชาวบ้านได้สาดซัดมาอีกระลอก

 

นับเป็นอีกครั้งหนึ่ง ของการใช้รูปแบบการเคลื่อนไหวมวลชนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปิดเขื่อนปากมูล หลังจากที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยให้สำนักงานสถิติแห่งชาติไปสำรวจความเห็นของชาวบ้านใน อ.โขงเจียม อ.สิรินธร อ.พิบูลมังสาหาร เพื่อทำให้ชาวบ้านต้องกลายเป็นพียงคนกลุ่มน้อยที่ไม่ต้องการเขื่อน ไม่ต้องการให้มีการปิดเขื่อน และนำไปสูการจัดการตามความต้องการของคนส่วนใหญ่

 

การกระทำของรัฐทั้งสองครั้งต่างกันเพียงแค่รัฐบาลเก่ายอมเปิดทางให้ชาวบ้านทำกิน 4 เดือน แต่รัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งจากคนดีมีศักดิ์มีศรีในสังคมคนเมืองได้ปิดทางของพวกเขาจนหมดสิ้น

 

............

 

14 ปีที่ผ่านพ้นมา ชาวบ้านปากมูนถูกจับให้อยู่ในฐานะของคนส่วนน้อยที่ต้องเสียสละให้คนส่วนใหญ่ เสียสละเพื่อประเทศชาติ และผลักไสพวกเขาไปสู่ความทุกข์ยากลำบาก จนต้องดิ้นรนต่อสู้พร้อมๆ ไปกับการเรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ และข้อมูลต่างๆ

 

ความทุกข์ที่พวกเขาได้รับ ช่วยสั่งสมให้ชาวบ้านธรรมดาๆ คนตัวเล็กตัวน้อยที่พร่ำพรรณนาถึงความทุกที่ไม่มีใครได้ยิน ให้เติมเต็มคุณค่าในตนเอง จนทำให้สามารถลุกขึ้นยืนหยัดเผชิญหน้าถกเถียงแลกเปลี่ยนกับกลุ่มเจ้านาย ทั้งข้าราชการ นักการเมืองมีอำนาจที่พวกเขาเคยเกรงกลัว ได้อย่างฉะฉานและมีเหตุมีผล

 

"สิ่งเหล่านั้นมันเป็นการเรียนรู้ด้วยชีวิต" แม่สมปอง เวียงจันทร์ หนึ่งในแกนนำชาวบ้านปากมูลบอกกับเรา

 

วันนี้... แม้จะมีคำถามถึง กระบวนการบริหารจัดการน้ำที่ย้อยถอยหลังมาสู่การดูแลโดยคณะกรรมการร่วมที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ว่าจะเกื้อหนุนการแก้ปัญหาของชาวบ้านได้มากแค่ไหน

 

แต่ชาวบ้านก็ยังคงมีความหวังอยู่เสมอ และพร้อมจะยืนหยัดเดินหน้าต่อสู้ปัญหาต่อไป

 

...................

 

วันนี้ประตูเขื่อนเปิดแล้ว แต่คนปากมูลยังหาปลาได้ไม่มากอย่างที่คิด มีชาวบ้านบอกเราว่าอาจเป็นเพราะการเปิดเขื่อนล่าช้ามาเกือบ 2 เดือน จากที่ปลาจะมาวางไข่ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมทำให้ปลาหายไป

 

"ฝนมาปลามา ปลามันชอบน้ำใหม่" ชาวบ้านยังบอกเราอย่างมีความหวัง เพราะไม่กี่วันที่ผ่านมาพยากรณ์อากาศบอกไว้ว่าฝนกำลังจะมา แต่วันนี้แดดจ้าทั้งวัน หรือเค้าจะต้องรอฝนวันใหม่เสียแล้ว...

 

ตกเย็น... เรานั่งรถไฟกลับจากอุบล คล้อยหลังจากที่เราเดินทางกลับมาไม่นานที่ปากมูนก็มีฝนตกหนัก เสียงจากในพื้นที่บอกผ่านมาทางโทรศัพท์

 

ดีใจกับชาวบ้านที่จะได้หาปลาหลังจากที่ตั้งตาเฝ้ารอกันมานาน แต่ก็แอบนึกเสียดาย...ที่ไม่ได้อยู่ในวันฝนมาที่ปากมูล

..........................

จดหมายถึงศรีบูรพา

 

เมื่อหนุ่มน้อย "สี TOA" เขียนจดหมายถึง "ศรีบูรพา" ว่าด้วยความสับสนและอคติต่ออุดมการณ์สื่อ

เด็กชาวว้ากับเรื่องที่ไม่ถูกบันทึก

< แสงธรรม >

20 มิถุนายน 2551

ฉันได้รับการแจ้งข่าว ชาวบ้านในหมู่บ้านชายแดนไทย – พม่า ด้านที่ติดกับรัฐฉาน พบกลุ่มเด็กชายและหญิงจำนวน 5 คน วิ่งมาจากอีกฝั่งแล้วข้ามเข้ามาในเขตไทย

ดูเหมือนพวกเขาวิ่งหนีบางสิ่งบางอย่าง

ชาวบ้านมาพบเด็กกลุ่มนี้เข้า พบว่าเป็นเด็กชาวว้า

0 0 0

แถลงการณ์ ฉบับที่ 0.17 จาก ป.ป.ช.ผ.ร.ช.ร.ป.ช.ต.ร.ม.ร.ม.ร.ส.ว.ล.

จิรนันท์ หาญธำรงวิทย์

 

 

แถลงการณ์ ฉบับที่ 0.17 จากประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย รักหมา รักแมว รักสิ่งแวดล้อม
จนอาจลืมรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน (ไปบ้าง)

 

เนื่องด้วยประเทศไทยอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ต่างคนต่างก็ออกแถลงการณ์แสดงความเห็นต่อปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นอุบัติการณ์ ประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย รักหมา รักแมว รักสิ่งแวดล้อม จนอาจลืมรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน (ไปบ้าง) (ป.ป.ช.ผ.ร.ช.ร.ป.ช.ต.ร.ม.ร.ม.ร.ส.ว.ล.) จึงเห็นว่า ควรออกแถลงการณ์กับเขาบ้าง โดย ป.ป.ช.ผ.ร.ช.ร.ป.ช.ต.ร.ม.ร.ม.ร.ส.ว.ล. มีข้อสังเกตต่อการออกแถลงการณ์ ดังนี้

รักกลางทุ่ง(พระสุเมรุ)

< กรกช  เพียงใจ>

ขณะใครเปล่งเสียงสู้เพื่อกู้ชาติ
ขณะใครร่วมพิฆาตมาดมารร้าย
ขณะนั้นเขายืนอยู่อย่างเดียวดาย
กลางผืนทราย ฝูงยุง ทุ่งพระสุเมรุ

ไม่มีศิลปินใดร่ายบทกวี
ไม่มีวงดนตรีระเริงเล่น
มีเพียงเหล่าคนยากที่ชัดเจน
จากหลืบเร้นเหม็นสาบวิบากกรรม

หรือเขาเป็นคนทุกข์ผู้โฉดเขลา
หลงมัวเมาประชานิยมจนถลำ
หรือเขาคือผู้ยึดถือในถ้อยคำ
จึงชอกช้ำ ‘ประชาธิปไตย’ ช่างเปล่ากลวง

หรือเขาคือฝูงคนผู้หลงผิด
ผู้ยึดติดเงินตราดังค่าหลวง
พวกป่าเถื่อนเกลื่อนกลาดอนาจทรวง
คอยทะลวงสู้ตายกับลายพราง

รู้เพียง...คนว่า ฝั่งนั้นช่างมืดมิด
เป็นตัวแทนความดำสนิทไร้รุ่งสาง
มืดมิดผิดบาปมิรู้ลาง
อีกฟากหนึ่งขาวสว่างอยู่กลางเมือง

เมื่อตาเศร้ามีเงาเพียงขาว-ดำ
ฟังซ้ำ ย้ำ ย้ำ ไม่กระด้างกระเดื่อง
ขาวคือขาว ดำคือดำ จึงแค้นเคือง
เพราะสันดานนักการเมืองมันอัปรีย์

แล้วเขาควรทำฉันใด
นักการเมืองจัญไรสร้างหวังปรี่
ผิดก็ว่า อย่าไล่ออกไปตกปฐพี
มิใช่สีดำสนิทเหมือนปิดตา

ผู้คนหวังประชาธิปไตยไร้แร้งรุม
ไล่กลุ่มทุนสามานย์อย่างหาญกล้า
แต่ฝูงแร้งใช่ฝูงเดียวทั่วทั้งฟ้า
ลองมองหาฝูงเก่าเราเคยแค้น

จะต้องข้ามอีกกี่ศพจึงพบว่า
เส้นทางที่ผ่านมาช่างเปลืองแสน
กว่าจะข้ามพ้นไปแต่ละพรมแดน
กลับขาดแคลนความหวังดังวันเดิม

 

 

*ตัวเน้นหนา นำมาจากบทกวีบทเวทีพันธมิตรฯ ของ มนตรี ศรียงค์, จิระนันท์ พิตรปรีชา และเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

The Road Home - ทางกลับบ้าน เมื่อวานนี้

ความมืดเริ่มแผ่ปกคลุมรอบๆบริเวณ หญิงเฒ่ากำเศษเหรียญจำนวนสามบาทห้าสิบสตางค์เอาไว้ในมือ สายตามองตามรถปรับอากาศติดแอร์สีส้มสาย 60 ที่เพิ่งผ่านไปอย่างเลื่อนลอย แต่ด้วยจำนวนเงินที่มีในมือคงทำได้เพียงอดทนรอเหมือนที่ริ้วรอยย่นบนหน้าผากและผิวพรรณที่แห้งกร้านแสดงออกมาทั้งชีวิต การรอคอยยังมีความหวัง เพราะอีกไม่นานรถเมล์คันสีแดงคงจะขับผ่านมาอีกรอบ เมื่อไม่นานมานี้เองเศษเงินราคาไม่ถึงห้าบาทยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังของเส้นทางกลับบ้าน� �

เพียงกระพริบตากาลเวลาก็ล่วงผ่าน ถึงพุทธศักราช 2551 ภายในรอบครึ่งปีแรก ราคาน้ำมันในตลาดโลกทุนนิยมเสรีถีบตัวขึ้นสูงลิ่วจ่อทะลุ 40 บาทต่อลิตรจากเดิมที่มีราคาไม่ถึงยี่สิบบาท ทำให้ค่าตั๋วรถเมล์ประจำทางต้องขยับปรับราคากันหลายขยัก เงินห้าบาทไม่สามารถขึ้นรถเมล์ได้อีกแล้ว

ในคืนวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 ฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก เป็นที่รู้กันว่าช่วงเวลาแบบนี้รถจะติดมาก ที่อยู่ไกลหน่อยถึงมีรถส่วนตัวกว่าจะถึงบ้านก็ดึกดื่น แต่วันนี้รถเมล์สีขาว รถปรับอากาศสีน้ำเงิน หรือแม้แต่รถเมล์คันเล็กๆสีเขียวที่เรียกกันว่า ‘รถร่วม’ หยุดวิ่งให้บริการหมดแล้ว เขาบอกว่ามันไม่คุ้มกับการวิ่งที่ต้องแบกรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

.....มันคงไม่คุ้มค่ากับการแบกความหวังของการกลับบ้านของผู้คนเอาไว้ด้วย....

"Man of La Mancha" ก้าวข้าม "มายาภาพ" อันยิ่งใหญ่

ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข

บางคนบอกว่าโลกใบนี้คือโรงละคร และก็มีบางคนที่เห็นว่ามันคือ ‘คุก’ และคุณว่ามันคืออะไร

20080601 james

0 0 0

พนมรุ้ง...น้ำตาแห่งโบราณคดี

ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง

เพื่อนนักโบราณคดีส่งภาพความเสียหายที่ ‘ปราสาทหินพนมรุ้ง’ จังหวัดบุรีรัมย์มาให้ดูอย่างเศร้าๆ สะพานนาคราชชั้นที่ 1, 2 และ 3 เศียรนาคถูกตีใบหน้าตรงส่วนปากกึ่งจมูก เสียหายไป 13 เศียร โคนนทิ พาหนะแห่งองค์ศิวะถูกตีทำลายบริเวณใบหน้า ส่วน ‘แท่งศิวลึงค์’ ศูนย์กลางแห่งจักรวาลในไศวะนิกาย สัญลักษณ์แห่งองค์ศิวะถูกเคลื่อนย้ายจากตำแหน่งเดิมบนฐานโยนีแล้วเอาลงไปวางไว้ในร่องน้ำมนต์

ข้างนอกปราสาทแม้แต่ทวารบาลผู้รักษาประตูประจำทิศใต้ก็ไม่อาจรักษาดูแลตัวเองได้ แขนและมือถูกทำลายมือข้างหนึ่งถูกวางไว้ที่สะพานนาคราชชั้นที่ 1 มืออีกข้างถูกเอาไปวางที่สะพานนาคราชชั้นที่ 2 ด้านทิศเหนือ สิงห์ทวารบาลด้านทิศตะวันตกของปราสาทใบหน้าถูกทำลายทั้ง 2 ตัว รวมจำนวนตำแหน่งของโบราณสถานที่ได้รับความเสียหายทั้งสิ้น 18 แห่ง

ที่วงกลมกลีบบัวบนพื้นพบเครื่องบูชาเป็นพวงมาลัย บุหรี่ แก้วน้ำ เงินเหรียญ 10 บาท มีข้อสันนิษฐานกันว่าเบื้องลึกแล้วคงเป็นการทำพิธีกรรมบางอย่างเพื่อสลาย ‘อำนาจ’ โดยมีเป้ามุ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หลายฝ่ายผูกโยงกันไปเป็น ‘คุณไสยทางการเมือง’ ที่จงใจทำให้สัญลักษณ์ของการเคลื่อนย้ายเปลี่ยนแปลง ‘ศิวลึงค์’ อันเป็นศูนย์กลางโลกและการกำเนิดไป ‘ลดทอนพลัง’ บางอย่างของคนบางคน.. โดยเฉพาะ ‘คนเล่นของเขมร’ แถวๆ บุรีรัมย์..คนที่คุณก็รู้ว่าใคร

คุณไสยการเมืองนี้ก็คล้ายกับกรณี ‘ทุบพระพรหมเอราวัณ’ กับ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ที่ถูกนำมาผูกโยงกันก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549  แม้แต่คนในวงการโหรที่ชอบโหนอย่าง วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ หรือที่รู้จักกันในนามโหร คมช.ก็รีบสะท้อนออกมาว่า จะเกิดวิกฤตไม่ว่าภัยธรรมชาติหรือเหตุการณ์นองเลือด ให้ทำบุญรักษาศีลกันไว้เยอะๆ ให้หันหน้าเข้าหากัน เลยไม่วายกล่าวถึง ‘น้าจิ๋วหวานเจี๊ยบ’ ให้มาช่วยประคอง ‘ลุงหมัก’ ด้วย

ก็ว่ากันไป..การเมืองกับไสยศาสตร์

เขา และเธอ (กับความคาดหวังของใคร????)

  

ภาพจาก reuters

คิม ไชยสุขประเสริฐ

วันฝนตก ฉันนั่งอ่านบทความของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงษ์ <1> ในหนังหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ฉบับหนึ่ง ที่เขียนเกี่ยวกับภาพของ นางการ์เม่ ชาคอน (Carme Chacon) วัย 37 ปี ในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ The International Herald Tribune ขณะที่นางชาคอน ผู้ซึ่งในรัฐบาลชุดก่อนเป็นรัฐมนตรีการเคหะ กำลังเดินตรวจพลสวนสนามครั้งแรกในฐานะรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ของสเปน ในกรุงมาดริด เมื่อวันที่ 14 เม.ย.

... เธออยู่ในชุดกางเกงกับเสื้อคลุมท้อง และสวมรองเท้าส้นสูง...

นางชาคอนได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนแรกของสเปน เมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา พร้อมคณะรัฐมนตรีอีก 16 คน โดยการนำของนายกรัฐมนตรีโฆเซ่ หลุยส์ โรดริเกซ ซาปาเตโร จากพรรคสังคมนิยมแรงงาน ซี่งชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 9 มี.ค.

พร้อมกับคำสัญญาว่า สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลชุดนี้จะทำให้ประชาชนชาวสเปนได้เห็นกันก็คือ การมุ่งส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพความเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย

ยืนยันได้จากการที่นายโฆเซ่ก็ได้แต่งตั้งรัฐมนตรีผู้ชายมีอยู่ 8 คน และรัฐมนตรีหญิงถึง 9 คน ซึ่งมีรัฐมนตรีเพิ่มขึ้นอีก 1 คน ประจำกระทรวงใหม่ 1 แห่ง คือ กระทรวงความเท่าเทียมกัน (the Equality Ministry) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเรื่องสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างชาวสเปน โดยมีนางสาวบิบิอาน่า ไอโด้ เป็นเจ้ากระทรวง

อย่างไรก็ตามนางชาคอนไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของโลก เพราะก่อนหน้านี้ ในประเทศญี่ปุ่นก็มีนางยูริโกะ โคอิเขะ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของญี่ปุ่น ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมคนแรกของประเทศเมือปี 2550 หรือการประกาศของประธานาธิบดีราฟาเอล คอร์เรีย แห่งเอกวาดอร์ ที่ยืนยันจะแต่งตั้งสตรีเป็นรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่แทนนางกัวดาลูเป ลาร์ริวา รัฐมนตรีกลาโหมหญิงคนแรกของประเทศ ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อปลายเดือน ม.ค.50 หลังจากเพิ่งได้รับตำแหน่งเพียง 1 สัปดาห์

แต่การก้าวสู่ตำแหน่งเจ้ากระทรวงกลาโหมของชาคอนเป็นที่จับตามอง เพราะในขณะนั้นเธอท้องได้ 7 เดือน เมื่อเข้ารับตำแหน่งในช่วงแรกเธอต้องเริ่มสะสางงาน แต่อีก 2 เดือนต่อจากนั้นเธอต้องลาคลอด และสามารถลาคลอดได้ถึง 16 สัปดาห์ ที่สำคัญการที่เธอไม่เคยเป็นทหาร และไม่มีประสบการณ์ในกองทัพมาก่อนเลย ทำให้เธอถูกปรามาสจากกลุ่มหัวอนุรักษ์นิยม ว่าจะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ <2>

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์นั้น ก็มีความคิดเห็นที่ว่าการแต่งตั้งผู้หญิงที่ไม่มีพื้นฐานความรู้ทางทหาร และไม่เคยผ่านการฝึกทหารเลย มาเป็นผู้นำกองทัพ เท่ากับเป็นการส่งสารให้โลกรู้ว่า โลกเราต้องการความสงบสุข "เพราะผู้หญิงเกลียดสงคราม" และ "การที่ผู้หญิงได้เป็นผู้นำกองทัพ แสดงให้เห็นว่าตำแหน่งผู้นำกองทัพไม่จำเป็นต้องมีแต่ความบึกบึน แข็งแกร่งเป็นชาย แต่สามารถมีความอ่อนโยน และมีมนุษยธรรมมากขึ้น" <3>

สำหรับสังคมไทย อาชีพทหาร' เองก็ยังถูกมองว่าเป็นอาชีพของ ผู้ชาย' เพราะทหารต้องเข้มแข็งอดทนตามแบบฉบับของชายชาตรี แม้ว่าปัจจุบันจะมีการเปิดสมัครรับราชการทหารทั้งเพศชายและหญิง แต่ก็ยังไม่เคยมีทหารหญิงคนใดก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่โตทางการทหารให้เห็น เมื่อเห็นภาพของนางนางชาคอนในชุดคลุมท้องเดินตรวจแถวทหาร นักสิทธิมนุษยชนด้านสตรีศึกษาและเพศสภาพอดที่จะชื่นชมไม่ได้

ในภาพของความเป็นผู้หญิง และเป็นแม่ ที่ได้รับความเชื่อมั่นในศักยภาพให้ดำรงตำแหน่งระดับสูงทั้งในรัฐบาล โดยแบกรับมีความรับผิดชอบส่วนตัว และความรับผิดชอบต่องานเอาไว้ โดยที่คุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงไม่ได้ติดอยู่ที่ความอ่อนแอ แต่ความอ่อนโยนของพวกเธอมีคุณสมบัติพิเศษที่ความเข้มแข็งตามแบบเพศชายไม่อาจทำได้

การที่ผู้หญิงคนหนึ่งได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบใน ตำแหน่งแห่งที่' ซึ่งเคยผูกขาดไว้เฉพาะเพศชาย ผู้ยึดถือในความเป็นปิตาธิปไตยจึงอาจมองว่านี่คือ ความเสื่อมถอย' แต่แน่นอนว่า สำหรับผู้เชิดชูสิทธิสตรีและความเท่าเทียมกัน ย่อมเห็นพ้อง (ค่อนข้าง) ตรงกันว่า นี่คือ ความก้าวหน้า' ครั้งสำคัญ

................................................

หากมองย้อนกลับมายังสังคมบ้านๆ ของเรา...การดำรงฐานะใหญ่โตระดับประเทศชาติของ ผู้หญิง' เป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างมานานแล้ว แม้ว่าเท่าที่ผ่านมา การรับภาระเพื่อชาติจะยังจำกัดอยู่แค่ไม่กี่พื้นที่ เช่น ดูแลเรื่องสุขอนามัย เรื่องแรงงาน หรือไม่ก็เรื่องประเพณีวัฒนธรรม...ซึ่งถ้าจะมองอย่างเ้ข้าข้างกันถึงที่สุด ก็พอเข้าใจได้ว่า เรื่องเหล่านี้เกี่ยวพันกับทุกผู้คน และแทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน การที่มีเพศหญิงซึ่งมีความละเอียดรอบคอบเป็นผู้ดูแลในด้านนี้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีของสังคมแล้ว

และมันก็ทำให้ใครหลายคนชื่นใจว่า...นี่คือสังคมที่มีความเท่าเทียมกันทั้งสองเพศ...

ฟังดูเหมือนเป็นอย่างนั้น...จนกระทั่งประเด็นร้อนฉ่าเกี่ยวกับนักแสดงที่ถูกขนานนามว่าเป็น เจ้าพ่อวีซีดี (โป๊)' ออกมาแดกดัน เกย์คนหนึ่ง' ซึ่งเป็นห่วงเป็นใยต่อผลกระทบที่อาจจะเกิดตามมาในเรื่องค่านิยมและทัศนคติทางเพศของคนในสังคม หลังจากที่ฝ่ายแรกออกมาเผยเรื่องราวแทบจะทุกซอกทุกมุมที่เกี่ยวกับประสบการณ์ทางเพศที่มีกับผู้หญิง 2 คนออกอากาศผ่านสื่อโทรทัศน์ที่มีคนดูทั่วประเทศ และพูดถึงหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศที่โจ๋งครึ่มพอๆ กับที่พูดออกอากาศไป

เกย์ผู้นั้นออกมาติติงเจ้าพ่อวีซีดีผ่านสื่ออีกสื่อหนึ่ง เป็นผลให้โดนตอกกลับอย่างรุนแรงไม่แพ้กัน...

ฝ่ายหนึ่งถูกเหน็บแนมว่าเป็น ผู้ชายป้ายเหลือง' ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งตอบโต้กลับว่า เป็นเกย์หนักแผ่นดิน'

การวิวาทะระหว่าง ชายแท้' ผู้พร้อมจะแฉผู้หญิงที่เคยเกี่ยวข้อง กับผู้มีเพศสภาพเป็นชาย แต่มีหัวใจค่อนไปทางเพศแม่ จึงกลายเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นว่า ที่ทางการสื่อสารสำหรับเพศอื่นๆ นอกเหนือจากความเป็นหญิงและชายในบ้านเรา...มีน้อยยิ่งกว่าน้อย

ที่จริงแล้ว ไม่จำเป็นต้องถกเถียงว่าใครเป็นฝ่ายผิดหรือถูก ระหว่างคนที่ให้สัมภาษณ์เรื่องใต้สะดือออกอากาศ กับคนที่เป็นห่วงเรื่องการสื่อสารเรื่องเพศที่เกินพอดีต่อสาธารณชน เพราะเป็นสิทธิ์ของทั้งคู่ที่ทำได้ (แต่คนที่รอดตัวไปได้จากกรณีนี้ก็คือ สื่อ' ที่เป็นช่องทางให้ทั้งสองฝ่ายได้ออกมาฉะกันเพื่อสร้างเรตติ้ง และไม่มีใครลากโยงให้ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาแต่อย่างใด)

ในความเป็นจริงแล้ว ในสังคมที่ ดูเหมือนจะ' ให้เกียรติผู้หญิง และเชิดชูเพศแม่ แต่ความคาดหวังของสังคม ต่อการเป็นเพศชาย เพศหญิง ที่ปลูกฝังและถ่ายทอดมานานผ่านวัฒนธรรม จารีตประเพณี ได้สร้างบรรทัดฐานทางสังคมที่ผู้หญิงและผู้ชายควรเป็น หรือ ต้องเป็น จนกลายเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดความแตกต่างและเหลื่อมล้ำกันระหว่างเพศ เกิดเป็นความดีเลว ถูกผิด อีกทั้งยังส่งผลถึงการกีดกันคนที่ต่างไปจากจากความคาดหวังให้เป็นตามสองเพศนี้ ให้กลายเป็น เพศที่ผิดปกติ'

ความเป็นผู้หญิง' ถูกจำกัดวงไว้เพียงความเรียบร้อย ความนุ่มนวล และความรักนวลสงวนตัว

ผู้หญิงดีๆ จึงหมายถึงผู้หญิงที่ไม่เคยข้องแวะเกี่ยวกับเรื่องฉาวๆ คาวๆ เลย ส่วนผู้หญิง (อย่างน้อยก็ 2 สาว) ที่มีพฤติกรรมโลดโผน และถูกผู้ชายคนหนึ่งพูดถึงอย่างไม่ไว้หน้าในสื่อแห่งหนึ่ง แต่กลับไม่มีใครในสื่อแห่งนั้นรู้สึกว่าพวกเธอเป็นฝ่ายเสียหาย หรือเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สื่อควรจะปกป้องสิทธิ ด้วยเหตุผลว่า นั่นคือผลจากการกระทำ (ที่ไม่งดงาม) ของสตรีที่ไม่สุภาพเหล่านั้นเอง

ในขณะที่ ผู้ชายอกสามศอก พูดจาตรงไปตรงมา' สามารถนำผู้หญิงมาวิพากษ์วิจารณ์โขกสับอย่างไรก็ได้ ถ้าหากผู้หญิงเหล่านั้นไม่ได้มาตรฐานของสังคมไทย

เช่นเดียวกับคนที่เป็นเกย์ หากออกมาตำหนิติติงผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม (เป็นห่วงสังคม, หรือ อยากดัง ฯลฯ) ก็ต้องทำใจยอมรับแต่เนิ่นๆ ว่า การเป็นเกย์' จะเป็นสิ่งที่ทำลายเหตุผลและความชอบธรรมในสิ่งที่คุณพูดไปทั้งหมด เพราะสำหรับใครบางคน การเป็นเกย์' ได้ถูกตัดสินไปแล้วว่า เป็นความผิดปกติ' และเป็นความป่วยไข้ของสังคม'

...........................

 

ข้อมูลจาก

<1>หนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ ประจำวันที่ 16 พ.ค.51

<2>วิกิพีเดีย, http://www.oknation.net/blog/inter/category/ANALYSIS และ www.independent.ie <3>หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11006

<4>"นิกกี้" ฉุน "เกย์นที" ด่าหนังสือเซ็กซ์ บอกมันเข้าตูดคุณเหรอ ?!

 

 

สันดานแมลงวัน

 

ภาพจากเว็บไซต์ artshole โดย Richard Sayer

ตติกานต์ เดชชพงศ

เมื่อไม่กี่วันก่อน อาจารย์ 2 ท่านจากสถาบันอุดมศึกษาเก่าแก่ ออกแถลงการณ์เตือนให้ คนทำสื่อ' และ คนบริโภคสื่อ' ระมัดระวังภาวะ สื่อเป็นพิษ' อันเนื่องมาจากการบริโภคข้อมูลปนเปื้อน ความรุนแรง' ที่แฝงเร้นมากับข่าวและบทความอันท่วมท้นล้นหลามในยุคสารสนเทศครองเมือง

ไม่แน่ใจนักว่า สื่อเป็นพิษ' จะก่อให้เกิดอาการอะไรที่เป็นผลร้ายแรงกับสุขภาพร่างกายหรือไม่ แต่ถ้าพูดถึงอาการ อาหารเป็นพิษ' ซึ่งคนส่วนใหญ่ บริโภค' เข้าไปเพราะไม่รู้เท่าทัน จะทำให้ผู้บริโภคอาเจียน ท้องเสีย หน้ามืดหมดแรง หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตเพราะพิษเข้าสู่กระแสเลือด...

ส่วนอาการ สื่อเป็นพิษ' ตามที่อาจารย์ทั้ง 2 ท่านแสดงความห่วงใย แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าส่งผลอย่างไรต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย แ่ต่ก็ค่อนข้างแน่ใจว่าภาวะนี้ส่งผลต่อสุขภาพจิตของผู้บริโภคสื่อเป็นอาหารหลักมิใช่น้อย...

สังเกตได้จากความสามารถในการมองโลก มองชีวิต และมองผู้คนรอบตัว ถูกกัดกร่อนไปทีละน้อย จนถึงขั้นที่ผู้บริโภคสื่อเป็นพิษเห็นว่า ผู้ที่คิดแตกต่างจากตัวเองเป็นคนเลว คนโง่ สมควรขับไล่ไปอยู่ประเทศอื่น หรือไม่ก็ถึงขั้น สมควรตาย'

ซึ่งถ้าอาการรุนแรงถึงขั้นนั้น ความเป็นมนุษย์คงถูกแทนที่ไปแล้วด้วยความบ้าคลั่ง

ไม่ว่าจะ อาหารเป็นพิษ' หรือ สื่อเป็นพิษ' ดูเหมือนว่าทั้ง 2 ภาวะมีผลข้างเคียงที่รุนแรงไม่แพ้กัน แต่น่าสนใจตรงที่ว่าภาวะเหล่านั้น ล้วนมี แมลงวัน' เป็นพาหะด้วยกันทั้งคู่

แมลงวันที่เป็นแมลงขนาดเล็ก ตามความหมายตรงตัว เป็นพาหะหนึ่งซึ่งนำเชื้อโรคมาสู่อาหาร จากการไต่ตอมของเหล่าแมลงวัน และเป็นที่รู้กันว่า แมลงวัน' ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึง สื่อมวลชน' ด้วย

สื่อมวลชนในยุคหนึ่งปวารณาตนเป็นแมลงวัน ผู้เวียนวนกับความสกปรกและเน่าเหม็นของเหตุการณ์บ้านเมืองต่างๆ ที่ส่อเค้าไปในเชิงผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นพิษเป็นภัยต่อคนในสังคม และจะนำข้อมูลมาตีแผ่ให้ผู้บริโภคได้รับรู้

เมื่อเวลาผ่านไป สื่อมวลชนได้กลายร่างเป็นกระจก, เป็นตะเกียง, เป็นยาม, เป็นไฟส่องทาง, เป็นหมาเฝ้าบ้าน หรือกระทั่งถูกคนจำนวนมากขนานนามว่าเป็น อีแอบ' ในโลกอินเทอร์เน็ต...แต่ก็ดูเหมือนว่าสันดานแมลงวัน' ยังคงแอบแฝงอยู่ในภาพลักษณ์ใหม่ๆ ของสื่อมวลชนเสมอมา

ในความรับรู้ของคนส่วนใหญ่ แมลงวันเป็นได้แค่สัตว์น่ารำคาญที่ไต่ตอมของสกปรกเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง แมลงวันมีหลายชนิด หลากสายพันธุ์

ทั้งแมลงวันบ้าน, แมลงวันหลังลาย, แมลงวันหัวเขียว, แมลงวันทอง, แมลงวันผึ้ง, แมลงวันดอกไม้, แมลงวันตอมตา ฯลฯ แมลงวันเหล่านั้นมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันออกไป

แมลงวันบางชนิดกินผลไม้เป็นอาหาร และอีกบางชนิดมีประโยชน์ เพราะมีส่วนช่วยในการผสมเกสรดอกไม้ ในขณะที่แมลงวันบางจำพวกชื่นชอบที่จะไต่ตอมเนื้อสัตว์และอาหารที่มีกลิ่นคาว

การเหมารวมว่าแมลงวันมีแต่โทษ เป็นพาหะที่น่ารังเกียจ ไต่ตอมเฉพาะของสกปรก และเป็นพาหะของโรคมากมาย จึงไม่ถูกต้องเสียทีเดียว

ที่สำคัญคือ เราไม่อาจปฏิเสธการดำรงอยู่ของแมลงวันได้...

คุณูปการของแมลงวันนั้นยังมี แม้แต่แมลงวันที่ชอบไต่ตอมของเน่าเหม็นอยู่ไม่ห่าง ก็เป็น คำเตือน' ชั้นดีให้ผู้บริโภคจงหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้นให้พ้น แต่ถ้า เลือกแล้ว' ที่จะบริโภคสิ่งเดียวกับที่แมลงวันเคยไต่ตอม ก็คงต้องเตรียมเนื้อเตรียมตัวรับมือกับภาวะ อาหารเป็นพิษ' (หรือ สื่อเป็นพิษ') ให้ดีๆ

แมลงวันเหล่านี้รู้ดีว่า กลิ่นคาว' มีแรงดึงดูดเฉพาะตัว และคนมากมายชอบกลิ่นและรสอันรุนแรงจัดจ้าน อาทิ ส้มตำปลาร้า หอยดอง ลาบเลือด แม้แต่อาหารตะวันตก เช่น ชีสแพงๆ หรือโยเกิร์ต ก็หนีไม่พ้นการหมักดองหรือภาวะที่เฉียดใกล้การเน่าเสีย แต่ก็ยังได้รับความนิยมในหมู่คนจำนวนมาก

เรื่องราวความผิดปกติ มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ และความเน่าเหม็นหมักหมมในสังคม จึงเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนที่มีสัญชาติญาณแมลงวันจำนวนหนึ่งให้ความสำคัญ เพราะถือว่าเรื่องเหล่านั้นคือสิ่งที่คนในสังคม ต้องรู้' ไม่ว่าจะเพื่อหาทางหลีกเลี่ยง หรือหาทางตรวจสอบแก้ไขก็ตาม

การข้องแวะต่ออาหารกลิ่นแรงของแมลงวันที่เป็นแมลง และการนำเสนอข่าวค(ร)าวด้วยการใช้ถ้อยคำรุนแรงและตรงไปตรงมาเพื่อเรียกร้องความสนใจของแมลงวันที่เป็นสื่อ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ

กระนั้น ก็ไม่อาจเรียกได้ว่านั่นคือ อุดมการณ์' หรือการอุทิศตน' ของเหล่าแมลงวัน เพราะแท้ที่จริงมันคือการดำเนินวิถีชีวิตตามสัญชาติญาณของแมลงวันก็เท่านั้น

สิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้บริโภค จึงไม่ได้อยู่ที่การเรียกร้องให้แมลงวันเปลี่ยนสันดาน และไม่ได้อยู่ที่การปราบปรามแมลงวันทุกชนิดให้สิ้นซาก แต่ควรจะเป็นการรู้เท่าทันและเข้าใจในธรรมชาติของเหล่าแมลงวัน และพยายามหลีกเลี่ยงในสิ่งที่อาจส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ

ส่วนบรรดาแมลงวันที่ำสำคัญตนว่าเป็นผู้กุมชะตากรรมของสังคม อาจต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า แมลงวันไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่ผู้รู้ ไม่ใช่ผู้ตัดสิน

แมลงวันเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของโลกใบนี้เท่านั้น ไม่ได้แตกต่างอะไรจากสิ่งมีชีิวิตอื่นๆ เลย

 

 

 

Pages

Subscribe to RSS - บล็อกของ hitandrun