Skip to main content


 

ภายหลังการปฏิวัติที่ล้มเหลวในปี ค.ศ. 1848 แม้ว่าข้อเรียกร้องของประชาชนในการรวมชาติเยอรมันและการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่กระแสการเคลื่อนไหวทางการเมืองดังกล่าวก็ได้ส่งผลให้รัฐเยอรมันทั้งหลายปรับตัวเพื่อรับมือกระแสเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการมีรัฐธรรมนูญและปรับปรุงให้ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy) มีความเป็นเสรีนิยมขึ้นผ่านการรับรองสิทธิเสรีภาพของบุคคล รวมถึงบัญญัติเพิ่มอำนาจให้กับสภาผู้แทนราษฎรในการตรากฎหมายกับตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะในปรัสเซียที่มีการตรารัฐธรรมนูญ ค.ศ.1850 ขึ้นมา 



สำหรับหลักการและโครงสร้างสถาบันการเมืองของรัฐธรรมนูญปรัสเซียฉบับนี้ เริ่มจากอารัมภบทของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าพระจักรพรรดิเป็นผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐธรรมนูญจึงได้มีการจัดวางพระราชสถานะและพระราชอำนาจของพระจักรพรรดิไว้ในฐานะศูนย์กลางของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าการกำหนดพระจักรพรรดิมีสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ อำนาจบริหารและบังคับบัญชากองทัพเป็นของพระจักรพรรดิแต่เพียงผู้เดียว และยังกำหนดให้พระองค์ใช้อำนาจนิติบัญญัติร่วมกับรัฐสภา รวมถึงกำหนดให้ศาลใช้อำนาจตุลาการในนามของพระจักรพรรดิอีกด้วย สำหรับโครสร้างของรัฐสภา ประกอบไปด้วยวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของพระจักรพรรดิกับสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน สำหรับอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการเพิ่มอำนาจที่มีนัยยะสำคัญไม่ว่าตรวจสอบคณะรัฐมนตรีของพระจักรพรรดิและมีอำนาจเห็นชอบกฎหมายและร่างงบประมาณร่วมกับพระจักรพรรดิได้
 

อย่างไรก็ตามการดำรงอยู่ของหลักการที่แตกต่างระหว่างอำนาจสูงสุดเป็นของพระจักรพรรดิ์กับอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนปวงชนภายใต้รัฐธรรมนูญดังกล่าวก็ได้ก่อวิกฤตรัฐธรรมนูญ (constitutional crisis) ในทศวรรษที่ 1860 ขึ้น เมื่อพระเจ้า William I เสนอร่างงบประมาณแผ่นที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ทำเป็นกฎหมายที่จักรพรรดิและสภาเห็นชอบร่วมกัน เพื่อเพิ่มงบประมาณกองทัพและขยายระยะเกณฑ์ทหารให้ยาวขึ้น แต่ปรากฎว่าสภาผู้แทนราษฎรที่เสียงส่วนใหญ่เป็นฝ่ายเสรีนิยมกลับไม่เห็นชอบร่างดังกล่าว โดยรัฐธรรมนูญกำหนดว่าหากเกิดกรณีเช่นนี้พระจักรพรรดิจะเสนอร่างงบประมาณในสมัยประชุมสภานี้อีกไม่ได้ เป็นผลให้พระเจ้า William I จึงมีพระบรมราชโองการยุบสภาเพื่อควดหวังว่าสภาชุดใหม่จะอนุมัติร่างงบดังกล่าว แต่ปรากฎว่าในทางการเมืองก็มิอาจแก้วิกฤตดังกล่าวได้ เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เลือกผู้แทนฝ่ายเสรีนิยมกลับเข้าสภามากกว่าเดิม ท่ามกลางช่องว่างของกฎหมายและงบประมาณ พระเจ้า William I ได้แต่งตั้งนักการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมคนสำคัญอย่าง Otto von Bismarck (ค.ศ.1815-1898) เป็นนายกรัฐมนตรีท่ามกลางกระแสคัดค้านของฝ่ายเดียวกัน
 

 
ภายหลังได้รับแต่งตั้ง Bismarck ได้แก้วิกฤตทางรัฐธรรมนูญ ด้วยการผลักดันแนวคิดทางรัฐธรรมนูญของตนที่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญปรัสเซียตั้งอยู่บนหลักการเดียวคืออำนาจสูงสุดเป็นของพระจักรพรรดิ์ ตามที่ปรากฏในอารัมภบทของรัฐธรรมนูญ อำนาจของพระจักรพรรดิจึงสามารถอุดช่องวางทางกฎหมาย (filling gaps in law) ทุกประการได้เข้าสู่ทางปฏิบัติในทางการเมือง โดยแนะนำให้พระจักรพรรดิในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารใช้งบประมาณของปีงบประมาณก่อนที่สภาอนุมัติไปแล้วมาใช้บริหารประเทศแทน โดยไม่แยแสต่อสภาผู้แทนราษฎร
 

 
ท้ายที่สุดจากเหตุการณ์ดังกล่าว นักกฏหมายเยอรมันในยุคนั้นอย่าง Paul Laband (ค.ศ.1838-1918) ที่ยึดถือว่า “กฎหมาย” คือ สิ่งที่แสดงออกซึ่งเจตนาของรัฏฐาธิปัตย์ ได้พัฒนาทฤษฎีการแบ่งแยกระหว่าง “กฎหมายเชิงเนื้อหา” กับ “กฎหมายเชิงพิธี” ขึ้นมารองรับการแก้ไขวิกฤตทางรัฐธรรมนูญดังกล่าวของ Bismarck โดยวิเคราะห์ว่ากฎหมายเชิงเนื้อหาที่มีกำหนดกฏเกณฑ์ควบคุมพฤติกรรมขึ้นมา ตามรัฐธรรมนูญปรัสเซียต้องตราโดยเห็นชอบร่วมกันระหว่างพระจักรพรรดิกับสภา ในขณะกฎหมายงบประมาณแผ่นดินประจำปีโดยสภาพเป็นกฎหมายเชิงพิธีที่โดยเนื้อแท้แล้วเป็นการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้อยู่ในอำนาจของพระจักรพรรดิตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การตราและใช้บังคับจึงสามารถดำเนินการโดยอำนาจการตราพระราชกำหนดของพระจักรพรรดิตามรัฐธรรมนูญได้อีกทาง

อ้างอิง: Peter C. Caldwell, Popular Sovereignty and the Crisis of German Constitutional Law, London: Duke University Press, 1997.

บล็อกของ ศุภณัฐ บุญสด

ศุภณัฐ บุญสด
เรื่องเล่าเกี่ยวกับการสร้างทฤษฎีทางกฎหมายเพื่อสนับสนุนความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของนักกฎหมายเยอรมันท่านหนึ่งนามว่า “Paul Laband”
ศุภณัฐ บุญสด
แนวทางการจำกัดอำนาจศาลทหารไม่ให้มีอำนาจพิจารณาคดีพลเรือนในระบบกฎหมาย ศุภณัฐ บุญสด แนวคิดเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในการพิจารณาคดีพลเรือนของศาลทหาร
ศุภณัฐ บุญสด
ประวัติของมาตรา 44 และการตรวจสอบโดยศาลศุภณัฐ บุญสด
ศุภณัฐ บุญสด
ห้านาทีของการนำพลเรือนขึ้นศาลทหารศุภณัฐ บุญสดนาทีที่หนึ่ง : เจตนารมณ์ของการรัฐประหาร