ตอนที่ 3 ฉันไม่ใช่นางเอกนิยายสู้ชีวิตรันทด

 

 

                ระหว่างที่ฉันอยู่ที่กรุงเทพเพื่อเรียนปริญญาโทสาขามานุษยวิทยาและทำวิทยานิพนธ์นั้น ฉันมักจะบันทึกภาพและข้อเขียนสั้นๆในเฟสบุคถึงเรื่องความบัดซบของ infrastructure ในกรุงเทพที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอันทุกลักทุเล ที่บางชีวิตอาจจะไม่เคยประสบแม้จะอยู่กรุงเทพเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปรถเมล์น้ำรั่ว น้ำขังถนนท่วมฟุตบาธที่ต้องลุยเดินไปตอนฝนตก การรีบข้ามถนนที่ไม่มีทางม้าลายเพื่อวิ่งไล่ตามตบประตูรถเมล์อีกฟากให้จอด แน่นอนว่ารวมทั้งสถานะลูกผีลูกคนของนักศึกษาในระดับบัณฑิตที่ไม่ได้รับสวัสดิการที่นักศึกษาปริญญาตรีได้รับ (ทั้งๆที่ออกนอกระบบเหมือนกันอย่างหน้าเลือดแล้วก็ตาม) ไม่ว่าจะเป็นการที่ไม่มีหอพักในกำกับมหาลัยให้ ไม่มีส่วนลดบัตรรถไฟฟ้าใต้ดิน ใช้สิทธิ์ลดตั๋วหนังก็ไม่ได้ ค่าเทอมแพงแสนแพงและเบิกไม่ได้ ความอิหลักอิเหลื่อของการเป็นเด็กก็ไม่ได้ เป็นผู้ใหญ่ก็ไม่ดี การรับงานประจำไปด้วยกลายเป็นเรื่องเบียดเบียนกำลังและเวลาการเรียนจนทุกอย่างแทบจะพังครืนไม่เป็นท่า

 

               สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันรู้สึกถึงความไร้น้ำยาของรัฐเสรีนิยมใหม่ที่บริหารโดยทหารและนายทุนที่ไม่แยแสกระทั่งทรัพยากรมนุษย์และชีวิตที่จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญบางอย่างให้เขาได้รีดเค้นแรงงานอย่างเข้มข้นและสร้างผลกำไรต่อไปด้วยซ้ำ หรือว่าฉันเองที่เข้าใจผิดว่าการทำให้หน่วยงานองค์กรของรัฐเป็นเอกชนจะนำมาสู่การเห็นแก่ความสามารถของมนุษย์ขึ้นบ้างทั้งที่จริงแล้วมันเป็นแค่การจับมือกันสูบภาษีเข้ากระเป๋าโดยทิ้งซากเดนไว้ให้คนในประเทศในรูปแบบของเอกชนและแผนการจัดการที่ไม่ practical และชุ่ยต่อชีวิตอื่นมาก ๆ 

 

              ตลอดเวลาเรียนที่ผ่านมา ฉันรับงานอื่นไปด้วยระหว่างที่เรียนและทำวิทยานิพนธ์ไม่เคยขาด ทั้งเป็นผู้ช่วยอาจารย์ ทั้งงานเงินน้อยนิดจากนักวิจัยประเทศร่ำรวยในเอเชียแต่ให้ค่าแรงค้นคว้างานวิจัย เก็บข้อมูลภาคสนาม ถอดเทปและแปลเป็นภาษาอังกฤษที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินหยามเหยียดแรงงานจากประเทศโลกที่สามมาก และฉันเองก็รับงานอย่างโง่เขลาซึ่งซ้ำเติมให้มาตรฐานค่าแรงต่ำเตี้ยต่อไปและฉันจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอกีแน่นอนครั้งหน้า  งานแปลเล็กๆน้อยๆบ้าง ส่งบทความบ้าง และงานจากคนในวงการศิลปะบ้าง 

 

             การพร่ำเพ้อเป็นระยะๆของฉันเรื่องนี้ในเฟสบุ๊ค บางทีก็มักถูกเข้าใจว่าฉัน self-pity รู้สึกตัวเองน่าสงสารน่าเวทนา เป็นคนขี้บ่นที่ท้อแท้อ่อนแอ สิ้นหวัง ทำให้ตัวเองเป็นเหยื่อ ทั้ง ๆที่ฉันเปิดเปลือย แหกอกให้เห็นความเปราะบางนี้ที่เกิดขึ้นในชีวิตของฉันซึ่งฉันจะทำไม่รู้ไม่เห็นและเนียนว่าฉันรวย มีเงิน กลมกลืนไปกับเพื่อนรอบตัวที่มาจากครอบครัวฐานะดีมากก็ได้ แต่ฉันอยากจะพูดในฐานะที่ฉันเป็นคนจนที่มีโอกาสได้เข้าถึงเครื่องมือสื่อสารพวกนี้ เฟสบุคและบล็อกประชาไทนี้ และฉันจะพูด ฉันจะบอก อยากจะเล่า โอบรับความอ่อนแอ ท้อแท้ หดหู่ ความเศร้าบัดซบนี้ที่เกิดขึ้นกับชีวิต ว่าคนจนอย่างฉันไม่ได้มีแค่ความอดทนอดกลั้น และความขยันเท่านั้น ฉันมีความฝัน ฉันมีความอยาก ฉันมีความอ่อนแอ ฉันเปราะบางได้ ฉันเหนื่อยได้ ฉันเศร้าได้ ซึ่งแน่นอนว่าฉันไม่สามารถเอามันมาเป็นข้ออ้างในการไม่ดิ้นรนไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะหากจะมีชีวิตอยู่ให้ได้ยังไงเสียฉันก็ต้องดิ้นรน กระเสือกกระสนต่อไปอยู่แล้ว และฉันไม่ตายง่ายๆหรอก ความเหลื่อมล้ำมหาศาลนี้มันทำให้ฉันลำบากและทุลักทุเล จนฉันปรับตัวได้ ยืดหยุ่นขึ้น มีลูกล่อลูกชนกับเหตุการณ์ต่างๆ หนังเหนียว ตายยาก

 

             แต่มันแค่นั้นหรอ แค่ประโยคเชยๆที่บอกว่า “ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไป” หรือกระทั่ง “คิดเสียว่าเช่าเค้าอยู่” ฉันคิดว่าฉันเข้าใจการซ้ำเติมทางโครงสร้างการกระจายทรัพยากรในสังคมอย่างไม่เท่าเทียมประมาณหนึ่ง แต่ฉันยังเข้าใจไม่ได้กับการที่คนทำให้ทุกอย่างมันเป็นเรื่องการจัดการส่วนตัว ที่กระทั่งแม่ของฉันก็บอกให้ฉันฝืนหัวเราะ เพื่อหลอกให้เอ็นโดรฟินหลั่ง แต่ให้ตายเถอะ ขนาดเจินๆยังบอกในเพลงต้องสู้เลยว่า 30 ลิขิตฟ้า 70 ต้องฝ่าฟัน แต่มันไม่ใช่การฝ่าฟันตามลำพัง การยืนยันถึงความบัดซบของการเข้าถึงทรัพยากรของฉันนั้นมันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวด้วย มันเกิดขึ้นกับชีวิตอีกหลายชีวิตที่นี่ในกรุงเทพ ในประเทศไทย ในโลกนี้ ความเหลื่อมล้ำนี้ และมันไม่ควรถูกผลักให้เป็นความรับผิดชอบของฉันทั้งหมดที่ต้องเป็นคนจน ฉันไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง ฉันไม่ได้ทำให้ตัวเองเป็นนางเอกนิยายสู้ชีวิต ฉันพูดในฐานะที่ฉันเป็นคนจนจริงๆ คนที่มีรายได้น้อย เป็นคนที่อยู่หางแถวของผลประโยชน์อันมหาศาลของรัฐ เป็นรากหญ้า จนบางทีฉันก็อยากให้คนจนมีใบหน้าร่างกายเฉพาะที่เด่นชัดเหมือนคนผิวสีที่ถูกเอาเปรียบและไม่เห็นหัวบ้างให้รู้แล้วรู้รอด เผื่อว่าฉันจะถูกเลิกเข้าใจผิดว่าฉันชอบบ่นเพราะ victimize ตัวเองอยู่คนเดียว  

 

           เอาเถอะยังไงตอนนี้ฉันก็ยังมีชีวิตอยู่ การเรียนปอโทสายสังคมศาสตร์ในกรุงเทพเป็นเรื่องตลกร้าย ต่อให้อยู่ในวงการไหน พื้นที่ไหนๆ ก็มักจะเจอการหวงแหนอภิสิทธิ์ของตัวเอง การกักตุน หยิบฉวยทรัพยากรของตัวเอง ไม่ว่าในรูปแบบใดใด แต่มันไม่ได้เป็นแค่เรื่องของตัวเองเท่านั้นเราอาจจะต้องถามว่า มันกลายมาเป็นแบบนี้ได้อย่างไร แล้วเราอยู่ตรงไหนของร่างแหนี้ และเรากำลังทำอะไรอยู่ และคนอื่นๆล่ะอยู่ตรงไหนของร่างแหนี้ นิยายเรื่องนี้มีตัวละครและพล็อตที่เคลื่อนที่ตลอดเวลา และมันก็พร้อมจะเกิดอะไรก็ตามได้เสมอ หากว่าคุณไม่ชินชาและคิดแบบซังกะตายว่า คิดซะว่าเช่าเค้าอยู่ไปก่อน   

 

ชีวิตของกึ่งมนุษย์ กึ่งวิทยานิพนธ์

ภายใต้บรรยากาศแห่งความกระอักกระอ่วนของความไม่โปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้ง  ความทุลักทุเลของความโง่เขลาและทะลักล้นทางอำนาจจากรัฐบาลเผด็จการ สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน ที่คุณพูดอะไรมากไม่ได้นอกจาก appreciate ความเนียนดำของถนน