Skip to main content
ผมรู้ว่าสี่ห้าปีมานี้ ผมเขียนบทกวีได้ไม่กี่ชิ้น อาจเป็นเพราะต้องอยู่กับโลกข่าวสารที่จำเป็นต้องเร่งและเร็ว หรืออาจเป็นเพราะว่ามีบางสิ่งบางอย่างบดบัง จนหลงลืมมองสิ่งที่รอบข้าง มองเห็นอะไรพร่ามัวไปหมด หรือว่าเรากำลังหลงลืมความจริง...ผมเฝ้าถามตัวเอง...

 

อย่างไรก็ตามเถอะ...มาถึงตอนนี้ ผมกำลังพยายามฝึกใช้ชีวิต

ให้อยู่กับความฝันและความจริงไปพร้อมๆ กัน

 

ช่วงนี้ หลังพักจากงานสวน ผมจึงมีเวลาอยู่กับความเงียบลำพัง เพ่งมองภายในและสิ่งรายรอบมากยิ่งขี้น และผมเริ่มบันทึกบทกวีแคนโต้เหมือนสายน้ำ หลั่งไหล อย่างต่อเนื่อง ทุกวันๆ ตามดวงตาที่เห็น ตามหัวใจได้สัมผัสต้อง

บ่อยครั้งมันมากระทบทันใด ไม่รู้ตัว จนบางครั้งยังนึกงุนงง และตื่นใจกับการเดินทางของความรู้สึก การเดินทางของถ้อยคำ...

นับแต่นี้ไป ผมจะทำสวนและเขียนบทกวี...ผมบอกย้ำกับตัวเอง


(
๑)
เช้านี้หมอกขาวห่มคลุมยอดดอยผาแดง
หลังฝนโปรยมาใกล้แจ้ง สงสัยคือฝนสั่งลา
ก่อนหนาวฤดูจะเดินทางมาพำนักอยู่ยาวนานและทารุณ

(๒)
เชียงดาวเริ่มกลายเป็นเด็กน้อยอีกครั้ง
รอให้อากาศหนาวยะเยือก เราจะช่วยกันก่อกองไฟ
เผาข้าวหลาม หมกมันคลุกเถ้าบิแบ่งกันกิน

(๓)
ทุกอย่างที่นี่ดำเนินไปอย่างเงียบๆ ช้าๆ
เหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หากหัวใจยังคงเต้นไหวไปตามจังหวะชีวิต

(๔)
ในหุบเขาของความเรียบง่าย
ไม่เดือดร้อน ไม่วุ่นวาย
ทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง

(๕)
ฝูงมดดำขนเม็ดข้าวเปลือก
นกเขาป่าขันคูเกาะกิ่งไผ่หน้าบ้าน
คนเขียนหนังสือพาชีวิตน้อยๆ เคลื่อนไหวในสวนอักษร

(๖)
เปิดดูหนัง Out Of Afaika พบภาพถ้อยคำสะกิดใจ
...อะไรบ้างที่เป็นของเธอ เราไม่ใช่เจ้าของเธอ
เราเพียงแค่แวะเวียนผ่านมาเท่านั้น

(๗)
จ้องมองดูสิ ในหุบเขานี้มีดอกไม้
มีสายหมอก สายแดดห่อห่ม
มีลมหายใจ มีชีวิต

 

(๘)

กรรม ธรรม ธรรมชาติ

ข้าสัมผัสและมองเห็น

สามสิ่งนี้ต่างหนุนเกื้อกันและกัน

 

(๙)

บนทางผ่าน
ข้ามองเห็นผู้คนเดินเพ่นพ่าน
ลมหายใจที่ไม่มีจิตวิญญาณ

 

(๑๐)

ในขณะหลายคนกำลังไขว่คว้าเกาะกุม
แต่มีบางคนพยายามสละบางสิ่ง ละทิ้งบางอย่าง
พันธนาการ.










บล็อกของ ภู เชียงดาว

ภู เชียงดาว
 
ภู เชียงดาว
   
ภู เชียงดาว
 
ภู เชียงดาว
  จู่ๆ คุณก็รู้สึกเหนื่อยเพลีย ข้างในเหมือนว่างโหวง ไม่สดชื่นรื่นรมย์เหมือนแต่ก่อน มือเท้าชา ร่างกายอ่อนแรง สมองมึนงง คิดโน่นลืมนี่อยู่อย่างนั้น ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทั้งๆ ที่คุณก็หลีกหนีห่างจากเมืองอันสับสน ไกลจากผู้คนของความอึงอล มาอยู่ในหุบเขาสงบเงียบแบบนี้  
ภู เชียงดาว
  1.
ภู เชียงดาว
-1- หลังการเก็บเกี่ยวข้าว นวดข้าว ขนข้าวมาเก็บไว้ในหลอง(ยุ้งฉาง)ของชาวนา ไม่นาน ท้องทุ่งเบื้องล่างก็ดูเปิดโล่ง มองไปไกลๆ จะเห็นตอซังข้าว กับกองฟางสูงใหญ่กองอยู่ตรงนั้น ตรงโน้น กระนั้น ท้องทุ่งก็ไม่เคยหยุดนิ่ง มันมีชีวิต มีการเคลื่อนไหวอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เท่าที่เขาเฝ้าดู ในหน้าแล้ง หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว คนเลี้ยงวัวประจำหมู่บ้านคงมีความสุขกันถ้วนหน้า พวกเขารู้ดีว่าจะทำอย่างไงหลังจากชาวนาขนข้าวขึ้นหลองเสร็จเรียบร้อย คนเลี้ยงวัวจะรีบปล่อยฝูงวัวสีขาวสีแดงหลายสิบตัวลงไปในทุ่งโดยไม่ต้องบอกเจ้าของนา ไม่มีใครว่า ปล่อยให้มันเล็มยอดอ่อนจากตอซังข้าว บ้างก้มเคี้ยวเศษฟางข้าว…
ภู เชียงดาว
เกือบค่อนปีที่ข้าตัดสินใจหันหลังให้กับใบหน้าของเมืองใหญ่ มุดออกมาจากกล่องของความหยาบ แออัดและหมักหมม ถอยห่างออกมาจากความแปลก แยกออกมาจากความเปลี่ยน สลัดคราบมนุษย์เงินเดือน สลัดความเครียดที่สะสม สลัดทิ้งซึ่งพันธนาการ ตำแหน่ง หน้าที่การงาน และความโลภ ที่นับวันยิ่งพอกพูนสุมหัวใจข้า - - กระชาก ขว้างทิ้งมันไว้ตรงนั้น อา,ทุกอย่างช่างหน่วงหนักและเหน็ดหน่าย - -ย้อนถามตัวตน ข้าระเหระหนเดินทางมาไกลและแบกรับสัมภาระมากเกินไปแล้ว !