ข้อเสนอผ่าทางตันประเทศไทย 2020 (ตอนที่ 1)

ในสถานการณ์ที่เยาวชนลุกขึ้นเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชน ยุบสภาและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในหลายแห่งและขยายตัวไปทุกภูมิภาคทั่วประเทศนั้น หลายคนมองว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ บ้างก็หมิ่นแคลนว่าไม่เคยช่วยพ่อแม่ล้างจานจะมาแก้ปัญหาประเทศได้อย่างไร หรือหางานและจ่ายภาษีได้แล้วค่อยมาทวงสิทธิ์ก็แล้วกัน  บ้างก็บอกมีคนบงการชังชาติคอยหนุนหลัง ฯลฯ

ทั้งหมดนี้มองปรากฏการณ์เพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งและหมิ่นแคลนความพยายามของคนรุ่นใหม่ที่พยายามจะบอกเรา

ในอีกฝั่ง บางคนก็บอกว่านี่เป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ ฟังและให้พวกเขาว่ากันไป โดยคอยสนับสนุนก็พอ

 

ทั้งหมดนี้ ยังไม่น่าจะพอ เมื่อเทียบกับความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่ที่คาดหวังกับการเปลี่ยนแปลง

แต่ก็คงไม่มีใครปรารถนาจะเห็นภาวะที่คนรุ่นพ่อแม่กดปุ่มสังหารลูกหลานของตัวเองบนท้องถนน หรือถ้าจะมีใครกระหายเลือดขนาดนั้น ก็คงเกินเยียวยา

บทความนี้มีสองส่วน ส่วนแรกต้องการเตือนสติให้ผู้มีอำนาจหันกลับไปทบทวนมาตรการต่างๆ ต่อเยาวชนของเรา ส่วนที่สองจะเป็นข้อเสนอในฐานะกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการศึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 

ส่วนแรก คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การทำหน้าที่ของฝ่ายบ้านเมือง ตั้งแต่การติดตาม การไปพบผู้ปกครอง การไปพบครูอาจารย์ รวมถึงความพยายามดำเนินคดีเล็กๆ น้อยๆ เป็นการคุกคามทางการเมืองรูปแบบหนึ่งที่ใช้กันมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557

การกระทำแบบนี้ต้องหยุดทันที หยุดทำลายอนาคตชาติและสร้างศัตรูรุ่นใหม่ด้วยการติดฉลากการแสดงออกทางการเมืองว่าเป็นอาชญากรรม การชุมนุมเรียกร้องในประเด็นต่างๆ เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่รัฐอารยะทั้งหลายรับรอง เว้นแต่ผู้นำไทยอยากจะให้โลกมองเราว่าเป็นเผด็จการ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากและซ้ำเติมสถานการณ์ภายในประเทศ

ในส่วนของผู้บริหารสถานศึกษาควรคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียน นิสิต นักศึกษามากกว่าจะตามใจเจ้าหน้าบ้านเมืองที่พยายามเข้าถึงความเป็นส่วนตัวที่เกินเลย และนับเป็นการละเมิดสิทธิเด็กเหมือนกัน และนั่นจะทำให้การไต่สถานศึกษาระดับโลกจมดิ่งลงไป

เมื่อสถานศึกษาเข้ามา “เล่นการเมือง” โดยตรง ก็ต้องไม่ลืมว่าในการชุมนุม เมื่อปี 2556-2557 นั้น บรรดาผู้บริหารยุคนั้นสนับสนุนให้คณาจารย์ พนักงาน ลูกจ้าง นิสิต นักศึกษาเข้าร่วมการชุมนุม อย่างแข็งขัน และเปิดเผย ทั้งใช้สถานที่ ทรัพยากรของทางราชการอย่างเปิดเผย ขณะเดียวกันก็ปกป้องคนเหล่านั้นอย่างแน่วแน่ และควรใช้มาตรฐานเดียวกันในปีนี้ นอกเสียจากว่าจะยอมรับว่าการกระทำเหล่านั้นผิดกฎหมายและควรดำเนินคดีในแบบเดียวกัน

ทั้งนี้ การเป็นสถานศึกษาระดับโลก มีเป้าหมายกำหนดไว้แล้ว ทั้งความมีเสรีภาพทางการเมือง ความเท่าเทียมเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติทั้งเพศสภาพ เชื้อชาติและสีผิว ตลอดจนความเชื่อทางการเมืองที่หลากหลาย

ถ้าจะเดินตามอารยประเทศ ก็หนีไม่พ้นที่ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องแสดงการส่งเสริม ไม่ขัดขวางที่เรียกว่า affirmative action ให้ปรากฏ

เราควรปกป้องอนาคตของชาติ มากกว่าไปทำลาย ตัดตอน สร้างความรับรู้แบบที่เคยทำในยุคเผด็จการอำนาจนิยม ซึ่งในที่สุดก็ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองกว่าสองทศวรรษดังที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้สอนเราเป็นบทเรียนมาแล้ว

 

(ตีพิมพ์ครั้งแรกในมติชน (รายวัน) 31 กรกฎาคม 2563 https://www.matichon.co.th/article/news_2287544

รัฐกำลังทำผิดรัฐธรรมนูญขึ้นเรื่อยๆ: นิรโทษกรรมหนีความผิด?

บทความนี้เขียนเร็วๆ จากบทสนทนาในไลน์กลุ่มที่ผู้เขียนเป็นสมาชิก เพื่อตอบคำถามสองส่วน ส่วนแรกคือเสถียรภาพทางการเมืองขึ้นอยู่กับความได้สัดส่วนระหว่างขีดความสามารถของรัฐกับความคาดหวังจากสังคม ส่วนที่สองคือรัฐกำลังทำผิดรัฐธรรมนูญขึ้นเรื่อยๆ

 

เราต้องการผู้บริหารระดับรัฐบุรุษ ไม่ใช่ผู้บริหารระดับกรม

เมื่อเช้ายังงัวเงียอยู่ (เพราะนอนดึก) มิตรสหายในไลน์กลุ่มก็ชวนคุยว่า จะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปทำไม่ ดูอย่างอเมริกาสิ ขนาดเปลี่ยนทรัมป์ออกไปเป็นโจ ไบเด็น ถึงวันนี้คนยังติดโควิดสูง แม้กระทั่งในทำเนียบขาว ผมเลยชวนดีเบตว่าเอาไหม ในที่สุด บทสนทนาก็มาถึงจุดที่ว่า เราไม่ควรเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี

ไทยวิกฤต: การบริหารภัยพิบัติที่ล้มเหลว คือทางไปสู่รัฐล้มเหลว

 

คนเราจะวัดความเป็นรัฐบุรุษที่แท้ได้ก็เมื่อวิกฤตการณ์มาถึง แล้วเขาสนองตอบต่อวิกฤตการณ์นั้นอย่างไร

ทัณฑฆาต

ในวันที่ 2 มีนาคม 1757 (2300) เดเมียนส์ผู้ปลงพระชนม์ถูกตัดสินว่าให้ "กระทำการสารภาพผิด (amende honorable) หน้าประตูอาสนวิหารแห่งปารีส" เป็นที่ซึ่งเขาจะถูกเอาตัวไปและส่งไปกับล้อเลื่อน โดยสวมแต่เพียงเสื้อเชิ้ต ถือคบเพลิงที่มีขี้ผึ้งเป็นเชื้อหนังสองปอนด์ (ราว 1 กิโลกรัม) จากนั้นเขาจะถูกนำตัวไปบนล้อเ