สยิว : เปิดบริสุทธ์ (ทำหนัง) ครั้งแรกของ คงเดช ผู้กำกับ Where We Belong

โดย ฮิโตมิโตกูฉะดะ
(หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่อง)

ไม่มีโอกาสไปดู Where We Belong ในโรงภาพยนตร์เนื่องจากติดภาระบางอย่าง ก่อนหนังจะลาโรงไปเลยขอเขียนถึงหนังเรื่องแรกของ คงเดช จาตุรัตน์รัศมี ผู้กำกับหนังไทยที่ส่วนตัวนับว่าเป็นผู้กำกับสำคัญคนหนึ่งของยุคนี้ แม้จะไม่เคยมีหนังที่เรียกว่าทำเงิน ประสบความสำเร็จในด้านรายได้สักเรื่อง

ผมอาจจะไม่ได้ชอบงานคุณคงเดชทุกเรื่อง แต่ต้องชื่นชมในฐานะที่นอกจากจะมีเอกลักษณ์ในการนำเสนอเรื่องราวของตัวละครที่รู้สึกแปลกแตกต่างจากคนรอบข้าง เขายังเป็นคนทำหนังที่มุ่งมั่นจะบันทึกห้วงเวลาหรือสภาวะบางอย่างในสังคมไทยอยู่อย่างสม่ำเสมอ แม้จะไม่ได้สอดแทรกอย่างตรงๆ ชัดเจนก็ตาม หากการซ่อนนัยยะดังกล่าวก็นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้คนดูจำนวนไม่น้อยสนใจใคร่รู้ว่าผลงานต่อๆ ไปของเขาจะเล่าเรื่องอะไร

และ สยิว ผลงานหนังขนาดยาวเรื่องแรกของเขาบันทึกวัฒนธรรมที่ไม่ค่อยมีใครอยากกล่าวถึงอย่างเป็นทางการนั่นคือยุคทองตอนปลายของธุรกิจหนังสือโป๊ (ซึ่งดูจะสมกับที่คงเดชเองในช่วงขณะนั้นเขาก็เป็นนักร้องนำวงชื่อสองแง่สองง่ามว่า "สี่เต่าเธอ"

ตามความทรงจำของผม สยิว เป็นหนึ่งในโครงการปั้นหนังของนิตยสารภาพยนตร์ Cinemag ในชื่อโครงการประกวดบทภาพยนตร์ขนาดสั้นเมื่อปี 2541 ซึ่งคงเดช ส่งเข้าร่วมประกวดโดยเขียนร่วมกับเพื่ออีกคน (ที่เล่ามานี่ผมไม่ได้ซื้อนิตยสารหรอก แต่ช่วงประมาณปี 42-43 นักทำหนังบ้านเราเริ่มตื่นตัวกับการทำหนังสั้น และโอกาสของนักทำหนังหน้าใหม่ในการทำหนังยาวมากๆ เนื่องจากเป็นยุคที่หนังไทยเริ่มไม่มีคนดู เลยเกิดผู้สร้างหน้าใหม่ๆ ไปเสนอนายทุน มีการลองผิดลองถูกในการสร้างหนังไทยที่เข้าสู่ยุคโรงหนังมัลติเพล็กซ์อยู่หลายเรื่อง สยิวเองก็เป็นโครงการที่ผมตามอ่านจากเว็บชื่อว่า Bangkokcinema(เก่าแค่ไหนคิดดู เพราะเว็บปิดตัวไปนานแล้ว) กว่าจะกลายเป็นรูปเป็นร่างก็ผ่านการแก้ไข ชื่อทีมงานอยู่นานโข และออกฉายในปี 2546 (ปัจจุบัน สยิว หาชมในตามแอพสตรีมมิ่งวิดีโอแบบถูกลิขสิทธิ์เช่น Monomaxx)

ตัวหนังก็คล้ายกับฉากเปิดเรื่อง ดูเหมือนมันเป็นเรื่องราวอย่างหนึ่ง แต่แท้จริงผู้สร้างต้องการบอกเล่าเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังนั้นคู่ขนานไปด้วย ...มันเริ่มต้นในปี พ.ศ.2534-2535 ที่แผงหนังสือแห่งหนึ่ง(ปัจจุบันหายเกลี้ยงเกือบหมดแล้ว) หลายคนน่าจะคุ้นกันดีบ้างก็คงเคยมีประสบการณ์แบบนี้ เด็กวัยรุ่นสิวเต็มหน้าจดจ้องที่แผงหนังสือไม่วางตา รอให้ที่แผงไม่มีคนก่อนจะรีบหยิบนิตยสารวาบหวิวซ่อนคู่กับนิตยสารอะไรก็ได้อีกสักเล่มไม่ให้ดูประเจิดประเจ้อให้กับแม่ค้าที่แผง ก่อนจะรีบกลับไปอ่านเรื่องเสียวพร้อมภาพประกอบในเล่มเพื่อปลดเปลื้องอารมณ์กลัดมันและสิ่งคั่งค้างชวนอึดอัดให้ระบายออก...

แท้จริงเรื่องเสียวที่เด็กคนนี้อ่านเป็นผลงานการแต่งของตัวละครเอกใน 'สยิว' ซึ่งก็ไม่ใช่นักเขียนชายผู้ช่ำชองทางเพศอะไร หากเป็น 'เต่า' สาวมหาวิทยาลัยมาดทอมบอยที่หารายได้จากการพิมพ์เรื่องเสียวเหล่านี้ลงในนิตยสาร สยิว ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทางเพศจริงๆ แต่อาศัยจินตนาการเขียนบรรยาย พรรณนาเรื่องราวต่างๆ ในคอลัมน์ตอบจดหมายผู้อ่าน(แต่ทางกองบรรณาธิการต้องจ้างเธอเขียน) ซึ่งดูเหมือนเธอจะภาคภูมิใจไม่น้อยในสำบัดสำนวนดังกล่าวนั้น

แต่แล้วทุกอย่างก็ถึงจุดเปลี่ยน เฮียกังฟู เจ้าของ 'สยิว' บอกว่าตอนนี้นิตยสารคู่แข่ง เรื่องพวกนี้เขาต้องการสำนวนดิบๆ แรงๆ ชัดๆ จะแจ้งกันหมดแล้ว วิธีเขียนแบบบรรยายเรื่องแล้วฉากเซ็กส์บนเตียงใช้สำนวนให้ผู้อ่านจินตนาการแบบที่เธอเขียนมันเก่าไปแล้ว เธอเลยต้องแสวงหาทางใหม่ๆ ไม่เช่นนั้นก็ถูกบังคับให้เลิกเขียน

ตัวละครในเรื่องประสบภาวะตีบตันทางการเขียนแบบที่ภาษาต่างประเทศเรียกว่า Writer's Block ซึ่งนอกจากเต่าจะเขียนเรื่องแนวใหม่ไม่ออก วิทยานิพนธ์ที่เธอเรียนสาขาอักษรศาสตร์ของเธอก็ถูกวิจารณ์ว่าไปไม่ถึงไหน

ไม่เท่านั้นตัวละครในวัยว้าวุ่นอย่างเต่ายังประสบปัญหาความสับสนในเพศของตน ทั้งผ่านฉากที่ใช้ซ้ำๆ ในเรื่องคือการพิมพ์ตัว "ญ" ในเครื่องพิมพ์ดีดไม่ติด(ใครเคยใช้แป้นพิมพ์ดีดจะรู้ว่านี่เป็นหนึ่งตัวอักษรที่กดยากมาก) ผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งน้องหมวยนักศึกษาสาวสุดอึ๋มแฟนของเธอ ไอ้จ้อน เด็กวัดเช่าอยู่อพาร์ทเมนต์เดียวกัน

ฉากหลังยังสะท้อนผ่านเสียงวิทยุ และทีวีให้เห็นที่มาที่ไปของสภาพตัวละครในเรื่อง สภาพบ้านเมืองในช่วงภายใต้การปกครองของคณะ รสช.ก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 สภาพเศรษฐกิจตกต่ำ การเมืองไม่มีอะไรชัดเจน มองไม่เห็นอนาคต ผู้คนสังคมไม่มีที่ระบายมากขึ้นเรื่อยๆ คนจำนวนหนึ่งก็พึ่งพาละครน้ำเน่าในโทรทัศน์ ที่แม้บางคนจะบ่นว่าบทซ้ำซาก พระเอกโง่ แต่ก็ดู เพราะไม่รู้จะทำอะไร ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุการมีอยู่ของหนังสือโป๊ในสังคมไทยเช่นกัน และยิ่งนานวันเข้าผู้คนจำนวนหนึ่งก็สนใจภาพและเนื้อหาที่ยิ่งกว่านิตยสาร 'สยิว' ตามความรู้สึกคับข้องนั้น...เช่นเดียวกับที่เต่าได้ศึกษาเพื่อนำมาเขียน ทั้งการอ่านหนังสือโป๊หัวอื่น เข้าโรงหนังโป๊ ดูวิดีโอโป๊ และทำความรู้จักกับ "ไอ้หนุ่มพลังม้า" นักเขียนประจำกองบรรณาธิการสยิวที่เอาตัวเข้าไปเรียนรู้กับประสบการณ์จริงที่วิตถารขึ้นเรื่อยๆ

หนังเปรียบเปรยเซ็กส์เสมือนเป็นความสุดโต่งในสังคมที่คับข้อง ไม่ต่างกับการกระทำที่รุนแรงซึ่งผลสรุปสุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่ทางออก ในฉากช่วงท้ายที่เต่ายังคงตีบตันเขียนไม่ออก เธอกับจ้อนแอบซ่อนเพื่อหวังดูสารวัตรมือดำ ตำรวจที่เป็นข่าวทำการวิสามัญอาชญากรไป 3 ราย กับสาวใหญ่คนหนึ่งในอพาร์ตเมนต์ โดยวาดหวังว่าพวกเขาประกอบเกมกามอย่างถึงพริกถึงขิง ...หากแท้จริงปรากฎว่าทั้งคู่กลับไม่เคยเสร็จสมอย่างแท้จริง มีเพียงความรักที่คอยประคับประคองให้กำลังใจไม่ให้ท้อแท้แม้ในเรื่องเซ็กส์จะล่มไม่เป็นท่า --- เสมือนเป็นการเปรียบเปรยเลียบเคียงกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี พ.ศ.2535 มันทำให้เต่าครุ่นคิดหากเซ็กส์ไม่ใช่ทางออก ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก แล้วเธอจะจัดการกับปัญหาชีวิตอย่างไร ?

เต่าเกือบถลำตัวไปกับความหมกมุ่นดังกล่าวจนเธอเพิ่งรู้ใจตนเองในท้ายที่สุดว่าแท้จริงชีวิตต้องการอะไร เธอกลับไปมุ่งมั่นเขียนวิทยานิพนธ์ แปรเปลี่ยนงานเขียนเป็นนิยายรักจนประสบความสำเร็จ ใช้ชีวิตมีความสุข แต่งงาน มีลูกแบบที่ผู้หญิงมีการศึกษาสักคนควรจะเป็น ...

สยิว เป็นงานกำกับเรื่องแรกที่ยังไม่ลงตัวนักของคงเดช งานในช่วงแรกๆ ของเขาเน้นพล็อตที่หวือหวา มีประเด็นเรื่องเพศมาใช้บ่อยๆ ก่อนจะคลี่คลายมากขึ้นในงานยุคหลัง เห็นได้ชัดว่ามันเต็มไปด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องแบบซ้อนเรื่องเล่า ทั้งจินตนาการของเต่าขณะเดินตามมหาวิทยาลัย และท้องถนน เห็นทุกสิ่งทุกอย่างแล้วก็จินตนาการกลายเป็นเรื่องเสียวตลอดทาง, การอ่านคอลัมน์ตอบคำถามทางเพศของหมอชไมพร แล้วก็จินตนาการกลายเป็นคุณหมอสาวเซ็กซี่คอยมาตอบปัญหาแต่ละคน แต่ตัวละครอื่นๆ ค่อนข้างขาดเสน่ห์ จนพอพ้นฉากที่โชว์เทคนิคดังกล่าวไป จังหวะหนังก็สะดุดเป็นพักๆ

ว่ากันที่ฉากโปี ด้วยความที่สยิว เป็นนิตยสารที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก "ไทยเพลย์บอย" ของ เฮียกังฟู ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการ และเจ้าของหนังสือหัวนี้ ความโป๊เลยปรากฎผ่านหนังสือเป็นหลัก ด้วยวิธีการถ่ายแบบบ้านๆ ไม่ต้องเน้นความสวยงามอะไรนัก ซึ่งน่าจะเป็นเจตนาของผู้สร้าง (หนังกำกับภาพโดย สยุมภู ภักดีพร้อม ที่ตอนนี้เป็นผู้กำกับภาพระดับโลกไปแล้ว เพราะบางฉากที่ถ่ายสวย ก็จัดวางองค์ประกอบออกมาสวยมาก แต่ในฐานะคนดูก็แอบเสียดาย อุตส่าห์มีทั้ง ผิง พิมพาภรณ์ กับ บอลลูน พินท์สุดา มาแสดง แต่กลับไม่มีฉากหวือหวาจากทั้งคู่แต่อย่างใด (นอกจากจะคลั่งไคล้มากๆ อาจจะฟินที่มีฉากทั้งคู่มาจูบกันเบาๆ เท่านั้น)

ในแง่ข้อมูลไอเดียในหนังเป็นการดัดแปลงไปค่อนข้างเยอะ เพราะจากที่เคยอ่านเรื่องราวของเฮียกังฟู(รวมถึงอ่านไทยเพลย์บอยด้วยนั่นแหละนะ) ผู้ให้กำเนิดไทยเพลย์บอย และ ทีเด็ด เขาเป็นคนเขียนคอลัมน์ และเนื้อหาในเล่มจำนวนมาก ไม่ได้มีกองบรรณาธิการที่ทำงานเป็นสัดส่วนเหมือนในเรื่อง ขณะที่ทอมซึ่งเป็นที่มาของตัวละครเต่า ตัวเอกในเรื่องนี้ ในไทยเพลย์บอยเป็นคอลัมน์ตอบปัญหาเรื่องเพศแก่เพศทางเลือก ไม่ได้เขียนประสบการณ์ทางเพศแบบในหนัง ขณะที่เฮียกังฟูในหนังบอกอย่างมีอุดมการณ์ว่าจะไม่ยอมเปลี่ยนหนังสือให้แรงกว่านี้ และสยิวต้องอยู่คู่สังคมไทยเพื่อความสุขของทุกคน ผิดกับไทยเพลย์บอยจริงๆ ซึ่งจะดิบกว่าหนังสือโป๊หลายฉบับ มีไอเดียด้วยการเปิดให้แม่บ้านอารมณ์เปลี่ยวส่งรูปมาโชว์ในนิตยสารได้ รวมถึงเปิดบาร์เบียร์ให้คนเหงามานัดพบกันได้โดยไม่ต้องปัดทินเดอร์

หากคุณค่าสำคัญที่สุดของสยิวคงไม่พ้นการเป็นบทบันทึกธุรกิจ และความนิยมหนังสือโป๊บนแผงหนังสือ ซึ่งนับเป็นวัฒนธรรมย่อยในยุคหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครนำมาเล่า หรือถูกบันทึกอย่างเป็นทางการนัก ในสังคมที่มองเรื่องเพศเป็นสิ่งต้องห้าม ไม่ควรพูดในที่สาธารณะ เพราะทุกวันนี้ภาพของแผงหนังสือที่มีนิตยสารสารพัดแนวทาง และวางขายหนังสือโป๊ก็แทบจะเรียกว่าหายากขึ้นทุกทีแล้วหลังจากหนังเรื่องนี้ผ่านกาลเวลามาแล้วกว่า 15 ปี

โป๊ศาสตร์ พิศวาสความรู้คู่กามารมณ์