Skip to main content

วิกฤตการเมืองการปกครองไทยในหลากหลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นช่วง 4-5 ปีหลัง   ประเด็นทางกฎหมายที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชนนั้นมุ่งตรงมาที่ “การใช้อำนาจอธิปไตยในการวินิจฉัยชี้ขาดของศาล”   เนื่องจากการทำหน้าที่ของศาลนับแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ได้อยู่ในความสนใจของสังคมเป็นอย่างยิ่ง   คำพิพากษาของศาลได้ส่งผลกระทบต่อความขัดแย้งการเมืองการปกครองโดยตรง   จนมีมวลชนไม่น้อยตั้งข้อสงสัยต่อการทำหน้าที่ของศาลทั้งในแง่เนื้อหารสาระที่เป็นผลของคำพิพากษา 

แต่ประเด็นที่หลบซ่อนของปัญหาทางกฎหมายนี้ คือ วิธีการให้เหตุผลทางกฎหมายหรือตีความกฎหมายของศาลไทยใช้ระบบใดกันแน่   คำถามนี้หากจะตอบให้เห็นพลวัตรจำต้องย้อนไปดูที่ระบบกฎหมายที่สร้างขึ้นมาของสังคมไทย รวมถึงกระบวนการต่างๆที่รายล้อมศาล นั้นก็คือ ระบบกฎหมายไทย และนิติวิธีของกฎหมายไทย นั่นเอง

อะไรทำให้ระบบกฎหมายแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน?

ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณาคือมีระบบกฎหมายใดบ้างที่ใช้กันอยู่ในโลกนี้

ระบบกฎหมายสากลแบ่งระบบกฎหมายออกเป็น 2 ระบบใหญ่ คือ  

1) ระบบกฎหมายจารีตประเพณี COMMON LAW  

2) ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร CIVIL LAW

ที่มาทางประวัติศาสตร์ของกฎหมายสองระบบนี้มีความแตกต่างกัน   อันเป็นเหตุให้เกิดแนวความคิดเกี่ยวกับกฎหมายที่แตกต่างกันไปด้วย   นิติวิธีก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย

คำถามที่เกิด คือ เราเอาวิธีคิดของระบบ CIVIL&COMMON มาใช้ปนกันได้หรือไม่?

ซึ่งคำถามนี้เองจะนำมาใช้ตอบคำถามที่ว่าศาลไทยใช้เหตุผลและตีความกฎหมายอย่างไร

ก่อนจะตอบคำถามดังกล่าวได้ต้องแบ่งแยกให้ชัดเจนก่อนว่าระบบกฎหมายทั้งสองมีระบบนิติวิธีของตนอย่างไรบ้าง

 

ระบบกฎหมายจารีตประเพณี COMMON LAW   

มีลักษณะนิติวิธีหลักๆดังต่อไปนี้

•                   ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นจากการพัฒนากฎหมายจากนำ สามัญสำนึก ของ สามัญชน (COMMON SENSE of COMMON PEOPLE) มาปรับใช้ในวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท เนื่องจากมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ระหว่างชนชั้นเจ้ากับสามัญชน จนแสดงออกมาในการส่งสามัญชนเข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งวินิจฉัยคดี และสร้างกฎหมาย

•                   ในศาลจึงมีลูกขุนตัดสินข้อเท็จจริงว่าผิดหรือไม่ผิด ควรชดใช้เยียวยาอย่างไร สำหรับกรณีใหม่ที่ไม่เคยมีแนวบรรทัดฐานที่จะนำมาปรับใช้ได้ หรือข้อเท็จจริงจำต้องใช้สามัญชนมาวัดสามัญสำนึกของคู่ความในกรณีนั้นๆ

•                   ผู้พิพากษามีบทบาทสำคัญในการวางแนวบรรทัดฐานโดยการสกัดหลักจากคำพิพากษา

•                   สารัตถะของกฎหมายจึงมีที่มาจากการสั่งสมแนวบรรทัดฐานจากคำพิพากษาในอดีต

•                   หากมีข้อพิพาทสงสัยในการตีความกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริง จึงมักใช้วิธีการย้อนกลับไปดูแนวบรรทัดฐานที่คำพิพากษาเก่าที่เคยวางไว้

•                   การเรียนกฎหมายจึงใช้วิธีการศึกษาคำพิพากษาของศาล เช่น คำพิพากษาศาลฎีกา ฯลฯ

•                   กฎหมายที่ออกโดยรัฐสภามีหรือไม่ – มีรัฐสภาออกกฎหมายเรื่องใหม่ๆ   แต่หากกฎหมายใหม่มีลักษณะขัดหรือแย้งกับแนวบรรทัดฐานเดิมที่ฝ่ายตุลาการวางไว้ ศาลอาจตีความจนทำให้กฎหมายบัญญัติเหล่านั้นเสียไปได้ตามหลัก Golden Rule เพื่อคงแนวบรรทัดฐานไว้

•                   ศาลจึงตีความกฎหมายตามแนวบรรทัดฐานที่เคยวางเอาไว้

•                   การอุดช่องโหว่ของกฎหมายทำโดยแนวบรรทัดฐานที่สร้างมาโดยศาล

•                   ประชาชนรู้สิทธิ หรือพอจะคาดเดาคำตัดสินได้หรือไม่? – อาจได้หากมีสามัญสำนึกสอดคล้องกับสามัญชนส่วนใหญ่ของรัฐ  แต่อาจยากในแง่การต้องไปศึกษาจากคำพิพากษา

 

ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร CIVIL LAW  

มีลักษณะนิติวิธีหลักๆ ดังต่อไปนี้

•                   ประวัติศาสตร์ของกฎหมาย CIVIL LAW เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ที่มีอารยธรรม (CIVILIZED CITY) เมืองเหล่านั้นจะมีพลเมือง(CIVIC) จำนวนมาก  จนต้องมีการสถาปนาชนชั้นปกครองขึ้นมาเพื่อปกครองคนหมู่มาก และต้องสร้างกฎหมายให้พลเมืองจำนวนมากรับรู้ จึงต้องสร้างกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่คนรับรู้ชัดเจนขึ้น เช่น แผ่นศิลาทั้ง 12 ในกรุงโรม ประมวลกฎหมายฝรั่งเศส ฯลฯ เพื่อให้พลเมืองรับรู้กฎหมายที่ชนชั้นปกครองสร้างขึ้น

•                   ปัจจุบันสารัตถะของกฎหมายจึงเกิดจากการลงมติของรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนในการปกครองประเทศ มีการประกาศใช้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน มีประมวลกฎหมาย

•                   ส่วนการวินิจฉัยข้อพิพาทให้แบ่งไปให้ฝ่ายตุลาการใช้อำนาจอธิปไตย ศาลจึงต้องตัดสินคดีตามกฎหมายที่ออกมาจากฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเคร่งครัด หรือตีความกฎหมายคำนึงถึงเจตนารมณ์ในการสร้างกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายสร้างจากตัวแทนของประชาชน

•                   ในศาลจึงไม่มีลูกขุนตัดสินข้อเท็จจริงว่าผิดหรือไม่ผิด ควรชดใช้อย่างไร

•                   ศาลผู้พิพากษามีบทบาทสำคัญพิพากษาทั้งข้อเท็จจริง และการปรับใช้กฎหมาย

•                   การเรียนกฎหมายใช้วิธีการศึกษาหลักกฎหมาย เจตนารมณ์ที่อยู่เบื้องหลังบทบัญญัติกฎหมายลายลักษณ์

•                   การตีความกฎหมายจึงต้องดูตัวบทบัญญัติ และเจตนารมณ์ในการสร้างกฎหมายขึ้นมา

•                   กฎหมายที่ออกโดยรัฐสภามีหรือไม่ – มี และเป็นที่มาในการออกกฎหมายหลัก  

•                   ศาลตีความขัดหรือแย้งกับเจตนารมณ์ของผู้สร้างกฎหมายไม่ได้

•                   การอุดช่องโหว่ของกฎหมายทำโดยวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้

•                   ประชาชนรู้สิทธิ หรือพอจะคาดเดาคำตัดสินได้หรือไม่? – อาจง่ายกว่าในเชิงการมีเอกสารหลักฐานเป็นประมวลกฎหมาย บทบัญญัติที่ชัดเจน   แต่กฎหมายสร้างโดยชนชั้นปกครองพลเมืองอาจต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของชนชั้นปกครอง(ตัวแทน, หัวหน้าคณะรัฐประหาร)ผู้สร้างกฎหมายนั้น

 

แล้วประเทศไทยอยู่ในระบบกฎหมายอะไร มีนิติวิธีอย่างไรกันแน่?

•                   ประเทศไทยมีความสับสนในเรื่องนิติวิธีในระบบกฎหมายสูง หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์กฎหมาย

•                   รัชกาลที่ 5 ทรงเลือกระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรมาใช้กับประเทศสยาม ด้วยเหตุผล ณ ช่วงเวลานั้น คือ การเร่งปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับอารยประเทศ เพื่อขอแก้ไขสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ยกเลิกเรื่อง สิทธิสภาพนอกอาณาเขตของอังกฤษ และประเทศต่างๆที่ได้รับสิทธินี้   พระองค์จึงเลือกใช้ระบบกฎหมายที่สามารถเปรียบเทียบมาใช้ได้ง่าย รวดเร็ว

•                   นักกฎหมายไทยรุ่นแรกๆจบมาจากประเทศอังกฤษ (พระองค์เจ้ารพีฯ)  ซึ่งเป็นแม่แบบของระบบกฎหมายจารีตประเพณี   เมื่อพระองค์เจ้ารพีฯถอนตัวจากการริเริ่มโครงสร้างระบบกฎหมายไทย   จึงหันไปสร้างบุคลากรทางกฎหมายแทน คือ สอนกฎหมายในโรงเรียนสอนกฎหมายที่พัฒนามาเป็นเนติบัณฑิตยสภาในปัจจุบัน   และวางแนวทางการเรียนการสอนกฎหมายซึ่งมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน คือ การตีความกฎหมายโดยอิงแนวบรรทัดฐานที่ศาลเคยวางไว้ (การอ้างอิงฎีกานั่นเอง)

•                   ประวัติศาสตร์กฎหมายไทยได้ทำให้ระบบกฎหมายไทย   แสดงรูปแบบโครงสร้างหลักมีลักษณะเป็นระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร คือ มีการออกกฎหมายโดยรัฐสภา ศาลตัดสินโดยใช้กฎหมายที่ออกมาจากฝ่ายนิติบัญญัติ   แต่คำถามสำคัญคือ “วิธีการตีความกฎหมาย”

•                   แต่การเรียนกฎหมายไทยมีกลิ่นอายของระบบกฎหมายจารีตฯสูง คือ การศึกษากฎหมายที่มีข้อสงสัยในการตีความปรับใช้โดยศึกษา “ฎีกา”   และมีอิทธิพลไปถึงการเรียนการสอนกฎหมายในมหาวิทยาลัย   และกลายเป็นวัฒนธรรมที่ฝังหัวบุคลากรทางกฎหมายไทยส่วนใหญ่ รวมถึงผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ในศาล

 

ทุกระบบมีข้อดี/ข้อด้อย แต่ก็มีตัวแก้ที่ต้องนำมาใช้ด้วย!

ตัวแก้ของระบบกฎหมาย Common Law

เนื่องจาก ศาลมีบทบาทที่สำคัญทั้งในการตัดสินคดีและทำให้เกิดบรรทัดฐานในการวินิจฉัยคดีต่อไป  ดังนั้นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง คือ

  • ต้องให้ สามัญชน Common People มีส่วนในการเข้าไปวินิจฉัยคดีส่วนข้อเท็จจริงด้วย เพื่อนำ สามัญสำนึกของสามัญชน มาเป็นดุลยพินิจในการตัดสินคดีความที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิตประจำวันในแต่ละยุคแต่ละสมัย
  • การคัดเลือกตุลาการ ต้องมีกระบวนการคัดเลือกบุคคลที่มีความช่ำชองด้านกระบวนการยุติธรรม เช่น ตุลาการต้องกำหนดให้คุณสมบัติด้านประสบการณ์ทำงานสูง ทำงานด้านทนายความ อัยการ นิติกร มาเป็นเวลานานนับสิบๆปี
  • ฝ่ายที่ออกกฎหมายต้องเป็นตัวแทนของสามัญชนเข้าไปออกกฎหมาย ลดจำนวนตัวแทนจากอภิสิทธิ์ชน เพื่อให้กฎหมายใหม่ๆที่ออกมาสะท้อนความต้องการของประชาชนทั้งรัฐ

 

ตัวแก้ของระบบกฎหมาย Civil Law

เนื่องจาก ฝ่ายออกฎหมาย (นิติบัญญัติ) มีอำนาจสูงสุดในการออกกฎหมายมาให้อะไรเป็นความผิด หรือสร้างกรอบของสังคม สิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือ

  • ต้องป้องกันระบอบเผด็จการทั้งหลายที่จะยึดอำนาจการออกกฎหมาย การปกครอง และการตัดสินคดี มาอยู่ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
  • ตัวแทนของประชาชนในสภานิติบัญญัติ จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด   การแทรกแซงด้วยวิธีการสรรหาใครที่มิได้มาจากการเลือกของประชาชนมิได้
  • การสรรหาคัดเลือกตุลาการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตรวจสอบที่ใช้อำนาจกึ่งตุลาการจะต้องมีการยึดโยงกับประชาชน
  • ผู้พิพากษาต้องมีความเชี่ยวชาญทั้งด้านทฤษฎีด้านกฎหมายเพราะต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายให้ตรงกับเจตนารมณ์ในการสร้างกฎหมายนั้นๆ และประสบการณ์ชีวิตที่ช่ำชองเพราะต้องชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในข้อเท็จจริงของคดีด้วย

 

ระบบผสมผสาน

ในโลกปัจจุบัน เส้นแบ่งของระบบกฎหมายทั้งสองได้เลือนลางลงไปมาก เนื่องจากแต่ละประเทศได้พยายามพัฒนาระบบกฎหมายของตนเอง โดยพยายามนำข้อดีของระบบต่างๆมาปรับใช้ และลดข้อบกพร่องของกระบวนการยุติธรรมของตนให้มากที่สุด   เช่น    มีการนำระบบลูกขุนให้สามัญชนเข้ามาช่วยใช้ดุลพินิจหรือช่วยตัดสินคดีมากขึ้น โดยเฉพาะในคดีอาญาที่ว่าด้วยความเป็นความตายของสามัญชนคนหนึ่ง ก็ย่อมต้องอาศัยสามัญชนเข้ามาช่วยตุลาการตัดสินด้วย    สภานิติบัญญัติที่มีตัวแทนของประชาชนมาจากการเลือกตั้งสะท้อนความต้องการของประชาชนทั้งประเทศ   และการเชื่อมโยงระบบกฎหมายระหว่างประเทศเข้ามาช่วยเป็นหลักประกันเสริม หากกลไกภายในรัฐไม่เพียงพอในการอำนวยความยุติธรรม    

แต่สิ่งที่รับรู้และกลายเป็นเสาหลักในการธำรงนิติธรรมไว้ในนิติรัฐ คือ การไม่ยอมรับเผด็จการรวบอำนาจจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง!

ความก้าวหน้าด้านกฎหมายในสากลโลก จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกแบบระบบกฎหมาย ต้องศึกษาเปรียบเทียบและนำมาใช้ให้เหมาะสมเพื่อสร้างกระบวนการยุติธรรม และโครงสร้างรัฐที่สะท้อนความต้องการของประชาชน และเป็นหลักประกันสิทธิให้กับสามัญชนยิ่งๆขึ้นไป   เพราะต้องไม่ลืมว่า กฎหมายเป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" ที่จะรักษาความมั่นคงของรัฐได้ หาไม่แล้วความขัดแยงต่างๆ จะผลักสังคมไปสู่กลียุค

 

มองย้อนนิติรัฐไทย เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

จากประวัติศาสตร์กฎหมายชี้ให้เห็นถึงความโกลาหลในนิติวิธีของไทย   จนทำให้เกิดความสับสนในหมู่นักกฎหมาย และส่งผลสะเทือนไปสู่การรับรู้เข้าใจของสังคม   จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดสังคมไทยจึงมีข้อสงสัยในประเด็นนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอ   สังคมกฎหมายไทยอาจต้องปรับตัวให้นิติวิธีทั้งหลายกลมเกลียว (Harmonized) เพื่อบูรณภาพแห่งกฎหมาย อันจะเป็นการประกันความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม   และสร้างความรับรู้ เข้าใจ อธิบายได้   อันจะนำมาซึ่งความมั่นคงของระบบกฎหมายไทยในท้ายที่สุด   หรือเราจะรอให้สังคมภายนอกเข้ารื้อสร้าง (De-Construction) ระบบกฎหมายให้สอดคล้องกับความเข้าใจของสังคม   เนื่องจากสังคมเริ่มสงสัยการทำงานของศาลและนิติวิธีของระบบกฎหมายไทยมากขึ้นทุกที

บล็อกของ ทศพล ทรรศนพรรณ

ทศพล ทรรศนพรรณ
มาตรการสำหรับการแก้ปัญหาความอดอยากหิวโหยที่เกิดจากภัยพิบัติธรรมชาตินั้นสามารถดำเนินการได้ใน 3 ช่วงเวลา ก็คือ การเตรียมตัวก่อนภัยพิบัติจะเกิด การบรรเทาและแก้ไขปัญหาในขณะเกิดภัยพิบัติ การเยียวยาและฟื้นฟูหลังภัยพิบัติผ่านไปแล้ว   ในบทความนี้จะนำเสนอมาตรการและกรณีศึกษาที่ใช้ในการขจัดความหิว
ทศพล ทรรศนพรรณ
มาตรการทั่วไปที่ใช้ในการประกันความอิ่มท้องของประชากรในประเทศตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติที่รัฐบาลไทยประกาศสมาทานยึดถือนั้น ตั้งอยู่บนหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนเรื่องสิทธิด้านอาหาร นั้นหมายถึงรัฐไทยต้องมีมาตรการเคารพ ปกป้อง และส่งเสริมสิทธิประกอบด้วย กรอบทางกฎหมาย   กรอบทางนโย
ทศพล ทรรศนพรรณ
อุดมการณ์ที่เป็นสาเหตุของปัญหาแรงงานที่เกิดขึ้นทั่วโลกอยู่นั้น มีจุดก่อตัวมาจากระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบเสรีนิยมใหม่ที่เข้ามาพร้อม ๆ กับกระแสแห่งการพัฒนาของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ที่ทำให้เกิดเสรีทางการลงทุนจนนำมาซึ่งรูปแบบการจ้างงานรูปที่มีความยืดหยุ่นต่อการบริหารจัดการของบรรษัท และสามารถตอบโจทย์นักลงทุ
ทศพล ทรรศนพรรณ
การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินจำเป็นต้องวางแผนในการดำเนินการด้วยความเข้าใจพื้นฐานที่ว่า ความขัดแย้งเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่เกิดขึ้นได้ หากต้องการผลักดันข้อบัญญัติท้องถิ่นให้สำเร็จจึงต้องสามารถทำความเข้าใจลักษณะของข้อพิพาทที่มักเกิดขึ้นในการจัดการที่ดิน   และมีแนวทางในการข
ทศพล ทรรศนพรรณ
 ลู่ทางส่งเสริมการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ปัญหามลพิษ มีดังต่อไปนี้
ทศพล ทรรศนพรรณ
ปัญหาสิ่งแวดล้อมมักสร้างผลกระทบในระยะยาว ไม่ได้เกิดการบาดเจ็บ เสียหาย ทันทีทันใด   ดังนั้นเราจึงต้องมีวิธีการพิสูจน์ว่าความเจ็บป่วย เสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมีผลมาจากปัญหาสิ่งแวดล้อมจริง   สิ่งที่เราต้องทำคือการเก็บหลักฐานอย่างต่อเนื่องและชัดเจนเพื่อนำไปใช้เป็นพยานหลักฐาน &n
ทศพล ทรรศนพรรณ
การจัดชุมนุมสาธารณะย่อมเป็นที่สนใจของสังคมตามความประสงค์ของผู้จัด จึงมีสื่อมวลชนที่เข้าร่วมทำข่าวทั้งที่เป็นสื่อมวลชนอาชีพที่มีสังกัดประจำหรือสื่อพลเมืองที่ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์และรายงานข่าวตามภูมิทัศน์เทคโนโลยีสื่อสารที่ปรับตัวไป 
ทศพล ทรรศนพรรณ
การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธมีข้อจำกัดที่อาจถูกรัฐเข้าระงับหรือแทรกแซงการใช้สิทธิได้ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 4 ในสภาวะฉุกเฉินสาธารณะที่คุกคามความอยู่รอดของชาติที่ถูกประกาศอย่างเป็นทางการ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดถึงเหตุที
ทศพล ทรรศนพรรณ
การชุมนุมโดยสงบเป็นเครื่องมือที่ทำให้บุคคลทั้งหลายสามารถแสดงออกร่วมกันและมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง ให้ปัจเจกสามารถแสดงความเป็นตัวตนของตัวเองร่วมกับผู้อื่น   โดยการเลือกสถานที่การชุมนุมอยู่ภายใต้หลักมองเห็นและได้ยิน (sight and sound) ทั้งนี้ผู้ชุมนุมต้องอยู่ในที่ที่มองเห็นและสาธารณชนต้อ
ทศพล ทรรศนพรรณ
ขบวนการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ในบริบทโครงสร้างทางอำนาจในสังคมที่ไม่เท่าเทียมกัน การรวมศูนย์อำนาจหรือการครอบงำทางวัฒนธรรมโดยใช้วัฒนธรรมเดียว สิทธิชุมชนจึงเป็นการต่อสู้เพื่อปรับสัมพันธภาพทางอำนาจ สร้างตำแหน่งแห่งที่ให้ชุมชนให้เกิดความเป็นธรรมและเคารพในความหลากหลาย โดยท้องถิ่นมีเสรีภาพในการกำหนดกติกา
ทศพล ทรรศนพรรณ
ข้อกล่าวอ้างสำคัญของรัฐบาลไทยในการเพิ่มศักยภาพในด้านข่าวกรองและออกกฎหมายที่ให้อำนาจสอดส่องการสื่อสารของประชาชน คือ “ถ้าประชาชนไม่ได้ทำผิดจะกลัวอะไร” โดยมิได้คำนึงหลักการพื้นฐานเบื้องต้นว่า แม้ประชาชนมิได้ทำผิดกฎหมายอันใดก็มีสิทธิความเป็นส่วนตัว ปลอดจากการแทรกแซงการสื่อสาร อันเป็นสิทธิพื้นฐานตามกฎ
ทศพล ทรรศนพรรณ
การพัฒนารัฐที่ใช้กฎหมายเป็นหลักประกันสิทธิมนุษยชนของประชาชน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพลเมืองในประเด็นสาธารณะของผู้ตื่นตัวทางการเมืองในลักษณะ “นิติรัฐอย่างเป็นทางการ” แตกต่างจากความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบ “ไม่เป็นทางการ” ที่รัฐอาจหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจปกครองภายใต้กรอบของกฎหมายเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพต