Skip to main content


ทักษิณ ชินวัตร

เดินทางลงมาจากยอดเขาสูง
ลงมาสู่พื้นดินเบื้องล่างเป็นเวลานานนับปีแล้ว
หลังจากต่อสู้ปีนป่าย...ขึ้นไปอยู่บนยอดสุดเป็นเวลานานหลายปี
แต่ทันทีที่เขาก้าวย่างลงมา
เหยียบฝ่าเท้าลงไปแตะผืนแผ่นดินเบื้องล่าง
เขาก็พลันพบว่า...
พื้นดินบนผืนแผ่นดินไทย
มิใช่พื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับเขาเสียแล้ว

เช่นเดียวกับ
สนธิ ลิ้มทองกุล
ที่เพิ่งเดินทางลงมาจากยอดเขาสูงอีกลูกหนึ่ง
ที่เขาต่อสู้ปีนป่าย...ขึ้นไปหยัดยืน
ในฐานะคู่ปฏิปักษ์ทางการเมืองหมายเลข  1 ของ ทักษิณ ชินวัตร
ทันทีที่เขาก้าวย่างลงมา
เหยียบฝ่าเท้าลงไปแตะผืนแผ่นดินเบื้องล่าง
เขาก็พลันพบว่า...
พื้นดินบนผืนแผ่นดินไทย
มิใช่เป็นเพียงพื้นที่อันตราย ของ ทักษิณ ชินวัตร คู่ปฎิปักษ์ของเขาเท่านั้น
แต่ยังเป็นพื้นที่อันตรายอย่างยิ่งของเขา...อีกคนหนึ่ง - ในวันนี้

ใช่
เมื่อพื้นทางการเมืองบนท้องถนนนอกรัฐสภา
ได้ปรากฏโฉมหน้าตัวละครการเมืองชุดใหม่
ที่มีผู้รู้เชื่อกันว่า
เป็นตัวละครชุดเดียวกันกับที่ส่งคนไปวางคาร์บอม
หมายจะระเบิดบึ้ม ! เอาชีวิต ทักษิณ ชินวัตร ให้ฉีกขาดย่อยยับ
แต่ก็ยังไม่มีใครยอมเชื่อ...
ณ กรอบเวลาและสถานการณ์ที่สับสนในตอนนั้น
เพิ่งมาเชื่อกันสนิท
เมื่อพวกเขาได้ปรากฏตัว
ออกมาปฏิบัติการอีกครั้งหนึ่ง...ที่เพิ่งผ่านไปอย่างสดๆร้อนๆ
เมื่อรุ่งเช้าวันที่ 17 เมษายน 2552 ณ บริเวณสี่แยกบางขุนพรหม
โดยใช้อาวุธสงคราม เอชเค อาก้า เอ็ม 16 และ เอ็ม  79
รุมซัลโวรถยนต์ ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่หวุดหวิดรอดตายอย่างเหลือเชื่อ
จากห่ากระสุนปืนนับร้อยกว่านัด...
ท่ามกลางพื้นที่การประกาศ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน ของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
สนธิ ลิ้มทองกุล
แม้เขาจะประกาศหลังจากการรอดตายว่า
มีอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ - บวกกับอำนาจความดีที่เขาได้กระทำ...คุ้มครองชีวิตเขาเอาไว้
แต่กระนั้น...
คนที่กล้าหาญจนน่าขนลุก
เพราะไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ
และไม่เข้าไม่ออกใครอย่างเขา
นอกจากความดีงามและความถูกต้องตามทัศนะความเชื่อของเขา
ก็ยังเกริ่นกล่าวออกปากเลือก...ที่จะเดินทางออกจากบ้านเกิดเมืองนอน
แทนการยืนหยัดต่อสู้บนผืนแผ่นดินไทยเช่นเดียวกับ ทักษิณ ชินวัตร
ท่ามกลางความดีงามและความถูกต้องอีกมากมายหลายชุด - หลายทัศนะความเชื่อ
ที่แต่ละคน - แต่ละสังคม แต่ละฝักแต่ละฝ่าย - แต่ละพรรคแต่ละพวก

เกือบร้อยทั้งร้อย...
ต่างก็กำหนดกันขึ้นมา "ยึดมั่นถือมั่น" เป็นความเชื่อของตัวเอง
บนพื้นฐานผลประโยชน์ ของใครของมัน
ใช่หรือมิใช่...
นี่คือความดีงามและความถูกต้อง - ในโลกของความเป็นจริง
ที่เห็นได้ชัดจากความขัดแย้งทางการเมือง
ตั้งแต่ชั้นบนสุดในรัฐสภาลงมาจนถึงท้องถนน  
โอ้
ตัวละครชุดใหม่
พวกเขาเป็นใคร
มาจากอำนาจฝ่ายใด
เหตุใด...จึงไม่เอาทั้งทักษิณ ชินวัตร และ สนธิ ลิ้มทองกุล
และคิดกำจัดเขา ถึงขั้นต้องลงมือเข่นฆ่ากัน...อย่างเย้ยฟ้าท้าดิน
นี่ คือโจทย์ชุดใหม่ของการเมืองในสังคมไทย
สังคมที่เต็มไปด้วยอำนาจสารพัดอำนาจ
ผลัดเปลี่ยนกันโผล่หน้าออกมาแสดงพลัง

ใช่
พลัง พลัง พลัง พลัง พลัง พลัง
พลังที่มีผู้รู้...
กล่าวกันให้อับอายขายหน้าฟ้าดิน
แหละขุนเขาศิขริน...มาเย้ยหยันให้เจ็บใจ - แทนคนไทยทั้งชาติว่า
คนไทยเรานั้น...ช่างแสนรู้เหลือเกิน
ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก
เพื่อเรียกร้องเอาโน่นเอานี่ได้สารพัดอย่าง - ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ
แต่ไม่รู้ อยู่อย่างเดียวเท่านั้น
นั่นคือ...
ไม่รู้จักขอบเขตในการแสดงออกสิทธิและเสรีภาพของตัวเอง
ว่าควรจะทำกันได้มากน้อยแค่ไหน
และไม่แยแสว่าบ้านเมืองจะพังพินาศสักปานใด
ซึ่งเรื่องนี้...
เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่งกว่า
การรู้จักการใช้สิทธิและเสรีภาพในการเรียกร้องมากมายหลายเท่า
เพราะนี่คือ...การรู้จักเคารพและรับผิดชอบ - ความเป็นมนุษย์ของคนอื่นเขา
ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร
มิให้พลอยเดือดร้อนไปด้วย นั่นเอง

ใช่
พวกเขาคือโจทย์ชุดใหม่
ที่ใครต่อใครคงเฝ้ารอคอยการเฉลยคำตอบ
ด้วยความระทึกใจ...ยิ่งกว่าตัวละครทุกชุด
ที่เคยโผล่หน้าออกมาแสดงบทบาทบนเวทีการเมืองในวันนี้
เพราะพวกเขาทำราวกับว่า...
การลงมือปฏิบัติการแบบกองโจรผู้ก่อการร้ายสากลของเขา
ไม่มีอำนาจใดๆในสังคมไทยจะเอื้อมมือไปถึง
ถึงขนาด...นักวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง
ผู้เปรื่องปราด - รายสัปดาห์ท่านหนึ่ง ฟันธงฉับเอาไว้ว่า
ยิ่งรู้ยิ่งเห็นเป็นใคร - ก็ยิ่งมืดมนและต้องรีบหดมือ - ล่าถอยออกมา...
โดยเทียบเอาจากประวัติศาสตร์สังคม - ที่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้
กับบุคคลสำคัญทางการเมืองบางท่านในอดีต...ที่เคยถูกฆ่าปิดปาก
และไม่อาจจับมือใครดมได้
จากสถานการณ์ทางการเมืองแบบเดียวกันนี้ !

แน่นอน
วันนี้...
ทั้งทักษิณ ชินวัตร และ สนธิ ลิ้ม ทองกุล ย่อมต่างมองเห็นแล้วว่า
เหนือฟ้ายังมีฟ้าอีกชั้นหนึ่งปรากฏอยู่
และคงต่างตระหนักอย่างแน่ชัดเช่นเดียวกันว่า
แท้จริงแล้ว...
เขาทั้งสองคน...หาใช่ศัตรูที่แท้จริง และน่าสะพรึงกลัวของกันและกันไม่
หลังจากลงจากยอดเขาสูงลงมาสู่พื้นดินเบื้องล่าง
และยากจะยืนอยู่ได้บนผืนแผ่นดินไทย
พร้อมกับราคาของคำตอบราคาแพงที่สุดในโลก
ที่เขาถูกเรียกร้องให้จ่ายด้วยชีวิต !

ใช่
คงมีเขาทั้งสองคนเท่านั้นแหละที่รู้ดีว่า
เป็นเวลาที่ยังไม่สาย...หรือว่าสายไปเสียแล้ว !
สำหรับการรับรู้และมองเห็น - ฟ้าที่อยู่เหนือฟ้าขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง
ซึ่งได้แสดงออกมาให้รู้เช่นเห็นชาติ...กันอย่างชัดเจนแล้วว่า
มันมิได้มีความรักให้แก่เขาทั้งสองคน
ที่ต่างเคยประกาศ รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
บนผืนแผ่นดินที่กำลังลุกเป็นไฟนี้ !
อำนาจ
อำนาจ อำนาจ อำนาจ อำนาจ อำนาจ อำนาจ
อำนาจนี้...มาจากฝ่ายใด
เป็นอำนาจที่ไม่มีใคร...สามารถเอื้อมมือไปแตะต้องได้จริงหรือ

ใช่
ถ้าคนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่รอดตาย...อาจเป็นเช่นนั้น !
เพราะคงจะหาคนกล้าหาญจนน่าขนลุกอย่างเขา...มาแทนตัวเขาไม่ได้อีกแล้ว
แต่นี่เขากลับรอดตายราวกับปาฏิหาริย์...
แล้วคิดหรือ...ว่าคนกล้าอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ที่มี ASTV
เป็นกระบอกเสียงที่เต็มไปด้วยพลังแห่งการเปิดโปง ตอบโต้ และโค่นล้ม
จะปล่อยให้คนที่เล่นเกมกับเขาอย่างรุนแรง - แบบเอากันให้ถึงตาย...
เป็นความลับที่มืดดำอำมหิต !

ใช่
แน่เสียยิ่งกว่าแน่
ถ้าหากการวิเคราะห์ระบบความคิดจิตใจของเขา
ไม่ผิดพลาด
การคิดล่าถอย...ของเขาในครั้งนี้
ย่อม หาใช่การล่าถอย...ไปขุดหลุมหลบภัยอย่างเด็ดขาด !
แต่มันคือการล่าถอยไปตั้งหลัก - เพื่อเตรียมตัวรุกและเปิดโปง และตอบโต้ครั้งใหญ่
เพราะขนาดเขายังไม่ได้เริ่มต้นถอย...ไปตั้งหลักที่ไหนเลยสักก้าว
ทันทีที่เขาลุกขึ้นมาพูดได้ !
เขาก็เริ่มแพลมๆออกมา
จนคนสำคัญหลายคน - ที่ถูกเขากล่าวพาดพิงถึงแทบจะบ้า...ดังที่ปรากฏออกมาเป็นข่าว
ที่ทำให้หนังสือพิมพ์ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
และบางทีตั้งแต่นี้ต่อไป
คำว่าเอื้อมมือไม่ถึง "อำนาจมืด"...
อาจจะไม่มีอยู่...ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองของสังคมไทยอีกต่อไป
แต่คงต้องแลกเอาด้วยความรุนแรงกันอีกต่อไป
ไม่รู้จักจบสิ้น

ใช่
เมื่อคนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล รอดชีวิต
จงระวังเอาไว้ให้ดี !
เพราะคนที่เอาจริง...และเต็มไปด้วยลูกบ้าติดเทอร์โบ - ทุกเที่ยวบินแบบนี้แลหนอ...  
คือคนชนิดพิเศษ...ที่โลกได้กล่าวเอาไว้ว่า
คนที่เอาจริงแบบนี้แหละ
ที่แม้แต่พระเจ้าก็ยังเกรงใจ - และทรงหลีกทางให้ !

ยกเว้นเสียแต่ว่า
เขาจะยอมลดละอัตตาปัญญาทางโลก
( ที่เริ่มต้นและจบลง...ด้วยการทำลายกันและกันให้พินาศไปข้างหนึ่ง )
พลิกกลับมาใช้ธรรมะปัญญาของพระพุทธองค์ที่ว่า "เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร"
ที่เขากำลังรู้ซึ้ง...อย่างถึงที่สุดในชีวิตของเขาในขณะนี้ - มาแก้ปัญหา
ซึ่งดูเหมือนว่า
ตัวเขาเองก็มีท่าทีในการคิด...
ที่จะแก้ปัญหาในเชิงบวกที่ดียิ่ง...ในช่องทางนี้ - อีกทางหนึ่ง                  

และเราได้แต่ภาวนา...
ขอให้เขาจงเลิกล้มระบบความคิดแบบ "ปากต่อปาก ฟันต่อฟัน"
ที่ยิ่งจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด
หันหน้ามาใช้ธรรมะปัญญาบทนี้ของพระพุทธองค์ - มาแก้ปัญหา
และยุติ...การเริ่มต้น จองเวรจองกรรมกันและกัน - ในรอบใหม่
ให้สิ้นสุดกันเพียงแค่ประโยคเหลือร้าย
ที่เขากล่าวออกมาเปิดฉาก - ทิ่มแทงแสยงใจใครต่อใครว่า
"คนเรานั้น โกหก ใครก็ได้ แต่ โกหก กับตัวเขาไม่ได้หรอก"

ใช่
เราอยากจะเห็นปาฏิหาริย์...
ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ในครั้งแรก - จาก สนธิ ลิ้มทองกุล อีกสักครั้ง
เพื่อพิสูจน์สัจธรรมของพระพุทธองค์บทนี้
และเพื่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวมภายในประเทศ
ที่กำลังนอนป่วยร่อแร่อยู่ในห้อง ไอ.ซี.ยู.
สาธุ !

7 - 13 พฤษภาคม 2552
กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่

บล็อกของ ถนอม ไชยวงษ์แก้ว

ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ชีวิตเอย เหตุใดเล่า เจ้าจึงเศร้าโศกเสียใจร้องไห้คร่ำครวญ ให้กับบางสิ่งที่เจ้าได้สูญเสียมันไป เหมือนนมที่หกออกจากแก้วไปแล้ว...ตกลงบนพื้นดิน วันแล้ววันเล่า ไม่รู้จักจบสิ้น  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
12 เมษายน 2545 วันครบรอบวันเกิด...ที่แสนจะเจ็บปวด ขณะนั่งรถจักรยานยนต์ออกตรวจพื้นที่กับคู่หู ขับรถผ่านไปทางบ้านพ่อแม่ผู้พัน นายเก่าที่มาหยิบยืมเงินเราแล้วไม่ยอมใช้คืน เมื่อสองสามปีที่แล้ว พอเจอหน้า จอดรถจะเข้าไปถาม นายกลับรีบเดินหนี อนิจจา ! นายเอ๋ยนาย...ดอกไม่ต้องขอเพียงแค่ต้นคืนได้ไหม...
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  7   ครับ รายละเอียดเรื่องราวของเขา ที่ผมอยากรู้อยากเห็นเหลือเกิน เริ่มปรากฏอยู่ในบันทึกหน้านี้นี่เอง และเมื่อหยิบหน้าคอลัมน์ “ศาลาคลายร้อน” ที่เขาถ่ายสำเนาจากหนังสือนิตยสาร “ชีวิตรัก” มาให้ผม ซึ่งเป็นหน้า คอลัมน์ - ในช่วงที่เขาได้แบกเป้ออกไปตะลอนทัวร์ ช่วยคุณวนัสนันท์ ตามที่เขาตั้งปณิธานเอาไว้ออกมาอ่าน เพื่อทำความรู้จักทั้งคอลัมน์และตัวตนของคุณวนัสนันท์ ที่นำมือแห่งความเมตตาของคุณวรรณและคุณแขคนไทยในต่างประเทศ มาฉุดเขาขึ้นมาตจากขุมนรกอันลึกล้ำดำมืดแห่งหนี้สิน และมือแห่งความเมตตาอีกมากมายที่หลั่งไหลติดตามมา... ผมพบว่าคอลัมน์ “ศาลาคลายร้อน” ของคุณวนัสนันท์…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
6 หลังจากงานศพของพ่อแล้ว เขาก็เริ่มตกเข้าไปอยู่ในวังวน - ของการหมกมุ่นครุ่นคิด...เป็นทุกข์อยู่กับหนี้สินอีก และพยายามต่อสู้กับตัวเองอย่างถึงที่สุด ระหว่างการคิดทำลายตัวเองตามพ่อไป เพื่อหนีความทุกข์ปัญหาอันหนักหนาสาหัส และการพยายามคิดหาเหตุผลต่างๆนานาที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป...
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
30 ตุลาคม 2539 วันนี้ นายเรียกข้าราชการตำรวจทั้งโรงพักมาประชุม เพื่อร่ำลาไปรับตำแหน่งใหม่ เห็นพวงมาลัย...ที่นายดาบหัวหน้าสายแต่ละสาย เตรียมมาให้นายแล้ว ได้แต่นึกเสียดาย... ท่านมากอบโกย...แล้วก็ไป
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  3. เขากลับกรุงเทพฯไปได้หนึ่งอาทิตย์กว่าๆ ผมก็ได้รับกล่องพัสดุขนาดใหญ่ หนักเกือบสองกิโลกรัมจากเขา เมื่อแกะกล่องออกมา ผมก็พบแฟ้มเก็บต้นฉบับที่เขาถ่ายสำเนามาจากหน้าคอลัมน์ “สะพานบุญ” ที่เขาเคยเขียนในนิตยสาร “ย้อนรอยกรรม”และ จากหน้าคอลัมน์ “ศาลาแรงบุญ” ในนิตยสาร “แรงบุญแรงกรรม” ที่เขาเขียนอยู่ในปัจจุบัน นับรวมกันได้ 60 กว่าเรื่อง หนาประมาณ 200 กว่าหน้ากระดาษ A4 รวมทั้งสำเนาต้นฉบับที่เขาถ่ายจากหน้าคอลัมน์ “ศาลาคลายร้อน” ของคุณวนัสนันท์ จากหนังสือ “ ชีวิตรัก” 15 แผ่น และจากกรอบหน้าคอลัมน์หนังสือพิมพ์รายวันที่เขียนยกย่องชื่นชมเขา 3 - 4 แผ่น
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
 1.  จินตวีร์ เกียงมี หรือที่มีชื่อเต็มยศว่า จ.ส.ต.จินตวีร์ เกียงมี ซึ่งปัจจุบันรับราชการตำรวจ ตำแหน่ง งานธุรการอำนวยการกองวิจัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ที่ใครต่อใครต่างรู้จักกันทั่วไปทั้งประเทศ และเลื่องลือไปถึงเมืองนอกเมืองนาในวันนี้ ในฐานะ จ่าตำรวจใจบุญ ที่แบกเป้เที่ยวตะลอนๆ ไปช่วยเหลือคนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก แทบทุกหนทุกแห่งในประเทศ ที่ส่งเสียงร้องทุกข์โอดโอยมาให้เขาได้ยิน ซึ่งเราได้รับรู้เรื่องราวของเขาจากสื่อต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นสื่อทางวิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร อินเตอร์เน็ต ฯลฯ และที.วี.แทบทุกช่องที่นำเรื่องราวของเขา มาบอกเล่าแก่สาธารณะชน  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
 สมัยที่ผมยังทำงานเป็นนักดนตรีประจำร้าน สายหมอกกับดอกไม้ ของคุณอันยา โพธิวัฒน์ คู่ชีวิตของคุณจรัล มโนเพ็ชร ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนา ผู้ล่วงลับไปแล้ว ก่อนจะออกมาทำงานเขียนและงานเกี่ยวกับหนังสืออย่างเต็มตัวในทุกวันนี้ ผมจำได้อย่างแม่นยำว่า ภายในร้านสายหมอกกับดอกไม้ นอกจากเฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับตกแต่งภายใน ที่ประกอบด้วย โต๊ะ เก้าอี้ ที่เป็นเครื่องไม้ ภาพเขียน รูปปั้น และ ข้าวของเครื่องใช้ ผลงานเพลงของคุณจรัลในตู้โชว์ ตลอดจนรูปภาพของคุณจรัลตามฝาผนังห้องในอิริยาบถต่างๆแล้ว ยังมีกระจกเงาเก่าแก่บานหนึ่ง กว้างประมาณ สองฟุต สูงท่วมหัว ประดับอยู่ตรงมุมห้องโถงด้านขวามือใกล้ๆกับเวทีเล่นดนตรี…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  3 กันยายน 2552 ปีนี้ นอกจากจะเป็นวันรำลึกครบรอบการจากไปของ จรัล มโนเพ็ชร ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนาแล้ว วันนี้ยังมาตรงกับวันจัดงาน " แอ่วสันป่าตอง " ซึ่งเป็นงานของโครงการย้อนยุคอำเภอสันป่าตอง ที่มีเป้าหมายที่จะแนะนำอำเภอสันป่าตองเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยมีสภาวัฒนธรรมอำเภอเป็นตัวหลักในการจัดงาน ร่วมกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนอีกมากมายหลายองค์กร ฯลฯ
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  ก่อนอาทิตย์ตกในไร่ข้าวโพดสีส้มโชติโชนอยู่อีกครู่ใหญ่แผ่ร่มเงาความเวิ้งว้างกว้างออกไปอีกหนึ่งวันกลืนวันวัยในวันนี้
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  ฉันเอยฉันทลักษณ์ ยากยิ่งนักจะประดิษฐ์มาคิดเขียน เป็นบทกวีงามวิจิตรสนิทเนียน มิผิดเพี้ยนตามกำหนดแห่งกฎเกณฑ์
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
มิ่งมิตร เธอมีสิทธิ์ที่จะล่องแม่น้ำรื่น ที่จะบุกดงดำกลางค่ำคืน ที่จะชื่นใจหลายกับสายลม