Skip to main content

 1. 

จินตวีร์
 เกียงมี
หรือที่มีชื่อเต็มยศว่า จ.ส.ต.จินตวีร์ เกียงมี ซึ่งปัจจุบันรับราชการตำรวจ ตำแหน่ง งานธุรการอำนวยการกองวิจัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  ที่ใครต่อใครต่างรู้จักกันทั่วไปทั้งประเทศ และเลื่องลือไปถึงเมืองนอกเมืองนาในวันนี้ ในฐานะ จ่าตำรวจใจบุญ ที่แบกเป้เที่ยวตะลอนๆ ไปช่วยเหลือคนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก แทบทุกหนทุกแห่งในประเทศ ที่ส่งเสียงร้องทุกข์โอดโอยมาให้เขาได้ยิน ซึ่งเราได้รับรู้เรื่องราวของเขาจากสื่อต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นสื่อทางวิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร อินเตอร์เน็ต ฯลฯ และที.วี.แทบทุกช่องที่นำเรื่องราวของเขา มาบอกเล่าแก่สาธารณะชน  

\\/--break--\>

โดยเฉพาะสื่อจากที.วี.
รายการ คนค้นคน ในช่อง
9 ของที.วี.บูรพา ที่นำเรื่องราวของเขามานำเสนอ และดำเนินรายการโดย สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ที่ดำเนินรายการด้วยน้ำเสียงทางภาษาแบบวรรณกรรมอันจริงจัง กระชับ คมคาย และเข้าใจง่าย ทำให้เขาเป็นที่รู้จักและได้รับยกย่องการชื่นชมอย่างกว้างขวาง

เพราะรายการนี้  ถือกันว่า เป็นรายการเล่าเรื่องราวของผู้คน ที่ได้รับความนิยมและความเชื่อถือจากคนดูอย่างกว้าง ยิ่งกว่ารายการที.วี.ใด ๆในประเทศ ที่นำเสนอเรื่องราวในแนวเดียวกัน

ประมาณว่า  ถ้าใครสักคนหนึ่งและเรื่องราวในชีวิตของเขา ได้รับการคัดเลือกและถ่ายทำไปออกอากาศทางที.วี.ในรายการ คนค้นคน สักครั้งหนึ่ง เมื่อตื่นขึ้นมา...ในยามรุ่งเช้าอีกวันหนึ่ง เขาก็จะพบตัวเอง...กลายเป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดังในพริบตา เพราะมีคนรู้จักเขาและเรื่องราวของเขานับเป็นล้านๆคนทั่วประเทศ และถูกจับตามอง... เป็นบุคคลที่มีความสำคัญในแง่มุมใดมุมหนึ่ง ที่น่าสนใจของสังคมในเวลาต่อมา   

ไม่ว่าใครจะมองรายการ คนค้นค้น ด้วยทัศนคติอย่างไร แต่นี่คือข้อเท็จจริง ที่เราไม่สามารถปฏิเสธ และมิอาจมิให้เครดิตรายการสื่อสารทางที.วี -  ที่ทรงพลังอย่างยิ่งรายการนี้ของที.วี.บูรพา... 

จำได้ว่า - ครั้งแรกที่ผมได้ดูรายการ คนค้นคน
นำเรื่องราวของเขามาบอกเล่าในที
.วี.ช่อง 9 เมื่อเดือนเมษายน 2549 นอกเหนือจากความรู้สึกทึ่งในตัวเขา และสิ่งที่เขาได้กระทำ เหมือนอย่างที่ผมรู้สึกทึ่งในตัวคนและเรื่องราวของคนหลายๆคน ที่รายการ คนค้นคน นำมาบอกเล่า และอุทานบอกแก่ตัวเองในใจว่า เป็นไปได้ยังไงนะ...  คนแบบนี้ยังมีอยู่ในโลกด้วยหรืออย่างไร แต่กรณีของเขา ผมยังเลยเถิด...เกิดความสนใจในตัวตนของเขาอย่างลึกๆเงียบๆขึ้นมาในใจ โดยเฉพาะจิตใจแบบสาธารณะชนของเขา ซึ่งหาได้ยากแสนยาก...ในสังคมที่มีแต่คนคอยจ้องจะเอาผลประโยชน์จากกันและกัน และคำว่าให้...มักจะถูกแปลว่า ลงทุนเพื่อจะได้ต้นทุนและกำไร - กลับคืนมามากกว่าในภายหลัง...  

ด้วยสาเหตุที่เขาบอกเล่าผ่านสื่อต่างๆว่า
เป็นเพราะครั้งหนึ่งในชีวิต เขาเคยประสบปัญหาทางการเงิน มีหนี้สินหนักหนาสาหัสจนล้นพ้นท่วมตัว และเกือบจะลงมือฆ่าตัวตาย แต่แล้ววันหนึ่ง ได้มีผู้ใจบุญที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ได้ยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือ ปลดเปลื้องหนี้สินให้โดยไม่คาดฝัน...

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาจึงได้ตั้งปณิธานแก่ตัวเองว่า จะขอเดินตามรอยผู้มีพระคุณ คือการทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน และอุทิศตนเพื่อคนด้อยโอกาส ดังที่เขาได้กระทำเป็นที่ประจักษ์ในวันนี้ แต่ดูเหมือนว่า เขาไม่ค่อยมีโอกาสได้เปิดเผยรายละเอียดเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง เพราะสื่อแต่ละสื่อ มักจะไปเน้นเรื่องราวการช่วยเหลือคนของเขา และคนที่เขาช่วยเหลือมากกว่า

ผมบอกแก่ตัวเองว่า ถ้ามีโอกาสพบปะเขาเมื่อไหร่ จะหาทางขุดค้นเอารายละเอียดคำตอบในเรื่องนี้ - จากตัวเขาให้จงได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะสาเหตุตรงนี้แหละ ที่ผมมองเห็นว่า มันเป็นจิตสำนึกอันยิ่งใหญ่งดงามและน่าศึกษา เป็นแก่นแกนและเป็นกลไกทางจิต ที่สั่งให้เขากระทำสิ่งที่ยากแสนยากที่จะหา...คนสักคนหนึ่งในล้านคนในโลกนี้ - เป็นและทำอย่างเขาได้...  

 

2. 

ผมเก็บอยากรู้อยากเห็นนี้ซุกซ่อนเอาไว้ในใจเงียบๆ
ผ่านมาจนกระทั่งปลายปี
2551 ที่เพิ่งผ่านไป ผมจึงมีโอกาสได้พบเขาโดยไม่คาดฝัน เมื่อเขาเดินทางขึ้นมาร่วมงาน ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ร่วมกับกลุ่มชาวเว็บไซด์ O.K. เนชั่น จากกรุงเทพ ที่เขาเพิ่งสมัครเข้าไปเป็นสมาชิก และพร้อมใจนัดหมายเพื่อนสมาชิกทั่วประเทศจากเว็บไซด์เดียวกัน มาพบปะสังสรรค์กันในงานนี้ ที่กองพันสัตว์ต่าง อ.แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีสมาชิกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรีของนายทหารในกองพันเป็นเจ้าภาพ ดูแลสถานที่ จัดรายการกิจกรรม ที่พัก อาหาร เครื่องดื่ม และโปรแกรมท่องเที่ยวต่างๆ  

หลังจากงานเลี้ยงนี้ได้เลิกราแล้ว  
เขาและสมาชิก
5 - 6 คนที่มาด้วยกันจากกรุงเทพ ได้ติดตามคนข้างเคียงผม ที่อยู่ร่วมชายคาบ้านเดียวกัน ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของ O.K. เนชั่น และไปร่วมงานนี้ มาเที่ยวต่อและกินข้าวกันที่โต๊ะกลมหน้ากระท่อมทุ่งเสี้ยวของผม และร่วมถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน

ตอนผมได้รับการแนะนำให้รู้จักเขา ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ รูปร่างสันทันทัด ค่อนข้างล่ำสัน แข็งแรง ผิวออกขาว หน้าตาดี ผมยังนึกไม่ออกเลยว่า ควรจะทำอย่างไรดี จึงจะมีโอกาสได้พูดคุยกับเขา  เพราะต้องคอยบริการอำนวยความสะดวก จัดหาโน่นหานี่ให้แก่ทุกคนที่เป็นแขก  ที่มีเขาคนเดียวเป็นสุภาพบุรุษ ซึ่งต่างก็หิ้วข้าวปลาอาหารและเครื่องดื่มมากันคนละไม้ละมือ แถมยัง

ต้องคอยก่อไฟหน้ากระท่อม คอยขับไล่ยุงและความหนาวเย็น ขณะกำลังย่างเข้าสู่ยามเย็นของปลายฤดูหนาวอันหม่นมัว...

จนกระทั่งถึงเวลาบอกลา เพื่อเข้าเมืองกัน ผมก็แว่วๆได้ยินคนข้างเคียงผม พูดกับใครสักคนหนึ่งว่า จ่าจินต์ยังไม่กลับ แต่จะนอนค้างที่นี่คืนหนึ่ง เพื่อไปเที่ยวโบราณสถานเวียงท่ากาน ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากทุ่งเสี้ยว หมู่บ้านที่เป็นบ้านเกิดของผมในวันพรุ่งนี้...  

เมื่อแต่ละคนที่ต้องกลับล่ำลาจากไป
ผมจึงมีโอกาสค่อยๆได้พูดคุยจากับเขา
  เพื่อตีสนิทกับเขา และบอกเขาว่าผมสนใจเรื่องราวของเขามาก ก่อนจะค่อยๆซักถามโน่นถามนี่...เกี่ยวกับงานที่เป็นเสมือนสะพานบุญของเขา ที่แบกเป้ตะลอนๆออกไปช่วยเหลือคน จนพอจะสนิทกันได้ไม่ยาก เพราะเขาเป็นคนที่มีบุคลิกที่อบอุ่นน่าเข้าใกล้... เป็นคนเปิดเผย ซื่อและจริงใจ ช่างพูดช่างเจรจา ด้วยท่วงทีที่สุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี...

รุ่งขึ้นอีกวัน หลังจากเขากลับจากไปเที่ยวดูโบราณสถานที่เวียงท่ากานกับคนข้างเคียงผม ก่อนจะบอกลากลับกรุงเทพในตอนเย็น ผมถามเขาว่า เขาเคยเขียนบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขา และงานที่เขาเดินทางไปช่วยคนเอาไว้ด้วยหรือเปล่า เขาบอกผมว่า เคยเริ่มต้นเขียนในนิตยสาร "ย้อนรอยกรรม" ชื่อคอลัมน์ "สะพานบุญ" และต่อมาได้โยกย้ายเปลี่ยนมาเขียนที่นิตยสาร "แรงบุญแรงกรรม" และเปลี่ยนชื่อคอลัมน์มาเป็น "ศาลาแรงบุญ" แต่หลักการยังเหมือนเดิม

เมื่อผมถามถึงรายละเอียดของคอลัมน์นี้ เขาก็ชี้แจงให้ผมฟังว่า เป็นคอลัมน์ที่เปิดให้คนที่มีความทุกข์และปัญหาชีวิต เขียนจดหมายมาบอกเล่าความทุกข์และปัญหาของตัวเอง และแจ้งมาว่า ต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง แล้วเขาก็จะเดินทางไปดูข้อเท็จจริง และกลับมาเขียนบอกเล่าพร้อมกับภาพถ่าย...แล้วชวนเชิญผู้ใจบุญที่มีจิตเมตตามาช่วยเหลือกัน - คนละไม้ละมือ ตามความจำเป็นของผู้ทุกข์แต่ละคน - แต่ละกรณี ทั้งโดยวิธีการส่งเงินและข้าวของไปช่วยเหลือผู้ทุกข์โดยตรง และผ่านตัวเขา

หลังจากที่เขาได้ริเริมใช้เงินเดือนส่วนตัว  แบกเป้ออกไปช่วยคนโน้นคนนี้มีตามเกิด...แต่เพียงลำพังผู้เดียว   มาตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นตำรวจภูธรอยู่ที่อำเภอบ้านหมี่  จังหวัดลพบุรี ก่อนจะย้ายที่ทำงานมาอยู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2545 จนเพื่อนร่วมงานประจำมองกันว่าเขาเพี้ยนและบ้า...

ก่อนจะค่อยๆมีคนเข้าใจและชื่นชมศรัทธา และค่อยๆยื่นมือเข้ามาร่วมงานช่วยเหลือ ผู้คนที่ตกอยู่ในความทุกข์และยากไร้...ร่วมกับเขามากขึ้นทุกวัน ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศใกล้เคียงในวันนี้ เรื่องของเขาจึงมิใช่เรื่องที่ใครจะมาตัดสินง่ายๆ ว่าเขาเพี้ยนและบ้า...อีกต่อไป และนับตั้งแต่วันที่เขาใช้เงินเดือนของตัวเอง...ในแต่ละเดือน หรือไม่ก็กู้ยืมคนอื่น...ออกไปช่วยเหลือคน ตราบจนกระทั่งถึงวันนี้...ย่างเข้าปีที่ 12 เขาบอกผมว่า "ทั่วทั้งประเทศ  มีเพียงแค่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ที่ผมยังไม่ได้ไป "

ผมมองเห็นช่องทาง ที่จะขุดค้นเรื่องที่ผมสนใจเกี่ยวกับตัวเขาแล้ว และใคร่ครวญดีแล้ว จึงพูดกับเขาว่า  "พอจะค้นๆต้นฉบับที่เขียนในหนังสือทั้งสองเล่มนี้ ถ่ายสำเนามาให้พี่อ่านได้ไหม พี่อยากอ่าน พี่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และน่าจะคัดมารวมเล่มตีพิมพ์ ให้คนได้อ่านกันเยอะๆนะ  เพราะมันเป็นเรื่องที่ดีและมีคุณค่าแก่การรับรู้"

"พอหาได้ครับ" เขาร้องขึ้นด้วยความดีใจเหมือนเด็กๆ "แหม ถ้าได้รวมเล่มก็ดีนะพี่ ผมเคยฝันอยากจะมีหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่ม ตอนอยู่หนังสือ ย้อนรอยกรรม เขาเคยรวมงานของผมออกมาขายเล่มหนึ่ง แต่ผมไม่ค่อยรู้สึกว่ามันเป็นงานของตัวเองสักเท่าไหร่"
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คุณกลับไปรวบรวมต้นฉบับทั้งหมดเท่าที่หาได้ เอามาให้ผมอ่าน แล้วผมจะทำหน้าที่เป็นคนคัดสรรงานสำหรับรวมเล่มให้ ส่วนเรื่องตีพิมพ์ค่อยคิดหาลู่ทางกันทีหลัง ดีไหม"
 "ดี ดี ครับ"

เขาตอบตกลงด้วยความยินดี ผมเองก็ยินดีที่จะได้ค้นหารายละเอียดของสาเหตุที่หล่อหลอมให้จิตใจของเขา "เป็นอย่างที่เขาเป็น" ซึ่งผมคาดคิดว่าจะต้องค้นพบในงานเขียนคอลัมน์ของเขา ผมจึงไม่ได้ปริปากซักถามเรื่องนี้กับเขาในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งคงยากที่จะได้คำตอบแบบลงลึก และยินดีที่จะช่วยให้เขามีหนังสือสักเล่มหนึ่ง ที่ทำให้เขารู้สึกว่า เมื่อมีโอกาสได้รับการตีพิมพ์ออกมาแล้ว สามารถภาคภูมิใจได้ว่า - มันเป็นหนังสือของตัวเอง... 

หมายเหตุ  ; งานเขียนชิ้นนี้ เดิมทีผมเขียนไปให้นิตยสารรายสัปดาห์ชั้นนำฉบับหนึ่ง ในระหว่างที่ผมทำหน้าที่อาสาเป็นบก.ดูแลต้นฉบับ ให้คุณจินตวีร์ เพื่อช่วยให้ความฝันที่อยากจะมีหนังสือสักเล่มหนึ่ง ของคุณจินตวีร์เป็นจริง แต่เขาคงไม่เอา ด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเงียบหายไปหลายเดือนแล้ว นับตั้งแต่ผมส่งงานชิ้นนี้ไป...  

ผมจึงนำงานชิ้นนี้ มาเป็นคำนำ - งานร่วมเล่มของคุณจินตวีร์ ( ตามความตั้งใจครั้งที่สอง ) ที่กำลังอยู่ในระหว่างการตีพิมพ์ และมีกำหนดที่จะวางตลาดในเดือนตุลาที่กำลังจะมาถึงนี้ และนำงานชิ้นนี้มาลงที่นี่...ก่อนหนังสือจะออก เพื่อยืนยันความตั้งใจครั้งแรกของตัวเอง ที่ต้องการจะบอกเล่าในเชิงวิเคราะห์ และยกย่องคนที่เราควรจะยกย่อง แบบลงลึกและแสดงให้เห็นที่มาที่ไปของเขา -- ในสื่อสาธารณะ ก่อนหนังสือของเขาจะออก หลังจากแน่ใจแล้วว่า ความหวังที่จะพึ่งพาสื่อหนังสือชั้นนำ ที่คงเต็มไปด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัด ได้ล้มเหลวไปแล้ว...

ครับ กว่าประชาไทจะทยอยลงงานชิ้นนี้หมด หนังสือที่ผมตั้งชื่อว่า " จินตวีร์ เกียงมี สะพานบุญ แด่ คนทุกข์ผู้ยากไร้" ของเขา คงจะปรากฏตัวอยู่บนแผงหนังสือแล้ว และผมเชื่อมั่นว่า หนังสือของคนคิดดี พูดดี และทำดี เล่มนี้จะไปด้วยดี เพราะเพียงแค่คุณจินตวีร์ออกข่าวในบล็อก โอเค. เนชั่น เมื่อสอง - สามอาทิตย์ก่อน ปรากฏว่า มีคนไทยทั้งในและนอกประเทศ ที่เขารู้จักการประกอบคุณงามความดีเพื่อสาธารณะชน ของคุณจินตวีร์ เกียงมี พากันติดต่อเข้าไปสั่งจองกันที่คุณจินตวีร์ 100 กว่าเล่มแล้ว...  

ซึ่งผมถือว่าเป็นนิมิตรหมายอันดี ทั้งทางสำนักพิมพ์ คุณจินตวีร์ ตัวผมเอง และท่านที่อยากรู้เรื่องราวของคุณจินตวีร์ ในลักษณะที่เป็น MASS ( มวล ) ที่มีน้ำหนัก พอที่จะเห็นได้อย่างลึกซึ้ง ถึงความเป็นมา ตัวตน และงานเพื่อสาธารณะชน ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ตามแบบฉบับของเขา ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ ความอบอุ่น ความเป็นกันเอง ต่อผู้ทุกข์และยากไร้ในสังคมไทย ราวกับว่าเป็นคนในครอบครัวของเขาเอง ซึ่งถ้าขืนรอความช่วยเหลือจากรัฐ ที่เต็มไปด้วยระเบียบกติกา และขั้นตอนสารพัดเรื่อง ที่ก่อให้เกิดความล่าช้า พวกเขาคงจะตายกันไปเสียก่อน ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ที่ว่ากันว่า เป็นกลไกของสังคม -- ที่ปราศจากหัวใจของความเป็นมนุษย์มากที่สุดในโลก โดยเฉพาะกับความทุกข์และปัญหาของคนยากคนจน ที่ปราศจากปากเสียงและขาดอำนาจในการต่อรอง - ขอได้รับความขอบคุณ.  

18 มิ.ย. - 15 ก.ย. 2552
กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่
   

บล็อกของ ถนอม ไชยวงษ์แก้ว

ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
บุญญฤทธิ์ ตุลาพันธ์พงศ์นามนี้เป็นที่รู้จักกันมานาน และยังเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในวงการสื่อมวลชนภาคเหนือตอนบน ในฐานะนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอาวุโสของจังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบัน แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมรู้จักเขามานาน ก่อนที่เขาจะเป็นนักหนังสือพิมพ์เสียอีกนั่นคือ รู้จักเขาตั้งแต่เขายังเป็นเด็กหนุ่มเอวบางร่างน้อย จากดินแดนแห่งขุนเขาและม่านหมอกอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ที่เดินทางจากบ้านเกิดหน้าที่ว่าการอำเภอ ไปบวชเรียนเป็นเณรอยู่ที่วัดธรรมมงคล ถนนสุขุมวิท ต.บางจาก อ.พระโขนง กรุงเทพฯ ภายใต้ร่มเงาพุทธธรรมของท่านอาจารย์วิริยังค์ ซึ่งเป็นพระนักปฏิบัติชื่อเสียงโด่งดัง สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
เมื่อคนสองคนหรือผู้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือสังคมใดสังคมหนึ่ง ที่เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ได้เกิดความขัดแย้งกัน  ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ๆ ก็แล้วแต่ แล้วต่อมา ความขัดแย้งนี้ได้ลุกลามถึงขั้น โกรธ เกลียด และแตกแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่าย แล้วต่างฝ่ายต่างก็ตั้งหน้าตั้งตา ดุด่า ใส่ร้ายป้ายสี ทะเลาะวิวาทกัน  เพื่อเอาชนะคะคานกัน เพื่อทำลายกันให้พินาศไปข้างหนึ่งเมื่อปรากฏการณ์ที่เลวร้ายนี้ได้เกิดขึ้น แทนการยุยงส่งเสริม หรือเข้าไปร่วมถือหางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างที่พวกเรามักจะเป็นกันเพราะมีอคติ รักหรือว่าชอบ-คนนั้นพวกนั้น  ผิด ถูก ชั่ว ดี อย่างไร ก็ขอเข้าข้างกันเอาไว้ก่อนแต่เรื่องนี้…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
   
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ภาพจาก http://gotoknow.org/file/i_am_mana/DSC04644.1.jpg คุณที่รักผมลงมือเขียนต้นฉบับนี้ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ซึ่งนับจากวันนี้ไปอีก 3-4 วันก็จะถึงวันเลือกตั้ง แต่จนป่านนี้ ผมซึ่งเป็นประชาชนคนหนึ่งของประเทศที่มีสิทธิไปลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัคร ส.ส.ในเขต 2 อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ยังนึกไม่ออกเลยว่าควรจะใช้สิทธิอันชอบธรรมนี้ไปเลือกใครหรือพรรคใด หรือว่า...ควรจะโนโหวต คือไม่เลือกใครเลยเหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากเป็นเพราะว่า ผมเป็นคนที่หน่อมแน้มในเรื่องการเมืองจริง ๆ  จึงไม่สามารถวิเคราะห์และตัดสินด้วยตัวเองได้อย่างเชื่อมั่น ว่าใครหรือพรรคการเมืองใดเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมเป็นคนที่วิตกกังวลกับทุกสิ่งทุกอย่าง ผมวิตกว่าตัวผมผอมไป วิตกว่าผมจะร่วงจนหมดศีรษะ กลัวไปว่าแต่งงานแล้วจะหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้ไม่พอ กลัวว่าจะเป็นพ่อที่ดีของลูก ๆ ไม่ได้ และเพราะเหตุที่ตัวผมเองมีชีวิตไม่ค่อยเป็นสุขนัก ผมจึงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาพพจน์ของตัวเองที่ปรากฏต่อคนอื่นเพราะความวิตกกังวล ทำให้ผมเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ผมทำงานไม่ไหวอีกต่อไปต้องหยุดงานอยู่กับบ้าน ผมวิตกกังวลมากเกินไปจนเลยขีดขั้นจำกัด คล้ายกับหม้อน้ำเดือดที่ปราศจากวาล์วปิดกั้น จนทำให้ผมต้องเป็นโรคประสาทอย่างหนัก ผมไม่สามารถพูดกับใครได้เลย แม้แต่กับคนในครอบครัวของผมเอง ผมควบคุมความคิดของตัวเองไม่อยู่ และรู้สึกหวาดกลัวไปหมด…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
โอ้ นางฟ้าของคนยากจากไปแล้วดั่งดวงแก้วตกต้องแผ่นผาจากไปไกลลิบลับไม่กลับมาจากไปแล้วหนา...วนิดา คนดีคนดีของคนยากของแผ่นดินยุคทมิฬ รัฐ บรรษัท ทำบัดสีถืออำนาจอยุติธรรมคอยย่ำยีขยำขยี้คนจนปล้นทรัพยากรสารพัดในนามของความผิดที่เขาคิดมากล่าวหามาถอดถอนเพื่อขับไล่ไสส่งจากดงดอนจากสิงขร จากน้ำฟ้า ป่าบรรพชนด้วยกฎหมายที่เขาตราขึ้นมาเองใช้เป็นเหตุยำเยงทุกแห่งหนที่มาดหมายครอบครองเป็นของตนขับไล่คนเหมือนหมูหมาเหมือนกาไก่เธอจึงเกิดขึ้นมาเพื่อต่อสู้อยุติธรรมแด่ผู้ที่ยากไร้ทั้งชีวิตอุทิศทั้งกายใจควรกราบไหว้ควรเชิดชู ควรบูชาโอ้ นางฟ้าของคนยากจากไปแล้วดั่งดวงแก้วตกต้องแผ่นผาจากไปแล้วคุณคนดี วนิดาต่อแต่นี้น้ำตา...…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
- สวัสดีครับ- สวัสดีค่ะ- ต้องการพูดกับใครไม่ทราบครับ- ดิฉันต้องการพูดกับ คุณแดนทิวา คนที่เป็นนักเขียนบทกวีค่ะ- ผมกำลังพูดกับคุณอยู่พอดีครับ- โอ๋ ดีจังเลย- เอ...ผมรู้สึกว่า ผมไม่เคยได้ยินน้ำเสียงนี้ทางโทรศัพท์มาก่อนเลยนะ - ถูกต้องค่ะ- ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าคุณกับผมเคยเป็นคนรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่านะ- คุณไม่รู้จักดิฉันหรอกคะ แต่ดิฉันบังเอิญรู้จักคุณจากหนังสือรวมบทกวีเล่มหนึ่งของคุณ ที่ดิฉันได้มาจากร้านขายหนังสือเก่าแห่งหนึ่ง พร้อมกับเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ของคุณค่ะ- (หัวเราะ) แค่นี้เองหรือครับที่คุณรู้จักผม- ค่ะ แค่นี้เองค่ะ
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
คนที่ผ่านโลกและชีวิตมาอย่างโชกโชนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า เป็นคนที่เข้าใจมนุษย์ พวกเขามักจะมีคำตอบที่เกี่ยวกับชีวิตอย่างง่าย ๆ สั้น ๆ แต่ลึกซึ้ง ชนิดที่เราฟังแล้ว...บางทีถึงกับสะอึก และต้องจดจำไปจนชั่วชีวิต เพราะมันเป็นคำตอบที่เต็มไปด้วยพลังทะลุทะลวงไปถึงก้นบึ้งของหัวใจวันหนึ่งนานมาแล้วผมขับมอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านเข้าเมือง ไปส่งคุณแพรจารุ พูดคุยเรื่องงานกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งมีบ้านอยู่ในซอยที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะคุณแพรและอาจารย์เลี่ยงไปคุยกันอีกมุมหนึ่งในห้องรับแขก ผมก็นั่งดูหนังจาก ยูบีซี ที่ท่านอาจารย์เปิดค้างไว้  รู้สึกว่าจะเป็นหนังจากยุโรป เรื่องอะไร…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
หลังจากที่ จรัล มโนเพ็ชร ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนาได้จากไป เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2544 ตราบจนกระทั่งถึงวันนี้เป็นเวลา 6 ปีเต็ม ๆ ผมคิดว่านอกจากบทเพลงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวามากมายหลายชุด ที่เขาทิ้งไว้เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่า ที่ทำให้เราคิดถึงถึงเขา ยามได้ยินบทเพลงของเขา ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งแล้ว ยังมีสถานที่และผู้คนที่เคยเกี่ยวข้องผูกพันกับชีวิตของเขา บางสถานที่บางบุคคล ที่ทำให้เราคิดถึงเขา ยามได้ไปเยือนสถานที่แห่งนั้น และได้พบใครบางคนดังกล่าว เช่นร้านอาหาร สายหมอกกับดอกไม้ที่ตั้งอยู่ริมถนนเชียงใหม่ 700 ปี หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ มีใครต่อใครมากมายหลายคนบอกผมเป็นเสียงเดียวกันว่า…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ทำไมนะคนเราจึงมักมองเห็นแต่ความผิดพลาดของคนอื่นและชอบกล่าวคำประณามตัดสินลงโทษเขาราวกับว่าตัวเองไม่เคยทำความผิดบาปใด ๆครั้งหนึ่งเมื่อองค์พระคริสต์ทรงเสด็จประทับสอนฝูงชนอยู่ ณ มหาวิหารของกษัตริย์ซาโลมอนราชโอรสของกษัตริย์ดาวิด ผู้ที่มีความชอบเฉพาะพระเจ้าพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริซายซึ่งต่อต้านคำสอนของพระองค์ด้วยความเชื่อที่ต่างกันว่า-พระเจ้าของเขาคือการแก้เเค้นตามคำสอนดั้งเดิมของโมเสสณ…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมมีความเชื่อว่าคนที่เป็นนักปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาบ้านเรา ถ้าหากไม่หลงไปปฏิบัติผิดที่ผิดทาง ท่านคงจะรู้กันดีทุกคนนะครับ ว่าเป้าหมายสูงสุดในการปฏิบัติธรรม คือการปฏิบัติเพื่อลดละและปล่อยวาง  ความยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นตัวของเรา – เป็นของของเรา ซึ่งทางพุทธบ้านเราถือว่าเป็นต้นตอรากเหง้าของความทุกข์ทางใจทั้งหลายทั้งปวงส่วนจะเป็นทุกข์มากหรือน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับใจของเรา ที่เข้าไปยึดเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นตัวกำหนด พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเข้าไปยึดถือมากก็ย่อมเป็นทุกข์มาก ถ้าเข้าไปยึดถือน้อยก็เป็นทุกข์น้อยนั่นเองครับนี่เป็นเรื่องที่เป็นนามธรรมที่เข้าใจได้ยาก…