Skip to main content


 

อาจารย์ชูชัย

อธิบายตัวอย่างพีชคณิตบนกระดานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ท่านหันมามองพวกเราสลับกับการบอกความเป็นมา เมื่อได้คำตอบของโจทย์แล้ว ท่านโยนเศษชอล์กกะให้ลงในกล่อง มันลงกล่องได้พอดิบพอดี เป็นครั้งแรกในการโยนราวสิบกว่าครั้ง ท่านยิ้มพอใจในผลงาน ขยับแว่นตานิดหนึ่ง หันมามองพวกเราอีกครั้ง

แค่นี้แหละ...เข้าใจไหม ? ใครไม่เข้าใจตรงไหนถามได้”


ไม่มีใครกล้าบอกว่าไม่เข้าใจ หากจะถามต้องถามให้ดูดี ต้องแสดงให้ท่านรู้ว่า ได้รับความรู้จากท่านมาบ้างแม้ไม่หมดเปลือกจากที่ท่านเพิ่งสอนจบ มีเสียงผู้กล้า ถือว่าเป็นหน่วยลาดตระเวนกล้าตาย

ตอนใกล้จะถึงบรรทัดสุดท้าย...” ผู้กล้าลุกไปชี้ที่กระดาน

ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ เพราะอะไรครับ ?” นักเรียนที่กล้าถามชื่อ “เพทาย” มีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีกลับมานั่งที่โต๊ะของตน


ท่านจะอธิบายให้ฟังถึงความเป็นมา ทำเช่นนั้นเพราะอะไร ครู่หนึ่งท่านจะเดินสุ่มดูการบ้านที่สั่งให้พวกเราทำ ร่างสูงโปร่งดูสง่าน่าเคารพและยำเกรงยิ่งนัก เดินมาทางซ้ายของห้อง การบ้านมี 8 ข้อ ทุกคนนั่งนิ่ง ใครไม่ทำการบ้านหนาวๆ ร้อนๆ หากทำไม่เสร็จอาจหนาวร้อนไม่มาก บางคนแกล้งใจดีสู้เสือเก็บอาการไว้


พวกเราพอรู้ตื้นลึกหนาบางของทุกคน คาดเดาไม่ยากว่าใครทำไม่ทำ ใครมีโอกาสถูกเคาะหัว ที่อาจารย์ชิงชัยเรียกว่า เคาะเทนชั่น (tension) ซึ่งแปลว่า “ตึงเครียด” นั่นเอง หรือใครจะถูกดุด่า นายวิทยากับนายวัชระโดนสมุดของตนฟาดหัวคนละที พวกเก่งๆในกลุ่มนั้นได้รับคำชมเชยหลายคน ท่านเดินมายังกลุ่มผมที่อยู่ซีกขวาตรงกลางห้อง มาถึงผมตอนแรกก็ทำเสียงพอใจในคอ ที่สุดหนังสือพีชคณิตเล่มหนาก็ถูกยกฟาดโครมลงบนหัวผมกับเพื่อนๆคนละที พร้อมกับเสียงบ่นของท่าน เดินมาหน้าห้องทำหน้าเครียด พวกเราดูออกท่าทางไม่ได้เครียดจริงจังมากมายหรอก เป็นการแสดงสีหน้าเพื่อให้เรารู้ว่า ท่านไม่พอใจนัก พวกเรารู้สึกสำนึกกัน เพียงแต่ไม่พูดออกมาเท่านั้น เวลาผ่านไปอย่างอึดอัด ครู่เดียวท่านเดินมายืนที่หน้าต่างข้างห้อง แล้วเดินเลียบช้าๆไปกลางอาคาร ลงบันไดกลับห้องพักครู

 

พอท่านลับตาไป

พวกเพื่อนๆที่กะล่อน ลุกบิดขี้เกียจ ท่าทางหงอยๆหน้าเศร้าแบบผู้สำนึกบาปหายไป กลายเป็นอีกคนหนึ่ง ร่าเริงสดชื่น แสดงท่าเดินไปมาทำท่าอาจารย์ชิงชัยตรวจการบ้าน แล้วยกสมุดฟาดหัวเพื่อนแรงพอประมาณ ผู้ถูกฟาดลุกขึ้นโต้ตอบพอไม่ให้เสียเชิง อย่างไรก็ตาม อาจารย์ชิงชัยเป็นผู้ที่พวกเราเคารพและเกรงท่านมาก ท่านสอนวิชาคำนวณซึ่งถือว่าสำคัญ ท่านจบปริญญาตรี เอกคณิตศาสตร์ ยุคนั้นผู้ที่จบปริญญาตรี โดยเฉพาะคณิตศาสตร์มีน้อยมาก ใครจะเรียนปริญญาตรีต้องไปเรียนที่กรุงเทพฯ พวกเรายกย่องคนที่เก่งคณิตศาสตร์ เราเชื่อว่า คนนั้นสมองดี ต้องใช้สมองใคร่ครวญ ต้องคิดย้อนไปมา หากไม่เข้าใจก็คิดแก้โจทย์ไม่ได้ ขยันอย่างไรก็ไร้ผล คณิตศาสตร์ไม่ใช่วิชาท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง ดังนั้น จึงมักเห็นว่า คนเก่งคณิตศาสตร์ชอบคิด ใช้เหตุผล แต่มักขี้เกียจ…พวกเราต่างมีครูในดวงใจกันทุกคน


กันชอบอาจารย์ศิลปะชัย ที่สอนวิชาหน้าที่พลเมืองและวิชาวาด ชั่วโมงวาดกันมีความสุข รู้สึกเป็นอิสระ ท่านบอกว่า อยากวาดรูปอะไรก็วาดไป ท่านไม่บังคับต้องวาดรูปนั้นรูปนี้ ท่านจบจากธรรมศาสตร์นะโว้ย ! ไม่ธรรมดา” เพื่อนผมชื่ออานนท์ออกความเห็น


แต่ระวังให้ดีนะ...ถ้าท่านกำลังอธิบายแล้ว ใครไม่ฟัง แปรงลบกระดานจะปลิวเฉียดหัวเลย มึงเอ๋ย !”

เพื่อนผมชื่อทวีพงษ์ ฉายาจอมโวจนลิงเคลิ้ม กล่าวแล้วแสดงท่ายกไหล่บอกอาการหวาดหวั่น อาจารย์ศิลปะชัย จะตัดผมสั้นเกรียน สวมแว่น มาดขึงขัง พูดจาช้าหนักแน่น ท่าทางไม่ผิดนายทหารชั้นนายพลทีเดียว ท่านใช้แปรงลบกระดานปาหัวนักเรียนหลายครั้ง แต่แปลกมาก ไม่ปรากฎว่าใครถูกปาหัวแตกเลือดอาบสักรายเดียว กว่าจะรู้คำตอบว่าเพราะอะไร เราก็เรียนจบกันหมดแล้ว คำตอบก็คือ ท่านปาไม่ให้ถูกหัวลูกศิษย์ของท่าน ปาให้ถูกฝาห้องข้างหลัง เป็นการขู่ขวัญเท่านั้น โอ...ช่างจิตวิทยาสูงจริงๆ


กันชอบอาจารย์พิบูลย์ที่สอนวิชากลศาสตร์มาก ใครฟังไม่ฟัง ท่านไม่ดุไม่ด่าว่าอะไร ตากวาดมองไปทั่วห้อง ปากก็อธิบายการคำนวณการหาคำตอบ เกี่ยวกับพื้นที่ลาดเอียง รอกเดี่ยว รอกคู่ ใช้คำพูดง่ายๆ จากนี่ไปนั่นเพราะอะไร บอกเหตุผล เข้าใจง่าย อารมณ์สม่ำเสมอในการสอน…เวลาเราสงสัย ยกมือถามท่านก็ไม่ดุ อธิบายด้วยน้ำเสียงปรกติ กันเรียนวิชานี้เข้าใจมากกว่าตอนเริ่มเรียนใหม่ๆ...ชักชอบคำนวณเสียแล้ว มันมีที่มาที่ไป มันใช้เหตุผล”


ส่วนกันชอบอาจารย์ประภาศรี ท่านสอนเรื่องมารยาท ห้ามนั่งไขว้ขาขณะนั่งฟังครูสอน ห้ามล้วง แคะ แกะเกา เขย่าแข้งขาในที่ชุมชน มันน่าเกลียด พวกเราจำท่าทางการพูดของท่านได้ไหม? พูดช้าๆปากเผยอยิ้มตลอดเวลา”

แกล่ะ ! ชอบใคร เจ้ายศศักดิ์ ?” เพื่อนถามผม

กันชอบ อาจารย์สุจิตต์โว้ย ! ท่านมีความรับผิดชอบสูง ตรงเวลา มีระเบียบ เป็นผู้ใหญ่ พูดย้ำพวกเราให้เห็นประโยชน์ของการศึกษา และให้พยายามสอบเข้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้ได้”


กันชอบอาจารย์ศรีวราโว้ย ! สวยก็สวย สูงโปร่งผิวขาวอมชมพู...”

เขาพูดกันถึงคุณสมบัติการเป็นครู เช่นการสอนเป็นอย่างไร อะไรทำนองเนี้ยะ...ไม่ใช่สวยไม่สวย โธ่ !...อ้ายสากกะเบือยันเรือรบ”

เอ่อๆ เข้าใจๆ... นั่นเป็นการเกริ่นนำ เป็นคุณสมบัติพิเศษแถมเข้ามา อาจารย์ท่านสอนเรขาคณิต บอกวิธีพิสูจน์สามเหลี่ยม 2 รูปให้เท่ากันว่า ต้องทำอย่างไร โดยไม่บอกให้เราท่องจำ ให้ใช้การคิดพิจารณา จำเฉพาะสาระที่สำคัญ เช่น มุมแย้งย่อมเท่ากัน มุมประชิดเท่ากับ 180 องศา ไม่ต้องจำทฤษฎีบททุกถ้อยคำ...บางครั้งใช้การวาดรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว แสดงมุมที่ฐานย่อมเท่ากันแทนคำอธิบายด้วยวาจาทุกถ้อยคำ...ท่านบอกเหตุผลจากบรรทัดหนึ่งไปอีกบรรทัดหนึ่ง กันเข้าใจดีกว่าก่อนเสียอีก”

 

 

 

บล็อกของ ถนอมรัก เดือนเต็มดวง

ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
พอได้จังหวะ ผู้ชายที่ห้อยหัว ก็เหวี่ยงผู้แสดงชายที่จับเขาอยู่ กลับคืนมาหาบาร์เดิมของเขา คนดูบางคนทนไม่ไหวส่งเสียงร้อง เขาจับบาร์ได้ เสียงปรบมือให้กำลังใจดังขึ้น ผู้แสดงที่ห้อยหัว หกตัวขึ้นนั่งบนบาร์พักร่างกายครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ห้อยหัวลงมาอีก แข็งแรงและทรหดมาก ผู้หญิงสาวสวยจับบาร์เหวี่ยงตัวเข้าหาบ้าง ผู้ชมคงเอาใจช่วยมากขึ้น เธอปล่อยมือจากบาร์ พุ่งเข้าหาผู้แสดงที่หัวห้อยรออยู่ มือเกือบถึงแต่ไม่ถึง เธอลอยหล่นลงมา คนดูส่งเสียงฮือ บางคนลุกขึ้น เธอตกลงมาตาข่ายปลอดภัย ตัวลอยเด้งขึ้นสองสามครั้ง ตามแรงดีดของตาข่าย เธอรีบลุกขึ้น…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
  ผมสอบถามเรื่องราว จากลูกของป้า ซึ่งย้ายมาปลูกบ้านหลังสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2500 เล่าว่า ราวปี พ.ศ. 2503-2504 มีละครสัตว์มาแสดงในงานฤดูหนาวเชียงใหม่ 2 ปีติดต่อกัน ละครสัตว์คณะนี้เป็นชาวภารตะ ละครสัตว์น่าดูและน่าตื่นเต้นมาก หลังคาโรงละครสัตว์เป็นรูปโดมสูง ภายในมีอัฒจันทร์คนดูเรียงรายเป็นวงกลม
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
    ก่อนงานวันแรก มีเครื่องบินโปรยใบปลิว เชิญเที่ยวงานฤดูหนาวเชียงใหม่จากท้องฟ้า ท้องฟ้ายามนั้นเต็มไปด้วยใบปลิวมันค่อยลอยต่ำลงมา พลิกตัวเล่นลมน่าดู ชวนให้ผู้คนคึกคักไม่น้อย ภาพเด็กวิ่งไล่เก็บใบปลิวที่ลอยลงสู่พื้น บางทีเรานั่งอยู่ในบริเวณบ้าน ใบปลิวหล่นกระจายทั่วบ้าน หลังคาบ้านเอย ลานบ้านเอย นั่งมองขึ้นไปดูใบปลิวสีสวย ยังลอยมาสู่มือให้รับอย่างสบายๆ ตอนบ่ายจะได้ยินเสียงคำรามของรถจักรยานยนต์ตามถนน ถนนสายโน้นสายนี้ มุ่งสู่สนามกีฬาที่จัดงานฤดูหนาว
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
สว่างแล้ว ผมค่อยเปิดหน้าต่างห้องนอน ซึ่งอยู่ชั้นล่างของบ้านเช่า ลมเย็นสะอาดพัดเข้ามา ผมรู้สึกสดชื่น ปอดขยายตัวเต็มที่ สูดหายใจเข้าไปเต็มปอด รู้สึกปลอดโปร่งกระปรี้กระเปร่า เป็นลมพัดจากทุ่งนากว้างข้างบ้าน มองเห็นนาข้าวผืนใหญ่ จากทิศใต้หักมุมฉากทอดไปทิศตะวันตก ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นไทยใหญ่ มีบ้างเป็นคนไทย อาชีพก็ทำนาทำสวน ไม่กี่รายมีอาชีพค้าขาย ทางซ้ายมือผมเป็นถนนดิน พุ่งตรงไปทิศใต้ของหมู่บ้านเวียงแหง มีบ้านปลูกเรียงรายไปตามถนน สูงขึ้นไปเป็นดอยซ้อนๆ กัน ยอดดอยสูงสุดเป็นดอยสามหมื่น แนวดอยนี้อ้อมโค้งไปทางซ้ายและขวาเป็นวงกลม หมู่บ้านเวียงแหง เหมือนถูกล้อมด้วยดอยสลับซับซ้อน…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
 ขอมองย้อนหลัง เกี่ยวกับงานฤดูหนาวเชียงใหม่ แล้วค่อยมายืนกอดอก มองภาพที่เห็นในปัจจุบัน งานฤดูหนาวเชียงใหม่ จะจัดระหว่างปลายเดือนธันวาคม ถึงต้นเดือนมกราคม เป็นงานออกร้าน และงานรื่นเริงประจำปีของจังหวัด ถือว่าเป็นงานใหญ่ประจำปีของเชียงใหม่ทีเดียว กิจกรรมสำคัญของงานคือ การออกร้านของเอกชนและรัฐ และกิจกรรมการกุศลของกาชาด ในยุคแรกงานนี้ จัดที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จนถึงปี พ.ศ. 2491 คงมองออก พื้นที่หลักในการจัดงาน เป็นสนามฟุตบอลของโรงเรียน ผู้เขียนนึกภาพงานไม่ออก ไล่อายุคงราว 8-9 ขวบ มันเลือนราง เหมือนเห็นภาพตนเอง กำลังยืนซื้อโรตีสายไหมกับพ่อ ตรงใกล้ประตูฟุตบอลด้านทิศใต้…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
เพื่อนผมเรียนหนังสือรุ่นเดียวกัน อาชีพล่าสุดเป็นข้าราชการครูเหมือนกัน แต่เขาอยู่สายผู้บริหารสถานศึกษา ผมอยู่สายนักวิชาการ อยู่คนละอำเภอ เมื่อแยกย้ายไปเรียนต่อ ไปประกอบอาชีพ เราจึงไม่ได้พบไม่ได้ติดต่อกัน ทราบข่าวอีกครั้ง เสียชีวิตเสียแล้ว จากสาเหตุต้นยางโค่นล้มลงมาทับ ขณะขับรถยนต์มาตามถนนสายเชียงใหม่-สารภี ยังไม่พอ ต่อมาน้องสาวคนสวยแสนดีของเพื่อนเสียชีวิตขณะยืนรอรถโดยสารใต้ต้นยาง ไม่มีวี่แววฝนจะตก ลมพัดมาก่อน ลมอะไรไม่ทราบกระโชกมาอย่างรุนแรงวูบหนึ่ง กิ่งต้นยางหักโครมลงมาบนร่างบอบบาง น้องสาวของเพื่อนเสียชีวิตไปอีกคน
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
ราวเดือนพฤศจิกายน เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ กับแรม 1 ค่ำ วันแรกลอยกระทงเล็ก วันที่สองลอยกระทงใหญ่ มีบริษัท หน่วยงานต่างๆ ส่งเข้าประกวด งานลอยกระทงก็อาศัยแม่น้ำปิงเป็นสถานที่จัดงาน พอหัวค่ำ หน้าเทศบาลนครเชียงใหม่ พระจันทร์กลมโตกว่าปรกติ ทอแสงสีนวลอ่อนโยน เหนือยอดไม้ด้านทิศตะวันออก แสงสีเหลืองอ่อนอร่ามทั่วฟ้า ยังกระจายไปทั่วลำน้ำและเหนือสะพานนครพิงค์ ในแม่น้ำสว่างไสวด้วยแสงไฟจากเทียนในกระทง ที่ผู้คนมาลอยกระทงพร่างพราวตา ดูละลานตาทั่วแม่ปิง ผิวน้ำสะท้องแสงไฟเหมือนมีไฟใต้น้ำ บอกไฟวี้พุ่งขึ้นท้องฟ้าตลอดเวลา ขีดฟ้าเป็นทางขาว เหมือนสายแพรสีขาวสะอาด บางเบา ของเหล่าบริวารนางฟ้า สะบัดเริงระบำ…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
  ผมสามคน ธาตรี วิชาญ และผม กินข้าวเดือนที่ร้านอาโกกับเจ๊อิ้ดทุกวัน อาหารมื้อละ 3 อย่าง มีข้าราชการอำเภอเวียงแหง มากินข้าวเดือนเช่นเดียวกันอีกหลายชุด เรากินไปคุยกันไป ฟังโต๊ะอื่นคุยกันแบบไม่ตั้งใจฟังเท่าไร ด้วยเสียงที่คนนั้นพูดดังพอสมควร บางเรื่องทำให้เราตื่นเต้น อยากรู้ ตั้งใจฟังจนเอียงตัวเข้าไปใกล้ แกล้งเคี้ยวอาหารทำไม่สนใจ บางเรื่องก็ธรรมดาทั่วๆไป
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
 ผมขับรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าสีแดง ซึ่งเป็นรถสำหรับผู้หญิงใช้งาน จากบ้านที่อำเภอแม่แตง เดินทางสู่กิ่งอำเภอเวียงแหง สวมรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อ เสื้อกางเกงเนื้อหนาราคาถูก สีทึมทึบ หมวก แว่นตา และถุงมือ เป็นอันว่าครบชุดออกเดินทางเวลาบ่ายโมงเศษ กินข้าวที่เชียงดาว แล้วพารถสู่ปากทางบ้านแม่จา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสู่เส้นทางไปกิ่งอำเภอเวียงแหง นำรถจักรยานยนต์ไปครั้งนี้ เพื่อไว้ใช้งานในเรื่องต่างๆ เช่น เยี่ยมโรงเรียน ไปเยี่ยมครูตามบ้านพักหลังเวลาราชการ ครูพักค้างกันตามบ้านพัก เราไปเยี่ยมพูดคุยกับเขา บรรยากาศแบบกันเอง มีอะไรก็นำมารับประทานด้วยกัน พูดคุยกันเรื่องผ่อนคลาย โดยหัวหน้าการของผมนำคณะเราไป…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
ผมนั่งรถประจำทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ มุ่งสู่อำเภอแม่ริม รถวิ่งราว 16 กิโลเมตรก็ถึงอำเภอ ผมลงตรงหน้าสถานีตำรวจภูธรแม่ริม เดินเข้าซอยข้างๆ สถานีตำรวจ มือหิ้วกระเป๋าเดินทาง เพื่อเข้าไปในค่ายดารารัศมี ซึ่งเป็นค่ายของตำรวจตระเวนชายแดน โดยมีจุดมุ่งหมาย จะขอโดยสารไปกับเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจ ที่มีราชการไปอำเภอเวียงแหง โดยเราเพียงบอกว่า เป็นข้าราชการทำงานในอำเภอ ทางเจ้าหน้าที่รับทราบก็จะอนุเคราะห์ทุกครั้ง เป็นการช่วยเหลือในวงราชการด้วยกัน ผมเดินไปครู่เดียวก็ถึง เห็นเฮลิคอปเตอร์ลายเขียวน้ำตาลจอดอยู่ลำหนึ่ง ผมชำเลืองดูรอบบริเวณ เห็นมีผู้คนจะขึ้นไปด้วย 3-4 คน กระเป๋าและสัมภาระวางบนพื้นระเกะระกะ…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
เมื่อถึงช่วงสงกรานต์ หน่วยงานที่รับผิดชอบจะปล่อยน้ำ ทำให้ระดับน้ำแม่ปิงสูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้คนตักน้ำแม่ปิงไปรดน้ำได้สะดวก จุดศูนย์กลางเล่นน้ำสงกรานต์อยู่ที่ขัวเหล็ก (สะพานนวรัฐ) คนจะยืนข้างสะพานทั้งสองข้างเต็มไปหมด กลางขัวเหล็กนั้น คนเดินสวนกันไปมาหนาแน่น ใส่เสื้อม่อฮ่อมเป็นส่วนใหญ่ มือถือขัน กระป๋องน้ำ ปืนฉีดน้ำ บางคนใช้เชือกผูกกระป๋อง หย่อนจากสะพานลงตักน้ำแม่ปิงด้านล่างมารดกัน ด้านล่างของขัวเหล็ก จะเห็นคนนั่งแช่น้ำแม่ปิง สาดน้ำกัน ชายหนุ่มหญิงสาวยืนคุยกันด้วยท่าทีเปี่ยมไมตรีจิต ถ้อยคำพิเศษที่รับรู้เพียงสองคน บางแห่งก็ชกต่อยกันประปราย ที่เล่นน้ำขยายมาถึงถนนหน้าพุทธสถาน ตลอดถนนท่าแพ…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
ผมยืนขึ้นก้าวไปข้างหน้า น้ำถึงราวนม เท้าจับทรายไม่อยู่ รู้สึกทรายเคลื่อนตัวลง ตัวผมจมลงไป รู้ทันทีว่าทรายดูดหรือ "ทรายมาน" ใจหายวาบ รีบใช้มือตีน้ำ ผ่อนน้ำหนักที่เท้า บิดตัวถอยหลังอย่างฉับพลัน ใช้เท้ายันพื้นทราย เท้าจับทรายได้แล้ว ถอยเท้าอย่างรวดเร็ว รีบขึ้นหาดทราย ประมาทไม่ได้เลยกับภัยในน้ำ เหลียวดูเพื่อน เขากลับลงเล่นน้ำกันอีก