ฝากคำถามถึง นปช.และแกนนำ….

 จากบันทึกในเฟซบุ๊กของ แด่เพื่อน ผู้เดือดร้อน เมื่อ 22 พฤษภาคม 2012 

หากเพื่อนๆ ที่รู้จักมักคุ้นกันดี คงทราบว่าปกติแล้ว ปลา “แทบจะ” ไม่เคยเอ่ยก้าวล่วงใครจริงๆ  จังๆ ให้ต้องเสียกำลังใจกันเลย

แต่งานรำลึกครบรอบ 2 ปี ในวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา บอกตามตรงว่า “เคือง” จนต้องยอม “ออกตัว พลีชีพ”...  และเตรียมใจพร้อมรับความเห็นต่าง เพราะในวันนี้ เราคงจะต้องวิจารณ์อย่างไม่ต้องเกรงใจ และรักษาหน้า รักษายศกันอีกไป เพื่อก่อร่างสร้างชีวิตประชาชนให้ “เป็นไท” อย่างแท้จริง

 

จริงอยู่การต่อสู้ของคนเสื้อแดง ทุกคนทุกข์ยาก ลำบาก และสู้ร่วมกันมาอย่างอดทน ด้วยความเต็มใจ

 

พี่น้องประชาชนจำนวนมาก หลายคนหยุดงานสูญเสียรายได้ หลายคนอดหลับอดนอน ใช้จ่ายเงินทองที่หาได้ยากในสมัยนี้  เดินทางไกลหลายร้อยกิโล......เพื่อมาร่วมงาน ตากทั้งแดดร้อน และฝนตก แต่ทุกคน มาด้วยใจ

 

เขาเหล่านี้มาเพื่ออะไร ???

 

ความทุ่มเทของเขาเหล่านี้ สมควรแล้วหรือ กับสิ่งที่เขาได้รับ

 

-          มาฟังขวัญชัย ไพรพนา พร่ำเพ้อถึงแต่วีรกรรม “ผมลงจากเวที คนสุดท้าย หลังจากจตุพรเข้ามอบตัว”  ..... คุณขวัญชัยคะ ..... พูดเพื่ออะไร?? มวลชนอีกจำนวนมาก ยังคงยืนอยู่ ณ.จุดเดิม ....ในเวลาที่คุณ “หนี” ลงจากเวที และเขาเหล่านั้นละทิ้งลานประหารอีกนานหลายนาทีต่อจากนั้น  พวกเขาเสี่ยงชีวิต น้อยกว่าคุณหรืออย่างไร ? คุณรู้จัก “คุณผุสดี งามขำ – หญิงเสื้อแดงคนสุดท้าย” ไหม?? ผู้หญิงคนนี้ ทำให้เราต้องใช้คำใหม่ เวลาคิดจะเรียกใครว่า “หน้าตัวเมีย” อย่างที่คุณเป็น.... ในวันที่พามวลชนไปอนุสรณ์สถาน

 

-          มาเพื่อบริจาคหรือ? …….. ไม่ว่า วันนี้ หรือก่อนหน้านี้ สิ่งหนึ่งที่เวทีนปช.ดูจะกระทำจริงจังเสียเหลือเกิน คือ การตั้งโต๊ะบริจาค .... ราวกับรีดเลือดกับปู จริงอยู่มวลชน อยาก”ให้” ด้วยนิสัยพื้นฐานส่วนใหญ่เป็นคนแบ่งปัน การใช้วาทกรรม “คนเสื้อแดงไม่ทิ้งกัน” ยิ่งบีบรัดลึงให้เขากระเบียดกระเสียรเงินที่มีอยู่น้อยนิด แบ่งปันบริจาคไป ด้วยหวังว่าสุดท้ายจะย้อนกลับมาหามวลชน ผลที่ได้คืออะไร.... ช่วงสลาย - เงินบริจาคมากมาย หายไปพริบตาพร้อมกับข่าวหน้าหนังสือพิมพ์หราว่าเกิดศึกภายใน น้องภรรยาคุณวีระรวบหัวรวบหาง เปิดแน่บ เงินบริจาคของมวลชนที่ควรจะใช้จ่ายฉุกเฉินสำหรับพี่น้องเราที่บาดเจ็บ ล้มตาย อยู่ไหน??? หลังสลาย 1 ปี – เวทีนปช.กลับมาใหม่ พร้อมตั้งโต๊ะรับบริจาคอีกครั้ง ด้วยข้ออ้าง... เพื่อเยียวยามวลชน ...ในฐานะที่เราติดตามเรื่องเยียวยาและเคยติดต่อประสานงานเช่นกัน คำถามคือ เงินนั้น ได้นำมาใช้ประโยชน์จริงๆ หรือ ติดต่อกี่ครั้ง จบลงที่....”นปช.ไม่มีเงินแล้ว” และระดมบริจาคใหม่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หลังสลาย 2 ปี – ในวันที่ได้เป็นรัฐบาล และมีทีท่าว่ามวลชนจะได้รับเงินเยียวยา ... คุณยังคงตั้งโต๊ะบริจาคอยู่  เพื่อ???

 

ข้อนี้ หากใครจะเถียงแทน ได้โปรดเถียงมา เพราะอย่างน้อย จะได้ช่วยบรรเทาความเอือมระอาและผิดหวัง ในใจปลาให้น้อยลง การตั้งเวที ปลาเชื่อว่า คุณมีเงินสนับสนุนอยู่ก่อนแล้ว และอย่างน้อย หากใครสักคนจะต้องบริจาค ... มันสมควรแล้วหรือ ที่จะต้องเป็นมวลชนเสื้อแดงที่ส่วนใหญ่หาเช้ากินค่ำ ตรากตรำทำงานหนักและออกมาเรียกร้องเพื่อสิทธิและปากท้องที่ดีขึ้น

 

-          มาเพื่อ....จะโดนการ์ดวีไอพีทั้งหลายผลัก ดัน และตะคอกตะคั้น เพื่อให้หลบทางให้แก่ “แกนนำอำมาตย์” จริงอยู่ ฉันเรียนรู้ และเข้าใจได้ เรื่องการรักษาความปลอดภัยในแหล่งคนพลุกพล่านและจำนวนมากเช่นนี้ แต่หากคุณทำเช่นนี้ ปฏิบัติกับมวลชนราวกับไม่ใช่คน คุณอย่ามาเปลืองลมปาก พาใครไถ่ถามหาความเท่าเทียม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เลย เพราะแม้แต่คุณเอง ก็ไม่เคยมี ..... ฉันเคืองโกรธ ในนาทีที่เห็นการ์ดของ “แรมโบ้ อีสาน” ดันมวลชนให้หลบพ้นทาง ฉันตะโกนออกไปแบบดังๆ ว่า “เฮ้ย นี่มันม๊อบอำมาตย์นี่หว่า ไม่ใช่ม๊อบไพร่แล้ว” การ์ดหันมามองหน้าฉัน อย่างไม่สบอารมณ์ และฉันเอง...พร้อมมีเรื่อง! ไม่นับรวม “แก๊งค์นักรบองค์ดำ” ที่แหวกฝูงชน เพื่อให้ตัวเองได้เดินอย่างยิ่งใหญ่... อยากถามคุณคำหนึ่ง ในวันสลายการชุมนุมคุณ”สู้” อยู่ที่ไหน.... ในความทรงจำที่ฉันจำได้แม่น คือ พวกคุณหายไป ละทิ้งมวลชนไปจากราชประสงค์  ตั้งแต่ก่อนสลายร่วมอาทิตย์แล้ว ...... หากฉันเข้าใจผิด โปรดมาแก้ไข ...  แต่หากฉันเข้าใจถูก .... คุณไม่คู่ควรแม้แต่จะมาเดินลอยหน้าอาจ-องอยู่ท่ามกลางมวลชนเสียด้วยซ้ำ

ไม่นับรวม “การ์ดทั่วไป” ที่นิยมอวดอ้างสรรพคุณความสามารถ ชำนาญการในการใช้อาวุธ ให้แก่ทุกคนที่พบเจอ .... โดยไม่สนใจความเจ็บปวดของมวลชนที่ต้องถูกสังคมตราหน้าว่า “ผู้ก่อการร้าย” และโดนยิงตายทั้งๆ ที่มือเปล่า

 

-          มาเพื่อฟังแกนนำและคุณทักษิณ กู่ร้องลอยลมเรื่องการปรองดอง ในวันที่หัวใจมวลชนอัดอั้นไปด้วยความเจ็บปวด เคียดแค้น และสูญเสีย ใครหลายคนยังมีภาพวันคืนหฤโหดคอยตามหลอกหลอน และครอบครัวอีกหลายครอบครัวสูญเสียคนที่เขารักไปตลอดกาล.... ฉันเติบโตมาท่ามกลางกระแสการเมืองตั้งแต่วัยเยาว์ เรียนรู้และเข้าใจในสัจธรรมของนักการเมืองได้ดี จึงเลือกที่จะเงียบในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามา แต่ในวันนี้ ความอดทน อดกลั้น หมดลง ... ฉันเกลียด....นัก “เล่นการเมือง” ที่เห็นชีวิตประชาชนเป็นแค่เรือรั่วเก่าๆ ให้ความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะอุดรูรั่วให้เขา แต่เมื่อคุณถึงฝั่ง กลับถีบเรือนั้นให้จมลง .... ฉันภาวนาว่าคุณจะไม่เป็นแบบนั้น.....

 

ในวันนี้ฉันออกมาสู้ มาเสี่ยง มาตามหาความจริง พิสูจน์ให้ตัวเองและโลกเห็นว่ามวลชนเสื้อแดงไม่ได้เลวร้าย อย่างที่ใครๆ กล่าวหา ในวันนี้ฉันต้องยอมเจ็บตัว เปิดหน้า “เลือกข้าง” ยอมสูญเสียสัมพันธภาพอันดีกับเพื่อนหลายคน เพื่อให้ตัวเองได้มา”ยืนเคียงข้างชาวบ้าน” อย่างแท้จริง....

ในวันที่ 19 พ.ค. 53 ฉันละทิ้งชีวิต เลือกที่จะไม่กลับบ้านทั้งๆ ที่มีโอกาส เลือกที่จะไม่ละทิ้งผู้บริสุทธิ์ในแดนประหารเดียวกัน....

 

หลังจากวันนั้น ฉันทุ่มเททั้งความสามารถ เงินทอง และเวลา เพื่อที่จะติดตามช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ สูญหาย และผู้เสียชีวิตให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ...... บากหน้าไปขอความช่วยเหลือใครๆ ทั้งๆที่ไม่ใช่ปกติวิสัยอย่างที่ควรจะเป็น

 

ในวันที่ 12 มี.ค. 54 ….. .ในวันที่มีการรณรงค์มาตรา 112 โดยยังปราศจากการให้ความรู้มวลชนอย่างเป็นรูปธรรม ในกลิ่นอบอวลของวาทกรรมแกนนำ “กระสุนจากฟ้า, กระสุน บลา บลา บลา” อีกนับไม่ถ้วน ฉันเลือกที่จะจัดทำเอกสารจำนวนน้อยชุดตามกำลังเงิน ไปแจกจ่ายให้มวลชนได้แบ่งปันความรู้เรื่องข้อดี – ข้อเสีย ของมาตรานี้ เพื่อไม่ให้มวลชน “ตกเป็นเหยื่อ”  แต่ ฉันโดนจับ...ส่งตำรวจ โดยที่ตำรวจเอง หลังจากอ่านเนื้อหา ก็ยอมรับด้วยตัวเองว่าไม่รู้จะยัดข้อหาให้ได้อย่างไร (ไม่รวมตำรวจนายหนึ่งที่พยายามจะสรรหาช่องโหว่มาเล่น)  กอปรหลายคนจำนวนหนึ่งที่มาจากหลายกลุ่ม พยายามให้ความช่วยเหลือ .... ในครั้งนั้น ฉันผิดหวัง .... ไม่ได้เสียใจที่โดนจับ แต่เสียใจที่จนแล้วจนรอด  เสื้อแดงคงจะเดินในแนวทาง “แนวร่วม” ที่พัฒนาความรู้ต่างๆ ให้มวลชนไม่ได้ .....

 

ฉันแปลกใจ ว่าเหตุใด .... ในเมื่อมวลชนเสียเวลา เสียเงิน เสียชีวิตแล้ว แต่กลับไม่ได้อะไร แม้แต่ความรู้ติดตัวกลับไปจากการชุมนุมเลย อย่างมากก็ได้แค่ “เหล้า ร้องเพลง สังสรรค์ ถ่ายรูป และโคโยตี้?”

 

และการได้นั่งฟังบรรดาแกนนำ พูดย้ำๆ ซ้ำๆ ในเนื้อหาที่ไม่ต่างไปจากเดิม และราวกับวิกลจริต ..... วันหนึ่งพูดหมิ่นเหม่เรียกเสียงเฮจากแม่ยก แต่อีกวันปราบปรามคนคิดหมิ่นเหม่

 

สิ่งเหล่านี้ ไม่อาจจะนำพาสิ่งที่พวกคุณเสี่ยงชีวิตออกมาสู้ให้มันมาถึงมือคุณได้หรอก

 

*** สิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากร และ ประชาธิปไตย น่ะหรือ ..... มันแค่ความฝันที่ห่างไกล ***

 

ฉันไม่ใช่แดงก้าวหน้า ฉันไม่ใช่แดงพรรค ฉันไม่ใช่แดง นปช. ฉันไม่ใช่แดงทักษิณ

 

สิ่งที่ฉันเป็น คือ ประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง ที่เฝ้าดูการเติบโต และความทุกข์ยากที่ชาวบ้านต่อสู้กันมานาน และหวังเพียงว่า มันควรจะถึงเวลาที่ ประชาชน “ไม่ใช่อากาศธาตุ และมดงาน” ให้ผู้มีอำนาจใช้เป็นเครื่องต่อรอง

 

หากคุณทักษิณ แกนนำ และ นปช. มีแนวทางที่ต่างออกไปจากนั้น เราอาจจะต้องถึงเวลาแยกทาง ต่างคนต่างเดิน และเป็นปรปักษ์ต่อกัน

 

ขอแสดงความนับถือ...........................ในจิตวิญญานแห่งประชาชน

 

อุทิศแด่......

พี่สุวัน ศรีรักษา

ลุงบุญมี เริ่มสุข

พี่คิม – ฐานุทัศน์ อํสวสิริมั่นคง

 

ความเห็น

Submitted by โสมคาน on

เพียงอยากโผล่ เข้ามาแจม ใช่แนมเหน็บ
เริ่มมีแดง หยิกเล็บ ก่อนเจ็บหาย
เข้ามาเยี่ยม ด้วยรัก และทักทาย
หรื่อพวกไพร่ มัวเยี่ยมญาติ อำมาตย์แดง ?

Submitted by กา on

อาการคนเพิ่งรู้ตัว.... ว่าโดนนักการเมืองหลอก ขบวนการนปช. เป็นการปลุกมวลชนด้วยอุดมเก๊ ไม่ใช่อุดมการณ์

คนกรุงเขาเห็นภาพนี้มาแต่ต้น เหมือนอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว เขาถึงไม่เอาด้วยกับนปช. ไม่ใช่เขาไม่รักความเป็นธรรม

The Thin Red Line เสื้อแดงเดือนเมษา ตอนจบ - ความคับแค้น และการกลับบ้าน

กรกช เพียงใจ

 
 
ใครบางคนบอกว่า “ข้อเท็จจริง” (fact) นั้นแตกต่างจาก “ความจริง” (truth)
บันทึกนี้จึงอาจกล่าวอ้างได้เพียงว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงอันมากมายมหาศาล
แต่ก็คือทั้งหมดที่ฉันเห็น สังเกต และรู้สึก ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
มนุษย์ผู้ไม่ได้ไปอยู่ ณ จุดปะทะสำคัญใดๆ กับเขาเลย
หากใครคาดหวังเช่นนั้น ขออภัยล่วงหน้า ....
 
- - - - - - - - - - - -
 
 
วันที่ 14 เมษายน 2552
 
 
ฉันกลับไปพักที่บ้านพี่สาวคนเดิม ได้นอนเต็มอิ่ม ตื่นอีกทีสายมากแล้วและดูข่าวทีวีเห็นว่าที่ทำเนียบฯ ประกาศยุติและสลายการชุมนุม เพื่อความปลอดภัยของผู้ชุมนุม กล้องจับไปที่ใบหน้าณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งดูออกอาการกว่าคนอื่นๆ มีรอยยิ้มแบบฝืนๆ บนใบหน้า
 
ฉันรีบเดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล แต่เข้าไม่ได้ และไปติดอยู่แถวสี่แยกวังแดง ซึ่งมีทั้งตำรวจ และทหารกั้น ผู้คนเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ในบริเวณนั้น มีรถกระบะติดลำโพงของใครไม่รู้กำลังกล่าวโจมตีทหารที่เพิ่งนั่งรถจีเอ็มซีผ่านฝูงชนที่กำลังก่อตัวไป โดยยิงปืนขึ้นฟ้า 2 นัด ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจอย่างมาก พวกเขาเก็บปลอกกระสุนได้และนำมาให้นักข่าวบางส่วนที่อยู่บริเวณนั้นดู
 
จากนั้นชาวบ้านก็ผลัดกันขึ้นปราศรัย เรียกร้องให้ทหารกลับเข้ากรมกอง และนำรัฐธรรมนูญ 40 มาใช้ น่าสังเกตว่าพวกเขาประกาศตัวว่าเป็นชาวบ้านธรรมดา และไม่ใช่สีอะไรทั้งนั้น แต่ทนไม่ได้กับความอยุติธรรม
 
หลายต่อหลายคนดูท่าทางเป็นคนชั้นกลางที่ทำมาค้าขายอยู่แถวนั้น ประกอบกับคนอื่นๆ ที่มาสบทบกันมากขึ้นเรื่อย กระทั่งกลายเป็นการชุมนุมย่อมๆ อีกจุดหนึ่ง
 
ฉันเดินไปที่รั้วกั้นระหว่างทหารกับชาวบ้าน พบกลุ่มผู้หญิงทั้งสูงและไม่สูงวัยกำลังโวยวายกับตำรวจซึ่งยืนอยู่ด่านหน้า และตะโกนต่อว่า (และด่าทอ) ไปถึงทหาร ซึ่งยืนอยู่ถัดไปด้านใน
 
“ยิงป้าเลยลูก ยิงเลย หนูจะได้เลื่อนขั้นเร็ว จะได้เป็นนายพล” ป้าคนหนึ่งตะโกนโบกไม้โบกมือเรียกทหารยิงตนเอง
 
“บ้านเมืองกำลังจะชิบหายหมดแล้ว เพราะพวกคุณทำสองมาตรฐานมาตลอด ประชาชนไม่โง่อย่าคิดว่าเขาไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเขาทำอะไรอยู่ เขาทนดูได้ยังไง” หญิงสาวคนหนึ่งพูดทั้งร้องไห้ตลอดเวลาด้วยความคับแค้นและเป็นห่วงแม่ เธอต่อว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองและสื่อมวลชนจนไม่เหลือชิ้นดี ดูลักษณะก็รู้ได้ไม่ยากว่าเป็นคนชั้นกลางค่อนข้างมีเงิน
 
เธอเล่าว่าแม่เธออายุ 60 กว่า เข้าไปชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงที่ทำเนียบฯ และไม่ได้เอามือถือเข้าไปเพราะใช้ไม่เป็น และแม่เธอก็ยืนยันว่าอยู่กับเสื้อแดงไม่อันตราย ไม่ต้องห่วง และถึงตอนนี้เธอติดต่อกับแม่ไม่ได้ตั้งแต่เมื่อคืน เข้าไปในที่ชุมนุมก็ไม่ได้ จึงรู้สึกเป็นห่วงมาก
 
ท้ายที่สุด รถปราศรัยประกาศขอให้ตำรวจ ทหารเปิดทางให้รถและตัวแทนเข้าไปส่งข้าวส่งน้ำคนข้างใน เพราะรู้มาว่าอาหารและน้ำกำลังขาดแคลน เจ้าหน้าที่พยายามบอกว่าที่ทำเนียบฯ ประกาศสลายการชุมนุมแล้ว แต่พวกเขาไม่เชื่อ และยืนยันว่าขอเข้าไปดูเอง
 
“เราไม่เชื่อถือข่าวจากใครอีกแล้ว” ชายคนหนึ่งตะโกน

มีการเจรจาต่อรองกันพักหนึ่ง แล้วเจ้าหน้าที่ต้องยอมให้รถกระบะพร้อมตัวแทนเข้าไปได้ โดยคนที่จะเข้าไปต้องให้เจ้าหน้าที่ค้นตัว หญิงสาวคนที่กำลังตามหาแม่ กระโดดขึ้นไปอยู่บนรถกับเขาด้วย เธอยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ขณะที่รถกระบะเคลื่อนเข้าไปด้านใน ส่วนคนที่เหลือยังปักหลักชุมนุมอยู่ที่เดิมไม่ยอมสลายตัว
 
ฉันติดอยู่ตรงนั้นค่อนข้างนาน เพราะดูเหมือนจะเป็นจุดที่เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และไม่ยอมสลายแม้เวทีกลางจะประกาศสลายตัวนานแล้ว กว่าจะเดินเข้ามาถึงลานพระบรมรูปทรงม้าได้ ปรากฏว่าผู้ชุมนุมที่ทำเนียบฯ ทยอยกลับบ้านกันไปมากแล้ว มีเพียงบางส่วนนั่งจับกลุ่มรอขึ้นรถบัสที่รัฐบาลเตรียมไว้ให้
 
ฉันเดินเข้าไปพูดคุยกับหญิงสาวคู่หนึ่งที่ยืนอยู่ด้วยกัน คนหนึ่งตาแดงๆ เหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้ และเพียงเอ่ยปากถามถึงความรู้สึกเท่านั้น ทุกอย่างก็พรั่งพรู เธอดูคับแค้นใจกับการปิดล้อมของทหารมาก และกล้ำกลืนกับการที่ต้องต่อแถวเพื่อให้ทหารถ่ายรูปพร้อมกับชูบัตรประชาชนทีละคนๆ ก่อนจะออกจากพื้นที่ชุมนุมได้
 
“มันเจ็บใจ เราเป็นคนไทยคนนึง ทำกับเราเหมือนเป็นอาชญากร ผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่มีอะไรเลยเดินผ่านทหารเป็นร้อยคน แล้วถ่ายรูป ทำกับเราเหมือนเป็นผู้ร้าย แล้วทำไมให้ใส่ชุดทหารมายิงพวกเราได้ ไม่คิดอะไร...ที่เจ็บใจ ที่ร้องไห้ เพราะศักดิ์ของความเป็นคนของเรามันอยู่ตรงไหน” 
 
“ถ้าเค้าจะปราบเราก็ยอม เราไม่ได้ทำอะไรผิด เราแค่มาปกป้องสิทธิและเสรีภาพของเรา เราไม่ได้ไปปล้น ไปจี้ ไปชิงใคร พันธมิตรฯ ฆ่าคนตายไม่จัดการอะไรเลย เราไม่ได้ทำอะไรใครแถมถูกใส่ร้ายสารพัด แผ่นดินนี้เราเหยียบไม่ได้เหรอ เราทำอะไม่ได้เลยเหรอ”
 
อารมณ์ผู้คนในตอนนั้นมีหลากหลาย ตั้งแต่เฉยๆ ทำใจได้ เสียอกเสียใจ ไปจนกระทั่งคับแค้น จากการพูดคุยกับผู้คนที่เหลืออยู่บางส่วนในเวลานั้น ประเด็นสำคัญที่พวกเขาทั้งหมดพูดกันมากคือ เรื่อง 2 มาตรฐานในสังคมไทย การวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการรายงานเพียงช่วง 2 -3 วันนั้นเท่านั้น แต่เป็นความเก็บกดมานานสำหรับคนเสื้อแดงซึ่งรู้สึกเหมือนตนเองเป็นพลเมืองชั้น 2 และการรายงานเหตุการณ์ในช่วงสงกรานต์นี้ดูจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับความอดทน ... ระหว่างกัน
 
ที่สำคัญคือ ข่าวลือเรื่องผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในการสลายการชุมนุม การปะทะ ณ จุดต่างๆ โดยเฉพาะที่สามเหลี่ยมดินแดงตอนเช้ามืดวันที่ 13 เมษายน อันเป็นที่มาของคำว่า “สงกรานต์เลือด” ก็กระจายตัวและค้างคาในใจผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
 
0000
 
 
พี่ชายที่รู้จักอีกคนหนึ่งมายังที่ชุมนุมด้วย ฉันเจอเขาโดยบังเอิญและเล่าเรื่องราวให้เขาฟัง เขาพูดติดตลก แต่เป็นตลกร้ายว่า การกลับบ้านของพวกเสื้อแดงก็เหมือนหนังฮ่องกงที่ อู๋ม่งต๊ะ ชอบเล่นเป็นมาเฟีย แล้วมักมีบทที่โดนสั่งให้ลอดหว่างขาของศัตรูเพื่อเอาชีวิตรอด
 
“มันก็เหมือนกัน ถ้าคุณอยากกลับอย่างปลอดภัย ก็จงถอดเสื้อแดง ถ่ายรูป แล้วขึ้นรถศัตรูกลับบ้านไป ... ถอดศักดิ์ศรีของคุณซะ”
 
แม้ผู้คนจะทยอยกันกลับไปเยอะแล้ว แต่รถยนต์ยังต่อแถวยาวเพื่อตรวจค้นอาวุธทีละคันๆ ก่อนออกจากพื้นที่ แกนนำส่วนใหญ่ถูกคุมตัวไปไว้ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันนั้นแล้ว คงเหลือแต่หมอเหวงที่ยืนประกาศอำนวยความสะดวกกับประชาชนอยู่บนรถเครื่องเสียงจนหยดสุดท้าย พร้อมเสียงที่เริ่มแหบแห้ง
 
จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงคุมตัวหมอเหวงมาที่กองบัญชาการ โดยมีการ์ดคนหนึ่งถูกคุมตัวเดินมาด้วย ระหว่างทาง ป้าเสื้อแดงคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับหมอเหวง “เค้าจับหมอของเราแล้ว ป้า” การ์ดร่างใหญ่ตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้
 
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล นักข่าวรอทำข่าวที่นั่นเต็มไปหมด ฉันจึงออกจากพื้นที่นั้น มาดูสถานการณ์ที่วังแดงอีกครั้ง ที่นั่นคนเริ่มน้อยลงแต่ก็ยังคงมีเหนียวแน่นอยู่จำนวนหนึ่ง
 
พี่คนเดิมนำพาฉันไปเจอลุงไสวจากอุดรธานี ซึ่งนั่งอยู่ริมฟุตบาทแถวนั้น เจ๊ๆ ซึ่งดูเป็นชาวบ้านเจ้าถิ่นกำลังจัดแจงลงขันกันส่งค่ารถให้ลุง เมื่อฉันไปถึง ฉันควักให้เขาด้วย 100 รวมแล้วลุงได้เงินหลายร้อยบาทเป็นค่ารถกลับบ้าน
 
ลุงเล่าว่ามาชุมนุมกับกลุ่มคนรักอุดรมา 20 กว่าวันแล้ว และวันนี้เมื่อสลายการชุมนุมก็ต่างคนต่างกลับ ลุงกับลูกสาวตัวน้อยวัยไม่เกิน 6 ขวบตกค้างอยู่ที่นี่ และไม่มีค่ารถกลับบ้าน เงินที่เอามาพันกว่าบาทก็กินใช้ และซื้อเสื้อแดงจนหมดแล้ว เหลือแต่เพียงข้าวห่อติดตัวและเศษเงินอีกไม่กี่สิบบาท
 
“เราจะมากันใหม่ พวกบ้านผมเขาไม่ยอมเลย ถ้าหากไม่ได้ทักษิณกลับมาเขาไม่ยอม อยู่นี่กันหมดเพราะอะไร เพราะถ้าหากไม่น็อกกูไม่กลับบ้าน พวกแถวหมู่บ้านก็เอาข้าวมาให้ เป็นกระสอบๆ ทั้งสาด ทั้งหมอน เสื้อผมยังไม่มีซักตัวจะกลับบ้าน มีแต่เสื้อสีแดง ตัวนี้ (สีขาวที่ใส่อยู่) เขาก็ให้มา”
 
แท็กซี่คนหนึ่งที่อยู่ในวงรับอาสาจะไปส่งลุงไสวที่หมอชิต “ไปรถผมก็ได้ ผมขับแท็กซี่” ทุกคนอวยพรแก ฉันเขียนเบอร์โทรศัพท์ตัวเองยัดใส่มือแก เผื่อว่ามีปัญหาอะไรจะได้โทรบอก เราแยกย้ายกันไป และหลังจากนั้นพักใหญ่แกจึงโทรกลับมาบอกว่าได้ตั๋วรถเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณทุกคนมาก ฉันรับคำขอบคุณนั้นไว้โดยไม่รู้จะไปบอกใครต่อ เพราะทุกคนแยกย้ายกันไปนานแล้วโดยที่ยังไม่ทันได้รู้จักกันด้วยซ้ำ
 
 
0000
 
 
มันเป็นบรรยากาศที่บอกไม่ถูกในเย็นวันนั้น แม้คนที่ไม่เห็นด้วยกับเสื้อแดงเลยก็น่าจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นความเศร้าประหลาดๆ ของความไม่เท่าเทียม
 
ฉันกลับมายังโลกใบเดิมอีกครั้ง ในค่ำคืนที่ผู้คนเล่นน้ำสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน แม้เทียบกับปีก่อนแล้วจะดูเงียบเหงาไปมาก เพื่อนฝูงคนชั้นกลางบางคนพากันเงียบซึม บางคนตาแดงก่ำ ขณะที่บางคนโล่งอก กระทั่งก่นด่า สมน้ำหน้าคนเหล่านั้น
 
ฉันนึกถึงบรรดาคนต่างจังหวัดที่สละวันพบญาติปีนี้เพื่อมาเรียกร้องในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ ต่อสู้เพื่อยืนยันสิทธิและเสรีภาพบางอย่าง เขาคงกำลังนั่งรถกลับบ้าน ระหว่างทางอันยาวนานสายนั้น...พวกเขากำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใดกัน ...
 

The Thin Red Line: เสื้อแดงเดือนเมษา ตอน 5 - "ชาวบ้าน" ที่ไม่ถูกนับ

กรกช เพียงใจ

 

 
 
 
ใครบางคนบอกว่า “ข้อเท็จจริง” (fact) นั้นแตกต่างจาก “ความจริง” (truth)
บันทึกนี้จึงอาจกล่าวอ้างได้เพียงว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงอันมากมายมหาศาล
แต่ก็คือทั้งหมดที่ฉันเห็น สังเกต และรู้สึก ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
มนุษย์ผู้ไม่ได้ไปอยู่ ณ จุดปะทะสำคัญใดๆ กับเขาเลย
หากใครคาดหวังเช่นนั้น ขออภัยล่วงหน้า ....