Skip to main content


"ได้กินเห็ดถอบหรือยังลูก"

คำถามแรกจากหญิงวัยใกล้ชราซึ่งเอื้อนเอ่ยแข่งกับเสียงฝนตกเปาะแปะอยู่นอกชานเรือน

 

เธอเป็นแม่คนที่สองของฉัน ที่รักใคร่เอ็นดูเหมือนแม่แท้ๆ กวักมือเรียกให้ไปช่วยดาขันโตก แม้ฉันจะทำท่าแบ่งรับแบ่งสู้เพราะไปเยือนบ้านเกิดวันนี้ตั้งใจจะไปกินข้าวมื้อกลางวันกับพ่อ แต่ทำยังไงได้ในเมื่ออาหารการกินสำรับเตรียมไว้เพียบพร้อม ฉันนึกถึงคำของแม่แท้ๆ ที่บอกว่าถ้าผู้ใหญ่ชวนทานข้าว ก็อย่าได้ทำให้เขาเสียใจ


ฉันนั่งลงบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ในครัวโล่งๆ ของแม่ยวง มองอาหารหลากชนิดตรงหน้า พร้อมกับข้าวนึ่งจานใหญ่ เจ้าของกับข้าวทำแววตาโอ้อวดว่าอาหารที่เตรียมไว้ให้วันนี้ไม่ใช่อาหารธรรมดา ทั้งน้ำพริกเผาข่า แมงมันคั่ว แกงหน่อไม้ดอง รวมถึง "ต้มเค็มเห็ดถอบ" สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในฤดูกาลเท่านั้น ฤดูกาลหลังสายฝนที่เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตดั้งเดิมไม่มีวันหาย แม้คนรุ่นหลังจะไม่ได้ไปเสาะแสวงหามาเอง พวกเขาก็ไม่เคยลืมรสชาติที่เคยลิ้มลองตั้งแต่เมื่อครั้งยังเด็ก


ฉันก็เป็นเช่นนั้น

ทันทีที่ตักเห็ดถอบลูกกลมๆ ต้มใส่เกลือเข้าปาก กลิ่นดินกลิ่นภูเขา กลิ่นเกลือสินเธาว์และน้ำบาดาล มันผสมปนเปอยู่ในนั้น พลางหวนคิดไปถึงแม่แท้ๆ ที่จากไปแล้ว

ครั้งหนึ่งแม่ก็เคยมีแววตาแบบนี้

 

แววตาประกายวับหลังจากกลับจากป่า กระเป๋าสะพายมอมๆ นั้นมีตะขออันเล็กๆ เกี่ยวไว้ ในหาบบนหลังมีใบตองตึงที่ห่อเห็ดถอบกลมๆ กลับมาบ้าน ไม่ว่าใครจะพูดอะไร แม่ไม่สนใจ สิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือการล้างเห็ดถอบให้สะอาด ตั้งเตาไฟ แล้วต้มมันกับเกลือ


แม่บอกว่า เห็ดชนิดนี้เมื่ออยู่ในดินก็เหมือนทารกน้อยๆ ที่บ่มเพาะรักษาไว้ด้วยดิน แต่พอโผล่โพ้นจากดินขึ้นมา เขาจะมีอายุพุ่งพรวด จากเห็ดอ่อนๆ สามารถกลายเป็นเห็ดวัยรุ่น เห็ดผู้ใหญ่ และเห็ดชราได้ในชั่วไม่กี่นาที


"มันโตอยู่ทุกวินาที แก่ลงไปอย่างเงียบๆ แม้จะรักษามันเพียงใดก็ตาม"

นั่นเป็นเหตุผลที่ต้องต้มมันเอาไว้ เพื่อหยุดการเจริญเติบโตของมัน


เห็ดถอบที่ยังใหม่สด จะมีเปลือกสีน้ำตาลอ่อน ข้างในมีไส้สีขาวเหมือนครีม เวลากัดจะกรอบด้านนอก นุ่มข้างใน รสชาติมันๆ เค็มๆ เมื่อต้มเก็บเอาไว้แล้วยังสามารถนำมาทำอาหารชนิดอื่นได้อีก เช่น แกงเห็ดถอบใส่หน่อไม้ดอง เอาไปทำห่อนึ่ง ต้มเค็มใส่ใบมะเหม้า หรือคั่วใส่พริกแกง ใบมะกรูด ซึ่งในร้านอาหารสมัยนี้มีเมนูประยุกต์มากมาย เช่นผัดเผ็ดเห็ดถอบ ผัดกะเพรา คั่วผสมเห็ดชนิดอื่นใส่น้ำมันหอย หรือแม้กระทั่งเอาไปทำขนมจีนน้ำเงี้ยวเห็ดถอบ

 

 

"อร่อยไหมลูก"

แม่ยวงเอ่ยถาม ช้อนของเธอตักเห็ดลูกกลมๆ โตๆ ใส่จานให้ฉัน พ่ออ้ายคู่ชีวิตนั้นยิ้มบางๆ มองอย่างเอ็นดู บอกกับฉันว่า

"ดูสิ ว่าแม่รักลูกแค่ไหน ลูกใหญ่ๆ นุ่มๆ ให้คนอื่นกิน ตัวเองตักแต่ลูกที่แตกๆ หนาๆ เหนียวๆ นี่เขารู้ว่าจะมา สั่งที่ตลาดเอาไว้ตั้งแต่ฝนมาห่าแรกๆ ไม่งั้นเราไม่ได้กินลูกอ่อนๆ แบบนี้"

แล้ววันนั้นฉันก็กินไปเสียเต็มอิ่ม แววตาเอ็นดูนั้นภูมิใจนักหนา บอกกับฉันเบาๆ ว่า

"มีอีกเยอะลูก กินให้อิ่ม กินให้พอ บ้านเราเท่านั้นที่จะมีของแบบนี้ ที่อื่นหายากไปทุกที"


ฉันยิ้มเขินๆ นอกจากไม่ได้ช่วยทำกับข้าวแล้วยังพาพุงอ้วนๆ ไปเดินเล่นดูสวนหลังบ้านอย่างสบายใจ ชมพืชผักกำลังโตงามตามฤดู ใช้เวลาอ้อยอิ่งกับสิ่งเหล่านั้น ก่อนที่ผู้ใหญ่จะเตือนว่าได้เวลาไปบ้านพ่อจริงๆ ของฉันซะที


 

  

บ้านของเราห่างกันราว 7 กิโลเมตร ทันทีที่เสียงรถดังเข้าไปใกล้บ้าน ฉันเห็นชายชรากุลีกุจอลุกจากครัวเดินออกมารับ ฉันลงจากรถ ดวงตาเรียวยาวนั้นมีริ้วรอยความตึงเครียด ไหว้สวัสดีพ่อเสร็จจึงโน้มตัวเข้าไปกอด

"เครียดอะไรอีกแล้วคุณลุง"

ฉันแซวพ่อตัวเอง เขาลากแขนฉันไปนั่งที่เก้าอี้ริมห้องครัว พร้อมกวักมือเรียกคนไปด้วย

"เร็ว...พ่อทำแกงเห็ดถอบไว้ กลัวจะมาไม่ทันกิน"

ว่าแล้วก็เขากุลีกุจอไปตักแกง แกงของพ่อเป็นแกงน้ำใสๆ ใส่ใบมะเหม้า เขาเชื่อว่าเป็นของที่คู่กันไม่มีวันตาย รสชาติของใบมะเหม้านั้นจะออกรสเปรี้ยวนิดๆ แกงแบบคนแก่ไม่กินเผ็ด ในแกงยังใส่ผักอีกหลายชนิดที่ดูหน้าตาน่ากิน


เขาวางชามแกงบนขันโตกลายดอกชบา ฉันจำใจต้องส่ายหน้าด้วยความรู้สึกผิด เพราะกินมามากเกินที่จะกินได้อีก

"อ้าว กินแล้วเหรอ นึกว่าจะมากินกับพ่อ"

"คิดอยู่แล้วว่าพ่อต้องรอกินข้าว แต่มันอิ่มมากๆ เลย"

ชายชราหัวเราะเบาๆ แล้วบอกฉันด้วยแววตาเจ้าเล่ห์

"อิ่มแล้วก็กินได้อีก ไม่ต้องกลัวอ้วน เห็ดนี้กินแล้วไม่อ้วน นี่สูตรเด็ดของพ่อเลยนะ หากินไม่ได้แล้ว"

ฉันเอาใจพ่อด้วยการ "กิน" อีกครั้ง

 

ค่อยๆ ตักคำน้อยๆ เข้าปาก ชายชราหยิบช้อนแสตนเลทเลือกเฉพาะเห็ดถอบส่งให้ ตัวเขากินแต่ผักอื่นจนฉันต้องร้องดังๆ

 

 

"พ่อกินเถอะ...ตักแต่เห็ดให้ก็หมดกันพอดี"

"ไม่เป็นไรหรอก พ่อกินมาไม่รู้กี่มื้อแล้ว ลูกน่ะสิไม่ค่อยได้กิน เดี๋ยวก็ตักไปฝากพี่ด้วยล่ะ"

พ่อว่า แล้วเดินไปตักแกงจากหม้อสีดำๆ อันเล็กๆ ที่ตั้งไว้บนเตาฟืนหลังจากดับไฟแล้ว แกงยังอุ่นๆ มีส่วนประกอบที่เต็มไปด้วยรายละเอียดในการทำอาหาร เห็ดถอบหั่นเป็นแว่นๆ และผ่าดูทุกครั้งว่ามีลูกไหนเสียบ้างก็แยกออกไปทิ้ง ผักพ่อค้าตีเมียที่ล้างและหั่นเฉพาะยอดอ่อนๆ ใบมะเม่าสดๆ จากสวน ที่งอกงามเหมือนเฝ้ารอเวลานี้มาแสนนาน


มะเม่ามีคุณค่ามากที่สุดก็ตอนใช้ทำอาหารประกอบร่วมกับอย่างอื่น เพราะตัวมันเองกินแล้วไม่อร่อย แต่แกงเห็ดถอบถ้าขาดใบมะเหม้าไปก็ดูจะมีชีวิตที่ไม่สมบูรณ์

 

"อ้าว....เป็นอะไรไปน่ะ"

ชายชราเขย่าตัว ฉันยังนั่งจ้องใบมะเหม้า แล้วคิดอุปมากับชีวิตและการเดินทาง

เราอาจมีเงินมากพอจะซื้ออาหารดีๆ กินกับเพื่อนฝูงอีกหลายมื้อ แต่กินให้ตายยังไงเสีย ก็ไม่มีวันเหมือน...

ไม่มีวันเหมือนอาหารตรงหน้า ที่ผู้ใหญ่เฝ้ารอฤดูกาลอย่างใจเย็น ใช้แรงที่มีไปปลูกไปหา ปรุงมันด้วยความรักและชีวิต เท่าที่ฉันกินไปแล้วก็ยังไม่พอ พวกเขายังห่อให้เอากลับบ้าน ผูกมัดด้วยเชือกและใบตองตึง ทำเหมือนเวลาลูกสาวจะไปเข้าป่า ฉันแซวพ่อว่าอาหารในเมืองน่ะมีเยอะ เดี๋ยวจะกินไม่ทัน แต่ไม่มีใครฟังฉันหรอก


เพราะหลังจากแวะกลับมาบ้านแม่ยวงอีกครั้ง ฉันก็ได้อาหารกลับไปอีก

เห็ดถอบอุ่นๆ รออยู่ในถุง มีทั้งแบบแกงและผัด มีพริก ใบมะกรูด ข่า ทุกอย่างมัดรวมกันไว้เพื่อประกอบอาหาร ไม่ได้มีแค่ถุงเดียวเท่านั้น ยังมีสำหรับไว้ฝากพี่สาว เพื่อนพี่สาว คนรู้จักในเมืองอีกสองสามคน ที่ฉันต้องตระเวนเอาแวะไปแจก


ฉันมองข้าวของมากมายนั้นอย่างชั่งใจ รู้สึกได้ถึงความลำบากของพวกเขา สองผู้เฒ่ามองฉันอย่างเอ็นดูก่อนจะบอกว่า

"รับไปเถอะ...คนรักกันเท่านั้นแหละ ถึงจะให้ของแบบนี้ ไม่รักไม่เตรียมให้หรอกลูก"

"ค่ะ"

ฉันตอบได้แค่นั้น ก่อนจะขอตัวกลับสู่มหานคร โดยมีเจ้าเห็ดถอบแห่งความรักนอนนิ่งๆ อยู่ในรถระหว่างเส้นทางร้อยกว่ากิโลนั้น...


..............................



บล็อกของ วาดวลี

วาดวลี
“พี่ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ใครจะฟ้องร้องเอาอะไร ก็ไม่มีให้เขา มันเสียไปหมดแล้ว” รถโดยสารของความอึดอัดกำลังเคลื่อนขบวน โดยมีเราอยู่ในนั้น ฉัน และเขา “ผู้เช่าบ้าน” และ “ผู้ให้เช่า” ตามภาษาในเอกสารสัญญาของเรา กำลังยืนอยู่ตรงหน้ากัน  ด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยเป็น และอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน..........จำได้ว่าเมื่อ 1 ปีก่อน ตอนที่ฉันพบเขาครั้งแรก เขาไขกุญแจรั้วบ้านหลังหนึ่งซึ่งมีป้ายติดประกาศว่า “ให้เช่า” ด้วยท่าทีอ่อนโยน ดวงตาเป็นประกาย พาฉันเดินเยี่ยมชมอย่างต้อนรับขับสู้ ริมฝีปากนั้นไม่เคยขาดรอยยิ้ม เขาเล่าว่า ทาวเฮาส์หลังนี้ซื้อไว้เมื่อ 10 ปีก่อนเพื่อให้แม่อาศัย…
วาดวลี
----------ภายใต้แสงจันทร์  ที่ริมฝั่งนั้นพี่ยังจำได้ จงกลับคืนมาหารักดังเก่า  ลืมเรื่องร้ายคลายเศร้า เจ้าอย่าทำเมินไฉน พะเยารอเธอ  รอรักด้วยความห่วงใย  จะนานแสนนานเท่าไหร่  ขอให้เธอนั้นกลับมา----------“เพลงแปลกหูดีนะ ร้องเพลงอะไรเหรอ” “เพลงของเมืองที่เรากำลังจะไปนี่ไงล่ะ”คนตอบหักพวงมาลัย ซ้ายที ซ้ายที ขณะรถของเรากำลังไต่อยู่บนเส้นทางคดโค้งโอบล้อมไปด้วยภูเขา ฉันพยายามเอียงตัวเพื่อจะถ่ายรูป ฟ้ายามบ่ายสดใสเหมือนไม่มีเค้าฝน ฟังเพลงนั้นอย่างตั้งใจ “อ๋อ เพลงพะเยารอเธอ ใช่ไหม” ฉันถามอีกครั้งให้แน่ใจ คนร้องพยักหน้าหงึกหงัก ความทรงจำเก่าๆ ของเพลงต้นฉบับล่องลอยมาแต่ไกล…
วาดวลี
ระหว่างทุ่งนาเขียวขจีของฤดูฝน หรือ ถนนดินแดงเต็มไปด้วยผงฝุ่นฤดูแล้ง ยามหนึ่งในอดีตกาล ในความนึกคิดวัยเยาว์จำความได้ว่า ถึงเวลาเลิกเรียนแล้ว ฉันและเพื่อนต่างจ้ำอ้าวออกจากประตูโรงเรียนแทบไม่คิดชีวิต เปล่าหรอก เราไม่ได้เกลียดโรงเรียนขนาดนั้น ไม่ได้เบื่อคุณครู เพียงแต่เราคิดถึงพื้นที่อิสระ ที่เราไม่ต้องใส่ชุดกระโปรงแล้วกลัวเปื้อน มีที่วิ่งเล่น ได้ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ มีขนมกิน  มีคนดูแล และมีหนังสืออ่าน และพื้นที่ที่ว่านั้น ก็คือบ้านของเราเองบ้านของฉันห่างจากโรงเรียนไม่ถึงกิโลเมตร แค่ออกจากบ้านมาสัก 10 ก้าว ก็เห็นเสาธงตั้งโด่เด่ติดกับวัดของหมู่บ้าน ดังนั้น…
วาดวลี
“อีกนานเลยสินะ กว่าจะได้เจอกัน”สุ้มเสียงคนพูดเจือปนความอาวรณ์ ขณะโยนถุงใบเล็กใหญ่ใส่หลังรถกระบะสีขาวเก่าๆ ของเพื่อนผู้มีน้ำใจ เจ้าของรถหยอกเอินในฐานะเพื่อนสนิทว่า“ตอนมามีเสื้อผ้าชุดเดียว ขากลับทำไมมีของเยอะนัก”เขากำลังจะกลับบ้านชายหนุ่มรูปร่างผอมบาง ตัวเล็กๆ ที่รู้จักกันมาได้ปีกว่าแล้ว เขาเล่าว่า สมัยที่มาอยู่เชียงใหม่แรกๆ เพิ่งเรียนจบมัธยมสาม หางานทำในอำเภอไม่ได้ก็ลองเข้าเมืองมาเสี่ยงโชค เวลานั้น กราบลาพ่อแม่ แล้วนั่งรถโดยสารมาด้วยราคา 45 บาท กับระยะทาง 100 กว่ากิโลเมตรมาอาทิตย์แรก ตระเวนขออาศัยยังหอพักเพื่อนที่พอรู้จัก จะอยู่บ้านใครนานก็เกรงใจคนอื่น ตะลอนหางานทำ ตั้งแต่พนักงานขนของ…