Skip to main content

นวงสนทนาระหว่างเพื่อนร่วมงานของผม ในการประชุมเรื่องซีเรียสที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งแตกต่างกันในหลักการอย่างลึกซึ้ง หลายครั้งเราเถียงกันอย่างคร่ำเคร่ง เถียงกันจนลมออกหู แต่ไม่รู้ว่าเพราะวัฒนธรรมองค์กรของคณะผมมีอะไรพิเศษ ทำให้ "ยัง" ไม่เห็นการหมางเมินกัน แต่นี่ก็ต้องจำกัดว่า อย่างน้อยเท่าที่ผ่านมาเร็วๆ นี้น่ะยัง เพราะที่จริงเมื่อก่อนก็มีความหมางเมินกันแบบบาดลึกอยู่

ในวงสนทนายามสันทนาการ เพื่อนร่วมงานผมก็ถกเถียงกันคร่ำเคร่ง แม้ในเรื่องสนุกๆ นั่นแหละ เช่น เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อนคนหนึ่งตั้งประเด็นเรื่องความคิดระดับอภิปรัชญา ถึงการมีกับไม่มีอยู่ของอีกภพหนึ่ง ว่าจะมีผลอย่างไรกับการเข้าใจความจริง และจะมีผลอย่างไรกับความหมายต่อชีวิตที่เขาเคยมีมา ส่วนเพื่อนอีกคนซึ่งคำว่า "ความเชื่อ" นั้นน้อยไปสำหรับจะบอกว่า เขาอยู่กับโลกแห่งวิญญาณอย่างเป็นปกติสามัญ สองคนเถียงกันเคร่งเครียด แต่ไม่มีร่องรอยบอบช้ำ เสร็จสิ้นแล้วก็ดื่มกินด้วยกันอย่างสำราญ

ในความขัดแย้งทางการเมืองรอบปัจจุบัน เพื่อนผมหมางเมินกันไปหลายคน บางคนที่รักกันจริงก็เลี่ยงไม่คุยเรื่องบ้านเมือง ถือภาษิตฝรั่ง "ถ้าจะคบกันอย่าพูดเรื่องการเมือง อย่าถกเรื่องศาสนา" แต่ที่น่าช้ำใจคือ ทำไมเพื่อนร่วมอุดมการณ์จึงตรวจสอบกันเองอย่างรุนแรงเหลือเกิน

ผมรู้ตัวดีว่าตนเองก็ทำอย่างนี้กับครูบาอาจารย์มามาก แต่สำนวน "ศิษย์คิดล้างครู" ก็ไม่เคยอยู่ในหัว เพราะหากถือเป็นคำเตือน ผมคิดว่ามันก็เป็นคำเตือนที่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ หากกลับคิดว่าเป็นการเลือกกระทำอย่างนั้นอย่างจงใจ เพราะผมคิดว่าก็มันเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำให้มากๆ ยิ่งขึ้นในสังคมปัจจุบัน เพราะเรายังมีครูที่ไม่สมสมัยมากอยู่ และเพราะหากศิษย์ไม่มีเหตุมีผลจริง หากครูยังมีความเหมาะสมที่จะเป็นครูจริง ศิษย์จะล้างครูอย่างไรก็คงไม่ได้

แต่ที่มากเกินไปจริงๆ คือ การไม่ "ถนอมรัก" กันในคู่วิพากษ์ซึ่งยืนอยู่ฝ่ายเดียวกัน ผมเก็บเอาคำถนอมรักมาจากครูท่านหนึ่ง ท่านเตือนผมผ่านเพื่อนร่วมงานว่า หากจะวิพากษ์ใครก็ตามที่เรารู้อยู่ว่าเขาให้ความรักนักถือเรา ก็ควรทำกันอย่างถนอมรักกันบ้าง

ที่จริงผมแอบวิพากษ์ครูท่านนี้อยู่เสมอ เนื่องจากก็มีอะไรที่ไม่เห็นด้วยอยู่มากมาย แต่ข้อวิพากษ์ที่ผมมีต่อท่านมันปลีกย่อย ข้อแตกต่างกันนั้นก็ไม่ถึงกับจะต้องมล้างมลายกันไปข้างหนึ่ง เพราะมันปลีกย่อยกว่าเมื่อเทียบกับข้อร้ายแรงอื่นๆ ที่ผมตั้งใจวิพากษ์คนอื่นๆ อย่างออกนอกหน้า

อันที่จริง ภาษิตฝรั่งที่เป็นจริงข้อหนึ่งคือ "ในโลกวิชาการนั้น ถ้าจะมีอะไรที่เราเห็นร่วมกัน ก็เห็นจะได้แก่ความคิดที่ว่า ไม่เคยเลยที่นักวิชาการจะมีความเห็นไปในทางเดียวกัน"

แต่ระหว่าง "หลักการสำคัญควรค่าแก่การปกป้อง" กับ "มิตรภาพที่สร้างสายใยทางสังคมขึ้นมา" เราจะเลือกปกป้องอะไร บางคนเลือกปกป้องอย่างแรก และเขาอาจคิดว่านั่นคือสิ่งเดียวที่จะพิทักษ์มนุษยชาติเอาไว้ได้ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ไม่ใช่สายใยทางสังคมหรอกหรือที่พิทักษ์มนุษยชาติไว้ 

สำหรับบางคน คำตอบต่อปัญหานี้คงมีได้ชัดเจน คำตอบเดียว แต่สำหรับผม อยากขอร้องให้เพื่อนคิดกันให้มากก่อนจะโพล่งอะไรออกไป 

หากจำเป็นต้องหักหาญมิตรภาพกัน ก็ขอให้แน่ใจว่ามิตรสหายเราได้ละเมิดหลักการใหญ่ๆ ที่มิตรภาพไม่ควรได้รับการปลอบประโลมโอบอุ้มกันอีกต่อไป แต่หากเป็นเรื่องหยุมหยิมเกินไป ก็โปรดอย่าเปิดแนวรบจิกกัดมิตรสหายที่แทบไม่มีที่ยืนอยู่บนผืนหนังเดียวกันไปเสียทุกอนูความหมายเลยครับ

 

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
นักเรียนมนุษยศาสตร์จำนวนมากสนใจวิธีการและทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ แต่นักสังคมศาสตร์เขาตั้งท่าทำวิจัยกันอย่างไร แล้วหากนักมนุษยศาสตร์จะใช้วิธีการและทฤษฎีแบบสังคมศาสตร์บ้างจะทำอย่างไร
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมเลี่ยงที่จะอ่านข่าวเกี่ยวกับมติครม.งดเหล้าเข้าพรรษาเพราะไม่อยากหงุดหงิดเสียอารมณ์ ไม่อยากมีความเห็น และไม่อยากต้องโดนด่าหลังแสดงความเห็น
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อต้องกลับมาชวนคนอ่านงานของบรมครูทาง "วัฒนธรรมศึกษา" คนหนึ่ง ที่ผมไม่ได้เชี่ยวชาญอะไรนัก 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ไปแม่ฮ่องสอนสามวัน ค้างสองคืน เพื่อร่วมงาน "ไทใหญ่ศึกษา" ทั้งๆ ที่ไม่เคยไปมาก่อน ไม่รู้จักวัฒนธรรมไทใหญ่มาก่อน พอจะรู้จากการอ่านงานเรื่อง "ฉาน" เรื่องรัฐไทใหญ่ เรื่องประวัติศาสตร์บ้างนิดหน่อย จึงมิอาจให้ความเห็นใดๆ กับอาหารไทใหญ่ได้ ทำได้แค่เพียงบอกเล่า "ความประทับใจแรกเริ่ม" ในแบบที่นักชาติพันธ์ุนิพนธ์ทั่วไปมักทำกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ไม่รู้เป็นอะไรกันนักหนากับเครื่องแต่งกายนักศึกษา จะต้องมีการประจาน จะต้องมีการให้คุณค่าบวก-ลบ จะต้องถือเป็นเรื่องจริงจังกันจนบางคณะถึงกับต้องนำเรื่องนี้เข้ามาเป็นวาระ "เพื่อพิจารณา" ในที่ประชุมคณาจารย์
ยุกติ มุกดาวิจิตร
อาจารย์ชาญวิทย์เกิดวันที่ 6 พฤษภาคม วันที่ 22 มิถุนายนนี้ ลูกศิษย์ลูกหาจัดงานครบรอบ 72 ปีให้อาจารย์ที่คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อวานนี้ (12 มิถุนายน 2556) อาจารย์ที่คณะท่านหนึ่งเชิญไปบรรยายในวิชา "มนุษย์กับสังคม" หัวข้อ "สังคมศาสตร์กับความเข้าใจผู้คนและสังคม" ให้นักศึกษาปริญญาตรีชั้นปี 1 ในห้องเรียนมีนักศึกษาราว
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ข้อเขียนนี้ถูกเผยแพร่ในอีกพื้นที่หนึ่งไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากเห็นว่าเข้ากับโอกาสของการเปิดภาคการศึกษาของมหาวิทยาลัย จึงขอนำมาเสนออีกครั้งในที่นี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธ์ุอยู่หลากหลายกลุ่ม พวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และร่วมสร้างสังคม สร้างประวัติศาสตร์โบราณและสมัยใหม่อย่างขาดไม่ได้ แต่ประเทศไทยก็ไม่เคยมีนโยบายกลุ่มชาติพันธ์ุมาก่อน (ยาวนะครับ ถ้ายังอยู่ในโลก 8 บรรทัดโปรดอย่าอ่าน)
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 มีคนบ่นว่า "ผ่านมาสามปีแล้ว ทำไมคนเสื้อแดงยังไปรวมตัวกันที่ราชประสงค์กันอีก นี่พวกเขาจะต้องระลึกถึงเหตุการณ์นี้กันไปจนถึงเมื่อไหร่" แล้วลงท้ายว่า "รถติดจะตายอยู่แล้ว ห้างต้องปิดกันหมด ขาดรายได้ นักท่องเที่ยวเดือดร้อน" นั่นสิ น่าคิดว่าทำไมการบาดเจ็บและความตายที่ราชประสงค์เมื่อพฤษภาคม 2553 มีความหมายมากกว่าโศกนาฏกรรมทางการเมืองครั้งที่ผ่านมาก่อนหน้านี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เรียน ศาสตราจารย์ ดร. อมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ