Skip to main content

เพ่ิงกินอาหารเย็นเสร็จ วันนี้ลงมือทำสเต็กเนื้อ เนื้อโคขุนไทยๆ นี่แหละ ต้องชิ้นหนาๆ หน่อย ย่างบนกะทะเหล็กหนาๆ ที่หอบหิ้วมาจากอเมริกา เป็นกะทะเทพมากๆ เพราะความร้อนแรงดีมาก ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที เกรียมได้ที่ทั้งสองด้าน

เวลาย่างเนื้อ ให้กลับทีเดียว พอเอาส้อมจิ้มลงไปแล้วน้ำใสๆ ย้ำว่าต้องใสๆ พุ่งออกมาก็ให้รีบยกเนื้อลงทันที จะได้เนื้อนุ่ม ชุ่มฉ่ำ ยังไม่แห้ง สีอมชมพู ไม่ถึงกับดิบข้างใน 

แล้วอบขนมปังที่ซื้อมา ทาเนย กินกับสลัดผักสดน้ำใส แกล้มด้วยเบียร์กระป๋องนึง โอย...

หมักเนื้อกับอะไรน่ะเหรอ ไม่ต้องหมัก โรยเกลือกับพริกไทยพอ ไม่งั้นจะทำลายรสเนื้อหมด ตอนนี้กลิ่นเนื้อย่างยังติดจมูกอยู่เลย

เลยชวนให้นึกย้อนกลับไปสมัยอยู่อเมริกา ตอนนั้นทำอาหารบ่อย เพราะมันถูกกว่าไปหากินนอกบ้าน ยิ่งที่วิสคอนซินเลี้ยงวัวอย่างดีของอเมริกา คือวัวดำ "แองกัส" ราคาที่นั่นถูกมาก เคยซื้อชิ้นที่ดีที่สุดคือ "นิวยอร์คสตริป" แบบที่มีริ้วมันวัวแทรกอยู่ในเนื้อ

เนื้อหนาสักสองเซ็นต์ได้ หนักสักสามขีด ราคาเนื้อสดๆ กดเข้าไปสองร้อยกว่าบาท แต่พอย่างด้วยกะทะเหล็กที่ว่านี่แล้ว แค่เนื้อสัมผัสกะทะก็รู้แล้วว่า "อร่อยแน่คุณเอ้ย!"

ผมเคยเก็บข้อมูลเรื่องตำราอาหารจากเพื่อนชาวอเมริกันตอนเรียนอยู่ที่วิสคอนซิน อเมริกา เพื่อนคนนี้ชื่อเบ็ทที่ อายุตอนนั้น 65 เป็นแม่ครัวประจำโบสถ์แห่งหนึ่ง เธอเล่าเรื่องราวชีวิตเธอจนกลายมาเป็นแม่ครัว

เบ็ทที่มีตำราอาหารคู่มืออยู่เล่มหนึ่ง เธอหยิบมันใช้ประจำ เป็นตำราจากโบสถ์แถวบ้านเกิดเธอ เป็นโบสถ์ในชนบทห่างไกลที่เธอแต่งงาน ที่มีหลุมฝังพ่อแม่เธอและตระกูลเธอ 

ในสมัยก่อน เธอเล่าว่าโบสถ์จะระดมทุนด้วยการจัดงานสังสรรค์ ขายบัตรให้ชาวบ้านมากัน คนที่มีฝีมือก็จะมาทำอาหาร แล้วเมื่ออาหารใครอร่อย คนก็จะอยากได้สูตรอาหาร เขาก็จะรวบรวมสูตรเหล่านั้นเป็นเล่ม พิมพ์ขายเอาเงินเข้าโบสถ์ 

สูตรอาหารก็ไม่ได้พิสดารอะไร บางทีเป็นอาหารพื้นๆ ที่เขาทำกินกันเป็นประจำวัน เช่น สูตรทำ "ฮาชบราวน์" คือมันฝรั่งทั้งเปลือก ล้าง ต้มจนสุก แล้วขูดหยาบๆ เอามาคลุกหอมใหญ่ซอยหยาบ ใส่เกลือ พริกไทย นาบกะทะร้อนๆ ใส่เนย กินเป็นอาหารเช้า หรือสูตรทำขนมปัง ที่แม่บ้านยุคเบ็ทที่ทำกินกันเองในครอบครัวแทบทุกวัน 

ตอนอยู่ที่นั่น ผมเลยตระเวนเก็บตำราพวกนี้มาได้บ้าง ที่จริงหาได้ไม่ยากในร้านหนังสือเก่า มีเยอะ และราคาถูกมาก

ผมก็เลยเขียนเรื่องตำราอาหารเป็นรายงานชิ้นหนึ่ง ส่งอาจารย์วิชา "มานุษยวิทยาโดยผู้หญิง" วิชาที่มีผู้ชายเรียนเพียงสองคนในชั้นเรียนร่วม 30 คน ผมเขียนและค้นคว้างานนี้อย่างสนุกสนาน  เสนอว่าตำราอาหารของโบสถ์เบ็ทที่เป็นคติชนแบบอักขระ มีการจดบันทึก ผิดกับตำหรับอาหารไทย ที่ไม่ค่อยมีตำราแบบจดบันทึก มักเป็นตำรามุขปาฐะ 
เวลาเพื่อนฝรั่งถามแล้วบอกไม่ค่อยถูก เพราะทำด้วยความเคยชินกับกลิ่น รส เขียนเสร็จ ส่งแล้วอาจารย์ก็ชอบมาก ผมร่ำๆ ว่าจะแปลเป็นไทยสักทีก็ยังไม่ได้ทำ 

แต่พอทำๆ ไปบ่อยๆ เข้า ตำราฝรั่งที่มีสูตร มีต้องชั่งตวง พอทำจนชินก็เลิกเปิดตำรา แล้วลดทอนดัดแปลงสูตรบ้างตามความคะนอง 

ชีวิตตอนนี้ทำอาหารน้อยลง กินอาหารนอกบ้านแทบทุกวัน เสียดายอุปกรณ์เครื่องครัวที่ซื้อหอบกลับมาบ้าง ที่ซื้อมาไว้บ้าง และเสียดายตำราอาหารมากมายที่ยังไม่ได้ลองทำ เมื่อก่อนเวลาเบื่อๆ ผมมักเปิดตำราแล้วไปซื้อเครื่องปรุงต่างๆ มาลองทำดู บางทีเคี่ยวนาน รอจนตีหนึี่งตีสองกว่าจะได้ที่ สูตรไหนถูกปากก็เลือกๆ ไว้ทำกินอีกหรือทำให้เพื่อนกิน

อาหารเป็นกลไกทางสังคม เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยน และยังเป็นการสืบทอดอัตลักษณ์ ผ่านความคุ้นเคยของผัสสะ ของรสสัมผัส

 

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
อาจารย์ชัยวัฒน์ครับ ผมยินดีที่อาจารย์ออกมาแสดงความเห็นในสถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้ นี่ย่อมต้องเป็นสถานการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดจริงๆ ไม่เช่นนั้นอาจารย์ก็จะไม่แสดงความเห็นอย่างแน่นอน ดังเช่นเมื่อปี 2553 เหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่มีผู้เสียชีวิต 90 กว่าคน บาดเจ็บเกือบ 2,000 คน อาจารย์ก็ยังเงียบงันจนผมสงสัยและได้เคยตั้งคำถามอาจารย์ไปแล้วว่า "นักสันติวิธีหายไปไหนในภาวะสงคราม" 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
คำถามที่ว่า "นายสุเทพ เทือกสุบรรณและพรรคประชาธิปัตย์ได้รับสัญญาณอะไรพิเศษหรือไม่จึงกล้าบ้าบิ่นได้ขนาดนี้?" คำถามที่ว่า "เครือข่ายชนชั้นนำเก่าฉวยโอกาสตีตลบหลังเครือข่ายทักษิณ ผ่านอำนาจตุลาการและองค์กรอิสระต่างๆ ด้วยหรือไม่" นั้น ผมไม่มีปัญญาตอบ ขอติดตามการวิเคราะห์ของผู้อื่นที่เข้าถึงข้อมูลแปลกๆ หรือมีทฤษฎีวิเคราะห์การเมืองไทยจากมุมชนชั้นนำทางการเมืองมาเล่าเองดีกว่า ส่วนตัวผมอยากทำความเข้าใจมวลชน หรืออย่างน้อยอยากเข้าใจเพื่อนๆ มากกว่า
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ขอตั้งข้อสังเกตต่อสถานการณ์ขณะนี้ 3 ข้อ ว่าด้วย ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ฝ่ายหนุนรัฐบาล และความเสี่ยงของประเทศ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ชีวิตคนมีหลายด้าน คนหลายกลุ่มไม่ได้หมกมุ่นวุ่นวายเรื่องใดเรื่องเดียวกับเรา ผมอยากเขียนถึงคนที่แม่สอด ไม่ใช่เพื่อหลีกลี้หนีจากความวุ่นวายในกรุงเทพ แต่เพื่อบันทึกความประทับใจจากการพบปะผู้คนที่เพิ่งได้ไปเจอมา 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
จดหมายเปิดผนึกของคณาจารย์ธรรมศาสตร์เป็นตัวอย่างของการคัดค้านพรบ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยเหมาเข่งอย่างคับแคบ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
"พี่จะไปเวียดนามครั้งแรก มีอะไรแนะนำมั่ง" เพื่อนคนหนึ่งเขียนมาถามอย่างนั้นพร้อมส่งโปรแกรมการเดินทางที่กลุ่มเขาจะเดินทางด้วยมาให้ดู ผมเลยตอบไปคร่าวๆ ข้างล่างนี้ เพื่อนยุให้นำมาเผยแพร่ต่อที่นี่ ยุมาก็จัดไปครับ เผื่อเป็นไอเดียสำหรับใครที่จะไปเวียดนามเหนือช่วงนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
คงมีใครเคยอธิบายเรื่องนี้ไปแล้วอย่างเป็นระบบและมีการอ้างอิงอย่างเป็นวิชาการอย่างที่สุด แต่ผมก็ยังอยากเขียนเรื่องนี้อย่างย่นย่อในวันนี้อีกอยู่ดี 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
แว่บแรกที่ฟังจบ ผมอุทานในใจว่า "ปาฐกถาเสกสรรค์โคตรเท่!" ผมไม่คาดคิดเลยว่าปาฐกถา อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุลในวาระ 40 ปี 14 ตุลาจะเท่ขนาดนี้ ผมว่ามีประเด็นมากมายที่ไม่ต้องการการสรุปซ้ำ เพราะมันชัดเจนในตัวของมันเอง อย่างน้อยในหูและหัวของผม 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ข่าวครม.ผ่านร่างพรบ.ว่าด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ชวนให้ผู้เขียนเศร้าใจจนกลายเป็นโกรธและสมเพชรัฐบาลอย่างเกินเวทนา ผู้บริหารประเทศนี้ชักจะบ้าจี้กันไปใหญ่แล้ว ความจริงไม่ใช่นักการเมืองบ้าอำนาจหรอก แต่นักการเมืองประเทศนี้เกรงกลัวสถาบันหลักต่างๆ อย่างไร้สติกันเกินไปแล้ว จนกระทั่งออกกฎหมายป้อยอ ปกป้องกันจนจะบิดเบือนธรรมชาติของสังคมกันไปใหญ่แล้ว
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หลังยุค 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 คนหนุ่มสาวรุ่นหลังมักถูกตั้งคำถามเสมอว่า "นักศึกษาหายไปไหน" กระทั่งสรุปกันไปเลยว่า "ขบวนการนักศึกษาตายแล้ว" แต่ใครจะถามบ้างไหมว่าที่ผ่านมาร่วม 40 ปีน่ะ สังคมไทยมันไม่เปลี่ยนไปบ้างเลยหรืออย่างไร แล้วจะให้ความคิดนักศึกษาหยุดอยู่นิ่งๆ คอยจ้องหาเผด็จการแบบเมื่อ 40 ปีที่แล้วอยู่ได้อย่างไร 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
"นี่หรือธรรม..ธรรมศาสตร์ นี่แหละคือธรรม..ธรรมศาสตร์" กร๊ากๆๆ ขำจะตายอยู่แล้ว พวกคุณถามว่าทำไมนักศึกษาสมัยนี้สนใจเรื่องจิ๊บจ๊อย ไม่สนใจเรื่องใหญ่โต แล้วนี่พวกคุณทำอะไร เขาเถียงกันอยู่ว่าจะสร้างเขื่อนแม่วงก์ดีไหม องค์กรซ้อนรัฐไหนกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างเขื่อน ใครกันที่สำรวจเรื่องเขื่อนแล้วสรุปให้สร้างซึ่งพอสร้างแล้วเงินก็เข้ากระเป๋าเขาเอง..
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เอ่อ.. คือ.. ผมก็เบื่อเรื่องนี้นะ อยากให้จบสักที แต่มันก็ไม่จบง่ายๆ มีอาจารย์ใส่เครื่องแบบถ่ายภาพตัวเอง มีบทสัมภาษณ์ มีข่าวต่อเนื่อง มีเผจล้อเลียน มีโพลออกมา มีคนโต้เถียง ฯลฯลฯ แต่ที่เขียนนี่ อยากให้นักศึกษาที่อึดอัดกับการต่อต้านการแต่งเครื่องแบบนักศึกษาอ่านมากที่สุดนะครับ