Skip to main content

ชีวิตคนมีหลายด้าน คนหลายกลุ่มไม่ได้หมกมุ่นวุ่นวายเรื่องใดเรื่องเดียวกับเรา ผมอยากเขียนถึงคนที่แม่สอด ไม่ใช่เพื่อหลีกลี้หนีจากความวุ่นวายในกรุงเทพ แต่เพื่อบันทึกความประทับใจจากการพบปะผู้คนที่เพิ่งได้ไปเจอมา 

เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว (1-3 พย.) ผมมีโอกาสได้เดินทางไปแม่สอดครั้งแรกในชีวิต ไม่ได้ไปแม่สอดตัวเปล่า แต่พานักศึกษานานาชาติ (อเมริกัน ฝรั่งเศส ออสเตรีย โปรตุเกส สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไทย) นานาชาติพันธ์ุ (ไทย ม้ง เมี่ยน ขแมร์ ยูโรเปียน อเมริกัน จีน ฟิลิปปิโน อเมริกันอินเดียน) รวมๆ แล้ว 40 คนไปด้วย จึงนับเป็นการเดินทางพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก 

แม่สอดใหญ่โต หลากหลาย มีชีวิตชีวา และอ่อนหวานมากกว่าที่ผมจินตนาการไว้ ความประทับใจแรกๆ ที่ผมมีคือบนพื้นถนนหนทาง ที่มักมีรอยนำ้หมาก นี่บอกถึงความเป็นเมืองเฉพาะถิ่นของคนกินหมาก ร้านขายหมากเป็นคำๆ คำละบาท ที่ตั้งอยู่ทั่วไปในเมืองแม่สอด ยืนยันถึงความเป็นเมืองกินหมากที่หลุดรอดมาจากนโยบายสบายการกินหมากหลังยุคจอมพลป.ได้อย่างดี 

ผมไม่ได้มีโอกาสไปถึงค่ายผู้อพยพ เพราะพะรุงพะรังกับนักศึกษาจำนวนมาก จึงวนเวียนไปมาเฉพาะในเมืองบ้าง ไปตลาดชายแดนริมเมยบ้าง แต่ก็เพียงพอที่จะได้เห็นชีวิตผู้คนชายแดน ที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นที่คลีนิคแม่ตาวกับที่โรงงานเซรามิกแห่งหนึ่ง  

ที่คลีนิคแม่ตาว น่าประทับใจที่การทำงานขององค์กรระหว่างประเทศ ประสานกับเจ้าหน้าที่รัฐไทย มีส่วนช่วยผู้คนที่ชายแดนบริเวณนี้ได้มากทีเดียว คลีนิคมีความเป็นนานาชาติพันธ์ุมาก มีทั้งคนพม่า คนกะเหรี่ยง และไทใหญ่มารักษา ส่วนหนึ่งของคลีนิคคือแผนกทำขาเทียม น่าตกใจที่ 70% ของสาเหตุที่ทำให้คนทำขาเทียมคือขาขาดจากทุ่นระเบิดที่ฝังกันทั้งฝ่ายรัฐบาลพม่าและกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชนต่างๆ 

ขณะนี้แม่สอดเป็นแหล่งผลิตสินค้าส่งออกแหล่งใหญ่มาก บางโรงงานกำลังย้ายหรือไม่ก็ขยับขยายการผลิตมาที่นี่ โรงงานที่ผมไปชมขนาดย่อมๆ มีคนงานทั้งหมด 800 คน จ่ายค่าแรงวันละ 300 บาท คนงาน 70% เป็นคนสัญชาติพม่า ด้วยการจ้างงานอย่างถูกกฎหมาย ผู้บริหารโรงงานเล่าว่า แทบหาคนไทยทำงานแบบนี้ไม่ได้  

ชีวิตด้านที่มีสีสันมากอีกด้านคือด้านศาสนา ผมไปวัดพม่า-ไทใหญ่ (ไม่แน่ใจว่าเป็นวัดคนกลุ่มไหนกันแน่ น่าจะปนๆ กัน) ไปวัดไทโยนก (หมายถึงคนไทย "ล้านนา") และไปเดินบริเวณมัสยิดห่งหนึ่ง (เขาไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าไปด้านใน) ศาสนาสถานทั้งสามแห่งแสดงความปนเปของผู้คนในแม่สอดได้เป็นอย่างดี วัดพม่า-ไทใหญ่มีอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมที่ชัดเจน ทั้งอาคาร การกินอยู่ของพระ ภาษา อักษร รูปทรงหน้าตาพระพุทธรูป 

ส่วนที่วัดไทโยนก ก็ได้เจอกับผู้คนที่พูดภาษาเหนือ และรับเอานวัตกรรมใหม่ๆ ของ "ไทล้านนา" อย่างกลองสะบัดชัย (บางคนคงว่าผมไม่รู้ว่ากลองนี่เก่าแก่มาก นั่นก็แล้วแต่ท่านจะเข้าใจนะครับ) ที่ผมชอบคือบทสนทนากับแม่เฒ่าคนหนึ่งกับเด็กชาวพม่าคนหนึ่ง ขณะที่แม่เฒ่าเรียกคนกะเหรี่ยงว่า "ยาง" เด็กน้อยพม่าที่เรียนภาษาไทยได้สองปีแล้วเรียกคนกะเหรี่ยงว่า "ปากญอ" (บางคนคงเถียงผมว่า เขาเรียก "ปกาเกอญอ" เอาเถอะ ผมได้ยินอย่างนี้ก็แล้วกัน) 

ที่บริเวณมัสยิดกลางเมืองแม่สอด นับเป็นย่านชาวมุสลิมขนาดใหญ่ ที่จริงผมสงสัยตั้งแต่เห็นแผนที่แม่สอดแต่แรกว่ามีมัสยิดอยู่กลางเมืองเป็นจำนวนมาก คนที่นี่เล่าว่าปู่ย่าพวกเขาอพยพมาจากอินเดีย รุ่นพ่อของคนอายุ 50 ปีจึงมาเกิดที่นี่ ผมติดใจโรตีที่พอจะเปิดให้ชิมใกล้ๆ มัสยิดอยู่หลายร้าน ที่ชอบมากคือมะตะบะ ที่เขาทอดแป้งสดๆ แล้วใส่ไส้ที่ผัดไว้แล้ว เอาไข่ทารอบๆ แป้งโรตี แล้วห่อกันสดๆ ทอดให้กรอบนิดๆ ไม่ใช่มะตะบะที่ห่อเตรียมไว้แล้วมาอุ่น มีร้านหนึ่งที่ผมไปนั่งถึงสองครั้ง เพราะติดใจรสน้ำชา เขาอุ่นนมวัวสดในหม้อกับต้มชาร้อนๆ ในกาใหญ่ตลอดเวลา ชาจึงเข้มมากและนมจึงมันมาก ใส่น้ำตาลนิดหน่อย รสชาติแบบชาอินเดีย 

สุดท้ายที่อยากให้ได้ไปเยือนกันคือ ตลาดแม่สอด ผมไปวันอาทิตย์ตอนสายๆ หน่อย ตลาดคึกคักมาก แต่ดูเหมือนคณะของผมจะกลายเป็น "นักท่องเที่ยว" แปลกหน้าคณะเดียวในตลาดสดแห่งนี้ ตลาดนี้ชวนให้นึกถึงตลาดนัดที่เคยไปมากมายบนถิ่นที่สูงของคนหลายชาติพันธ์ุในภาคเหนือของเวียดนาม ที่ตลาดแม่สอด มีทั้งคนมุสลิมพม่า คนพม่า กะเหรี่ยง ไทใหญ่ จีน ทั้งหมดสังเกตปนเดาดูได้จากอาหาร การแต่งตัว ภาษา และหน้าตา ลำพังเดินไป ซื้อขนม ของกินแปลกๆ ชิมไป ดูหนังสือพม่า ดูคนซื้อขาย ก็น่าตื่นตาตื่นใจมากแล้ว  

เดินๆ ตลาดอยู่ก็เกิดมีขบวนแห่ชาวไทใหญ่ ส่งเสียงดนตรี เสียงฆ้องที่ประยุกต์เอาคีบอร์ดมาเล่นแทน เสียงฉาบ แห่ผ่าตลาดมาเรี่ยไรเงิน สอบถามดูเขาบอกว่ามาจากฝั่งพม่า พูดไทยไม่ค่อยได้ เรี่ยไรเงินจะไปทำบุญออกพรรษา ระหว่างนั้นไม่มีเสียงก่นด่าจากใคร แม้ขบวนแห่นี้จะทำให้การสัญจรติดขัดไปทั่ว แต่ก็เหมือนกับว่าเป็นกิจกรรมปกติที่เขาทำกัน เขาทนกันได้  

แม่สอดกำลังจะเปลี่ยนไปขนานใหญ่เพราะอยู่บนเส้นทาง East-West Corridor เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศจะเบนเข็มไปยังประเทศพม่ามากขึ้นหลังจากที่พม่าเริ่มปรับตัวให้เข้ากับโลก ที่ดินแม่สอดกำลังแพงขึ้น สิ่งปลูกสร้างใหญ่โตเข้ามาแทรกอาคารพาณิชย์ไม้มากขึ้น แต่ความเป็นเมืองที่เปิดรับโลก (cosmopolitanism) ของแม่สอดคงไม่ยังหมดไปง่ายๆ  

ก็ได้แต่หวังว่าผู้บริหารแม่สอดปัจจุบันและรุ่นต่อๆ ไปจะสามารถคงจุดแข็งและแง่งามของแม่สอดในด้านสังคมและวัฒนธรรมไว้ได้ พร้อมๆ กับการพัฒนาความมั่งคั่งและความสันติสุขของเมืองชายแดน

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
รัฐบาลทหารไม่อยากให้ถูกเรียกว่าตนเองเป็นเผด็จการ เพราะยอมรับความจริงไม่ได้ว่า ที่ตนเป็นอยู่นั้นเป็นเผด็จการ เหมือนโจรที่ไม่อยากถูกเรียกว่าโ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลายคนคงเป็นแบบผม คือพยายามข่มอารมณ์ฝ่าฟันการสบถของท่านผู้นำ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ตั้งแต่ที่ผมรู้จักงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์มา มีปีนี้เองที่ผมคิดว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่มีความหมาย
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ปี 2558 เป็นปีที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีอายุครบ 50 ปี นับตั้งแต่เริ่มเป็นแผนกอิสระในคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์มาตั้งแต่ปี 2508
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เปิดภาคการศึกษานี้มีเรื่องน่าตื่นเต้นคือ วันแรกที่ไปสอน (ผมสอนอังคาร, พฤหัสบดี ครั้งละ 1 ชั่วโมง 15 นาที) มีนักเรียนมาเต็มห้อง เขากำหนดโควต้าไว้ที่ 34 คน แต่หลังจากผมแนะนำเค้าโครงการบรรยาย คงเพราะงานมาก จุกจิก ก็มีคนถอนชื่อออกไปจำนวนหนึ่ง คืนก่อนที่จะไปสอนครั้งที่สอง ผมก็เลยฝันร้าย คือฝันว่าวันรุ่งขึ้นมีนักเรียนมาเรียนแค่ 3 คน แล้วเรียนๆ ไปนักเรียนหนีหายไปเหลือ 2 คน แต่พอตื่นไปสอนจริง ยังมีนักเรียนเหลืออีก 20 กว่าคน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อได้ทราบว่าอาจารย์เก่งกิจทำวิจัยทบทวนวรรณกรรมด้านชนบทศึกษา โดยลงแรงส่วนหนึ่งอ่านงาน “ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย” (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “ทบทวนภูมิทัศน์ฯ”) (อภิชาต ยุกติ นิติ 2556) ที่ผมมีส่วนร่วมกับนักวิจัยในทีมทั้งหมด 6 คนในตอนแรก และ 9 คนในช่วงทำวิจัยใหญ่ [1] ผมก็ตื่นเต้นยินดีที่นานๆ จะมีนักวิชาการไทยอ่านงานนักวิชาการไทยด้วยกันเองอย่างเอาจริงเอาจังสักที 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
จะให้ผมเขียนเรื่องอุปสรรคขัดขวางโลกวิชาการไทยต่อการก้าวขึ้นสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติไปอีกเรื่อยๆ น่ะ ผมก็จะหาประเด็นมาเขียนไปได้อีกเรื่อยๆ นั่นแหละ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ถ้านับย้อนกลับไปถึงช่วงปีที่ผมเริ่มสนใจงานวิชาการจนเข้ามาทำงานเป็นอาจารย์ ก็อาจนับได้ไปถึง 25 ปีที่ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงในโลกวิชาการไทย ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สำคัญคือการบริหารงานในมหาวิทยาลัย แต่ขอยกเรื่องนั้นเอาไว้ก่อน เพราะหากค่อยๆ ดูเรื่องย่อยๆ ไปเรื่อยๆ แล้วก็น่าจะช่วยให้เห็นอะไรมากขึ้นว่า การบริหารงานวิชาการในขณะนี้วางอยู่บนระบบแบบไหน เป็นระบบที่เน้นสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการในเชิงปริมาณหรือคุณภาพกันแน่ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
บอกอีกครั้งสำหรับใครที่เพิ่งอ่านตอนนี้ ผมเขียนเรื่องนี้ต่อเนื่องกันมาชิ้นนี้เป็นชิ้นที่ 5 แล้ว ถ้าจะไม่อ่านชิ้นอื่นๆ (ซึ่งก็อาจชวนงงได้) ก็ขอให้กลับไปอ่านชิ้นแรก ที่วางกรอบการเขียนครั้งนี้เอาไว้แล้ว อีกข้อหนึ่ง ผมยินดีหากใครจะเพิ่มเติมรายละเอียด มุมมอง หรือประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป แต่ขอให้แสดงความเห็นแบบ "ช่วยกันคิด" หน่อยนะครับ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
อันที่จริงวิทยานิพนธ์เป็นส่วนน้อยๆ ของโลกวิชาการอันกว้างใหญ่ และเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเป็นนักวิชาการ แต่วิทยานิพนธ์ก็เป็นผลงานที่อาจจะดีที่สุดของนักวิชาการส่วนใหญ่ แต่สังคมวิชาการไทยกลับให้คุณค่าด้อยที่สุด พูดอย่างนี้เหมือนขัดแย้งกันเอง ขอให้ผมค่อยๆ อธิบายก็แล้วกันครับ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ก่อนเริ่มพูดเรื่องนี้ ผมอยากชี้แจงสักหน่อยนะครับว่า ที่เขียนนี่ไม่ใช่จะมาบ่นเรื่อยเปื่อยเพื่อขอความเห็นใจจากสังคม แต่อยากประจานให้รู้ว่าระบบที่รองรับงานวิชาการไทยอยู่เป็นอย่างไร ส่วนจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร อย่าถามผมเลย เพราะผมไม่มีอำนาจ ไม่ต้องมาย้อนบอกผมด้วยว่า "คุณก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไปให้ดีที่สุดก็แล้วกัน" เพราะถ้าไม่เห็นว่าสิ่งที่เล่าไปเป็นประเด็นก็อย่าสนใจเสียเลยดีกว่า
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมขอเริ่มที่เรืองซึ่งถือได้ว่าเป็นยาขมที่สุดของแวดวงมหาวิทยาลัยไทยเลยก็แล้วกัน ที่จริงว่าจะเขียนเรื่องการผลิตความรู้ก่อน แต่หนีไม่พ้นเรื่องการสอน เพราะนี่เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการทำงานวิชาการในไทยมากถึงมากที่สุดเลยก็ว่าได้