Skip to main content

เดือนที่แล้ว หลังเสร็จงานเขียนใหญ่ชิ้นหนึ่ง ผมกะจะหลบไปไหนสัก 4-5 วัน ระยะนั้นประเด็นวันเลือกตั้งยังไม่เข้มข้นขนาดทุกวันนี้ ลืมนึกไปจนกลายเป็นว่า ตัวเองกำหนดวันเดินทางในช่วงวันเลือกตั้ง 2 กพ. 57 พอดี เมื่อมาคิดได้ เมื่อวันที่ 14 มค. ก็เลยถือโอกาสที่ที่ทำงานให้หยุดงานไปลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตตนเอง ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีก็ได้เอกสารมาเก็บไว้ รอไปเลือกตั้งล่วงหน้าวันอาทิตย์ที่ 26 มค.

ผมไม่เคยตั้งใจ เตรียมใจไปเลือกตั้งมากเท่าครั้งนี้มาก่อนเลย บางครั้งผมไม่ได้ไปเลือกตั้งด้วยซ้ำ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คราวที่ผ่านมา ผมก็ไม่ได้ไปเพราะเดินทางไปต่งจังหวัด ไม่ได้เตรียมตัวก่อน การเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อปี 2554 คราวนั้นผมไปอย่างตั้งใจ ก่อนหน้านั้นปี 2550 และครั้งก่อนๆ ผมไม่ได้ไปเพราะอยู่ต่างประเทศหลายปีและย้ายไปมาหลายประเทศ ก็เลยไม่ได้ใส่ใจเรื่องสิทธิการเลือกตั้ง

หลังจากมาทำวิจัยซึ่งมีประเด็นเรื่องการเลือกตั้ง จึงได้เข้าใจว่าทำไมตนเองจึงไม่สนใจการเลือกตั้ง และทำไมคนในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในเขตชนบท เขาถึงสนใจการเลือกตั้ง ที่ว่านี่ไม่ได้แบ่งว่าเป็นคนในจังหวัดภาคไหนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นคนใต้ คนเหนือ คนอีสาน คนภาคกลาง ส่วนใหญ่เขาให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งกันทั้งสิ้น มีแต่คนกรุงเทพฯ นี่แหละ ที่น้อยครั้งมากที่การเลือกตั้งจะมีความหมาย

สำหรับคนกรุงเทพฯ การเลือกตั้งที่มีความหมายที่สุดน่าจะเป็นการเลือกผู้ว่ากทม. แต่การเลือกตั้งทั่วไป มักจะขึ้นกับกระแสการเมือง ครั้งไหนมีพรรคที่คนกทม.ชอบหรือไม่ ครั้งไหนมี "พรรคทางเลือก" ที่คนกทม.อยากลองหรือไม่ ที่เป็นอย่างนี้เพราะอะไร ผมอธิบายว่า เป็นเพราะคนกทม.ได้รับการเอาอกเอาใจจากนโยบายรัฐเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน สัดส่วนงบประมาณส่วนใหญ่ก็จะลงมาที่กรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯ ไม่ต้องเรียกร้องอะไร งบประมาณก็มาอยู่ดี ไม่ต้องชอบรัฐบาล รัฐบาลก็ต้องเอาใจอยู่ดี

ในที่อื่นๆ การเลือกตั้งกำหนดชะตาชีวิตคนมากกว่าในกรุงเทพฯ ทั้งการเลือกตั้งท้องถิ่นและการเลือกตั้งระดับชาติ ในภาคใต้ ผู้คนกระตือลือล้นกับการเลือกตั้งมาตลอด ครั้งนี้ที่เขาต่อต้านการเลือกตั้ง (ความจริงมีเพียง 7 จังหวัด) ก็เพราะเขาคิดว่านั่นคือการปกป้องสิทธิการเลือกตั้งของเขาในอีกแบบหนึ่งนั่นแหละ เอาล่ะ ไม่ว่าเขาจะตีความมันว่าอย่างไร คนใต้ก็หวงแหนสิทธิการเลือกตั้ง เขาจึงมีพรรคในดวงใจของเขามาตลอด ยิ่งในปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส ผู้คนใช้สิทธิเลือกตั้งกันอย่างขนานใหญ่ ครั้งที่แล้ว ผู้นำท้องถิ่นบอกเล่าว่ามีคนไปใช้สิทธิ์ถึง 72% และเขาก็ใช้การเลือกตั้งสอนบทเรียนให้พรรคการเมืองใหญ่มาแล้ว

ในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลางนอกกรุงเทพฯ การเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติเป็นความหวังของผู้คน อย่าคิดว่าคนแค่ไปเพราะรับเงินซื้อเสียง เพราะแม้แต่ในพื้นที่ซึ่งมีการซื้อเสียงมากๆ ผมเจอผู้สมัครมากมายทุ่มเงินแล้วก็กลับแพ้เลือกตั้ง ยิ่งการเลือกตั้งปี 54 ยิ่งเห็นได้ชัด

ผมอธิบายว่า ที่การเลือกตั้งเริ่มมีความหมายขึ้นมา ก็เพราะระบบการเมืองเปลี่ยนไป ทำให้พรรคการเมืองกำหนดนโยบายได้มากขึ้น และก็เริ่มมีพรรคที่ใช้นโยบายหาเสียงและกลับมาทำอย่างที่ตนเองหาเสียงไว้มากขึ้น ก่อนหน้านี้ ในทศวรรษที่อำนาจการบริหารประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย (ยุคสฤษดิ์ ถนอม ประภาส) หรือเป็นแค่ครึ่งใบ (ยุคเปรม) การเลือกตั้งไม่มีความหมาย เพราะอำนาจการบริหารไม่ได้อยู่ในมือนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่อำนาจอยู่ในมือนักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ได้แก่บรรดาที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ บรรดานายทหารที่มีอำนาจ และบรรดาเครือข่ายชนชั้นสูงต่างๆ 

ข้อนี้สอดรับการเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้การเลือกตั้งท้องถิ่นมีบทบาทขึ้น ที่องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นสามารถใช้งบประมาณจากท้องถิ่นเองและจากส่วนกลางบริหารท้องถิ่นได้จริง เมื่อผู้บริหารมาจากการเลือกตั้ง การบริหารท้องถิ่นก็ต้องตอบสนองผู้ลงคะแนนเสียง ยิ่งในบางท้องถิ่น โดยเฉพาะเขตเทศบาลต่างๆ ซึ่งเก็บรายได้จากภาษีท้องถิ่นได้ปีละหลายร้อยล้านบาท งบประมาณจำนวนมากยิ่งถูกควบคุมตรวจสอบจากผู้ลงคะแนนเสียงมากขึ้น ระบบแบบนี้คนกรุงเทพฯ แทบไม่รู้จัก เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่นของกรุงเทพฯ ก็แทบจะไม่มีผลอะไร เพราะอย่างที่ว่าคือ อย่างไรเสีย งบประมาณแผ่นดินก็ลงกทม.มาก มากกระทั่งไม่ต้องมีผู้ว่ากทม. ชาวกทม.ก็มีความสุขได้

เหล่านี้คือการกระจายอำนาจที่เกิดขึ้นจริง คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจที่เริ่มลงรากหยั่งลึก ประเทศไทยต้องการการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวกระโดดขึ้นไปอีก การเลือกตั้งบนกรอบของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน บนกรอบของกฎหมายปัจจุบัน ยังไม่สามารถเป็นหลักประกันชีวิตที่ดีขึ้นได้ เรายังต้องแก้กฎหมาย สร้างกฎหมายใหม่ๆ กันอีกมาก ยังต้องพัฒนากลไกควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณอีกมาก ยังต้องการแนวคิดใหม่ๆ อีกมาก แต่ต้องทำในกรอบที่อำนาจเป็นของ "ปวงชนชาวไทย"

เพียงแต่วันนี้ หากเรายอมถอยให้กับการริบสิทธิ์เลือกตั้งของเราไปแม้เพียงชั่วคราว "เรา" ในฐานะ "ปวงชนชาวไทย" อาจจะไม่ได้มีอำนาจแม้แต่จะฝันถึงชีวิตที่ดีได้อีกต่อไป การเลือกตั้ง 2 กุมภาฯ จะเป็นหลักประกันอำนาจของปวงชนชาวไทย หากไม่เกิดการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาฯ เราก็เสี่ยงที่จะสูญเสียหลักประกันอำนาจการกำหนดชะตาชีวิตของเราไป

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
รัฐบาลทหารไม่อยากให้ถูกเรียกว่าตนเองเป็นเผด็จการ เพราะยอมรับความจริงไม่ได้ว่า ที่ตนเป็นอยู่นั้นเป็นเผด็จการ เหมือนโจรที่ไม่อยากถูกเรียกว่าโ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลายคนคงเป็นแบบผม คือพยายามข่มอารมณ์ฝ่าฟันการสบถของท่านผู้นำ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ตั้งแต่ที่ผมรู้จักงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์มา มีปีนี้เองที่ผมคิดว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่มีความหมาย
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ปี 2558 เป็นปีที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีอายุครบ 50 ปี นับตั้งแต่เริ่มเป็นแผนกอิสระในคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์มาตั้งแต่ปี 2508
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เปิดภาคการศึกษานี้มีเรื่องน่าตื่นเต้นคือ วันแรกที่ไปสอน (ผมสอนอังคาร, พฤหัสบดี ครั้งละ 1 ชั่วโมง 15 นาที) มีนักเรียนมาเต็มห้อง เขากำหนดโควต้าไว้ที่ 34 คน แต่หลังจากผมแนะนำเค้าโครงการบรรยาย คงเพราะงานมาก จุกจิก ก็มีคนถอนชื่อออกไปจำนวนหนึ่ง คืนก่อนที่จะไปสอนครั้งที่สอง ผมก็เลยฝันร้าย คือฝันว่าวันรุ่งขึ้นมีนักเรียนมาเรียนแค่ 3 คน แล้วเรียนๆ ไปนักเรียนหนีหายไปเหลือ 2 คน แต่พอตื่นไปสอนจริง ยังมีนักเรียนเหลืออีก 20 กว่าคน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อได้ทราบว่าอาจารย์เก่งกิจทำวิจัยทบทวนวรรณกรรมด้านชนบทศึกษา โดยลงแรงส่วนหนึ่งอ่านงาน “ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย” (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “ทบทวนภูมิทัศน์ฯ”) (อภิชาต ยุกติ นิติ 2556) ที่ผมมีส่วนร่วมกับนักวิจัยในทีมทั้งหมด 6 คนในตอนแรก และ 9 คนในช่วงทำวิจัยใหญ่ [1] ผมก็ตื่นเต้นยินดีที่นานๆ จะมีนักวิชาการไทยอ่านงานนักวิชาการไทยด้วยกันเองอย่างเอาจริงเอาจังสักที 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
จะให้ผมเขียนเรื่องอุปสรรคขัดขวางโลกวิชาการไทยต่อการก้าวขึ้นสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติไปอีกเรื่อยๆ น่ะ ผมก็จะหาประเด็นมาเขียนไปได้อีกเรื่อยๆ นั่นแหละ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ถ้านับย้อนกลับไปถึงช่วงปีที่ผมเริ่มสนใจงานวิชาการจนเข้ามาทำงานเป็นอาจารย์ ก็อาจนับได้ไปถึง 25 ปีที่ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงในโลกวิชาการไทย ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สำคัญคือการบริหารงานในมหาวิทยาลัย แต่ขอยกเรื่องนั้นเอาไว้ก่อน เพราะหากค่อยๆ ดูเรื่องย่อยๆ ไปเรื่อยๆ แล้วก็น่าจะช่วยให้เห็นอะไรมากขึ้นว่า การบริหารงานวิชาการในขณะนี้วางอยู่บนระบบแบบไหน เป็นระบบที่เน้นสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการในเชิงปริมาณหรือคุณภาพกันแน่ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
บอกอีกครั้งสำหรับใครที่เพิ่งอ่านตอนนี้ ผมเขียนเรื่องนี้ต่อเนื่องกันมาชิ้นนี้เป็นชิ้นที่ 5 แล้ว ถ้าจะไม่อ่านชิ้นอื่นๆ (ซึ่งก็อาจชวนงงได้) ก็ขอให้กลับไปอ่านชิ้นแรก ที่วางกรอบการเขียนครั้งนี้เอาไว้แล้ว อีกข้อหนึ่ง ผมยินดีหากใครจะเพิ่มเติมรายละเอียด มุมมอง หรือประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป แต่ขอให้แสดงความเห็นแบบ "ช่วยกันคิด" หน่อยนะครับ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
อันที่จริงวิทยานิพนธ์เป็นส่วนน้อยๆ ของโลกวิชาการอันกว้างใหญ่ และเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเป็นนักวิชาการ แต่วิทยานิพนธ์ก็เป็นผลงานที่อาจจะดีที่สุดของนักวิชาการส่วนใหญ่ แต่สังคมวิชาการไทยกลับให้คุณค่าด้อยที่สุด พูดอย่างนี้เหมือนขัดแย้งกันเอง ขอให้ผมค่อยๆ อธิบายก็แล้วกันครับ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ก่อนเริ่มพูดเรื่องนี้ ผมอยากชี้แจงสักหน่อยนะครับว่า ที่เขียนนี่ไม่ใช่จะมาบ่นเรื่อยเปื่อยเพื่อขอความเห็นใจจากสังคม แต่อยากประจานให้รู้ว่าระบบที่รองรับงานวิชาการไทยอยู่เป็นอย่างไร ส่วนจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร อย่าถามผมเลย เพราะผมไม่มีอำนาจ ไม่ต้องมาย้อนบอกผมด้วยว่า "คุณก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไปให้ดีที่สุดก็แล้วกัน" เพราะถ้าไม่เห็นว่าสิ่งที่เล่าไปเป็นประเด็นก็อย่าสนใจเสียเลยดีกว่า
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมขอเริ่มที่เรืองซึ่งถือได้ว่าเป็นยาขมที่สุดของแวดวงมหาวิทยาลัยไทยเลยก็แล้วกัน ที่จริงว่าจะเขียนเรื่องการผลิตความรู้ก่อน แต่หนีไม่พ้นเรื่องการสอน เพราะนี่เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการทำงานวิชาการในไทยมากถึงมากที่สุดเลยก็ว่าได้