Skip to main content
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นส่วนหนึ่งของการปกครองในระดับภูมิภาคซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ การปกครองส่วนภูมิภาค สภาองค์กรชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 
“การปกครองส่วนภูมิภาค” ได้แก่ ระบบกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย องค์กรเหล่านี้อยู่ในกำกับของรัฐมากที่สุด รวมศูนย์มากที่สุด “สภาองค์กรชุมชน” เป็นองค์กรที่ใหม่ เกิดขึ้นมาหลังการรัฐประหาร 2549 สภานี้เป็นสภาแต่งตั้งและยังไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก 
 
ส่วน “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” หรือ อปท. ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีสมาชิกสภาและนายกสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน หากไม่นับ อปท. อย่างกรุงเทพมหานครและพัทยา อปท. ขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างส่วนใหญ่เริ่มมีขึ้นทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2537 และมีพัฒนาการที่เพิ่มอำนาจการบริหารงบประมาณและมีที่มาจากการเลือกตั้งมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา
 
นับตั้งแต่มีการก่อตั้ง อปท. ขึ้นมาทั่วระเทศ มีงานวิจัยจำนวนมากที่ตั้งคำถามกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในที่นี้ขอประมวลให้เห็นชัดๆ อย่างย่อๆ ง่ายๆ จากงานวิจัยที่ผมมีส่วนร่วมอยู่ด้วยคืองานวิจัยเรื่อง “ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย” (ซึ่งได้ทุนสนับสนุนจาก สสส. หาอ่านได้ที่ http://www.scribd.com/doc/232877291/ภูมิทัศน-การเมืองไทย) ได้ดังนี้ 
 
1. “อปท. เป็นเพียงแหล่งทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองท้องถิ่นหรือไม่” การศึกษาจำนวนมากชี้ว่าการปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีบทบาทในการพัฒนาท้องถิ่นตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นเอง 
 
เช่น จากตัวอย่างหมู่บ้านที่คณะวิจัยผมศึกษาหลายหมู่บ้าน พบว่าผู้นำและสมาชิกของ อปท. มีอิสระในการตัดสินใจของตนเอง สร้างโครงการพัฒนาที่ตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนในท้องถิ่นได้โดยตรง ทั้งนี้เนื่องจากพวกเขามาจากการเลือกตั้งของประชาชน และต้องรับผิดชอบต่อประชาชนตามวาระของการเลือกตั้ง
 
2. “อปท. มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่” งานวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ที่เลือกศึกษา อปท. จำนวนหนึ่งในจังหวัดทางภาคตะวันออกชี้ให้เห็นว่า อปท. ระดับเทศบาลสามารถเก็บภาษีท้องถิ่นมาบริหาร พัฒนาเทศบาลของตนเองจำนวนมาก มีการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพจนได้รับการยอมรับจากประชาชนเป็นอย่างดี 
 
ไม่เพียงผลสะท้อนความพอใจจะแสดงออกจากผลการเลือกตั้ง แต่เทศบาลเหล่านั้นยังสามารถเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากประชาชนในพื้นที่พึงพอใจและไว้ใจการให้บริการของ อปท. เหล่านั้น
 
3. “อปท. เป็นเพียงฐานอำนาจของผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นหรือไม่” งานศึกษาการเมืองท้องถิ่นจำนวนมากชี้ว่า พัฒนาการของการเมืองท้องถิ่นและเศรษฐกิจท้องถิ่นในประเทศไทยเป็นไปในทิศทางที่แสดงว่า ทั้งผู้มีอิทธิพลทางการเมืองและผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นมีลดน้อยลง หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า มีการแข่งขันกันระหว่างผู้มีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้การผูกขาดอำนาจทั้งสองในท้องถิ่นลดลง 
 
ดังนั้น ในปัจจุบันเราจึงไม่ค่อยได้เห็นข่าวเสี่ยนั่น นายห้างนั้น พ่อเลี้ยงนี้ ถูกยิงตายหรือสังหารล้างตระกูลเพื่อสร้างบารมีกัน ผู้บริหาร อปท. จำนวนมากที่คณะวิจัยผมได้เคยสัมภาษณ์ ก็เปิดเผยว่าพวกเขากล้าท้าทายอำนาจของบรรดา “บ้านใหญ่” ในอดีตกันมากขึ้น เนื่องจากทางเลือกทางการเมืองและเศรษฐกิจมีมากขึ้น
 
4. “อปท. เป็นเพียงฐานอำนาจของพรรคการเมืองระดับชาติหรือไม่” จากการศึกษาพบว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นกับการเลือกตั้งระดับชาติ มักจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง ไม่จำเป็นที่นักการเมืองท้องถิ่นในระดับตำบล หรือในระดับจังหวัด ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมระดับชาติ จะพลอยได้รับเลือกตั้งไปด้วยเพียงเพราะเขาสังกัดพรรคการเมืองที่เป็นที่นิยมนั้น 
 
มีตัวอย่างมากมายที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็น สส. แล้วลาออกจากตำแหน่งมาสมัคร สมาชิก อบจ. ก็ยังสอบตกได้ ที่เป็นดังนี้เพราะประชาชนใช้เกณฑ์ในการเลือก สส. แตกต่างจากเกณฑ์ในการเลือกสมาชิก อบจ.
 
5. “การเลือกตั้ง อปท. มีส่วนสร้างความขัดแย้งในท้องถิ่นหรือไม่” ขึ้นชื่อว่าสังคมมนุษย์ ที่ไหน เมื่อใด ก็จะต้องเต็มไปด้วยความขัดแย้ง สังคมที่ไม่ขัดแย้งก็น่าสงสัยว่าจะเป็นสังคมที่กลบเกลื่อนเก็บซ่อนความขัดแย้งเอาไว้ด้วยการกดหัวฝ่ายตรงข้ามให้ยอมรับ หากสังคมมีความเท่าเทียมกัน ความขัดแย้งก็จะต้องแสดงออกมา และการเลือกตั้งเป็นการจัดการความขัดแย้งในชุมชนอย่างสันติที่สุดเท่าที่สังคมมนุษย์คิดได้ในขณะนี้ 
 
ในหมู่บ้านที่ผมศึกษา ชาวบ้านเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งเป็นหนทางที่จะทำให้เขาได้ผู้นำท้องถิ่นที่พวกเขาต้องการ และเมื่อพวกเขาได้ผู้นำที่ต้องการแล้ว พวกเขาก็จะรอดูผลงาน จะตรวจสอบผู้นำ แล้วจะตัดวินใจใหม่เมื่อวาระของการเลือกตั้งใหม่มาถึง ประชาชนทุกแห่งสามารถเรียนรู้กระบวนการนี้ได้ แล้วพวกเขาก็จะเข้าใจว่า การเลือกตั้งต่างหากที่เป็นหนทางสำหรับการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ไม่ใช่สาเหตุของความขัดแย้ง
 
กล่าวอย่างถึงที่สุด ในระยะกว่า 20 ปีที่ผ่านมา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทยกำลังเติบโต เป็นการเติบโตทั้งในทางประสิทธิภาพการบริหารงานและการบริหารจัดการงบประมาณ ไม่เพียงเท่านั้น การเติบโตของ อปท. คือดัชนีหนึ่งของการเติบโตของระบอบประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น 
 
หากเราวาดหวังที่จะให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แล้ว เราก็จะต้องยิ่งส่งเสริมประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นอันมีประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจแบบนี้ยิ่งๆ ขึ้นไม่ใช่หรือ

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
ยามหมดปีการศึกษาทีไร ก็ชวนให้ทบทวนถึงหน้าที่การงานด้านการเรียนการสอนของตนเอง แต่ผมทำตามแบบที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ หรือ สกอ. ให้ทำไม่เป็นหรอก เพราะมันไร้สาระ เป็นกลไกเกินไป และไม่ก่อประโยชน์อะไรนอกจากเปลืองกระดาษและน้ำหมึก ผมมักทำในแบบของผมเองนี่แหละ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ภูมิทัศน์ทางปัญญาของนักศึกษาปัจจุบันเป็นอย่างไร น่าจะมีใครทำวิจัยเล็กๆ ดูกันบ้าง ผมเดาว่าส่วนใหญ่คงวนเวียนอยู่หน้า "กำแพง" สมุดพักตร์ (ขอยืมสำนวนที่เพื่อนนักวิชาการรุ่นพี่คนหนึ่งมักใช้บ่อยๆ)
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ตลกที่เวลาผมชื่นชมผู้ใหญ่ในวงการบางคนในบางโอกาส มีคนว่าผมประจบผู้ใหญ่ ไม่รู้จักวิพากษ์ ก็ไม่เป็นไร แต่ส่วนตัวผมและกับคนในวงการเดียวกันคงจะรู้สึกว่า ที่พูดถึงผมแบบนั้นน่ะเพี้ยนแล้ว เพราะผมวิพากษ์ "ผู้ใหญ่" ในวงวิชาการเดียวกันมาเสียจนลูกศิษย์ลูกหาของท่านๆ เหล่านั้นสุดจะทน จนขณะนี้ ผมยังนึกไม่ออกว่ายังเหลือผู้ใหญ่ในวงการท่านใดบ้างที่ผมยังไม่วิพากษ์
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ระหว่างเดินทางไปมาด้วยรถไฟหลายเที่ยวในโอซากาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเกิดฉุกคิดถามเพื่อนชาวญี่ปุ่นขึ้นมาว่า วิธีที่คนญี่ปุ่นฆ่าตัวตายมากที่สุดคือวิธีไหน เพื่อนตอบทันทีโดยไม่ได้คิดว่า "ก็กระโดดให้รถไฟชนตายนี่แหละ" 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ข้อครหาอีกข้อที่มีคือ การที่ผมชอบคิดคำศัพท์ ใช้คำศัพท์ทางวิชาการรุงรัง นี่เป็นข้อครหาที่นักสังคมศาสตร์ไทยโดนเป็นประจำ เพื่อนนักวิชาการคนอื่นๆ คิดอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ผมมีทัศนะของผมเองคร่าวๆ ดังที่จะเสนอในที่นี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เสียงสะท้อนที่รบกวนใจผมอยู่บ้างในระยะนี้ คือคำวิจารณ์ที่เข้ามาสู่หูผมมากขึ้นๆ ทุกวันว่า ผมเป็นพวกบ้าทฤษฎี พวกบ้าศัพท์แสง พวกบ้าวิพากษ์ และพวกคลั่งตะวันตก ซึ่งผมก็น้อมรับด้วยความยินดี
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 พึงสำเหนียกว่า กษัตริย์ไม่ใช่พ่อ เป็นเพียง "สมมุติพ่อ" ที่สังคมไทยอุปโลกน์ขึ้นมา
ยุกติ มุกดาวิจิตร
แต่ละคนคงมีตำนานส่วนตัวของตนเอง ที่สะสมความทรงจำซึ่งมักออกจะเดินจริงไปสักหน่อย แม้เมื่อมาพบกับสถานที่ บุคคล หรือแม้แต่รสสัมผัส ในที่นี้คืออาหาร ในตำนานเข้าจริงๆ อีกสักครั้ง แล้วจะรู้สึกว่าความอลังการของบุคคลและวัตถุในตำนานจะถดถอยค่าลงบ้าง ก็ยังไม่ถึงกับจะทำให้ภาพงดงสมในตำนานเลือนหายไปได้ง่ายๆ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 เดินทางมาสัมมนาที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ท่าศาลา นครศรีธรรมราช ในงาน "สัมมนาวิชาการ การศึกษาสู่อาเซียน: มิติด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์" มาเที่ยวนี้มาเป็นวิทยากรเสนอเรื่องที่เคยเสนอไปหลายเวทีแล้ว แต่เป็นความคิดที่ผมยังพัฒนาไม่เต็มอิ่มดี ยิ่งนำเสนอก็ยิ่งเห็นมุมมองใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ในวาระที่ประเทศไทยกำลังจะมีแผนแม่บทพัฒนาส้วมสาธารณะไทย ระยะที่ 3 (พ.ศ.2556-2559) (ตามข่าว) จึงขอนำวิดีโอ แสดงทัศนะของนักปรัชญาชื่อดังแห่งปลายศตวรรษที่ 20 ถึงต้นศตวรรษที่ 21 นาม สลาวอย ชีเชก (Slavoj Zizek) มาเพื่อให้แลกเปลี่ยนทำความเข้าใจกันว่า ทำไมส้วมจึงสำคัญนักหนา
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วันนี้ (15 กพ.) ตามดูสามสาวดีว่าส์ คาเฟ่แสดงความเห็นกรณีปฏิทินนกแอร์ แล้วนึกถึงข้อวิจารณ์ที่คนอเมริกันบางคนมีต่อ Beyoncé ในการแสดงคั่นครึ่งเวลาซุปเปอร์โบว์ปีที่ผ่านมา คนวิจารณ์ Beyoncé ว่าทำตัวเป็นวัตถุทางเพศ แต่มีนักสังคมวิทยาอเมริกันเถียงว่า เธอใช้ความสามารถแสดงออก แม้จะอย่างยั่วยวน ก็ไม่ได้แปลว่าเธอกลายเป็นวัตถุทางเพศ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 วันวาเลนไทน์ในแบบที่เข้าใจกันทุกวันนี้ กลายเป็นทั้งวัฒนธรรมโลกและวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่ผ่านมาผมก็ไม่เคยคิดกับมันหรอก แต่เมื่อคุณคำ ผกาชวนไปพูดคุยเรื่ิงความรักในรายการดีว่าส์ คาเฟ่ เมื่อวันที่ 14 กพ. ผมก็ตอบตกลงอย่างไม่ลังเล ก็มันน่าตื่นเต้นน้อยเสียเมื่อไหร่ ที่จะได้ออกรายการสดกับสามสาวแสนฉลาดและรวยเสน่ห์ แต่จากที่เขาชวนคุยเรื่องรักใคร่ ไปๆ มาๆ ก็กลับวกไปกลายเป็นเรื่องรัฐเร่่ืองไพร่เสียได้