Skip to main content

เรื่อง ถามถึงมโนธรรมสำนึกในความเป็นครูบาอาจารย์ของอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์

.
เรียน อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่ผมรู้จัก 
.
อาจารย์ครับ ผมเขียนจดหมายนี้เพื่อถามใจอาจารย์ว่า การยื่นขอประกันตัวของ “8 คณาจารย์” เป็นสิ่งเลวร้าย เสียหาย ผิดจรรยาบรรณในความเป็นครูบาอาจารย์อย่างไรครับ 
.
ก่อนอื่น ผมไม่เคยลืมและขอขอบคุณอาจารย์ในที่สาธารณะตรงนี้ ที่ในสมัยซึ่งอาจารย์เป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อ 20 กว่าปีก่อนโน้น อาจารย์สนับสนุนให้ผมได้ทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก และผมเชื่อว่าการที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสันตอบรับผมเข้าศึกษา ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีความสัมพันธ์อันดีกับมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน
.
แต่ผมก็เชื่อว่า อาจารย์จะไม่ถือสาผมที่ผมไม่อาจเฉยเมยกับการที่อาจารย์ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในวันนี้ แสดงท่าทีคุกคามการกระทำตามสำนึกแห่งความเป็นครูบาอาจารย์ของ 8 คณาจารย์ 
.
อาจารย์เอนกครับ ผมไม่บังอาจเรียนอาจารย์ถึงสิทธิในการประกันตัวและสิทธิที่ต้องถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 29 วรรคสอง ตามปฏิญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อที่ 11-1 และตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 9 เว้นเสียแต่ว่าอาจารย์จะอาจารย์เห็นเป็นอื่นไปจากสิทธิ์เหล่านั้นเสียแล้ว ซึ่งหากเป็นดังนั้น ผมก็เสียใจแทนมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สถาบันการศึกษาชั้นนำของโลกที่ประสิทธิ์ประสาทความรู้และมอบฐานะดุษฎีบัณฑิตแก่อาจารย์มา กลับไม่ได้มีส่วนทำให้อาจารย์สำเหนียกถึงหลักการเหล่านี้ 
.
ในเมื่อไม่มีกฎหมายข้อไหนห้ามไม่ให้อาจารย์มหาวิทยาลัยใช้สิทธิ์ขอปล่อยตัวนักศึกษา และศาลเองก็ยอมรับสิทธิ์อันชอบธรรมนี้ ดังที่ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวนักศึกษาที่ต้องคดีการเมืองมาแล้วในการยื่นขอปล่อยตัวในวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา จากการขอปล่อยตัวด้วยการใช้ตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นหลักประกัน ทำไมอาจารย์กลับเห็นว่าการขอให้ศาลปล่อยตัวนักศึกษาตามสิทธิจึงผิดจรรยาบรรณของความเป็นครูบาอาจารย์ล่ะครับ
.
แต่ที่ยิ่งกว่านั้น ผมขอถามไปที่หัวใจอาจารย์ตรงๆ ว่า สมควรแล้วหรือที่คนหนุ่มสาวที่แสดงออกทางการเมืองด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความหวังดีต่อประเทศชาติและอนาคตของตนเองเหล่านี้ จะต้องถูกพรากสิทธิ์การปล่อยตัว สมควรแล้วหรือที่นักศึกษาเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่อาจารย์เองก็เป็นอดีตอาจารย์และอดีตรองอธิการบดี จะไม่ได้รับการปล่อยตัวในระหว่างการดำเนิคดีจนอาจจะทำให้พวกเขาเสียการเรียนถึงขนาดอาจจะทำให้อนาคตทางการศึกษาของพวกเขาถูกลิดรอนไป และสมควรแล้วหรือที่อาจารย์ผู้สอนจะนิ่งดูดายปล่อยให้นักศึกษาถูกกุมขังโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชนสากล 
.
ผมอยากถามอาจารย์เอนกต่อด้วยว่า หากอาจารย์ยังคงดำรงตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่ อาจารย์จะเลือกดูดายเมื่อลูกศิษย์ถูกดำเนินคดีในขณะนี้หรือเปล่า หากอาจารย์ยังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่ อาจารย์จะเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยไต่สวนจรรยาบรรณของคณาจารย์ธรรมศาสตร์ที่ยื่นศาลขอปล่อยตัวนักศึกษาในกรณีนี้หรือเปล่า
.
ท้ายที่สุดผมก็ยังหวังว่า การแสดงออกในฐานะรัฐมนตรีต่อ 8 คณาจารย์ในขณะนี้เป็นไปเพียงเพราะคราบไคลของการเป็นนักการเมืองที่อาจารย์แบกรับอยู่ ทั้งที่ในเบื้องลึกของหัวใจอาจารย์เองที่ก็เคยเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและเคยเป็นครูบาอาจารย์มาก่อนแล้ว จะรู้สึกย้อนแย้งในตนเองว่า ท่าทีของอาจารย์เองที่ถูกเอ่ยอ้างถึงในขณะนี้ช่างขัดกับมโนธรรมสำนึกของความเป็นครูบาอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง 
.
ด้วยความเชื่อมั่นต่อมโนธรรมสำนึกของความเป็นครูบาอาจารย์
.
ยุกติ มุกดาวิจิตร

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
 พอดีเมื่อสักครู่เพิ่งเห็นภาพภาพหนึ่ง เป็นภาพซอกตึกเมืองเล็กๆ ที่ไหนสักแห่ง มีคำบรรยายภาพว่า “Put down that map and get wonderfully lost.” “วางแผนที่นั่นเสียเถอะ แล้วหลงทางให้อัศจรรย์ใจ” ก็เลยคิดเรื่อยเปื่อยถึงความหมายของการหลงทาง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เพ่ิงกินอาหารเย็นเสร็จ วันนี้ลงมือทำสเต็กเนื้อ เนื้อโคขุนไทยๆ นี่แหละ ต้องชิ้นหนาๆ หน่อย ย่างบนกะทะเหล็กหนาๆ ที่หอบหิ้วมาจากอเมริกา เป็นกะทะเทพมากๆ เพราะความร้อนแรงดีมาก ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที เกรียมได้ที่ทั้งสองด้าน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
"การศึกษา" ต้องการพื้นที่ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เมื่อความรู้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของสถาบันการศึกษาเพียงเท่านั้น พื้นที่การเรียนรู้ก็ย่อมจะต้องเปลี่ยนไปด้วย แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกการเรียนรู้ ยังมีคนบางกลุ่มดื้อรั้นขัดขวางการเปลี่ยนแปลง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 แน่นอนว่าโฆษณาโปรแกรมเรียนภาษาไทย (บางคนบอกเป็นแค่ตลกล้อเลียน?) ที่เป็นข่าว 2-3 วันที่ผ่านมานั้น ตั้งอยู่บนอคติทางเพศ ดูถูกเพศหญิงว่าเป็นวัตถุทางเพศ ดูถูกเพศชายว่าจ้องเสพสุขทางเพศท่าเดียว (หรือหลายท่า?) สร้างภาพเหมารวมให้คนไทยและสังคมไทยไร้ศีลธรรม (ดูสิ เราออกจะเมืองพุทธ เมืองพระ) แต่ที่ยังน่าจะต้องทำความเข้าใจคือ ปฏิกิริยาที่คนไทยมีต่อวิดีโอล้อเลียนนี้ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ข้อเขียนนี้พยายามทำความเข้าใจตรรกะของพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงแสดงไว้ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ว่าพระองค์มีทัศนะต่อแนวคิด The King Can Do No Wrong อย่างไร และมาตรา 112 ควรแก้ไขเพราะเหตุใด
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การตัดสินคดีของสมยศ พฤกษาเกษมสุขและอีกหลายๆ คดีก่อนหน้านี้ด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ม.112) ชี้ให้เห็นยิ่งขึ้นทุกวันว่า รัฐไทยกำลังสร้างความรักด้วยการใช้กำลังข่มเหงให้ประชาชนรักประมุขของประเทศ หาใช่การส่งเสริมให้เกิดความรักประมุขจากใจจริงของประชาชนไม่
ยุกติ มุกดาวิจิตร
งานวิจัยทางสังคมศาสตร์ที่ดี โดยเฉพาะงานทางมานุษยวิทยา มักมีแรงขับจากอารมณ์ใคร่บางอย่าง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หากเรียกร้องเรื่องทรงผม ก็ต้องเรียกร้องเรื่องชุดนักเรียนนักศึกษาด้วย จะได้เป็นก้าวแรกของการอภิวัฒน์การศึกษาไทยอย่างจริงจังเสียที พวกผู้ใหญ่ที่คอยเรียกร้องนักเรียนกับครูอาจารย์ ให้สอนให้เด็กรู้จักคิดน่ะ พวกท่านเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่า ชุดนักเรียนนักศึกษาเป็นปราการปิดกั้นเสรีภาพการคิดอย่างไร และเด็กๆ เองก็ควรเข้าใจด้วยว่า การควบคุมเรือนร่างเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมแบบอำนาจนิยมอย่างไร
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ข่าวการเสียชีวิตของอาจารย์พัฒนา กิติอาษาเมื่อเช้าตรู่วานนี้ (10 มกราคม 2556) คงไม่เป็นที่สนใจของใครต่อใครนอกแวดวงวิชาการสังคมศาสตร์มากนัก แต่นี่นับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของแวดวงสังคมศาสตร์ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หากพวกคุณวิจัยสำรวจอย่างตรงไปตรงมาจริงๆ พวกคุณก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจดีว่า ชัยชนะจากคะแนนเสียงที่ "ไม่่่ท่วมท้นนัก" ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มาจากกลุ่มคนที่มีความหวังว่าเพื่อไทยจะเป็นเดินหน้าพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยอย่างจริงจังเสียที
ยุกติ มุกดาวิจิตร
สังคมไทยมีสังคมแบบหนึ่งที่แทรกซ้อนอยู่ในสังคมขนาดใหญ่ คือสังคมดัดจริต สังคมดัดจริตไม่ได้มีขนาดใหญ่โต แต่เป็นสังคมของคนชั้นกลางและคนใหญ่คนโตที่กำลังเสื่อมอำนาจ สังคมดัดจริตคอยผลิตวัฒนธรรมดัดจริตเพื่อทำให้ตนเองดูดีมีหลักการ เพื่อให้ตนเองอยู่เหนือคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีจริตจะดัด และเหนืออื่นใดคือเพื่อปกป้องฐานะอำนาจของตนเอง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ตื่นเช้าขึ้นมาวันนี้ คือวันที่ 1 มกราคม 2556 ผมลองคิดบวกดูบ้าง คือคิดแบบเข้าข้างตนเองทบทวนดูว่า หนึ่งปีที่ผ่านมาได้ทำอะไรใหม่ๆ ให้ตนเองบ้าง คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในสมองผมคือ ได้อ่านหนังสืออะไรที่นับว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ บ้าง แล้วก็คิดไปเรื่อยว่า ได้ทำอะไรที่ให้การเรียนรู้ใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ คิดอะไรใหม่ๆ บ้าง