Skip to main content
#WomenWithATimeMachine: A new Musical
 
เมื่อคืนวันที่ 30 พย. 67 ผมมีโอกาสได้ดูละครเพลงเสียดสีความเป็นเพศเรื่องล่าสุดของผู้กำกับปานมาศ ทองปาน และกลุ่มละคร Anti-Thesis

ผมติดตามงานของคุณปานมาศมาตั้งแต่เธอยังเรียน คือบังเอิญเธอมาเรียนวิชามานุษยวิทยาภาษากับผม ก็เลยได้อ่านงานเขียนเธอ และพอได้เห็นบุคลิกบางอย่างในตัวเธอ ที่แสดงผ่านละครของเธอตั้งแต่ผลงานสู่สาธารณะครั้งแรกของเธอเรื่อง Dilok Von Siam และอีกเรื่องคือ Cyberpunk
ทั้งสองเรื่องนั้นมีเรื้อหาเป็น “การเมือง“ แบบกระแสหลัก และ ”อิงประวัติศาสตร์” กระแสหลัก แต่เรื่อง #WWATM นี่ฉีกออกไปตรงที่เป็นการเมืองของเพศภาวะหรืออัตลักษณ์เพศ นั่นนับเป็นความท้าทายที่ผู้กำกับละครจะขยับจากเรื่องที่เป็นความสนใจเริ่มแรกของเขาเอง ไปยังเรื่องใหม่ๆ ที่ต่างออกไป
 
นั่นเป็นความสืบเนื่องอย่างหนึ่งของละครปานมาศ คือการใช้ละครตั้งคำถามกับเรื่องต่างๆ เรื่องอดีต เรื่องการพัฒนา เรื่องอำนาจ เรื่องสื่อโซเชียล จนมาถึงเรื่องความเป็นหญิง เรื่องความเป็นเพศ
 
signature อีกอย่างของงานปานมาศ คือ การใช้ภาษาละครแบบซับซ้อนยอกย้อน ไม่ดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรงที่เข้าใจได้ง่ายๆ เทียบกับงานเขียนวิชาการแล้ว การเขียนให้ยอกย้อนอาจทำคนอ่านไม่รู้เรื่อง แต่ก็เสี่ยงที่จะแสดงว่าคนเขียนก็ไม่รู้เรื่องในสิ่งที่ตนเองเขียน
 
ละครของปานมาศน่าจะยืนอยู่ในกลุ่มที่ คนทำละครรู้ว่าทำอะไรอยู่ แต่จงใจทำให้ยุ่งเหยิงเพื่อชวนให้คนดูคิดให้จงหนัก ส่วนคนดูจะรู้เรื่องไหม ก็คงไม่ถึงกับไม่รู้เรื่อง เพราะก็เห็นคนดูหัวเราะตามมุกของละครไปได้เรื่อยๆ (ซึ่งนั้นก็เป็นลักษณะเฉพาะตัวที่สืบเนื่องของงานปานมาศเช่นกัน) ส่วนเนื้อหาที่ยอกย้อนที่สุดคือเรื่องเพศกับเวลานั้น ก็แล้วแต่ใครจะคิดกัน ผมเองมีความคิดอยู่ เอาไว้จะพูดถึงข้างหน้า
 
อีกอย่างของความสืบเนื่องคือ การทำเป็นละครเพลง รวมทั้งมีการใช้ดนตรีสดเล่นในขณะแสดง ผมได้ยินมาว่าปัญหาหนึ่งของการใช้เพลงในปัจจุบันคือเรื่องลิขสิทธิ์ การแต่งเพลงใหม่ในละครเวทีจึงเป็นความจำเป็น ซึ่งผมว่านั่นก็ดีแล้ว แต่ยิ่งกว่านั้นคือ เพลงแบบไหนกันที่จะสื่อเรื่องราวที่จะเล่าได้ และจะใช้เพลงมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งทำไมต้องใช้เพลง
 
ละครของปานมาศแต่ละเรื่องมักใช้เพลงเป็นบทละครหลัก อย่างเรื่อง WWATM ผมว่าบทเพลงมีเนื้อหามากกว่าบทพูด ผมเข้าใจว่า การใช้เพลงคือการทำให้โลกของการแสดงเป็นอีกโลกหนึ่งที่แตกต่างออกไปไกลจาก ”โลกจริง“ ไม่มีใครพูดไปร้องไปในชีวิตจริง การใช้เพลงจึงอาจจะเป็นหารสร้างโลกของละครขึ้น เพลงเป็นที่หลบมุมของผู้ทำละคร ที่จะแอบย่องเข้าไปใน “โลกการแสดง”
 
แต่เอาเข้าจริงๆ บรรดานักสังคมศาสตร์มากมาย โดยเฉพาะนักเพศวิทยาอย่างจูดิธ บัตเลอร์ ก็เห็นว่า “เพศคือการแสดง” ซึ่งไม่ได้แปลว่ามันไม่จริง เพียงแต่มันไม่มีอะไรจริงไปกว่าการแสดง
 
ประเด็นหลักของละคร WWATM คือการสงสัยต่อความเป็นหญิง ว่ามีแท้จริงหรือ หากมีอพศ เพศมันจริงแค่ไหน ในแง่นี้ผมสนใจอยู่ 2 ด้านคือ 1. เพศกับเวลา 2. ความเป็นเพศ (และหญิง) ที่ (ยัง) ไม่ได้ถูกสงสัย
 
สำหรับเรื่องเพศกับเวลา แรกๆ ผมก็งงว่าทำไมปานมาศตั้งคำถามเรื่องเพศผ่านเวลา ก่อนที่จะรู้ว่ามีมีม WWATM ผมสนใจว่า หากตั้งคำถามเรื่องเพศตามเวลา ผ่านสื่ออย่างเครื่องย้อนเวลา มันน่าคิดอย่างไร นี่ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปว่า ในบรรดาเฟมินิสต์ที่ตั้งคำถามเรื่องเพศ มีใครดึงเรื่องเวลาหรือชวนให้คิดเรื่องนี้ผ่านเวลาบ้างไหม นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
 
นี่ไม่ใช่ที่ที่จะมาบอกว่า ผมอ่านงานพวกเฟมินิสต์มามากพอไหมที่จะสงสัยเรื่องนี้ แต่อย่างน้อย ครูผมคนหนึ่งก็เป็นเฟมินิสต์ตัวแม่ในวงการมานุษยวิทยาทศวรรษ 1990-2000
 
ผมลองพยายามคิดผ่านบัตเลอร์ว่า หาก ความเป็นเพศที่ก็คือการแสดงออกนั้น ไม่ได้ขึ้นกับกายภาพและโครงสร้างครอบงำระดับจิตไร้สำนึกแล้ว ”เวลา“ นั่นแหละที่วางเงื่อนไขการเป็นและไม่เป็น ตัวตนทางเพศแบบต่างๆ พูดอีกอย่างคือ เพศคือ ”การกลายเป็น“ หรือเราต่าง “กลายเป็นเพศ” ใดๆ อยู่เสมอ เพศ (อย่างน้อยก็ของมนุษย์ ไม่ใช่เพศของเห็ด) จึงไม่ไร้เวลา เพศเป็นสถานะทางเวลาของมนุษย์
 
เมื่ออธิบายแบบนี้ ก็ช่วยให้ผมเข้าใจและจึงสบายใจกับการตอบคำถามตนเองให้แก่การใช้เวลามาผูกกับเพศของละครคุณปานมาศไปได้เปลาะหนึ่ง
อีกเปลาะคือเรื่องที่ว่า ตกลงละครเรื่องนี้ “หลุด” จากกรอบเพศหรือไม่ หรือละครจะตั้งใจล้อเหมินิสต์ว่า บางทีเอาจริงๆ แล้ว เราไม่หลุดจากกรอบเพศได้ง่ายๆ หรอก
 
เริ่มตั้งแต่มีม WWATM การเกิดมีมนี้ขึ้นมานั้นบอกความเป็น “หญิง” ในวิธีมองเทคโนโลยีตั้งแต่ต้น ว่าหากผู้หญิงใช้เทคโนโลยีนี้ พวกหล่อนจะไม่ใช้แบบ “ชายแทร่” อย่างแน่นอน
 
ผมสงสัยว่า ทำไมล่ะ ถ้าคิดแบบนี้ก็คือยังยืนยันตอกย้ำความเป็นหญิง ที่เป็นแค่ตรงข้ามกับชายอยู่หรือเปล่า แล้วเพศอื่นๆ ล่ะ มุมมองต่อการข้ามเวลาของพวกเขา หล่อน they จะเป็นอย่างไร ละครไม่ได้พาเราไปถึงแง่มุมเหล่านั้น หรือละครจะจงใจยั่วให้เราคิดแย้งละครแล้วคิดต่อไปได้เองกันนะ
ความเป็น “หญิง” อีกอย่างของละครคือการใช้ฝาหอยเชลล์เป็น time machine ไม่รู้ว่าผู้ชมคนไหนสงสัยอย่างผมไหมว่าทำไมหรือมันมีนัยอะไร ฝาหอยเชลล์คือสัญลักษณ์ของกำเนิดเทพีวีนัสของชาวโรมัน ที่โยงกลับไปถึงเทพีอาโฟรไดต์ของชาวกรีก วีนัสคือเทพีแห่งความงดงามแบบผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ เป็นอุดมคติของความเป็นหญิงในสังคมชายเป็นใหญ่
 
การที่ละครนี่นำเปลือกหอยเชลของวีนัสมาเป็นเครื่องข้ามเวลาและเครื่องแสดงเพศ จึงทำให้คิดถึงเพศอื่นๆ นอกจากหญิงแบบขนบที่ตรงข้ามชายได้ยาก
 
นั่นเองกระมังที่ตัวละครในชุมชนผู้หญิงจึงมีแต่เหล่า “หญิงๆ” แล้วแต่ละคนก็ยังตั้งชื่อแบบหญิงๆ ด้วยการโยงกับเครื่องเพศและฮอร์โมนหญิง จนกลายเป็นว่า เหล่าคุณเธอที่ตั้งข้อสงสัยต่อความเป็นเพศ กลับยังล้วนยึดมั่นต่อความเป็นหญิง เพราะพวกหล่อนแค่สงสัยความเป็นชาย แต่กลับไม่สงสัยความเป็นหญิง เว้นแต่จะสงสัยอำนาจของเครื่องข้ามเวลา
 
แต่ก็นั่นแหละ ความเป็นละครได้สร้างสถานะของผู้ประกอบสร้างละครให้กลายเป็น metalanguage ของตัวละคร ผู้สร้างละคร ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ ผู้เขียนบท หรือนักแสดง ย่อมอ้างอำนาจการเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวของตัวละครอย่างตระหนักรู้ พวกเขาจึงอาจกำลังสะท้อนในอีกชั้นหนึ่ง ในแบบเดียวกับที่นักปรัชญาอเมริกันอย่างจูดิธ บัตเลอร์ได้วิพากษ์เหล่าเฟมินิสต์อย่างรื้อถอนไว้ว่า…
 
พวกหล่อนที่ล้วนวิพากษ์ปิตาธิปไตยอยู่นั้นน่ะ ก็มิได้ก้าวพ้นไปจากปราการของความเป็นชายแต่อย่างใด ตราบเท่าที่พวกหล่อนยังคิดถึงความเป็นหญิงอย่างแข็งทื่อ เป็นสารัตถะตายตัว จนประหนึ่งว่าหญิงแท้คือเรือนร่างที่ได้มาแต่กำเนิดของพวกเธอ และเหนืออื่นใดคือ พวกหล่อนอาจจะยังคงเข้าใจตัวตนเพียงแค่เป็นสิ่งตายตัวตามธรรมชาติที่ตรงข้ามกับความเป็นชาย
 
หากเป็นดังนั้น ผมก็คิดว่าละคร WWATM จะเป็นปฐมบทที่ดีของการสร้างบทสนทนาเรื่องเพศของยุคสมัยให้แก่ผู้ชมชาวไทยและอาจรวมถึงต่างชาติ (ผ่าน subtitle อังกฤษ) ได้อย่างดีทีเดียว
 
Women with a Time Machine ยังคงแสดงต่อที่ River City Bangkok วันที่ 6, 7, 8, 14 และ 15 ธันวาคม 2567 รอบการแสดง 19:00 น. บัตร 800 บาท (นักเรียน/นักศึกษา 690 บาท) จองบัตรที่ Facebook: Anti-Thesis

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
วันที่ 30 เมษายน 2558 เป็นวันครบรอบ 40 ปี "ไซ่ง่อนแตก"Ž เดิมทีผมก็ใช้สำนวนนี้อยู่ แต่เมื่อศึกษาเกี่ยวกับเวียดนามมากขึ้น ก็กระอักกระอ่วนใจที่จะใช้สำนวนนี้ เพราะสำนวนนี้แฝงมุมมองต่อเวียดนามแบบหนึ่งเอาไว้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
มีเพื่อนคนหนึ่งตั้งประเด็นว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า มหาวิทยาลัยไทยในหลายจังหวัดว่าจะพัฒนาไปไกลกว่ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะทางด้าน "สังคมศาสตร์" ผมก็เลยคิดอะไรขึ้นมาได้หลายอย่าง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมอ่านเรื่องการขายข้าวของ บก.ลายจุด ไปขัดใจคนอีกฝั่งหนึ่งแล้ว ทีแรกก็ไม่ค่อยอยากสนใจนัก เพราะ บก.ลายจุด ขยับทำอะไรที ฝ่ายนั้นก็คอยจ้องโจมตีเรื่อยไปจนน่าเบื่อไปแล้ว แต่พอเสธ.ไก่อูมาสนใจการขายข้าวของ บก.ลายจุด ผมว่า อ้อ อย่างนี้นี่เอง ทำไมการขายข้าวของ บก.ลายจุด จึงน่าสนใจขึ้นมาได้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เห็นโจมตีกระแนะกระแหนส่วนหนึ่งของความเห็นผมกันยกใหญ่ แต่ผมว่าก็ดีนะ มันชี้ขีดจำกัดของความคิดคนดี ก็ไม่ใช่ว่าผมจะพูดถูกหมดหรือพูดครบถ้วนหมดจดหรอก เพียงแต่มีข้อแย้งกับข้อโต้แย้งเหล่านั้นได้มากเช่นกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
สิทธิมนุษยชนเป็นแนวคิดที่มีรากฐานอยู่ในประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองไทยมาเนิ่นนาน น่าจะนานไม่น้อยไปกว่าแนวคิดประชาธิปไตย หากแต่น่าสงสัยว่า ทำไมแนวคิดนี้จึงยังไม่เป็นที่เข้าใจกันเสียที 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หลายวันมานี้ มีนักคิดหลายๆ คนเสนอวิธีทำความเข้าใจสังคมไทยใหม่ๆ มากมาย หลายคนพยายามไม่ตัดสินว่านี่คือการถอยหลังหรือย้อนรอยกลับไปในอดีต เพราะนักศึกษาประวัติศาสตร์สังคมย่อมทราบดีว่า สังคมเปลี่ยนแปลงเสมอ และในเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยนไป เราจะเข้าใจสังคมปัจจุบันอย่างไร ผมคนหนึ่งล่ะที่พยายามไม่คิดว่านี่เป็นการ "ถอยหลัง" หรือซ้ำรอยอดีตอย่าง deja vu 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เรื่องไม่เป็นเรื่องบางครั้งก็ชวนให้น่ารำคาญ ทำให้ต้องมาคอยอารัมภบทออกตัวมากมาย ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมโชคดีที่มีโอกาสได้รับเชิญไปร่วมประชุมวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อวันศุกร์สัปดาห์ก่อน ทั้งหมดเป็นประสบการณ์แปลกใหม่
ยุกติ มุกดาวิจิตร
แนวโน้มของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แสดงให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้นว่า จะเป็นรัฐธรรมนูญที่ลดอำนาจของประชาชนลง แนวโน้มนี้ไม่ได้เหนือความคาดหมายของผู้เฝ้าติดตามการเมืองไทยในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีกระบวนการต่อเนื่องของการทำลายประชาธิปไตยในประเทศไทย จนกระทั่งเมื่อการเลือกตั้งทั่วไปปี 2557 ที่เกิดปรากฏการณ์ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นั่นคือการชุมนุมทางการเมืองและใช้กำลังรุนแรงของมวลชนเข้าไปปิดล้อมทำลายการเลือกตั้ง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมไม่จำเป็นต้องสาธยายคุณูปการของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลต่อสังคมไทย หากคุณไม่เห็นคุณูปการของอาจารย์สมศักดิ์ คุณก็คือคนที่ไม่เข้าใจว่าตนเองกำลังกรอกยาฝิ่นใส่ปากตัวเอง แล้วเมายาอยู่จนหลงคิดไปว่ากำลังดื่มโอสถบำรุงกำลัง หากคุณไม่คิดอย่างนั้น ก็ไม่ต้องอ่านต่อไปแล้วไม่ต้องมาพยายามเถียงกับผมให้เสียเวลาเปลืองอารมณ์ที่จะต้องคุยกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วันศุกร์ที่ผ่านมา (20 กพ. 58) ผมไปร่วมกิจกรรม 4 กิจกรรมด้วยกัน ทั้งหมดเกี่ยวกันบ้าง ไม่เกี่ยวกันบ้าง แต่อยากเล่าให้ฟังว่ามันชวนคิดและชวนตกใจมากทีเดียว 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อเห็นข่าวว่ามีการพูดถึงคนไทยมาจากเขาอัลไตกันขึ้นมาอีก ผมก็ระลึกขึ้นมาทันทีว่า เรื่องนี้ได้ข้อตกลงกันไปชัดเจนนานแล้วนี่นาว่า เป็นความรู้ที่ผิดพลาด