Hit & Run
คิม ไชยสุขประเสริฐ 5 ก.ค. 51 เยือนโขงเจียม แดนตะวันออกสุดเขตประเทศไทย ที่ว่ากันว่าเห็นตะวันก่อนใครในสยาม (อีกครั้ง) แล้วเวลาแห่งการรอคอยของชาวบ้านปากมูนก็มาถึง เมื่อประตูบานเขื่องทั้ง 8 บานของ "เขื่อนปากมูล" ถูกยกขึ้นเพื่อปลดปล่อยฝูงปลาให้เวียนว่ายท้าทายกระแสน้ำขึ้นสู่ต้นน้ำตามวัฎจักร ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตามมติของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำเขื่อนปากมูล หลังจากที่ "เขื่อนปากมูล" ต้องถูกปิดมากว่า 1 ปีเต็ม ที่ผ่านมา "เขื่อนปากมูล" กับการต่อสู้ของ "ไทบ้านปากมูน" เป็นที่รับรู้มานานปี และดูเหมือนว่าวันนี้ ชาวบ้านในพื้นที่จะยังคงความเข้มแข็งไม่ต่างจากเมื่อตอนที่ได้มาเยี่ยมเยือนชาวบ้านในครั้งแรก แม้ว่าระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านไป พวกเขาจะต้องพบกับการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งก็คงทำให้หัวใจนักสู้ของพวกเขาสั่นไหวไปมากพอดู เพราะปัญหาของพวกเขายังไม่จบ ชาวบ้านยังคงต้องดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปโดยการอยู่ร่วมกันเขื่อนที่พวกเขาไม่เคยต้องการให้ได้ และต่อสู่ต่อไปเพื่อสักวันตัวแทนการพัฒนาอย่างเขื่อน จะไม่มีความชอบธรรมในการดำรงอยู่อีกต่อไป ..................... 30 มิ.ย.50 เดินทางสู่ อ.โขงเจียม จ.อุบลครั้งแรก สิ่งที่ฉันได้รับรู้... ชาวบ้านได้หลั่งน้ำตามาครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่ช่วงต้นของการก่อสร้าง "เขื่อนปากมูล" จนกระทั่งเขื่อนสร้างเสร็จเมื่อปี 2537 หลังจากการต่อสู้ไม่ให้ก่อสร้าง มาจนถึงต่อสู่กับปัญหาค่าเวนคืนและค่าชดเชย ที่ กฟผ.เจ้าของโครงการยังไม่สามารถเยียวยาความเดือนร้อนของชาวบ้านในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ความเจ็บปวดที่ไม่อาจลืมเลือน คือ ‘เขื่อน' ได้ทำให้ชาวบ้านต้องสูญเสียวิถีชีวิต และอาชีพการทำประมงพื้นบ้านที่เคยทำให้ชาวบ้านมีอยู่มีกินเลี้ยงครอบครัวก็แทบต้องสูญสลายไป เพราะประตูเขื่อนหนาหนัก 8 บานได้ขวางกั้นลำน้ำเส้นเลือดใหญ่ของพวกเขา พร้อมสกัดกั้นเหล่าปลาที่จะต้องขึ้นไปวางไข่บนต้นน้ำ บันไดปลาโจนแห่งแรกของประเทศไทยที่ว่าสร้างขึ้นเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลา ให้ปลาได้ใช้ข้ามไปวางไข่ ชาวบ้านก็ไม่เคยได้เห็นว่าปลาตัวไหนจะสมารถกระโจนผ่านความสูงชันของมันขึ้นไปได้ หรือจะมีสักกี่มากน้อย... ไม่มีข้อพิสูจน์ และไม่มีใครอยากพิสูจน์อีกต่อไป กว่า 13 ปี ที่ชาวบ้านต้องต่อสู่อยู่กับการให้ปิด-เปิดเขื่อน ทั้งด้วยการพยายามหาข้อมูล เข้าหานักวิชาการ ทำการวิจัยแบบชาวบ้าน ไปดูศึกษาพื้นที่ปัญหาต่างๆ ยื่นจดหมายต่อหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนการเดินขบวนเคลื่อนไหวเรียกร้อง แต่แล้วสุดท้ายการตัดสิ้นชี้ขาดชะตาชีวิตของพวกเขาก็ตกอยู่ในมือรัฐบาลที่กุมอำนาจอยู่ที่ส่วนกลางของประเทศ และแทบไม่เคยลงมาสัมผัสความเป็นจริงที่ชาวบ้านต้องประสบ หลังจากเมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ครม.ในรัฐบาลที่นำโดยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้มีมติให้ปิดเขื่อนปากมูลถาวร โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ รักษาระดับน้ำเขื่อนปากมูลไว้ที่ระดับ 106-108 ม.รทก.ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ครม.ได้มีมติให้เปิดประตูเขื่อน ในวันที่ 17 มิถุนายน ด้วยเหตุผลของรายชื่อ 2 หมื่นกว่ารายชื่อที่คัดค้านการเปิดเขื่อนได้ถูกส่งไปยัง ครม.ผ่านทางคนมีสี... คลื่นความทุกข์ของชาวบ้านได้สาดซัดมาอีกระลอก นับเป็นอีกครั้งหนึ่ง ของการใช้รูปแบบการเคลื่อนไหวมวลชนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปิดเขื่อนปากมูล หลังจากที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยให้สำนักงานสถิติแห่งชาติไปสำรวจความเห็นของชาวบ้านใน อ.โขงเจียม อ.สิรินธร อ.พิบูลมังสาหาร เพื่อทำให้ชาวบ้านต้องกลายเป็นพียงคนกลุ่มน้อยที่ไม่ต้องการเขื่อน ไม่ต้องการให้มีการปิดเขื่อน และนำไปสูการจัดการตามความต้องการของคนส่วนใหญ่ การกระทำของรัฐทั้งสองครั้งต่างกันเพียงแค่รัฐบาลเก่ายอมเปิดทางให้ชาวบ้านทำกิน 4 เดือน แต่รัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งจากคนดีมีศักดิ์มีศรีในสังคมคนเมืองได้ปิดทางของพวกเขาจนหมดสิ้น ............ 14 ปีที่ผ่านพ้นมา ชาวบ้านปากมูนถูกจับให้อยู่ในฐานะของคนส่วนน้อยที่ต้องเสียสละให้คนส่วนใหญ่ เสียสละเพื่อประเทศชาติ และผลักไสพวกเขาไปสู่ความทุกข์ยากลำบาก จนต้องดิ้นรนต่อสู้พร้อมๆ ไปกับการเรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ และข้อมูลต่างๆ ความทุกข์ที่พวกเขาได้รับ ช่วยสั่งสมให้ชาวบ้านธรรมดาๆ คนตัวเล็กตัวน้อยที่พร่ำพรรณนาถึงความทุกที่ไม่มีใครได้ยิน ให้เติมเต็มคุณค่าในตนเอง จนทำให้สามารถลุกขึ้นยืนหยัดเผชิญหน้าถกเถียงแลกเปลี่ยนกับกลุ่มเจ้านาย ทั้งข้าราชการ นักการเมืองมีอำนาจที่พวกเขาเคยเกรงกลัว ได้อย่างฉะฉานและมีเหตุมีผล "สิ่งเหล่านั้นมันเป็นการเรียนรู้ด้วยชีวิต" แม่สมปอง เวียงจันทร์ หนึ่งในแกนนำชาวบ้านปากมูลบอกกับเรา วันนี้... แม้จะมีคำถามถึง กระบวนการบริหารจัดการน้ำที่ย้อยถอยหลังมาสู่การดูแลโดยคณะกรรมการร่วมที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ว่าจะเกื้อหนุนการแก้ปัญหาของชาวบ้านได้มากแค่ไหน แต่ชาวบ้านก็ยังคงมีความหวังอยู่เสมอ และพร้อมจะยืนหยัดเดินหน้าต่อสู้ปัญหาต่อไป ................... วันนี้ประตูเขื่อนเปิดแล้ว แต่คนปากมูลยังหาปลาได้ไม่มากอย่างที่คิด มีชาวบ้านบอกเราว่าอาจเป็นเพราะการเปิดเขื่อนล่าช้ามาเกือบ 2 เดือน จากที่ปลาจะมาวางไข่ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมทำให้ปลาหายไป "ฝนมาปลามา ปลามันชอบน้ำใหม่" ชาวบ้านยังบอกเราอย่างมีความหวัง เพราะไม่กี่วันที่ผ่านมาพยากรณ์อากาศบอกไว้ว่าฝนกำลังจะมา แต่วันนี้แดดจ้าทั้งวัน หรือเค้าจะต้องรอฝนวันใหม่เสียแล้ว... ตกเย็น... เรานั่งรถไฟกลับจากอุบล คล้อยหลังจากที่เราเดินทางกลับมาไม่นานที่ปากมูนก็มีฝนตกหนัก เสียงจากในพื้นที่บอกผ่านมาทางโทรศัพท์ ดีใจกับชาวบ้านที่จะได้หาปลาหลังจากที่ตั้งตาเฝ้ารอกันมานาน แต่ก็แอบนึกเสียดาย...ที่ไม่ได้อยู่ในวันฝนมาที่ปากมูล..........................
kanis
ชาวประมงบ้านฉาง..ตื่น...ผื่นเต็มตัวชาวประมงตำบลพลา บ้านฉาง ระยอง อาชีพดำเก็บหอยจอบ ตื่นตระหนกหลังขึ้นจากดำน้ำเก็บหอยจอบหาดพลา...พบผื่นขึ้นเต็มตัว หวั่นโดนสารพิษอุตสาหกรรมวันนี้ที่สำนักงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เลขที่ 113 ถนนยมจินดา ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง มีชาวบ้านตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง นำเอาภาพถ่ายภาพหนึ่งมาให้ เป็นภาพของชายคนหนึ่งที่เนื้อตัวมีแผลผื่นคัน เป็นปื้นๆทั้งตัว จากการสอบถามข้อมูลกับชาวบ้านที่นำภาพมาให้ คือนางจันทร์เพ็ญ ได้บอกเล่าว่า ภาพถ่ายนี้คือภาพของนายวินัย ณ รังษี อายุ 28 ปี เป็นชาวตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง มีอาชีพดำน้ำจับหอยจอบขายมาหลายปีแล้ว อยู่มาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2551 นายวินัยได้ลงไปดำน้ำเก็บหอยจอบ พอขึ้นมาได้สักพักก็รู้สึกแสบคันตามเนื้อตามตัวอย่างมาก ปกติหากรู้สึกว่าไปโดนแมงกะพรุน หรือหอยบางชนิดที่ทำให้รู้สึกคัน ชาวประมงหรือชาวบ้านที่อยู่กับทะเลก็จะนำใบผักบุ้งทะเลมาขยี้ถูตัวก็จะหายไปได้ แต่นายวินัยบอกกลับรู้สึกคันอย่างมากเลยรีบกลับมาบ้านอาบน้ำล้างตัวฟอกสบู่ แต่อาการแสบคันก็ยังไม่หาย กลับมีรอยผื่นขึ้นเต็มตัวไปหมดไปหาหมอ หมอบอกแพ้น้ำทะเล จึงได้ติดต่อขอสัมภาษณ์นายวินัยทางโทรศัพท์ นายวินัยบอกรู้สึกแคลงใจมากว่า หมอวินิจฉัยผิดหรือเปล่า เพราะ มีอาชีพดำน้ำเก็บหอยจอบขายมาเป็นสิบปีแล้ว มีชีวิตอยู่กับทะเลรู้จักทะเลแถบมาบตาพุด บ้านฉางนี้ดี การที่หมอวินิจฉัยว่าแพ้น้ำทะเลไม่น่าเป็นไปได้ ทั้งนี้นายวินัยได้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่อยู่ๆก็มีผื่นขึ้นตามเนื้อตัวของตนเองนั้น น่าจะเป็นที่คุณภาพน้ำทะเลมากกว่า เพราะไม่กี่ปีนี้เองที่รู้สึกว่า หอยจอบที่เคยจับได้มากมายสมัยก่อน เดี๋ยวนี้หายากขึ้น และน้ำก็มีความขุ่นมากขึ้นด้วย ระยะหลังๆมานี่เวลาขึ้นจากน้ำทะเลก็มักมีอาการคันอยู่บ้าง แต่อาบน้ำล้างตัวแล้วก็จะหายไป แต่มาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ผ่านไปนี่เองที่เกิดผื่นคันและเป็นตุ่มไปทั่วตัว จนรู้สึกตกใจ สิ่งที่กลัวมากคือเรื่องของสารพิษเพราะไม่รู้ว่าในน้ำทะเลเดี๋ยวนี้จะมีสารพิษอะไรปนเปื้อนอยู่บ้าง เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมจะมีการปล่อยน้ำจากกระบวนการผลิตลงสู่ทะเล และน้ำที่ปล่อยชาวบ้านก็ไม่รู้ว่ามีสารอะไรปนเปื้อนมาบ้าง ต่อกรณีที่เกิดขึ้นกับนายวินัย ได้สอบถามว่าคิดจะร้องเรียนไปยังหน่วยงานไหนหรือไม่ นายวินัยกล่าวว่าอาการที่เป็นก็เป็นมาหลายวันแล้วยังไม่หายเสียที ต้องหมดเงินหมดทองรักษาตัวเองไปเยอะแล้ว ลงทะเลดำเก็บหอยเหมือนก่อนก็ไม่ได้ ไม่มีรายได้เข้ามาครอบครัวก็ยากจน ไม่รู้จะไปเรียกร้องอะไรกับใคร " ผมอยากให้หน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมช่วยมาดูน้ำทะเลให้ที อยากให้ลองเอาน้ำทะเลแถบหาดพลา หาดน้ำริน บ้านฉางไปตรวจดูว่ามีสารพิษอะไรไหม เพราะแต่ก่อนไม่เคยมีปัญหา ระยะปี 2550 มานี่เริ่มเห็นว่าคุณภาพน้ำทะเลมันแย่ลง เกรงว่าต่อไปหากเกิดปัญหาหนักกว่านี้ คนเล็กคนน้อยอย่างผมคงหมดอาชีพทำมาหากินไปในที่สุด " นายวินัยกล่าวทิ้งท้าย
สุมาตร ภูลายยาว
สำเนียงภาษาอีสานจากหนังเรื่อง ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ฉุดให้ผมคิดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับหนังขึ้นมาอีกครั้ง ผมตั้งใจเอาไว้หลายครั้งแล้วว่า อยากจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คน ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ซ่อนอยู่ในเนื้อในหนังอันเป็นเรื่องราวที่ผู้กำกับหนังคนนั้นๆ ต้องการอยากให้เราเห็น ฉากทุกฉากที่ปรากฏอยู่ในหนังแทบทุกเรื่อง ล้วนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือความจงใจที่ผู้กำกับต้องการอยากให้เราเห็นในสิ่งที่เขาเห็น เขาจึงได้ใส่มันเข้าไปในหนัง หลังจากดู ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ จบ ผมก็มานั่งนึกว่าตัวเองได้ดูหนังอะไรบ้างที่พูดถึงแม่น้ำโขง หรือมีชาวโขงเข้าไปโลดเล่นอยู่บนจอสีขาวในโรงหนัง หากเป็นหนังที่พูดถึงเรื่องราวแม่น้ำโขงโดยตรงนั้น เรื่องแรกคงหนีไม่พ้น ‘ทองปาน’ หนังกึ่งสารคดีที่ถูกจัดสร้างขึ้นมาเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อน
kanis
ชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้า IRPC ระยอง เรียกร้องการปฏิรูป EIA ใหม่ เมื่อวันนี้ 2 กรกฎาคม 2551 เวลา 18.00 น. ณ. ศาลาฟุ้งขจร หมู่ที่ 1 ตำบลตะพง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ได้จัดการประชุมหารือ ระหว่าง ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยนายกองค์การบริหารส่วยตำบลตะพง และตัวแทนหน่วยราชการปลัดอำเภอเมืองระยอง กับชาวบ้านโดยรอบเขตประกอบการนิคมไออาร์พีซี ประกอบด้วย ประชาชนในตำบลบ้านแลง ตำบลนาตาขวัญ ตำบลเชิงเนิน ตำบลตะพง และ เขตเทศบาลนครระยอง จำนวน 300 คน เรื่องโครงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซ กำลังผลิต 220 เมกกะวัตต์ ที่ไออาร์พีซีกำลังมีการจ้างให้บริษัทที่ปรึกษาลงพื้นที่ทำประชาพิจารณ์ กับประชาชนในพื้นที่ และไออาร์พีซีเองก็ระดมจัดพาแกนนำชาวบ้านไปทัวร์โรงไฟฟ้าที่สระบุรี ซึ่งการทำประชาพิจารณ์ และการพาคนไปทัวร์โรงไฟฟ้าได้ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย และความสับสนในการให้ข้อมูลที่เป็นจริง ทั้งนี้นายสุทธิจึงได้นัดหมายชาวบ้าน และทางตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทนหน่วยราชการในอำเภอเมืองระยอง มาร่วมหารือหากลไกในการจะเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการจัดทำ EIA ใหม่ และทำความเข้าใจที่ถูกต้องต่อกระบวนการจัดทำประชาพิจารณ์ ประชาชนโดยรอบพื้นที่ตั้งโครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทไออาร์พีซี ไม่ได้ติดใจในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซ แต่ติดใจ สงสัย และเคลือบแคลงต่อกระบวนการจัดทำ EIA กระบวนการจัดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ จึงได้เสนอขอให้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ที่เป็นเวทีใหญ่ โดยการเชิญผู้ได้รับผลกระทบ ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มเข้าร่วม เช่น ประชาชนโดยรอบโครงการโรงไฟฟ้า ตัวแทนจากกรมควบคุมมลพิษ ตัวแทนจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนักวิชาการ สื่อมวลชน เพื่อช่วยกันระดมความคิดและให้ข้อมูลที่รอบด้านต่อประชาชน และชุมชน ซึ่งการจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่อยู่โดยรอบโครงการโรงไฟฟ้าของไออาร์พีซีที่ยังคงเสนอให้จัดเวทีรับฟังเป็นเวทีขนาดใหญ่ มีคนเข้าร่วมอย่างหลากหลายกลุ่มในครั้งนี้ ถือเป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 67 อย่างแท้จริง สมควรที่โครงการขนาดใหญ่ที่จะสร้างในพื้นที่ทุกพื้นที่ในประเทศไทยต้องจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแบบเปิดกว้างนี้ให้เป็นแบบอย่าง นายสุทธิ อัชฌาศัย กล่าวทิ้งท้าย
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำและปัญหา ขณะนี้ได้มีการเรียกร้องให้สังคมมาร่วมกันสร้าง “การเมืองใหม่” บทความนี้จะยังไม่เสนอกระบวนการที่จะนำไปสู่การเมืองใหม่ แต่จะมองว่าการเมืองใหม่ควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร พร้อมนำเสนอตัวอย่างที่เป็นจริงเพื่อให้เราได้เห็นทั้งแนวคิดและหน้าตาของการเมืองใหม่ชัดเจนขึ้น สังคมในการเมืองใหม่ควรจะเป็นสังคมที่ ผู้คนมีศักดิ์ศรี พึ่งตนเองได้ ทุกคนมีงานทำ มีความสุข การบริหารบ้านเมืองต้องโปร่งไส ตรวจสอบได้และ ปราศจากการคอร์รัปชัน ในที่นี้จะขอนำเสนอนโยบายและรูปธรรมด้านพลังงาน ทั้งนี้เพราะเรื่องพลังงานเป็นเรื่องใหญ่มาก กล่าวคือทุกๆ 100 บาทของรายได้ของคนไทย ต้องจ่ายไปกับค่าพลังงานถึง 18 บาท และค่าใช้จ่ายนี้กำลังเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แสดงว่า ค่าอาหาร การศึกษา ฯลฯ ของเราลดลง
dinya
ใครกำลังรู้สึกเหมือนฉันไหมว่า ความรุนแรงและมหันตภัยไร้ระเบียบ กำลังรอถล่มเราอยู่? ไม่รู้จะพูดเกินเหตุไปไหมนะ ไม่ถึงกับหวาดผวา แต่ว่าหวั่นนิดๆ หลังจากเกิดพายุนาร์กิสถล่ม แผ่นดินไหวที่จีน น้ำท่วมต่อมา แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น แล้วตอนนี้ยังมีพายุที่ฟิลิปปินส์อีก เชื่อว่าตัวเลขผู้เสียชีวิต 87,000 คนและสูญหายอีก 5 ล้านคนจากแผ่นดินไหวที่จีน ยังเป็นเรื่องที่ช็อกเราอยู่ จนน่าตั้งคำถามว่า ก่อนเกิดเหตุแผ่นดินไหวนั้น มีอะไรเตือนล่วงหน้ากันบ้างไหม ? ว่ากันว่า ลางสังหรณ์ หรือ Omen ก่อนหน้าเหตุการณ์นั้น เป็นสิ่งที่ใครหลายๆ คนที่จีน ใช้เป็นข้อเสนอให้มีการหยุดงานเพื่อเตรียมรับมือกับธรณีพิบัติ แต่มันก็เป็นแค่ ลางสังหรณ์ ไม่มีอะไรยืนยัน คำขอนั้นก็เลยถูกปฏิเสธไปเสีย เลยจะมาชวนกันดูและสังเกตถึง 10 วันก่อนที่จีนจะพังพินาศกันดีกว่า ว่ามีอะไรกันบ้าง เผื่อจะนำมาเป็นแนวทางการสังเกตในบ้านเราบ้าง
suprrna
กลุ่มรักษ์อ่าวประจวบๆโดยมีโครงสร้างการบริหารการจัดการกลุ่มรักษ์อ่าวประจวบๆโดย 3 หมู่บ้านร่วมตัวกันต่อสู้เรื่องเรือลอบปูเป็นเรือต่างถิ่นที่มาอาศัยน่านน้ำเดียวกันโดยเข้ามาทำประมงในเขต3000เมตรชาวบ้านทั้ง 3 หมู่บ้านเลยร่วมตัวกันขึ้นโดยมีชุมชนบ้านตาม่องล่าย และหมู่ที่ 2 บ้านอ่าวน้อย และ หม่ที่3 บ้านคั่นกระได อยู่ในตำบล อ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีประธาน 1 คน รองประธาน 2 คน เลขานุการ 3 คน เหรัญญิก 3 คน ประชาสัมพันธ์ 3 คน ที่ปรึกษา 1 คนคณะกรรมการ 18 คน วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกลุ่ม1. เพื่อป้องกันการถูกทำลายของธรรมชาติและสภาพแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งอำเภอจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่เกิดจากธรรมชาติ และเครื่องทำลายล้าง2. เพื่อการป้องกันพื้นที่เขตอนุรักษ์พันธ์สัตว์น้ำ ซึ่งจะเป็นผลให้ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน3. เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชาวบ้านและส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของชาวบ้านในชุมชนระเบียบการเป็นสมาชิกกลุ่มรักษ์ประจวบๆ1. สมาชิกกลุ่มต้องเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพสุจริตและถ้าประกอบอาชีพประมงไม่ใช้เครื่องทำลายล้าง2. สมาชิกกลุ่มมีหน้าที่ดูแลปกป้องอนุรักษ์ทรพยากรทางทะเลและชายฝั่ง3. คณะกรรมการต้องได้รับการเลือกตั้งจากสมาชิกกลุ่มและอยู่ในตำแหน่ง 2 ปี และสามารถเป็นได้อีกได้รับการคัดเลือกจากสมาชิก4. คณะกรรมการมีหน้าที่ในการเฝ้าระวังและแจ้งข่าวสมาชิกในกรณีการเข้ามาในเขตอนุรักษ์ของเรือประมงพาณิชย์เรือที่มีเครื่องมือทำลายล้าง5. มีการประชุมสมาชิกเดือนละ 1 ครั้งเริ่มวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 เวลา 14.00 น. ศาลาเอนกประสงค์ชุมชนบ้านตาม่องล่าย และทุกวันพระแรม15ค่ำของทุกเดือน(วัน/เวลา/สถานที่เดียวกัน)
หนังสือพิมพ์ประชาไทดอทคอมร่วมกับหนังสือพิมพ์ประชาธรรม มูลนิธิเพื่อการศึกษาของชุมชนและสำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมสาสตร์จัดฝึกอบรมเชิงปฎิบัติการ นักข่าวพลเมือง(ด้านพลังงาน)ณอุทยานการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พัทยา๒๓-๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๑