Skip to main content
หัวไม้ story
  ทีมข่าวภาคใต้มายาภาพของการต่อสู้ทางการเมืองไทยในห้วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ถูกกล่าวว่าอ้างว่าเป็นสงครมมระหว่างภูมิภาค คือ ภาคใต้ กับภาคเหนือและภาคอิสาน แต่หากมองลึกลงไปในกระบวนการต่อสู้ของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและพรรคพลังประชาชน อาจพบว่าแท้จริงแล้วการพื้นที่ทางการเมืองระดับนำก็ยังคงเป็นของคนใต้อยู่เช่นเดิม
หัวไม้ story
จับตาการเดินทัพของพันธมิตรฯ จากคำปราศรัยของแกนนำชื่อ ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ หลังประกาศทบทวนแนวทางสันติวิธี ระบุแกนนำทั้งหลายไม่กลัวตาย “แต่ถ้าพวกเราบางคนจะต้องตาย พี่น้องสัญญาอย่าง ต้องให้แผ่นดินนี้ ลุกขึ้นเป็นไฟให้ได้”
suchana
              จากเหตุการณ์ของเช้าวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศคงสลดใจกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรมของรัฐบาลนายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  คงไม่มีใครอยากเห็นภาพคนไทยต้องฆ่าคนไทยด้วยกันเอง(เว้นเสียแต่นายทักษิณ  ชินวัตรที่คงสาแก่ใจ)            ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นที่สื่อสารผ่านสื่อโทรทัศน์โดยเฉพาะTHAI TPS    ASTVและหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆในวันรุ่งขึ้น คงไม่มีมูลเหตุจูงใจให้เชื่อว่าเป็นการสลายการชุมนุมอย่างนุ่มนวลดังที่ตำรวจระดับสูงบางคนให้สัมภาษณ์อย่างแน่นอน  เพราะนั่นคือภาพเหตุการณ์ฆาตกรรม สยองขวัญคนไทยทั้งประเทศมากกว่า   หากภาพที่เห็นมีแต่ภาพข่าวไร้คำบรรยาย คนดูอาจเข้าใจว่าเป็นการทำสงครามกลางเมืองในประเทศใดประเทศหนึ่ง   หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทำสงครามปราบปรามข้าศึกมากกว่าเป็นภาพที่ข้าราชการตำรวจไทยกระทำกับคนไทย ผู้ชุมนุมขับไล่รัฐบาลตามสิทธิรัฐธรรมนูญที่พึงมี            เหตุการณ์ในวันนั้นคงสามารถยืนยันบางสิ่งบางอย่างในสังคมไทยได้ว่านักการเมือง ตำรวจ ทหารไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อผู้ชุมนุมและไม่เคยเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้กำลังอำนาจในการปราบปรามประชาชนเลยในทุกยุคทุกสมัยนับตั้งแต่เหตุการณ์ ๖ ตุลา  ๑๔ ตุลา  พฤษภาทมิฬและเหตุการณ์ต่างๆอีกหลายครั้ง  หนึ่งในเหตุการณ์คือเหตุการณ์ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๕ การสลายกลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซธรรมและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย อ.จะนะ จ.สงขลา แม้เหตุการณ์ในวันนั้นจะไม่รุนแรงและป่าเถื่อนโหดร้ายเช่นเหตุการณ์ในครั้งนี้ แต่เบื้องหลังความคิดการปรามปราบประชาชนมาจากฐานความคิดทัศนคติเดียวกัน คือ การไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน และใช้อำนาจเป็นใหญ่  แม้วันนั้นไม่คนตายแต่ก็มีคนเจ็บ คนถูกจับกุม ทรัพย์สินเสียหายเช่นกัน ภาพเหมือนปาหี่การเมือง            ภาพที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พยายามดันทุรังที่จะเปิดแถลงนโยบายรัฐบาล แม้ต้องเข่นฆ่าคนไทยร่วมชาติก็ตาม สมชาย  วงศ์สวัสดิ์เข้ารัฐสภาโดยการเหยียบย่ำบนชีวิตและคราบรอยเลือดของเพื่อนร่วมชาติที่อาบท้องถนน เขาทำได้อย่างไร??? จิตใจเขาทำด้วยด้วยอะไร? ทำให้นึกถึงเหตุการณ์การจัดประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นของโครงการท่อส่งก๊าซธรรมและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย อ.จะนะ จ.สงขลาเมื่อปี ๒๕๔๓ ที่จัดโดยปตท. ประชาพิจารณ์ครั้งแรกไม่สำเร็จเนื่องจากประชาชนชุมนุมคัดค้าจำนวนมากจนประพิจารณ์ต้องล่ม  แต่ทางปตท.ไม่ลดละจัดประชาพิจารณ์อีกครั้งหนึ่งในวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ โดยวันนั้นได้วางมาตการป้องกันกลุ่มคัดค้านอย่างเหนี่ยวแน่น แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านนับสองพันคนได้เดินทางมารอตั้งแต่คืนวันที่ ๒๐ โดยชุมนุมบริเวณประตูทุกด้านที่เข้าสู่สถานที่ประชาพิจารณ์ซึ่งใช้สนามกีฬาจีระนครหาดใหญ่ จ.สงขลา เพราะเป็นการประชาพิจารณ์ที่ไม่ชอบธรรมเพราะผิดกระบวนการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและกรรมการประชาพิจารณ์เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการ ที่สำคัญเปิดโอกาสให้เฉพาะพรรคพวกตนที่สนับสนุนโครงการเข้าร่วมเท่านั้น เหตุการณ์รุนแรงก็เกิดขึ้นในเช้าวันที่ ๒๑ ตุลาคม เมื่อประธานกรรมการประชาพิจารณ์ คือ  พล.อจรัล  กุลละวณิชย์  ยืนยันจะต้องเข้าไปจัดประชุมรับฟังความให้ได้เพราะมีเป้าหมายต้องการผลักดันการดำเนินโครงการอย่างเต็มที่ ดังนั้นจึงมีการวางแผนร่วมมือกับตำรวจพร้อมชุดตำรวจปราบจราจล  ใครจะคิดว่ากรรมประชาพิจารณ์จะนั่งในรถตู้แล้วให้ตำรวจชุดหนึ่งการผลักดันและสลายการชุมนุม โดยมีตำรวจอีกหลายร้อยนายขนาบสองข้างรถคุ้มกันให้รถกรรมประชาพิจารณ์เข้าไปสู่สถานที่ประชุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทุบตีผู้ชุมนุมจนศีรษะแตกเลือดอาบไปหลายคน ฉุดกระชาดลากดึงและเหยียบย่ำไปบนร่างของผู้ชุมนุม สุดท้ายกรรมการก็สามารถจัดประชุมได้สำเร็จและใช้เวลาเพียงประมาณ ๒๕ นาทีก็สุดปิดการรับฟังความเห็น  โดยการถามที่ประชุมว่าใครเห็นด้วยยกมือซึ่งทั้งหมดก็ยกมือให้ดำเนินโครงการได้    ถือเป็นการเสร็จปิดฉากปาหี่ประชาพิจารณ์เลือด    จากนั้นพล.อจรัล  กุลละวณิชย์  ก็รีบเพ่นหนีออกจากสถานที่ประชุมอย่างไร้เกียรติและศักดิ์ศรี และได้แถลงว่าการประชาพิจารณ์เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการประชาพิจารณ์ที่สั้นที่สุดในโลก ซึ่งคงไม่แตกต่างกับการแถลงนโยบายของนายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์ที่ใช้เวลาแถลงนโยบายบริหารประเทศเพียง ๒๐ นาทีเท่านั้นจากนั้นก็ปีนกำแพงหนีขึ้นเฮลิคอปเตอร์   พล.อจรัล  กุลละวณิชย์  รั้นจะจัดประชาพิจารณ์ให้ได้เพื่อสร้างสร้างความชอบธรรมในการดำเนินโครงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญบังคับให้ต้องจัดทำประชาพิจารณ์ก่อนดำเนินโครงการ   ด้านนายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์ดื้อด้านต้องประชุมแถลงนโยบาย  เพราะต้องการเข้าบริหารประเทศเพื่อสืบทอดระบอบทักษิณและช่วยเหลือพี่เมียตัวเองให้พ้นผิดจากคดีๆต่างเพื่อกลับมาสืบทอดอำนาจ ซึ่งทำให้นายสมชายถอยไม่ได้แม้ต้องกินเลือดกินเนื้อเพื่อนร่วมชาติ            ตำรวจแสดงจุดยืนชัดเจนมาตลอดทุกยุคสมัยว่ายืนเคียงข้างระบบทุนและระบบอำนาจรัฐเท่านั้น  ไม่ว่ายุคสมัยใดไม่เคยยืนเคียงข้างประชาชนผู้เป็น "นาย"ที่แท้จริงของพวกเขา บทเรียนสำนักงานตำรวจแห่งชาติจากการสลายการชุมนุม            สำนักงานตำรวจแห่งชาติคงลืมบทเรียนสำคัญบทที่หนึ่ง ที่มีเนื้อหาใจความว่าด้วย (๑)พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผบ.ตร.และข้าราชการตำรวจระดับสูงอีก ๕ นายยังอยู่ในฐานะจำเลยคดีอาญา ข้อการใช้อำนาจไม่ชอบและการใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมของกลุ่มคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย จากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ บริเวณโรงแรมเจบีหาดใหญ่ คดียังอยู่ในชั้นศาลของศาลจังหวัดสงขลา (๒) ศาลปกครองจังหวัดสงขลาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ชุมนุมคนละ ๑๐,๐๐๐ บาทจำนวน ๒๔ คน จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม  บทเรียนบทที่หนึ่งที่ตำรวจไม่จดจำอาจเป็นเพราะตำรวจไม่เคยเดินทางมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษาบทเรียนอันน่าจดจำเล่านี้จึงไม่แทรกซึมเข้าสู่สมองอันน้อยนิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ว่าสมองน้อยนิดด้วยความเคารพไม่ได้คิดดูถูกแต่เป็นความจริงเพราะตำรวจส่วนมากไม่ใช้มันสมอง  ความคิดและจิตวิญญาณของตัวเองว่าสิ่งไหนถูก สิ่งไหนควรกระทำไม่ควรกระทำพวกเขาถูกอบรมและฝึกฝนมาเพียงว่าให้ปฏิบัติตามคำสั่งนายเท่านั้น  "นายสั่งต้องทำ" หลักสูตรของตำรวจไทย  : ว่าด้วยบทที่ ๑   การสลายการชุมนุมต้องใช้ความรุนแรงเท่านั้นอยากเป็นตำรวจดีต้องถือหางนักการเมืองและนายทุน รุมทำร้ายประชาชน ณ เวลานี้เริ่มเชื่อแล้วว่าตำราที่ตำรวจไทยคงถูกฝึกและสอนให้ทำร้ายประชาชนผู้เสียภาษีจ้างพวกเขา เมื่อมีประชาชนที่ไหนชุมนุมประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมต้องไม่เห็นใจ ไม่ต้องฟังเสียงประชาชน ให้ฟังคำสั่งนักการเมืองและนายทุนเท่านั้น  ไม่ต้องคำนึงถึงคุณธรรมหาช่องทางและโอกาสใช้กำลังผลักดันสลายการชุมนุม  โดยไม่ต้องคำนึงถึงขั้นตอนการสลายการชุมนุมของนานาอารยะประเทศหรือของสากลที่ปฏิบัติกัน ไม่ต้องมีการเจรจา  ไม่ต้องประกาศให้ผู้ชุมนุมรู้ตัวว่ากำลังจะมีการสลายการชุมนุม  ไม่ต้องใช้ความนุ่มนวลละมุนละม่อมกับประชาชนผู้ไม่ยอมจำนนบทที่ ๒  ต้องใส่ร้ายป้ายสี ปัดความผิด เมื่อใช้ความรุนแรงกับประชาชนผู้ชุมนุมเกิดกระแสประฌามจากสังคมให้ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ออกมาจัดแถลงข่าว กล่าวหาว่าผู้ชุมนุมว่าเป็นผู้ก่อความวุ่นวายกับบ้านเมืองก่อน  มีกรณีศึกษาที่หนึ่ง  กรณีการสลายผู้ชุมนุมคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย อ้างว่าต้องสลายเพราะผู้ชุมนุมกำลังจะขับรถยนต์หกล้อฝ่าแผงเหล็กกั้นของตำรวจเพื่อบุกยึดโรงแรมเจบี หาดใหญ่ที่ทักษิณ ชินวัตรใช้เป็นสถานีประชุมครม.สัญจร ทั้งที่ประชาชนนั่งล้อมวงรับประทานอาหาร บ้างก็ละหมาด ความเป็นจริงคือตำรวจตั้งแถวอ้อมแผงเหล็กกั้นเข้าหาฝั่งผู้ชุมนุมเพื่อผลักดัน ทุบตี และทำร้ายร่างกาย  นักศึกษาศีรษะแตกเลือดอาบเย็บหลายเข็มพ.ต.อ.สุรชัย สืบสุข กลับให้การในศาลว่านักศึกษาคนดังกล่าวเอาสีจากกระเป๋ากางเกงมาป้ายบนศีรษะ  จากการสลายการชุมนุมทำให้ผู้หญิงเสื้อผ้าฉีกขาดด้านหลังจนเห็นเสื้อชั้นใน  พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์กลับออกมาให้สัมภาษณ์ว่าผู้ชุมนุมสร้างสถานการณ์ฉีกเสื้อผ้าตัวเอง กรณีศึกษาที่สอง การสลายการชุมนุมเมื่อเช้าวันที่ ๗ ตุลา ตำรวจออกมาชี้แจงว่าต้องสลายเพราะผู้ชุมนุมเอาน้ำมันราดถนนบนถนนรัฐสภาเพื่อเตรียมจุดไฟเผา  และบอกว่าผู้ที่บาดเจ็บและเสียชีวิตพกพาระเบิดติดตัวมาเอง เป็นการใส่ร้ายป้ายสีคนตาย ซึ่งเขาและเธอไม่มีโอกาสที่จะลุกขึ้นมาปกป้องตนเองหรืออธิบายแก้ข้อกล่าวใดๆพล่อยๆของตำรวจได้เลย  การใส่ร้ายป้ายสีปัดความผิดคือความเชี่ยวชาญชำนาญเฉพาะทางของตำรวจไทยบทที่ ๓ สร้างหลักฐานเท็จยัดเยียดความผิดจากเหตุการณ์เช้าวันที่ ๗ ตุลาตำรวจเป็นฆาตกร เข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมาคราบรอยเลือดผู้บริสุทธิ์ยังไม่ทันแห้งเหือดกลับบอกจะเอาผิดตั้งข้อหาผู้ชุมนุม  ซึ่งเชื่อมั่นว่าตำรวจจะทำอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นเท่ากับยอมรับและจำนนต่อความผิด ซึ่งชายชาติตำรวจไทยไม่มีวันให้เป็นเช่นนั้น  เห็นได้ชัดจากกรณีการสลายการชุมนุมกลุ่มคัดค้านโครงการการก่อสร้างและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย ทั้งที่ตำรวจผิดอย่างชัดเจนกลับจับกุมผู้ชุมนุมและตั้งข้อหาร้ายแรง ทำสำนวนเท็จเพื่อตั้งข้อกล่าวหายัดเยียดความผิด  ความเป็นจริงของสังคมไทยตำรวจและอัยการสามารถทำสำนวนให้คนถูกกลายเป็นคนผิด คนผิดกลายเป็นคนถูกได้เสมอมา             ต้นเหตุอันนำไปสู่เหตุการณ์วันที่ ๗ ตุลาคมคือระบอบทุนนิยมสามานย์ทักษิณ ทำให้คนไทยต้องฆ่าคนไป สังคมไทยไม่ควรปล่อยให้เหตุการณ์ ๗ ตุลาคมผ่านเลยไปต้องมีกระบวนลงโทษฆาตกรและผู้บังคับบัญชาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม ผู้กระทำผิดต้องได้รับผลกรรมทั้งทางธรรมและทางกฎหมาย  ฆาตกรมือเปื้อนเลือดและจิตใจเลือดเย็นอย่างนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ไม่มีความชอบธรรมใดๆเลยที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศไทยอีกต่อไป                
หัวไม้ story
  เมื่อพูดกันถึงเรื่องการปฏิรูปการเมืองก็ไม่แคล้วตามมาด้วย การแก้รัฐธรรมนูญอีกครั้ง นับเป็นสิ่งที่สังคมไทยถนัดในการแก้ปัญหาการเมืองโดยการเขียนอะไรบางอย่างขึ้นมาบังคับอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร กระทั่งแม้แต่นักกฎหมายมหาชนเองก็ยังแซวผู้เชี่ยวชาญในสาขาของตัวเองได้ว่า ประเทศไทยนั้นมีความเชี่ยวชาญในการร่างรัฐธรรมนูญที่สุดในโลกนายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2539 กล่าวในรายการตอบโจทย์  ทางสถานีไทย เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ว่าที่สุดแล้ววิกฤตของการเมืองไทยวันนี้มันก็เริ่มมาจากการแก้รัฐธรรมนูญที่ฝ่ายรัฐบาลนำเสนอนั่นเองย้อนเหตุการณ์ให้ฟังอีกครั้งว่า วิกฤตนี้เกิดจากการที่รัฐบาลนายสมัครพยายามจะแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 แต่ก็ถูกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน จากนั้นจึงขยายประเด็นต่อมาเป็นการขับไล่รัฐบาลนอมินี และที่สุดก็คือการเสนอการเมืองใหมอย่างไรก็ตาม เมื่อหลายฝ่ายเริ่มเข้ามาตอบรับข้อเสนอการเมืองใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าจะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีการปฏิรูปการเมืองและการร่างรัฐธรรมนูญกันอีกครั้ง ข้อเสนอที่หลากหลายก็เริ่มประเดประดังเข้ามา และการเมืองตามระบอบรัฐสภา โดยการประชุมผู้นำ 4 ฝ่าย เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ผ่านมาก็ได้ตกลงร่วมกันว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ โดยเริ่มจากการแก้มาตรา 291 รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และคาดว่า จะใช้เวลาเพียง 7 เดือน การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะแล้วเสร็จ โดยไม่ลืมหลักการเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมแต่สิ่งที่ไม่ว่าฝ่ายใดๆ ก็ตาม ที่กำลังนำสังคมไทยเดินหน้าไปสู่การปฏิรูปการเมืองไทยกันอีกครั้ง และจะนำมาซึ่งการร่างรัฐธรรมฯญกันอีกครั้ง น่าจะต้องมาทบทวนดูอีกทีคือ มันมีอะไรบางอย่างที่ต่อให้เขียนลงไปในรัฐธรรมนูญแล้วก็ยังไม่สามารถจะกำหนดได้ หรือในกระบวนการเขียนรัฐธรรมนูญละเลยที่จะพูดถึงไป ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการเมืองของสังคมไทยเอง หรือแม้แต่องค์กรที่มีส่วนอยู่มนโครงสร่างอำนาจรัฐไทย ที่ไม่ปรากฏอยู่ตามรัฐธรรมนูญก็ตามหัวไม้สตอรี่รอบนี้ จึงอยากทำหน้าที่เพียง ย้อนกลับไปในปี 2549 ในการประชุมวิชาการว่าด้วย การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ มุมมองเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งจัดโดยสถาบันพระปกเกล้าเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2549  ไปฟังสองนักวิชาการต่างชาติ พยายามหาคำตอบและเสนอต่อการเมืองไทยที่หมุนวนอยู่กับการ ร่าง - รื้อ รัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลาผ่านไปเพียงไม่ถึง 2 ปี เหตุการณ์การเมืองไทยก็วนกลับมาสู่การอภิปรายแบบเดิมได้อย่างน่าทึ่ง000Dr. Kevin Tan "เราต้องยอมรับว่าฝ่ายทหารและกษัตริย์เป็นสถาบันที่มีอำนาจยืนยงมาเป็นเวลานานแล้วนี่ก็เป็นเรื่องของคนไทยที่จะต้องตกลงกันเองว่าจะให้ระบบกษัตริย์ และทหารมีอำนาจแค่ไหนอย่างไรเพราะอำนาจพวกนี้มันมีจริงๆ"Dr. Kevin Tan จากสิงคโปร์ กล่าวว่า ในการแบ่งแยกอำนาจของไทยนั้น อาจจะต้องพิจารณาเป็นกรณีเฉพาะสำหรับประเทศไทย ว่านอกเหนือจากหลักการแบ่งแยกอำนาจเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่าง นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการแล้วนั้น เพื่อจะแก้ไขปัญหาทางการเมือง บางทีอาจจะต้องนำเอาสถาบันกษัตริย์และทหารซึ่งเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยมาตลอด เข้ามาพิจารณาวางบทบาทหน้าที่แล้วกำหนดในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนไปเลยสำหรับประเทศไทยนั้น จริงๆ แล้ว มีพลังอยู่ 5 ประการ คือ กษัตริย์ และทหารเพิ่มเข้ามา เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะคุยภายใต้บริบทของประเทศไทย เราไม่สามารถที่จะพูดถึงเรื่องหอคอยงาช้าง แต่เราต้องยอมรับว่าฝ่ายทหารและกษัตริย์เป็นสถาบันที่มีอำนาจยืนยงมาเป็นเวลานานแล้วแน่นอนสำหรับผมเป็นชาวต่างประเทศ ก็คงไม่มาพูดคุยว่า อันไหนดีที่สุดสำหรับประเทศไทย แต่ผมพูดข้อเท็จจริงทางการเมือง นี่ก็เป็นเรื่องของคนไทยที่จะตกลงกันเองว่าจะให้ระบบกษัตริย์ และทหารมีอำนาจแค่ไหนอย่างไร เพราะอำนาจพวกนี้มันมีจริง ๆและการพัฒนาทางด้านการเมืองและรัฐธรรมนูญของไทยก็มีการพูดคุยกันมาก จะว่าไปแล้วก็เป็นผีหรือคำสาปจากปี 2535 อย่างที่ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ระบุว่า ประเทศไทยจะมีรัฐบาลพลเรือนซึ่งทำงานโดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายทหาร ซึ่งก็จะผ่านระยะฮันนีมูนช่วงหนึ่ง จากนั้นก็มีข่าวลือเรื่องคอร์รัปชั่น แล้วก็เกิดวิกฤต จากนั้นก็เกิดภาวะทำงานไม่ได้ และท้ายที่สุดก็มีการแทรกแซงจากมือที่ 3 มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ มีการรัฐประหาร มีการเขียน ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผมคิดว่าประเทศไทยนั้น ยึดติดในเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญมาก ชอบร่างฯ ใหม่ แล้วก็กลับไปสู่วงจรเดิมๆ โดยที่ไม่สามารถที่จะหลุดพ้นไปจากวงจรที่ว่านั้นได้ เนื่องจากประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการร่วมกันร่างของอำนาจระดับบน แต่การร่างรัฐธรรมนูญจะสำเร็จได้ก็เมื่อประชาชนยอมรับร่วมกันข้อที่น่าสนใจก็คือ เราต้องพิจารณาว่ามีอะไรผิดที่เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คนที่ศึกษารัฐธรรมนูญในเอเชียก็พูดกันบ่อยๆ ว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ของประเทศไทยเป็นฉบับที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งในโลก แต่เกิดอะไรขึ้นที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2540เป็นฉบับที่ดีฉบับหนึ่งของโลกนั้น เพราะอย่างน้อยที่สุดมีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และนี่เป็นข้อดีมากๆ ถ้าเกิดไม่มีการรัฐประหารผมคิดว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือการนำรัฐธรรมนูญมาใช้ต่างหาก สิ่งที่ผมกังวลอยู่ก็คือว่า ผู้นำของประเทศไทยคิดว่ารัฐธรรมนูญจะแก้ปัญหาได้ แต่ปัญหาการเมืองไทยมันลึกไปกว่านั้นนะ เกินกว่าที่รัฐธรรมนูญจะแก้ได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ใช่ยามหัศจรรย์ ที่ว่าจะเขียนร่างฯ ใหม่แล้วจะแก้ปัญหาได้ เรื่องที่สำคัญไม่ใช่เรื่องดุลยภาพของฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารแต่ว่าปัญหาอยู่ทีหน่วยงานอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบต่างหากผมขอพูดถึงบริบทนอกประเทศไทย ผมอยากจะแนะนำประเภทของความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร รูปแบบแรก ถ้าฝ่ายนิติบัญญัติและบริหารแข็งแรงเท่ากันก็จะเกิดการแยกอำนาจที่เข้มแข็งแต่ก็มีอุปสรรคว่า ถ้าต่างฝ่ายต่างแข็งมันก็ทำงานกันไม่ได้รูปแบบต่อไปคือ ฝ่ายบริหารอ่อนแอ ฝ่ายนิติบัญญัติแข็งแรง เช่น ในระบบประธานาธิบดีของอเมริกาก็เคยประสบปัญหานี้ รัฐบาลก็จะค่อนข้างปวกเปียกรูปแบบที่ 3 ต่างฝ่ายต่างอ่อนแอ ก็อาจจะมีบุคคลที่ 3 มาเกี่ยวข้อง เช่น กรณีของประเทศไทย ก็มีทหารเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะฉะนั้นแทนที่จะไปคาดว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะเป็นฝ่ายเดียวที่จะควบคุมฝ่ายบริหาร รัฐธรรมนูญฉบับ 1997 มีการบัญญัติให้มีหน่วยงานอิสระที่จะควบคุมฝ่ายบริหารซึ่งเป็นบทบัญญัติที่แม้แต่สิงคโปร์เราก็ไม่มีและกำลังฝันอยู่ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็คือว่า หน่วยงานอิสระเหล่านี้ไม่สามารถทำงานของตัวเองได้อย่างดี ก็อาจจะเป็นเพราะทักษิณหรืออะไรก็ตาม นี่คือประเด็นที่สำคัญมากๆ ไม่ว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะแข็งแรงพอหรือไม่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือหน่วยงานอิสระเหล่านี้เองเพราะฉะนั้น การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่จำเป็นต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติแข็งแรงกว่าฝ่ายบริหาร เพราะว่าทั้ง 2 ฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน แต่สิ่งที่ต้องทำคือ จะทำอย่างไรให้หมาเฝ้าบ้าน ซึ่งได้แก่องค์กรอิสระได้ทำงานได้อย่างแข็งแรงมากกว่า0 0 0Prof. Andrew Harding "อาจจะเป็นการผิดที่เราพยายามใช้กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญในการแก้ปัญหาเราให้ความสำคัญกับคนพวกนี้มากไปหรือเปล่าเราอย่าไปคิดหรือคาดหวังมากกับนักกฎหมายแต่สิ่งที่สำคัญก็คือการพัฒนาระบอบการเมืองอย่าไปคิดว่าเพราะการเมืองมันล้มเหลวแล้วไปหาทางออกอย่างอื่น"Prof. Andrew Harding จากแคนาดา - กระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญสำคัญมาก เพราะว่าถ้ากระบวนการมันถูกต้องผลก็จะออกมาดี มันไม่ใช่เรื่องของการเอาผลอย่างเดียว แต่กระบวนการต้องดีเป็นที่ยอมรับด้วย ผลที่จะได้ก็จะออกมาดีเป็นที่ยอมรับ ผมเห็นว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ของไทยนั้นทำให้เกิดผลเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งในโลกโดยทั่วไปการร่างฯ จะดีที่สุด ถ้ามีตัวแทนหรือองค์กรจากฝ่ายต่างๆ จำนวนมาก และก็มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยร่างฯ ในประเด็นทีเกี่ยวข้องอื่นๆ และก็เราก็จะต้องมีการทำประชามติ เพื่อให้เห็นชอบกระบวนการ ซึ่งก็เขียนไว้รัฐธรรมนูญเฉพาะกาลแล้วแต่ผมขอตั้งข้อสังเกตในประเด็นเรื่องการประชามติ เพราะปรากฏว่าหลายประเทศในยุโรปเปิดให้มีการลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญของสหภาพยุโรป แต่ผลที่ได้คือการปฏิเสธรัฐธรรมนูญของยุโรป ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่เราจะสันนิษฐานเอาเองว่า ประชาชนจะให้ความเห็นชอบ เพราะว่าการลงประชามติเกี่ยวข้องกับหลายอย่าง เกี่ยวข้องกับเวลา เกี่ยวข้องกับความนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปมาจุดเข็งของรัฐธรรมนูญปี 2540 นั้นดีอยู่แล้วสำหรับฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง แต่ปัญหาคือการมีฝ่ายนิติบัญญัติอ่อนแอเกินไป และผมก็ไม่เห็นด้วยว่า หากทั้งสองฝ่ายแข็งแรงแล้วการเมืองจะติดล็อกประเด็นต่อไปก็คือ ผมเห็นว่านายกฯ ไม่ควรจะมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการยุบสภา และระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งของนายกฯ ไม่ควรเกิน 2 สมัยอีกประเด็นที่สำคัญก็คือ รัฐธรรมนูญของไทยซึ่งบัญญัติให้รัฐสภาเป็นผู้รับประกันความอิสระของหน่วยงานอิสระเป็นเรื่องที่ชาญฉาดมาก และแม้จะทำไม่ได้ในทางปฏิบัติก็ไม่ควรจะเอาเหตุที่ปฏิบัติไม่ได้ก็โยนมันทิ้งไปหมดเลยทั้งกระบิ วิธีการก็คือว่า ต้องพิจารณาว่าบทบาทใดที่เป็นไปได้ และจะทำอย่างไรให้ดีขึ้นในทางปฏิบัตินอกจากนี้เราควรจะมานั่งคิดว่า จะทำให้รัฐประหารมันไม่จำเป็นและเป็นไปไม่ได้ในอนาคตได้อย่างไร เราทำได้ แต่เราไม่กล้าที่จะทำหรือเปล่า เราควรเขียนในรัฐธรรมนูญว่า จะทำอย่างไรให้การรัฐประหารเป็นไปไม่ได้ เราต้องนั่งลงคิดเรื่องทหาร เพราะการที่ให้พื้นที่กับทหาร ก็คือการไม่ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตย และอาจจะเป็นการผิดที่เราจะพยายามใช้กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญในการแก้ปัญหา เราให้ความสำคัญกับคนพวกนี้มากไปหรือเปล่า เราอย่าไปคิดหรือคาดหวังมากกับนักกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญก็คือการพัฒนาระบอบการเมือง อย่าไปคิดว่าเพราะการเมืองมันล้มเหลวแล้วไปหาทางออกอย่างอื่นสุดท้าย การร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่การจัดทำรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ต้องมีการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของประชาชนด้วย เหมือนอย่างที่รัฐธรรมนูญปี 2540 เคยทำ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมเป็นห่วงที่สุดขณะนี้ก็คือ องค์ประกอบของคนร่างรัฐธรรมนูญอ้างอิงฟัง 2 นักวิชาการแคนาดา-สิงคโปร์ : ถ้ารัฐธรรมนูญ 2540 ดีที่สุดในโลก แล้วปัญหาการเมืองไทยอยู่ที่ไหน http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=5720&Key=HilightNews
หัวไม้ story
  พิณผกา งามสม   ในระหว่างที่การต่อสู้ทางการเมืองไทยยังคงถกเถียงกันเรื่องโมเดลการเมืองใหม่ การเมืองใหม่กว่า รวมถึงระบบโควตาและระดับความชอบธรรมของ ‘เสียง' การเมืองเพื่อนบ้านของไทยก็กำลังเข้มข้นอยู่บนหนทางเดิมๆ ตามระบอบรัฐสภาเมื่อนายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้านของมาเลเซียประกาศว่าจะเขย่ารัฐบาลมาเลย์ให้ล่มเพื่อเปิดโอกาสในการจัดสรรที่นั่งในสภากันใหม่ โดยยึดเอาวันที่ 16 กันยายนเป็นวันดีเดย์ แรกทีเดียว หลายฝ่ายอาจคิดว่าเป็นเพียงการสร้างสีสันให้การรณรงค์ทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านอย่างที่เคยทำมาอย่าแข็งขัน เพราะต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า แนวทางของอันวาร์ในการสู้รบกับรัฐบาลที่ครองอำนาจมายาวนานโดยรัฐบาลแนวร่วมแห่งชาตินั้น ต้องถือว่าขยันขันแข็งและใช้เทคโนโลยีสื่อสารได้อย่างมีศักยภาพใครที่อยู่ในเครือข่ายผู้ได้รับข่าวสารทางอีเมล์ของออฟฟิศนายอันวาร์ย่อมทราบดี ว่ากล่องรับข้อความของคุณจะเต็มไปด้วยข้อมูลจากฝ่ายค้าน รายละเอียดความคืบหน้าการเคลื่อนไหว และมีตารางเวลาคอยเป็นตัวกระตุ้นความสนใจอยู่ตลอด ฉะนั้น เมื่อเขาประกาศวาระการเขย่ารัฐบาลครั้งใหญ่ จึงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ แต่ก็น่าติดตามเมื่อพรรคยุติธรรมประชาชนกวาดเก้าอี้ได้ 32 ที่นั่ง และรวมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ แล้วเป็นจำนวน 82 ที่นั่ง จากจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 222 คน พรรคยุติธรรมประชาชนไม่ได้หยุดความฮือฮาไว้แค่นั้น แต่ประกาศเดินหน้าปฏิรูประบบเลือกตั้งและระบบยุติธรรม ซึ่งพรรคถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในมาเลเซียนอกจากนี้ ยังประกาศคัดง้างแนวนโยบายหลักที่อัมโนได้ดำเนินมายาวนานก็คือ นโยบาย ภูมิบุตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจแผนใหม่ (New Economic Policy) ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นนโยบายที่กีดกันเชื้อชาติและเป็นต้นเหตุให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจของคนมาเลย์เชื้อชาติอินเดียและจีนเมื่อวันที่ 13 กันยายน อันวาร์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านที่เรียกขานกันในอีกชื่อว่าแนวร่วมเพื่อประชาชน ได้ประกาศว่า จะมีการเขย่ารัฐบาลครั้งใหญ่และเตรียมจะยึดสภาในวันที่ 16 กันยายน....!!! จนกระทั่งวันที่ 16 ก.ย. มาถึงจริง อันวาร์ประกาศว่ามีรายชื่อ ส.ส. พรรครัฐบาลอยู่ในมือ 31 คนที่พร้อมจะก้าวมาร่วมหัวจมท้ายกับเขา และนั่นก็จะทำให้พรรคฝ่ายค้านมีที่นั่งรวมกันเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. ในสภา เขาได้ยื่นจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี ในเวลา 14.30 น. ของวันที่ 16 กันยายน เพื่อขอเปิดการเจรจากันในวันที่ 23 ก.ย. ที่จะถึงนี้ ท่าทีของบาดาวีขณะนี้ยังคงนิ่งเฉยอยู่ และข้อสงสัยของผู้ติดตามข่าวสารคือ รายชื่อ 31 ส.ส. พรรครัฐบาลนั้นมีจริงหรือไม่ และเป็นใครบ้าง ซึ่งคงอีกไม่กี่วันจะได้รู้ผลกันอย่างไรก็ตาม แนวทางแบบนี้ของแนวร่วมฝ่ายค้านนั้นน่าสนใจว่า การต่อสู้เพื่อโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเดินไปตามแบบเผนอย่างน่าทึ่ง เมื่อย้อนมองกลับไป เราจะพบการต่อสู้ที่เป็นระบบ และเป็นกระบวน แยกบทบาทอย่างชัดเจนระหว่างระดับพรรคการเมือง และระดับแนวร่วมภาคประชาชนแม้ว่าข้อกล่าวหาที่พุ่งเป้าไปสู่รัฐบาลมาเลเซียนั้น มี 3 ประเด็นใหญ่ๆ ก็คือ แนวนโยบายแห่งรัฐที่เลือกปฏิบัติทางชาติพันธุ์ การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด และการคอร์รัปชั่นแต่ขบวนการต่อสู้ทางการเมืองครั้งใหญ่ในปีที่ผ่านมา (2007) ของภาคพลเมืองมาเลเซียก็คือ การร่วมมือกันเรียกร้องการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และเป็นธรรม เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองได้ลงสู่การแข่งขันอย่างเท่าเทียม อย่างไรก็ตามดูเหมือนสาสน์ ที่ส่งออกมาไม่ใช่การส่งไปยังรัฐบาลโดยตรง และแม้หวังส่งสัญญาณไปที่รัฐบาลโดยตรงก็คงต้องบอกว่าไม่ได้ผล เพราะการเลือกประกาศวันเลือกตั้งในวันที่ 8 มีนาคม 2008 นั้นบอกชัดอยู่แล้วว่ารัฐบาลไม่ได้ต้องการสร้างโอกาสที่เป็นธรรมให้แก่นายอันวาร์ซึ่งติดทัณฑ์บนห้ามลงเลือกตั้งจนกว่าจะพ้นวันที่ 14 เมษายนของปีเดียวกัน แต่หากคิดว่าสาสน์นั้นส่งผ่านไปยังประชาชนผู้เป็นเจ้าของคะแนนเสียงที่จะกำหนดทิศทางการเมืองมาเลย์อย่างแท้จริงก็ควรนับว่าได้ผลเมื่อพิจารณาจากผลการเลือกตั้งที่ออกมาชนิดหักปากกาเซียนพรรคน้องใหม่อย่างพรรคยุติธรรมประชาชนซึ่งในการเลือกตั้งเมื่อปี 2003 ได้ที่นั่งในสภาเพียงที่นั่งเดียว กลับกวาดมาได้ถึง 31 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2008 เมื่อรวมกับพรรคกิจประชาธิปไตย (Chinese-based Democratic Action Party- DAP) ได้ 28 ที่นั่ง และพรรคปาส (Parti Islam Se-Malaysia- PAS) ได้ 23 ที่นั่ง รวมเป็น 82 ที่นั่ง นี่คือจำนวน ส.ส. ฝ่ายค้านที่มากที่สุดในรอบ 40 ปี และนี่เป็นผลการเลือกตั้งที่เขย่าเสถียรภาพของรัฐบาลชนิดที่ช็อกความรู้สึกนักลงทุนและส่งผลให้ตลาดหุ้นดิ่งฮวบทันทีด้วยความไม่แน่ใจในเสถียรภาพของนโยบายเศรษฐกิจขณะที่เส้นทางในระบอบรัฐสภาดำเนินมาได้ด้วยดีด้วยจำนวน ส.ส. ที่มากเป็นประวัติการณ์ และ อันวาร์ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำฝ่ายค้านแม้ตัวเองจะอยู่นอกสภา อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ทางการเมืองเชื่อว่า ที่สุดแล้ว อันวาร์จะต้องได้ลงชิงเก้าอี้ ส.ส.ภายในปีนี้ ในการเลือกตั้งซ้อมเขตใดเขตหนึ่งอย่างแน่นอน และก็เป็นเช่นนั้นจริงวันที่ 31 ก.ค. ดร. วัน อาซีซาร์ วันอิสมาอิล ประธานพรรคยุติธรรมประชาชน ภรรยาของนายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้านของมาเลเซีย ยื่นจดหมายลาออกจากการเป็นสมาชิกรัฐสภาอย่างเป็นทางการเพื่อเปิดทางให้สามีเข้าสู้สภา27 สิงหาคม ผลการเลือกตั้งซ่อมในเขต เมืองเปอร์มาตัง ปาอูห์ ในรัฐปีนัง นายอันวาร์ชนะคู่แข่ง เข้าสู่สภาพร้อมประกาศว่าจะรวบรวมสมาชิกฝ่ายรัฐบาลมาเข้าร่วมกับ กับฝ่ายค้าน เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนเพียงพอในการโค่นล้มรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี ในวันที่ 16 ก.ย. ซึ่งถือเป็นวันชาติของมาเลเซีย (เป็นวันชาติที่มีการรวมรัฐเประ และตรังกานูร์ รวมทั้งสิงคโปร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2506 )ก่อนจะไปถึงวันที่ 23 กันยายน สาสน์ที่นายอันวาร์ส่งถึงประชาชนชาวมาเลเซียนั้น ระบุยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลว่า ประเด็นที่ผู้นำฝ่ายค้านต้องการเจรจากับนายกรัฐมนตรีนอกเหนือจากเรื่องของตัวผู้นำประเทศที่อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวน ส.ส. ในสังกัดแล้ว อีก 4 ประการที่รัฐบาลของนายบาดาวี อย่างไรเสียก็ต้องตระหนักคือประการแรก รัฐบาลพรรคแนวร่วมแห่งชาติจะต้องไม่ขัดขวางหรือกีดกัน ส.ส. ในซีกรัฐบาลในการตัดสินใจอย่างเป็นอิสระ และเป็นไปตามสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ประการที่ 2 รัฐบาลแนวร่วมแห่งชาติจะต้องไม่ นำเอากฎหมายความมั่นคงภายในมาใช้เพื่อกักขังสมชิกรัฐสภาที่มีเจตนาจะเข้าร่วมกับฝ่ายค้าน รวมถึงสมาชิกฝ่ายค้านในปัจจุบันประการที่ 3 รัฐบาลแนวร่วมแห่งชาติจะต้องไม่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือใช้กำลังตำรวจหรือระงับใช้รัฐธรรมนูญ หรือยุบสภาโดยต้องยอมเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ประการที่ 4 รัฐบาลแนวร่วมแห่งชาติ ต้องไม่ปิดกั้นถนน ขัดขวางสมาชิกรัฐสภาในการเดินทางไปที่ทำการรัฐสภาและสถานที่ทำการของรัฐบาลนอกจากนี้ ได้เรียกร้องต่อสื่อมวลชนกระแสหลักให้ยอมรับความเป็นจริงของประวัติศาสตร์การเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งนี้ และรายงานอย่างเป็นธรรม และปราศจากอคติแถลงการณ์ที่ออกมาจากผู้นำฝ่ายค้านมาเลเซียนั้นย่อมสะท้อนภาพปัญหาของการเมืองมาเลเซียที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นถนน ทำให้ผู้ชุมนุมในกรณีต่างๆ ไม่สามารถเข้าถึงนักการเมืองที่เป็นเป้าหมายได้ หรือการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนักเคลื่อนไหวโดยปราศจากการตั้งข้อหาเฉพาะตัวของนายอันวาร์เองนั้น เผชิญข้อกล่าวหาที่ส่งเขาเข้าคุกไปแล้ว 2 ครั้ง ข้อหาหนึ่งก็คือคอร์รัปชั่น (ถูกตัดสินปี 1999 รับโทษจำคุก 6 ปี ) อีกข้อหาคือ การประพฤติผิดทางเพศ (ถูกตัดสินปี 2000 รับโทษจำคุก 10 ปี) ซึ่งเป็นข้อหาที่เขาถูกกล่าวหาซ้ำอีกเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เป็นเหจุให้เขาต้องลี้ภัยเข้าไปอยู่ในสถานทูตตุรกีประจำประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. และต้องเรียกร้องให้รัฐบาลรับประกันความปลอดภัยหากเขาเดินทางออกมาจากสถานทูตทั้งนี้ ที่น่าสนใจที่สุดของแถลงการณ์ในวันที่ 16 ซึ่งเป็นแถลงการณ์จากผู้นำฝ่ายค้านที่เผชิญมรสุมจากเกมการเมืองมาเป็นเวลา 10 ปีพอดิบพอดี (เมื่อนับจากการเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชั่นและประพฤติผิดทางเพศที่ส่งเขาเข้าไปเผชิญการทำร้ายร่างกายในคุก) คงจะเป็นส่วนที่กล่าวว่า...."เรา ในนามแนวร่วมเพื่อประชาชนเชื่อว่า เราสามารถธำรงรักษามาเลเซียไว้จากภาวะล่มสลายทางเศรษฐกิจ และการเมืองที่กีดกันเชื้อชาติในระดับที่น่าอันตราย เราจะกระทำการอย่างรอบคอบ เป็นไปตามกฎหมาย และจะไม่กระทำการที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของประเทศรวมถึงความปลอดภัยของประชาชน..."เราได้รับการยืนยันจากสมาชิกรัฐสภาในจำนวนที่มากพอที่จะก่อตั้งรัฐบาลใหม่ และรัฐบาลของเราจะเป็นภาพสะท้อนความหลากหลายของสังคมมาเลเซียการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสงบเรียบร้อยคือสิ่งที่เราตระหนัก"
ประกายไฟ
  แถลงการณ์ของกลุ่มผู้ใช้แรงงานและกลุ่มพันธมิตรนิสิตนักศึกษาต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้1 กันยายน 2551จากเหตุการณ์การชุมนุมยืดเยื้อและความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการปะทะกันระหว่างรัฐบาลพรรคพลังประชาชน และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในช่วงเวลาที่ผ่านมาอันเป็นความขัดแย้งทางการเมืองของฝ่ายชนชั้นนายทุน มิใช่การต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของชนชั้นล่างอย่างแท้จริง กลุ่มผู้ใช้แรงงานและกลุ่มพันธมิตรนิสิตนักศึกษาที่ลงนามในแถลงการณ์ฉบับนี้มีความคิดเห็นและข้อเรียกร้องต่อสังคม ดังต่อไปนี้1. เราคัดค้านการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ตำรวจทหารในการปราบปรามผู้ชุมนุมทางการเมือง และการประกาศสภาวะฉุกเฉินของฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งการเรียกร้องยั่วยุให้รัฐใช้ความรุนแรงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เช่น การเรียกร้องให้ทหารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครองเข้ามาทำรัฐประหาร 2. เราต้องไม่ประณามวิธีการต่อสู้ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือวิธีการที่ไม่ใช่ "สันติวิธี" ไม่ว่ากลุ่มนั้นๆจะมีจุดยืนทางการเมืองแบบใดก็ตามหากเป็นการกระทำเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้กับรัฐ เช่น การชุมนุมแบบปิดถนน การยึดสถานที่ราชการ และการนัดหยุดงานแบบผิดกฎหมาย ซึ่งวิธีการทั้งหมดนี้เป็นวิธีการต่อสู้ทางการเมืองของชนชั้นล่างทั้งในประเทศและในระดับสากลในการต่อสู้กับความยุติธรรมปลอมๆที่สร้างขึ้นโดยระบบทุนนิยมและรัฐตลอดมา3. เราคัดค้านแนวทาง "การเมืองใหม่" ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เสนอให้ตัวแทนของประชาชนในรัฐสภามาจากการแต่งตั้ง หรือที่เรียกว่า "70: 30" ซึ่งข้อเสนอเช่นนี้เป็นข้อเสนอที่จำกัดสิทธิในทางการเมืองของชนชั้นล่าง เราเสนอว่า ทางออกจากปัญหาดังกล่าวต้องใช้วิธีการปฏิรูปและพัฒนาสถาบันทางการเมืองที่เป็นไปเพื่อสนับสนุนและเพิ่มอำนาจให้แก่ประชาชนมากกว่าที่จะเป็นการถอยหลังเข้าคลองไปสู่ระบอบเผด็จการเช่นข้อเสนอของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย4.อันเนื่องมาจากการเมืองทั้ง 2 ขั้วในปัจจุบัน คือ รัฐบาลพรรคพลังประชาชน และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่างแสดงจุดยืนทางการเมืองแบบชาตินิยมและอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ซึ่งจุดยืนทางการเมืองเช่นนี้ไม่ใช่ข้อเสนอหรือแนวทางการเมืองที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์จริงของคนชั้นล่าง ทั้งที่เป็นกรรมกร เกษตรกร คนจนเมือง ฯลฯ เราในฐานะกลุ่มผู้ใช้แรงงานและกลุ่มพันธมิตรนิสิตนักศึกษาที่ลงนามในแถลงการณ์นี้เสนอให้มีการพูดถึงการปฏิรูปการเมืองและสังคมโดยมีการเก็บภาษีทางตรงในอัตราก้าวหน้า ภาษีมรดก ภาษีที่ดินจากคนร่ำรวย เพื่อการสร้างรัฐสวัสดิการที่ดูแลชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตายอย่างเป็นรูปธรรม  กลุ่มประกายไฟกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียงสหพันธ์สิ่งทอและเครื่องหนังแห่งประเทศไทย 
หัวไม้ story
ระหว่างรอผลว่า ท้ายที่สุดอดีตนายกรัฐมนตรีไทยและภรรยาจะได้อยู่ในประเทศอังกฤษในฐานะผู้ลี้ภัย หรือจะกลายเป็นผู้ร้ายข้ามแดนที่ต้องประสานให้ส่งมอบตัวกลับมาดำเนินคดีในไทย ลองดูซิว่าทำเนียบรุ่นผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศอังกฤษอ้าแขนรับที่ผ่านมา มีใครบ้าง.... 
หัวไม้ story
วันที่ 8 สิงหาคม ปี 1988 เป็นวันแห่งการปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า และการปราบปรามนั้นได้ดำเนินไปหลายวันในย่างกุ้ง หัวไม้สัปดาห์นี้ ขอเป็นส่วนหนึ่งของการรำลึกในโอกาสครบรอบ 20 ปี ของการต่อสู้ของเพื่อนมิตรชาวพม่าในครั้งนั้น ด้วยบทเพลงพม่าที่เขียนขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น คือเพลง วันที่ 8 เดือน 8 ปี 88 และ เพลงไม่มีวันลืม (Kabar Ma Kyay Bu Heyt!) ทั้งสองเพลงออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เสียงประชาธิปไตยแห่งพม่า (Democratic Voice of Burma - DVB) ทุกรอบปี เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ปราบปรามที่เกิดขึ้นเราหวังว่าสักวันหนึ่งเสรีภาพและประชาธิปไตยจะปรากฏขึ้นในขอบฟ้าฟากตะวันตก เพลง วันที่ 8 เดือน 8 ปี 88 (ที่มา: ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ DVB)เพลงไม่มีวันลืม (ที่มา: ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ DVB)
Hit & Run
< จิรนันท์ หาญธำรงวิทย์>แบนเกมมาริโอ้ เหตุเด็กประถมกระโดดเอาศีรษะกระแทกอิฐ ไล่เตะเต่าและตะพาบ ซ้ำยังเอาแต่กินเห็ด เพราะอยากตัวสูง เลียนแบบเกมมาริโอ้ แบนอิคคิวซัง เหตุเด็กอนุบาล หวังฉลาดแบบอิคคิว เอานิ้วแตะน้ำลายถูรอบศีรษะจนเป็นขี้กลาก แบน นสพ.หัวสีรุ้ง หลังพบเด็กมัธยม อ่านข่าวข่มขืนแล้ว อยากทำตาม เพราะบรรยายอย่างละเอียด (เหตุการณ์สมมติ) ถ้าสังคมนี้ แก้ไขทุกอย่างด้วยการชี้นิ้วหาคนผิด และแบนสิ่งนั้นๆ เสีย ก็คงง่ายดีพิลึก ต่อไปสังคมก็คงใสสะอาด เต็มไปด้วยคุณธรรมสูงส่ง จริงหรือ?
kanis
   แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ฉบับที่ 6    การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550 มาตรา 63 กับการผลักดันพระราชบัญญัติจัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะของนายจุมพฏ  บุญใหญ่ สส.สกลนคร  พรรคพลังประชาชน คือความถดถอยแห่งกระบวนการประชาธิปไตย  เป็นแนวความคิดเผด็จการแนวใหม่ ในระบอบการเลือกตั้ง  .จากการที่นายสมัคร  สุนทรเวช  นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอความคิดและความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550 มาตรา 63  เพื่อจำกัดในการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมโดยสงบ สันติและปราศจากอาวุธ  โดยเติมถ้อยคำอันเป็นอุปสรรคทำให้การชุมนุมของประชาชนต้องประสบปัญหาและทำให้การรวมกลุ่มในการชุมนุมโดยสงบทำได้ยากขึ้น  ถือเป็นการปิดกั้นเสรีภาพและทำลายพื้นฐานของความเป็นประชาธิปไตย  การละเมิดสิทธิ์ การจำกัดเสรีภาพถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง และขัดกับหลักคิดที่เคยมีการนำเสนอมาก่อนของรัฐบาลชุดนี้  ที่ยืนยันชัดเจนว่าจะยึดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540 มาเป็นแม่แบบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ทุกประโยค ทุกสำนวนและทุกถ้อยคำก็มาจากมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 เพราะฉนั้น  แนวคิดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ของนายสมัคร ถือว่ามิได้ยึดหลักที่เคยแถลงไว้ว่าจะนำรัฐธรรมนูญ ปี 2540 มาเป็นแม่แบบแม้แต่นิดเดียว  สร้างระบอบเผด็จการจากการเลือกตั้งนำประเทศถอยหลังกลับไปเมื่อก่อนปี 2475  ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มีแนวคิดสร้างรัฐธรรมนูญอย่างไร้หลักไร้เหตุผล ที่มีพื้นฐานแห่งความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง.  ความพยายามในการผลักดันร่าง พรบ.จัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะของนายจุมพฏ บุญใหญ่ สส.สกลนคร พรรคพลังประชาชน  ถือว่าไร้สาระขัดกับหลักของกฎหมายรัฐธรรมนูญในทุกๆฉบับที่เคยใช้ปฏิบัติมาในประเทศไทย มีแนวคิดสร้างประเทศไทยให้เป็นรัฐตำรวจ ดูถูกเสรีภาพ ทำลายการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน จึงเห็นว่านายจุมพฏ  บุญใหญ่   มีความคิดที่เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย  อันมีพระมหากษัตริยทรงเป็นพระประมุข  จึงขอแถลงมาเพื่อเรียกร้องให้  นายสมัคร  ยุติความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550 ทั้งฉบับ เพราะนายสมัครกำลังจะสร้างรัฐธรรมนูญตามอำเภอใจ  ไม่มีความเข้าใจในปรัชญาของกฎหมายแม้แต่นิดเดียว รวมถึงควรแสดงสปิริตความรับผิดชอบ ด้วยการลาออก  ไม่สมควรบรรจุร่าง พรบ.จัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเพราะขัดรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เคยใช้มาในประเทศไทย  นายจุมพฏ  บุญใหญ่  ผู้เสนอร่างสมควรพิจารณาตนเอง  เพราะมีความคิดที่เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย  .เรียกร้องให้พี่น้องเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา พี่น้องสมัชชาคนจน หรือพี่น้องเครือข่ายภาคประชาชนที่ประสบปัญหาจากการพัฒนาของรัฐ และใช้การชุมนุมโดยสงบเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับผู้มีอำนาจ  ออกมาช่วยกันคัดค้านและร่วมประณามรัฐบาลกับ สส.พลังประชาชนที่มีความคิดดังกล่าว เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนคนไทยทุกคนตามหลักปฏิญญาสากลแห่งสิทธิมนุษยชน ต่อไป แถลงเมื่อ  วันที่  5  สิงหาคม 2551
หัวไม้ story
< พิณผกา งามสม > ถ้าผู้หญิงคืออีกซีกหนึ่งของฟากฟ้า อย่างที่จอน เลนนอน ไอดอลแห่งยุคบุปผาชนเคยกล่าวไว้  ภาพข่าว ดร. วันอาซีซาร์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาแห่งสหพันธ์รัฐมาเลเซีย เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อเปิดทางให้กับสามีได้ลงเลือกตั้งชิงเก้าอี้ในรัฐสภาที่ว่างลงในฐานะอีกครึ่งชีวิตทางการเมืองของนายอันวาร์ อิบราฮิม ก็คงเป็นตัวอย่างจริงของความเป็นอีกฟากหนึ่งของท้องฟ้า แต่จะเป็นท้องฟ้าของวันใหม่ดังที่นายอันวาร์ย้ำมาตลอดหรือไม่ เป็นเรื่องของการเมืองที่ยากจะคาดการณ์ ดร. วันอาซีซาร์ ได้ชื่อว่าเป็นทัพหลังที่แข็งแกร่งของนายอันวาร์ จากอาชีพจักษุแพทย์ เธอต้องกระโจนลงสู่สนามการเมือง เมื่อสามีถูกเกมการเมืองเล่นงานจนสะบักสะบอมทั้งข้อหาคอร์รัปชั่นและประพฤติผิดทางเพศ เมื่อ 8 ปี ก่อนผลจากเกมการเมืองที่นายอันวาร์ตกเป็นผู้ถูกกระทำ ได้ชักนำให้นักเคลื่อนไหวและนักการเมืองรวมตัวกันเป็นพรรคยุติธรรมประชาชน โดยมีดร. วันอาซีซาร์เป็นหัวหน้าพรรค เป็นที่รู้กันว่า ดร. วันอาซีซาร์รั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรค รอวันที่นายอันวาร์เป็นอิสระ และสามารถลงชิงชัยในสนามเลือกตั้งได้อีกครั้งวันนี้ นายอันวาร์ ต้องเผชิญข้อกล่าวหาเดิมๆ อีกครั้ง ว่าด้วยการประพฤติผิดทางเพศ แน่นอนว่า ดร.วันอาซีซาร์จะต้องทำหน้าที่ของเธอต่อไป ดังที่ประกาศไว้ว่า จะยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคยุติธรรมประชาชนและประธานมูลนิธิสันติภาพ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในทางการเมืองสำหรับบรรดาฝ่ายค้าน ย้อนหลังไปวันที่ 30 กรกฎาคม คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาของอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมการเมืองไทยอย่างถอนรากถอนโคน ต้องโทษจำคุก 3 ปี จากคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่ามีความผิดฐานความผิดฐาน ร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรอันเป็นความผิดตามประ มวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) (2) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91 การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมยังคงดำเนินต่อไป เมื่อเธอยื่นอุทธรณ์และขอประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์ 8 ล้านบาท ผู้หญิงสองคนจากประเทศพรมแดนชิดติดกัน กำลังเดินไปบทเส้นทางที่สัมพันธ์กับบทบาทหน้าที่ในทางการเมืองของสามี แต่ด้วยทิศทางที่แตกต่างชีวิตของผู้หญิงของผู้นำในอดีตทั้งในโลกเสรี และโลกสังคมนิยมก็เช่นกันooo เจียงชิง: เมื่อคนแก่ไม่สามารถควบคุมเมียของตัวเอง“ประธานเหมาคิดว่าท่านสามารถควบคุมภรรยาและคนรอบด้านอย่างหลินเปียวกับคังเซิงได้ แต่แล้วท่านกลับควบคุมไม่ได้” ……บทสรุปความเห็นที่สิรินทร์ พัธโนทัย พยายามบอกกับผู้อ่าน ‘มุกมังกร’ว่าประธานเหมา เจ๋อ ตุง ผู้เป็นศูนย์รวมความสามัคคีของชาวจีนมีความสัมพันธ์ชนิดไหนกับ “แก๊ง 4 คน” ในห้วงเวลาโกลาหลจากการปฏิวัติวัฒนธรรมเจียงชิง เติบโตมาในครอบครัวชาวนา เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนโดยทำงานด้านวัฒนธรรมด้วยการเป็นนักแสดง เจียงชิงเป็นภรยาคนที่ 3 ของประธานเหมาและเป็นคนสุดท้าย โดยใช้ชีวิตคู่ร่วมกับประธานเหมานานถึง 37 ปี เจียงชิงเริ่มก้าวขึ้นมามีบทบาทระดับนำในพรรคช่วงบั้นปลายชีวิตของประธานเหมา เจียงชิงร่วมกับสมาชิกระดับแกนนำของพรรคอีก 3 คนคือ จางชุนเฉียว  เหยาเหวินหยวน และหวังหงเหวิน ในนามแก๊ง 4 คน โดยใช้กรปฏิวัติวัฒนธรรม กำจัดผู้ที่คิดต่างทางการเมือง และปลุกระดมให้เกิดการกวาดล้างผู้ไม่ซื่อตรงต่อพรรค และพวกลัทธิแก้และนายทุน ครั้งมโหฬาร ในระหว่างปี 1966 -1976ผลจากการปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ส่งผลให้ชาวจีนจำนวนกว่า 700,000 คนต้องถูกทารุณกรรม ทั้งจากการถูกลงโทษโดยทางการ และถูกทำร้ายร่างการจากเหตุจลาจล มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 34,274 นอกจากนี้ยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอันเนื่องจาก ‘กองทัพแดง’ เข้ารื้อค้นทำลายบ้านเรือนราษฎร และร้านค้าที่ต้องสงสัยว่าเป็นฝ่ายนายทุน หรือเป็นพวกลัทธิแก้การปฏิวัติวัฒนธรรมนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นไปเพื่อกำจัดศัตรูทางการเมืองของแก๊ง 4 คนนั้นเอง อย่างไรก็ตามผลจากการปลุกระดมและการทำงานอย่างแข็งขันของกองทัพแดงภายในเวลา 10 ปี ก็ส่งผลสะเทือนไปกว้างขวางและก่อความคลางแคลงใจต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างปฏิเสธไม่ได้ภายหลังการอสัญกรรมของประธานเหมาในปี 1976 แก๊งสี่คนถูกจับกุมเนื่องจากซ่องสุมกำลังอาวุธเพื่อยึดอำนาจรัฐในระหว่างดำเนินคดี และถูกกักขังอยู่นั้น เจียงชิงยังคงยืนยันว่า สิ่งที่กระทำลงไปภายใต้การนำของแก๊งสี่คน เป็นเจตนารมณ์ของประธานเหมาโดยประกาศว่าตัวเธอเองนั้นเป็นหัวหน้าฝูงสุนัขของประธานเหมา และจะกัดทุกคนที่ประธานเหมาสั่งให้กัดเจียงชิงถูกพิพากษาโทษประหารชีวิตในปี 1981 แต่ได้รับการลดโทษเหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิตในปี 1983 อย่างไรก็ตาม เธอได้รับการปล่อยตัวเพื่อเข้ารับการรักษามะเร็งที่ลำคอ ในปี 1991 เจียงชิงแขวนคอตายในห้องน้ำของโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ปี 1991ความสัมพันธ์ระหว่างเจียงชิง กับประธานเหมาในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมจีนนั้น เป็นข้อถกเถียงและคาดเดากันไปต่างๆ บ้างเชื่อว่า ประธานเหมาและมาดามเหมามีความสัมพันธ์ที่ห่างเหินในช่วงเวลานั้น บ้างก็ว่าอันที่จริงแล้วแก๊ง 4 คนนั้นมีสมาชิก 5 คน บทสนทนาระหว่างสิรินทร์ พัธโนทัย ตัวแทนทางการทูตอย่างลับๆ ที่ได้ผ่านช่วงเวลาวิกบากกรรมจากการปฏิวัติวัฒนธรรมจีนด้วยนั้น เลือกที่จะอธิบายในหนังสืออัตชีวประวัติ ‘มุกมังกร’ ผ่านบทสนทนาของเธอเองกับจิง ผู่ซุน ภรรยาของเลี่ยว เผิงจื้อ สมาชิกระดับแกนนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่า“แล้วทำไมประธานเหมาถึงปล่อยให้เธอทำอย่างนี้” ฉันถาม“ตอนนี้ท่านก็แก่มากแล้ว” เธอตอบพร้อมชี้หัวของเธอเอง “คนแก่มักจะไม่สามารถควบคุมเมียได้” (หน้า 398 มุกมังกร) เอวิต้า เปรอง สตรีหมายเลขหนึ่งบนสายรุ้งแห่งประชานิยมเอวิตา เปรอง หรือในชื่อจริง มาเรีย เอวา ดูอาร์เต้ เดอ เปรอง  สตรีหมายเลขหนึ่งคนแรกของอาร์เจนตินา และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั่วโลกทั้งขณะมีชีวิตและเมื่อจากไป ประวัติของเธอ ถูกนำมาเขียน ทำละคร และภาพยนตร์ฮอลีวูด  ประวัติส่วนตัวกว่าที่เธอจะไต่เต้าขึ้นมาสู่การเป็นภรรยาคนที่ 2 ของนายพลเปรองซึ่งผู้นำที่ครองใจชาวอาร์เจนตินาในช่วงสงครามเย็น (ระหว่างปี ค.ศ. 1946-55 และ 1973-4)..และเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งของอาร์เจนตินานั้นเป็นเกร็ดแห่งการซุบซิบนินทาชั้นเลิศ ภาพที่ชัดเจนของเธอก็คือ การไต่เต้าจากเด็กยากจน เรียนรู้ความแตกต่างทางชนชั้นโดยแลกด้วยประสบการณ์จริง เอวิตา อาจเป็นได้ทั้งนางฟ้าและปีศาจ ซึ่งสุดแท้แต่ใครจะเลือกใช้ฐานคติทางการเมืองใดตัดสิน และแน่นอนว่า ประวัติของเธอที่ไม่ได้มาจากตระกูลชั้นสูง และไม่ได้จบการศึกษาชั้นเลิศ รวมถึงการไต่เต้าขึ้นมาจากการเป็นนักแสดง ก็ทำให้เธอต้องฝ่าฟันอย่างหนักเพื่อจะได้รับการยอมรับจากชนชั้นนำในอาร์เจนตินา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกองทัพซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจสายอนุรักษ์นิยม อย่างไรก็ตาม เอวิต้า ในฐานะภรรยาของนายพลเปรอง เลือกที่จะทำงานการเมืองเคียงบ่าเคียงไหล่ และปฏิเสธไม่ได้ว่า เธอนั้นเป็นเสมือนฝ่ายประชาสัมพันธ์ชั้นยอดให้กับนายพลเปรอง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แนวคิดเปรอนิสม์ (Peronism) นั้นถูกเผยแพร่โดยนายพลเปรองและเอวิต้า แม้ว่าโดยหลักทฤษฎีแล้วมันอาจจะเป็นการผสมปนเประหว่างชาตินิยม ประชานิยม และสังคมนิยม รวมถึงบางคราวก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นฟาสซิสม์ด้วย แต่ที่แน่ๆ กลุ่มเป้าหมายของเปรองก็คือ กลุ่ม แรงงาน และคนจนเอวิต้า ทำงานรุกคืบสร้างพื้นที่ทางการเมืองใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มคนที่เคยปราศจากตัวตนทางการเมือง ได้แก่ เด็กกำพร้า กลุ่มแรงงาน สหภาพ และผู้หญิง เธอก่อตั้งมูลนิธิ เอวา เปรอง ทำงานด้านการกุศล โดยมุ่งไปที่การให้ความช่วยเหลือเด็กกำพร้า และผู้หญิงไร้บ้านซึ่งคนเหล่านี้ก็กลายมาเป็นฐานเสียงสำคัญของเธอภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1946 ซึ่งนายพลเปรองได้ครองตำแหน่งประธานาธิบดี เอวิต้าเริ่มเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งให้กับผู้หญิง กระทั่งได้ชัยชนะในปี  1947  นอกจากนี้ยังก่อตั้งพรรคสตรีนิยมเปรองนิสม์  (Feminist Peronist Party) ปี 1952 โดยมีสมาชิกแรกตั้งถึง 500,000 คน และมีสาขาพรรคกว่า 3,600แต่ข้อเท็จจริงหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เอวิตา เปรอง นั้นเป็นสตรีที่ก้าวขึ้นมาพร้อมกับนโยบายประชานิยมของนายพลเปรอง เปรองนั้นอาศัยความเป็นดาราภาพยนตร์ และนักจัดรายการวิทยุเข้าถึงกลุ่มชนชั้นแรงงาน คนยากจน และโดยอาศัยวาทศิลป์ครองใจผู้คนระดับรากหญ้ากล่าวได้ว่า เอวิต้า คือผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์การเมืองอาร์เจนตินา ทั้งถูกคาดการณ์ด้วยว่าเธอจะเป็นผู้สืบอำนาจต่อจากนายพลเปรอง ทว่าวาระสุดท้ายของชีวิตเดินทางมาถึงก่อนจุดจบทางการเมือง เส้นทางอันรุ่งโรจน์ของเธอต้องจบลงเมื่อวัย 33 ปีด้วยโรคมะเร็งในมดลูกเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ปี 2493 แน่นอนว่า เมื่อมีด้านสว่างย่อมมีด้านมืด แม้ว่ายุคสมัยของทั้งนายพลเปรอง และเอวิต้าจะจับใจผู้คนชนชั้นรากหญ้าเพียงใดก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่ตามก็คือว่า ผลพวงจากนโยบายประชานิยมที่สร้างต้นทุนทางการเมืองอย่างสูงลิ่วของคนทั้งสอง โดยทุ่มเทลงไปเอาใจคนยากจนและกลุ่มแรงงานนั้น ทำให้อาร์เจนตินาสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินไปมาก และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาในเวลาต่อมา การจากไปของเอวิต้า กลายเป็นความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของชาวอาร์เจนตินาในช่วงเวลานั้น ฝูงชนจำนวนมหาศาลออกมายังท้องถนนเพื่อไว้อาลัยสตรีหมายเลขหนึ่ง ภายในเวลาแค่วันเดียว มีรายตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากการเบียดเสียดถึง 2,000 คน และมีผู้เสียชีวิต 8 คนเอวิต้ายังคงมีเรื่องราวดึงดูดความสนใจของผู้คนแม้เมื่อเธอเสียชีวิต นายพลเปรองมีโครงการที่จะจัดทำอนุสรณ์สถานอย่างยิ่งใหญ่ให้กับสตรีหมายเลขหนึ่ง ทว่าเมื่อนายพลเปรองต้องสิ้นอำนาจ ศพของเอวิต้าก็ไม่รับการเอาใจใส่จากรัฐบาลทหารและถูกโขมยไป ก่อนที่จะได้กลับคืนมาปี 1974 ปัจจุบันศพของเอวิตาบรรจุไว้ในสุสาน La Recoleta Cemetery อิเมลดา มาร์กอส เมียของผู้นำโลกที่ 3 เอ่ยถึง อิเมลดา มาร์กอส จินตภาพเกี่ยวกับเธอนั้นมักโยงใยไปถึงรองเท้าสองพันกว่าคู่ และตู้เสื้อผ้าหรูหราอลังการ ขณะที่ประชาชนในประเทศฟิลิปปินส์ก็ยังคงย่ำอยู่กับความยากจนและการเมืองที่หมุนวนอยู่กับที่อิเมลดา มาร์กอส อาจเป็นสตรีคนเดียวในโลกที่โลกจดจำรองเท้าของเธอมากพอๆ กับตัวเธอ (อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนั้นไม่แน่ชัด สื่อรายงานว่าเธอมีรองเท้าประมาณ 2700 – 3000 คู่ ขณะที่อิเมลดา ยืนยันว่าเธอมีรองเท้าแค่ 1,060 คู่เท่านั้น!!!) สปอร์ตไลท์ฉายไปที่อิเมลดา อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง ชัดขึ้น และชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสามีของเธอร่วงหล่นจากอำนาจ เฟอร์ดินันด์ มาร์กอส  เป็นผู้นำประเทศฟิลิปปินส์ในระหว่างปี 1965-1986 เช่นเดียวกันกับผู้นำในยุคสมัยแห่งการพัฒนาในประเทศโลกที 3 อื่นๆ มาร์กอส ถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชั่น เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง และเป็นเผด็จการ จนกระทั่งถูกดึงลงจากอำนาจด้วยการปฏิวัติใหญ่โดยขบวนการประชาชนเมื่อปี 1986 ต้องลี้ภัยไปยังฮาวาย และเสียชีวิตที่นั่นในปี 1989 แม้แต่ศพของเขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้นำกลับมาฝังยังประเทศเกิด โดยผู้นำขณะนั้น นางคอราซอน อาควิโน อ้างเรื่องความมั่นคงของประเทศอิเมลดา มาร์กอสนั้น ไม่ปรากฏรายงานบทบาททางการเมืองของเธอว่ามีนัยสำคัญอย่างไรต่อสามี หากแต่ภาพลักษณ์ของความเป็นคนสุลุ่ยสุร่าย มีทรัพย์สินโดยเฉพะเครื่องแต่งกายเครื่องประดับจำนวนมาก ได้ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำสุดยอดคอรัปชั่นและเอื้อประโยชน์พวกพ้องของมาร์กอสผู้เป็นสามีแน่นอนว่า ทรัพย์สินจำพวกเสื้อขนสัตว์ รองเท้า กระเป๋า ฯลฯ เหล่านี้เป็นภาพอันฉูดฉาดที่ช่วยขับเน้นประเด็นคอร์รัปชั่นของผู้นำในประเทศกำลังพัฒนาที่ประชากรส่วนใหญ่ยังยากจน ทว่า การนับจำนวนข้าวของเครื่องใช้ เครื่องประดับอันไม่จำเป็นทั้งหลายนั้น ย่อมง่ายดายกว่าการขุดรากถอนโคนตัวระบบที่เป็นปัญหาหยั่งรากลึกในสังคมการเมืองของฟิลิปปินส์เอง ผู้นำฟิลิปปินส์คนต่อๆ มาก็ยังคงเผชิญกับข้อกล่าวหาเดิมๆ นั่นคือระบบเล่นพวกพ้อง ระบบเครือญาติ เผด็จการ และคอร์รัปชั่น แม้แต่นางสิงห์น้อย กลอเรีย อาร์โรโย่ ผู้นำคนล่าสุด สำหรับอิเมลดา มาร์กอส ผู้หญิงที่เคยขึ้นทำเนียบหนึ่งใน 100 สาวงามที่สุดในโลก วันนี้เธอมีอายุ 79 ปี และยังคงต้องเทียวขึ้นศาลในฐานะจำเลยในคดีที่สืบเนื่องจากการคอร์รัปชั่นอันมโหฬารของตระกูลมาร์กอสจำนวนทั้งสิ้น 901 คดี 000ผู้หญิงของผู้นำทางการเมือง ล้วนถูกจดจำต่างกันไป ทั้งโดยที่เธอเหล่านั้นเลือกและไม่ได้เลือก ตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้หญิงที่สามีของเธอมีแรงผลักดันทางการเมืองสูงก็คือ เลือกที่จะอยู่เงียบๆ ทำหน้าที่เป็น ‘หลังบ้าน’ไม่ว่าหลังบ้านนั้นจะเปิดหรือปิดประตูก็ตามแต่ถ้าใครเลือกจะไม่เป็นแค่ ‘หลังบ้าน’ แต่เลือกออกมายืนเคียงข้าง หรือนำไปข้างหน้า ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ชะตากรรมของพวกเธอหนีไม่พ้นถูกขีดวาดด้วยผลลัพธ์ทางการเมืองนั้นเองอ้างอิง:- สิรินทร์ พัธโนทัย, มุกมังกร, เนชั่นพับลิชชิ่ง กรุ๊ป, กรุงเทพฯ: 2539.- มาเลเซีย: ภริยาอันวาร์ ประกาศลาออกจากสมาชิกรัฐสภา เปิดทางให้สามีลงเลือกตั้ง http://www.prachatai.com/05web/th/home/13033 - ศาลยันคำพิพากษาไร้อคติ ‘อ้อ-บรรณพจน์’ คุกคนละ 3 ปี แต่ให้ประกันตัว ttp://www.prachatai.com/05web/th/home/13023 - Jiang Qing http://en.wikipedia.org/wiki/Jiang_Qing - Eva Perón http://en.wikipedia.org/wiki/Eva_Per%C3%B3n#Passing_and_funeral - The Effects of Peronism on Argentina http://www.ccds.charlotte.nc.us/History/Americas/05/neale/ - PERONISM: "Our Sun, Our Air, Our Water" http://209.85.175.104/search?q=cache:WSyPYXXeeswJ:www.time.com/time/magazine/article/0,9171,944526,00.html+peronism&hl=th&ct=clnk&cd=19&gl=th - The Shoes of Imelda Marcos http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,961002,00.html
Cinemania
  นพพร ชูเกียรติศิริชัย   "to prove the Faustian dream to be a nightmare" ผมมีโอกาสประสบพบกับประโยคภาษาอังกฤษข้างต้นเป็นครั้งแรกในหนังสือ ‘POST MODERN : ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ' ของ อาจารย์ไชยันต์ ไชยพร และตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่เคยคิดว่าผมจะต้องนึกถึงมันอีกเลยไม่ว่าจะในกรณีใดๆ แต่แล้ววันดีคืนดี ในขณะที่ผมกำลังนั่งเพลิดเพลินเจริญอารมณ์อยู่กับภาพยนตร์เรื่อง Hellboy 2 : The Golden Army หลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนในภาพยนตร์กลับทำให้มันสมองของผมเกิดระลึกถึงคำอธิบายเกี่ยวกับ ‘the Faustian dream' ของอาจารย์ไชยันต์ (ไชยพร) ขึ้นมาอย่างกระทันหัน แม้ว่าผมจะไม่เคยอ่านบทประพันธ์เรื่อง ‘Faust' ของเกอเธ่ (JohannWolfgang von Goethe) กวีเอกชาวเยอรมัน (ค.ศ.1749-1832) แต่หนังสือของอาจารย์ไชยันต์ก็ได้ช่วยอธิบายเรื่องย่อของบทประพันธ์ดังกล่าวซึ่งจะกลายเป็นที่มาของ ‘the Faustian dream' เอาไว้ว่า  "เป็นเรื่องเกี่ยวกับชะตากรรมของบัณฑิตผู้ใฝ่รู้นามว่า ‘เฟาสต์' และด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะพบแก่นแท้ความหมายของชีวิต เขาได้เรียกปีศาจมาเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว ปีศาจเสนอตัวว่าจะรับใช้เขาตราบเท่าที่เขามีชีวิตอยู่ และจะเอาวิญญาณของเฟาสต์ก็ตอนที่เขาได้บรรลุถึงจุดสูงสุดของความสุข" (ไชยันต์ ไชยพร.POST MODERN : ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ. กทม. : หจก.ภาพพิมพ์, 2550 พิมพ์ครั้งที่ 2 หน้า 96 ) และแม้ว่าผมจะไม่เคยอ่านบทความของ  Seyla Benhabib นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เจ้าของประโยค ‘to prove the Faustian dream to be a nightmare' แต่อาจารย์ไชยันต์ ไชยพร ก็ช่วยอธิบายไว้ในหนังสือเรื่องเดิมอีกว่า "การพูดถึง ‘the Faustian dream' นั้นเกี่ยวพันกับยุคสมัยใหม่ตรงที่ว่า ในการวิวาทะระหว่างภูมิปัญญาโบราณและภูมิปัญญาสมัยใหม่ในยุโรปช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ดนั้น พวกที่นิยมความรู้สมัยใหม่อันได้แก่ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เป็นต้น มีความศรัทธาเชื่อมั่นว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่นั้นจะนำมนุษยชาติไปสู่ชีวิตที่สะดวกสบายมีความสุขและก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่ ท่ามกลางคลื่นศรัทธาว่า ‘มนุษยชาติจะก้าวหน้าไปสู่ความสมบูรณ์แบบ' นั้น ก็มีนักเขียนหลายคนได้สะท้อนจินตนาการความเชื่อของเขาออกมาเป็นนิยายหรือนิยายวิทยาศาสตร์ พวกนิยมภูมิปัญญาสมัยใหม่เชื่อว่า การละทิ้งความรู้โบราณ ซึ่งอาจรวมถึงศรัทธาความเชื่อในศาสนาและพระผู้เป็นเจ้า ย่อมคุ้มค่าที่จะเสี่ยง เพราะการหันไปยึดมั่นในความรู้ใหม่จะสร้างโลกที่เหมือนกับสวรรค์ได้ด้วยน้ำมือความสามารถของมนุษย์เอง โดยไม่ต้องรอตายแล้วถึงจะได้ขึ้นสวรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า... " การละทิ้งของโบราณเพื่อของใหม่นั้น ก็ได้ให้รางวัลแก่ผู้ที่กล้าทิ้งของโบราณที่ดำรงอยู่มานานอย่างสาสม เพราะความเป็นสมัยใหม่นั้นได้นำความสะดวกสบายต่างๆ มาให้มนุษย์อย่างที่คนโบราณยากที่จะจิตนาการได้... "แต่การเลิกเชื่อพระผู้เป็นเจ้าก็ไม่ต่างกับการที่คนเรากลายเป็นสัตว์ไร้วิญญาณ หรือไม่ก็ถูกวิญญาณชั่วร้ายเข้าสิงสู่ การเลิกเชื่อพระผู้เป็นเจ้าเพื่อหวังความสุขสบายทางกายและความบันเทิงทางโลกีย์ต่างๆ นั้น ก็ไม่ต่างกับที่ Faust ทำสัญญากับปีศาจ ไม่ต่างกับการขายวิญญาณเพื่อแลกกับการตอบสนองกิเลสตัณหา... "เมื่อเวลาผ่านไป ความก้าวหน้า ความสะดวกสบายต่างๆ ในยุคสมัยใหม่ก็เริ่มถูกเงาร้ายคืบคลานเข้ามาแทนที่ เพราะยังมิทันที่สังคมสมัยใหม่จะเข้าสู่ยุคสมบูรณ์พูนสุขกันถ้วนหน้าทั่วโลกอย่างที่จินตนาไว้...ทุกอย่างมันเริ่มจะเลวลงมากกว่าในสายตาของ ‘คนสมัยใหม่' บางพวกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความวิบัติ ความอดอยากที่ไม่น่าจะมีในโลกที่มีวิทยาการอันแสนจะก้าวหน้า ที่สามารถผลิตอะไรต่างๆ ได้ครั้งละมหาศาล...สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ แหล่งเสื่อมโทรม ฆาตกรโรคจิต คนวิปริตทางเพศ ช่องว่างระหว่างคนจนคนรวย ก็เริ่มจะกลายเป็นฝันร้าย ‘to prove the Faustian dream to be a nightmare'(ไชยันต์ ไชยพร.POST MODERN : ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ. กทม. : หจก.ภาพพิมพ์, 2550 พิมพ์ครั้งที่ 2 หน้า 92-93)  โดยสรุปแล้ว (ตามความเข้าใจของผู้เขียนเอง) ‘the Faustian drem' จึงเป็นคำที่ใช้อธิบายสภาพจิตใจของมนุษย์ใน ‘สังคมสมัยใหม่' ที่รู้สึกกังวัลว่าการละทิ้งความเชื่อแบบโบราณ (ความเชื่อในพระเจ้า) แล้วหันหน้ามาพึ่งพา ‘วิทยาศาสตร์' และ ‘เทคโนโลยี' กำลังจะนำพวกเขาไปสู่ข้อผูกมัดที่เลวร้ายดุจเดียวกับการทำสัญญากับปีศาจ  เกริ่นมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะตัดสินใจเลิกอ่านไปแล้ว หรือหากยังมีบางท่านที่อ่านอยู่ก็คงจะเกิดข้อสงสัยว่า แล้วไอ้ที่ผมพยายามอ้างอิงงานวิชาการมาตั้งนานนี่มันเกี่ยวอะไรกับ Hellboy  ภาค 2 วะ,ครับ,คะ? ซึ่งผมก็ไม่รู้จะตอบคำถามนี้ได้หรือเปล่า แต่ก็อยากให้ลองอ่านกันต่อไป Hellboy 2 : The Golden Army : ‘พระเจ้าตายแล้ว' จริงๆ (ก่อนอื่นผมคงต้องขอบอกไว้ก่อนว่าผมไม่ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Hellboy ภาคแรก แต่เข้าใจไปเองว่ามันคงจะไม่ได้ต่อเนื่องกันสักเท่าไหร่ เพราะผู้กำกับเดล โตโรก็บอกเองว่า ‘หนังจะไม่มีการอ้างอิงหรือย้อนอะไรไปถึงภาคแรกมากนัก') ภาพยนตร์เรื่อง Hellboy ภาค 2 เริ่มต้น ด้วยตำนานแต่ครั้งโบราณที่อาณาจักรเอลฟ์ (สวรรค์) โลกใต้พิภพ และโลกมนุษย์ยังไม่ถูกแยกออกจากกัน จนอยู่มาวันหนึ่งราชาแห่งโลกมนุษย์นั้นต้องการที่จะยึดครองดินแดนทั้งสาม (ความพยายามของมนุษย์ที่จะเอาชนะธรรมชาติ และปฏิเสธความเชื่อในพระเจ้า) พระองค์จึงเดินหน้าทำสงครามทั้งกับเหล่ามนุษย์ เทวดา และปีศาจใต้พิภพ  ยิ่งนับวันกองทัพของมนุษย์ก็ยิ่งเข้มแข็งขึ้น และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ราชาแห่งเอลฟ์ (ราชาแห่งเทวดาตัวแทนแห่งพระเจ้า) ต้องตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโดยได้รับความช่วยเหลือจากนักรบทองคำที่สร้างขึ้นโดย ช่างตีเหล็กมากฝีมือ  ซึ่งนอกจากช่างตีเหล็กจะสร้างเหล่านักรบทองคำจำนวนมหาศาลขึ้นมาแล้ว เขายังได้สร้าง ‘มงกุฏทองคำ' มอบให้แด่ราชาแห่งเอลฟ์เพื่อใช้ในการควบคุม ‘นักรบทองคำ' และด้วยความแข็งแกร่งของกองทัพจักรกลทองคำ ทำให้มนุษย์จำนวนมากต้องพ่ายแพ้และล้มตายไปในสงครามระหว่างมนุษย์และเทวดา จากความสูญเสียอย่างมหาศาล  ราชาแห่งเอลฟ์ (พระเจ้า) จึงตัดสินใจที่จะทำสนธิสัญญาเพื่อยุติสงคราม และตัดสินใจที่จะแยกมงกุฎทองคำออกเป็น 3 ส่วน เพื่อป้องกันมิให้มีผู้ใดสามารถนำ ‘กองทัพทองคำ' ไปประหัตประหารชีวิตผู้คนได้อีก แต่สำหรับเจ้าชายเนาด้า บุตรของราชาแห่งเอลฟ์ กลับรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ที่จะทำสนธิสัญญาสงบศึกกับพวกมนุษย์ เพราะนับวันพวกมนุษย์ก็ยิ่งพยายามจะรุกรานธรรมชาติ โดยไม่เห็นหัวเหล่าเทวดา (การปฏิเสธพระเจ้า) เจ้าชายเนาด้าจึงตัดสินใจที่จะเนรเทศตนเองออกจากอาณาจักรเอลฟ์ โดยมุ่งหวังว่าวันหนึ่งเขาจะกลับมาแย่งชิง ‘มงกุฎทองคำ' และนำ ‘กองทัพทองคำ' ออกทำสงครามปราบปรามเหล่ามนุษย์ซึ่งหยิ่งผยองในอำนาจของตนเอง   แต่ภารกิจในการแย่งชิงและรวบรวมชิ้นส่วนของ ‘มงกุฎทองคำ' ของ ‘เจ้าชายเนาด้า' กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะหน่วยเฝ้าระวังเรื่องเหนือธรรมชาติของสหรัฐ (BPRD-Bureau for Paranormal Reserch and Defense) ที่นำทีมโดย เฮลล์บอย บุตรของเจ้าแห่งนรกซึ่งเต็มไปด้วยพละกำลัง, ลิช เชอร์แมน สาวพลังไฟ เพื่อนร่วมงานและภรรยาของเฮลล์บอย, เอ๊บ เบรเมน หรือเอ๊ป ซาเปียน มนุษย์ ปลาที่สามารถอ่านจิตได้ และสมาชิกใหม่อย่างโยฮาน ครอส (ดวงจิตที่เต็มไปด้วยความรู้ความสามารถทางวิชาการ) ต่างรับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากลที่กำลังจะเกิดขึ้นกับมนุษย์  พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะใช้ความรู้ความสามารถ (องค์ความรู้แบบวิทยาศาสตร์ของโยฮาน ครอส พละกำลังมหาศาล (กองกำลังทหาร)ของ เฮลล์บอย บุตรของเจ้านรก และเทคโนโลยีทางอาวุธอันทรงอานุภาพ) ในการบุกตะลุยดินแดนใต้พิภพ ที่ถูกกั้นกลางด้วยประตูกลไก (สัญลักษณ์หรือตัวแทนความเชื่อที่ว่ามนุษย์สามารถไขความลับของธรรมชาติด้วยองค์ความรู้แบบวิทยาศาสตร์) เพื่อลงไปสืบหาปรากฏการณ์ที่อาจจะเป็นภัยต่อมนุษย์ แม้ว่าเจ้าชายเนาด้า (ตัวแทนของพระเจ้า) จะพยายามขัดขวางหน่วย BPRD ด้วยการส่งสัตว์ร้ายเข้าต่อสู้ แต่ก็ไม่คะนามือ บุตรแห่งเจ้านรกอย่างเฮลล์บอย หรือแม้แต่ ‘รุกขเทวดา' (ตัวแทนของภัยธรรมชาติ) ก็ถูก ‘เฮลล์บอย' ระเบิดกระบาลดับสนิทด้วยอาวุธปืนขนาดใหญ่ (สัญลักษณ์แห่งความสามารถของมนุษย์ในการคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อเอาชนะธรรมชาติ) และถึงแม้ว่าเจ้าชายเนาด้า (ตัวแทนของพระเจ้า) จะสามารถรวบรวม ‘มงกุฎทองคำ' เพื่อบัญชาการ ‘กองทัพจักรกลทองคำ' ได้สำเร็จ แต่สุดท้ายเจ้าชาย (พระเจ้า) ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับบุตรแห่งเจ้านรกอย่าง เฮลล์บอย (ตัวแทนของกองทัพและเทคโนโลยี) อยู่ดี และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำให้เรารับรู้ว่า จากความร่วมมือระหว่างมนุษย์ และบุตรของปีศาจ (เทคโนโลยี) ในสังคมสมัยใหม่นั้น ทำให้ ‘พระเจ้าตายแล้ว' จริงๆ    ‘to prove the Faustian dream to be a nightmare' หรือ ความฝันแบบ ‘Faust' กำลังจะกลายเป็นฝันร้ายแม้แต่ในโลกของฮอลีวู้ด    ็