กานต์ ณ กานท์
โธ่เอ๋ย…ประเทศใด?เหมือนคนจับไข้นั่งไม่ติดหลอนตนว่าอยู่เมืองนิรมิตย้ำจำ ย้ำคิด กำกวมโธ่เอ๋ย… “ประชาธิปไตย”หลักการวางไว้ (หลวมๆ)ครึ่งใบ – ค่อนใบ (บวมๆ)รัฐธรรมนูญกองท่วมพานแล้ว!โธ่เอ๋ย… “ประชาชน”กี่ครั้ง กี่หน ทนแห้วแหงนคอรอฟ้าล้าแววมืดแล้ว ดึกแล้ว …ทนคอยอนิจจา… อนิจจัง…ความเอยความหวังอย่าถดถอยแม้กี่ผีซ้ำด้ามพลอยฝากรูปฝังรอยเกลื่อนเมือง โธ่เอ๋ย…ประเทศใด?หลอนตนว่าใครต่างลือเลื่องงามหรูตรูตรามลังเมลืองเฮ้ย! เมืองทั้งเมืองจะจมแล้ว!!
เมธัส บัวชุม
-1-พรรคประชาธิปัตย์หาเสียงเพื่อการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง โดยชูคำขวัญที่ฟังดูดัดจริตและกินไม่ได้ว่า “ประชาชนต้องมาก่อน”ผมได้ยินหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปล่งคำนี้ออกมาแล้วก็ให้นึกสงสัยว่าจะมีใครซักกี่คนในโลกนี้เชื่อในสิ่งที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดออกมาพรรคประชาธิปัตย์ฉวยโอกาส เอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น ๆ ตามสไตล์ถนัดด้วยการโฆษณาหาเสียงก่อนใครเพื่อน ในขณะที่พรรคคู่แข่งอย่างพรรคพลังประชาชนนั้นต้องเจอกับอำนาจชั่วที่คอยการสกัดกั้นทุกรูปแบบ-2-ต้องรอดูกันต่อไปว่า พรรคพลังประชาชนจะฝ่าต้านแรงสกัดจากอำนาจชั่วได้มากน้อยแค่ไหน การตัดทอนกำลังพรรคพลังประชาชนด้วยรูปแบบวิธีการต่าง ๆ จะทำให้พรรคพลังประชาชนอ่อนกำลังลงไปได้มากน้อยเพียงใด หรือว่าจะยิ่งทำให้พรรคการเมืองพรรคนี้เติบโตมากขึ้น ความศรัทธาเชื่อถือจากประชาชนจะช่วยให้เอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้หรือไม่ ผมเชื่อว่า หากแม้นเมื่อใดที่ประเทศนี้สามารถปกครองด้วยหลักการของเสียงข้างมากจริงๆ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ต้องการทหาร เมื่อนั้นพรรคพลังประชาชนจะต้องได้จัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะประชาชนเสียงข้างมากของประเทศ ยังคงสนับสนุนพรรคไทยรักไทยที่กลายร่างเป็นพรรคพลังประชาชนภายใต้การนำของสมัคร สุนทรเวช หรืออย่างน้อยก็มีจำนวนมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอนบางคนชอบพรรคพลังประชาชนเพราะนโยบายต่าง ๆ ในอดีตที่ให้ความสำคัญแก่คนระดับล่าง (จะมีคนบางจำพวกแย้งในทันทีว่านโยบายของพรรคไทยรักไทยเดิม และของพรรคพลังประชาชนเป็นนโยบายประชานิยมที่ทำให้คนเป็นหนี้ ทำให้ประชาชนไม่รู้จักพึ่งตนเอง! ทั้งที่ประชาชนอยู่มาได้เป็นร้อยปีก่อนที่จะมีพรรคการเมืองด้วยซ้ำ) บางคนชอบพรรคพลังประชาชน เพราะความสามารถของนักการเมืองในพื้นที่และความผูกพันภักดีที่มีต่อกัน ซึ่งความผูกพันภักดีที่ว่านี้คนชั้นกลางจะไม่มีทางเข้าใจได้เลยในชีวิตนี้ว่ามีความหมายความสำคัญอย่างไรวันก่อน เจ้าหน้าที่คนหนึ่งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าให้ฟังว่าจะอย่างไรก็ยังเลือกพรรคพลังประชาชนแม้ว่าจะไม่ได้เป็นพรรคที่จัดตั้งรัฐบาลก็ตาม เขาให้เหตุผลหลายข้อว่าทำไมจึงยังเลือกพรรคนี้ (แล้วเจ้าหน้าที่คนนี้ก็เล่าให้ฟังถึงข่าวอื้อฉาวเรื่องบ้านราคาสามสิบล้านของอธิการบดีสุรพล นิติไกรพจน์ ซึ่งผมไม่รู้ว่าจริงเท็จมากน้อยเพียงใด ใครที่มีพลังอำนาจช่วยเข้าไปตรวจสอบให้ทีเถิดว่าอธิการบดี ม.7 ท่านนี้ เอาเงินมากมายมาจากไหน มาจาก ”ผลประโยชน์ทับซ้อน” จากตำแหน่งอธิการบดีหรือเปล่า!)นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยที่จะชี้ให้เห็นว่าประชาชนยังคงเชื่อมั่นศรัทธาในพรรคไทยรักไทยที่ถึงแม้นว่าจะเปลี่ยนชื่อไปแล้วก็ตาม -3-คำว่า “ประชาชนต้องมาก่อน” ของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ทำให้ผมต้องใช้จินตนาการขนาดหนัก เพราะนึกไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าคนอย่างชวน หลีกภัย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือเทพเทือก นั้นจะปล่อยให้ประชาชนมาก่อนได้อย่างไร คิดไปคิดมา คำว่า “ประชาชนต้องมาก่อน” จึงน่าจะหมายถึงว่า “ประชาชนต้องมาซวย” ก่อนพรรคประชาธิปัตย์นั่นเอง ผมขอยกตัวอย่างง่าย ๆ ถึงรัฐประหารที่ผ่านมา หากติดตามประวัติศาสตร์การเมืองบ้าง ก็จะพบได้ไม่ยากว่าพรรคประชาธิปัตย์จะ “โชคดี” ได้จัดตั้งรัฐบาลเสมอหลังเกิดการรัฐประหารแล้วมีการเลือกตั้ง จนอาจกล่าวได้ว่า “รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กับรัฐประหารเป็นของคู่กัน”รัฐประหารครั้งที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์สามารถ “สืบทอดอดีต” ของตัวเองได้อย่างดีโดยเล่นเป็น “ลูกคู่” คอยรับและส่งบทให้เข้ากับคณะรัฐประหารอย่างไม่ประดักประเดิดหรือละอายแก่ใจ บางคนจึงเรียกพรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็น “อะไหล่ธิปัตย์” คือช่วยสนับสนุน ซ่อมแซม อำนวยความสะดวกแก่กลุ่มที่ยึดอำนาจ การที่พรรคประชาธิปัตย์ปล่อยให้เกิดรัฐประหารกระทั่งเห็นพ้องด้วย การที่พรรคประชาธิปัตย์ปล่อยให้รัฐบาลเถื่อนทำงานไปโดยคอยเป็น “ลูกคู่” หรือเป็น “อะไหล่” นั้น ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากปล่อยประชาชนให้ซวยนั่นเอง เป็นที่ตระหนักกันดีว่าสภาวะเศรษฐกิจหลังรัฐประหารนั้นตกต่ำ ประชาชนเดือดร้อน ค่ารถเมล์ขึ้น ค่าครองชีพเพิ่ม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นความซวยหลังรัฐประหารต่อเนื่องมาถึงก่อนการเลือกตั้ง เป็นความซวยของประชาชนที่ “เกิดขึ้นก่อน” ที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นรัฐบาลดังนั้น คำขวัญที่ว่า “ประชาชนต้องมาก่อน” นั้นเป็นคำขวัญที่ยัง “กล่าวไม่หมดความ” คำขวัญที่ถูกต้องของพรรคประชาธิปัตย์ต้องเป็นว่า “ประชาชนต้องซวยก่อน” แล้วพอประชาชนรับความซวยไปแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้เป็นรัฐบาลบริหารเงินงบประมาณเป็นล้านล้าน สบายใจ.
Hit & Run
วิทยากร บุญเรือง ผมไปเจอข่าวชิ้นหนึ่ง เหตุเกิดที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งไม่ว่าจะยังไง ข่าวชิ้นนี้ผมว่ามันสามารถสะท้อนอะไรได้หลายอย่าง สำหรับสังคมไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือข่าวที่กลุ่มมิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามาก่ออาชญากรรมในโรงพยาบาลศิริราช มาหากินกับพสกนิกรผู้จงรักภักดีได้ลงคอ ... (กรุณาอ่านให้จบก่อนด่า)ท่านพงศพัศ พงษ์เจริญ ตำรวจหน้าหล่อ ได้กล่าวว่า ที่โรงพยาบาลศิริราช มีเรื่องซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นนั่นคือมีกลุ่มมิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามาก่ออาชญากรรม และที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง คือเป็นการก่อเหตุในเขตพระราชฐาน โดยขณะนี้ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานแล้วเตือนไปยังแก๊งมิจฉาชีพที่ตั้งใจมาก่ออาชญากรรมว่า นอกจากจะได้รับ ‘โทษสูงสุด' ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ภายหลังถูกจับและดำเนินคดีแล้ว ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะทำการ ‘ประจาน' ผู้ที่กระทำผิดด้วย แม้จะมีเรื่องสิทธิมนุษยชนเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นฝ่ายรับเอง เพราะการประกอบอาชญากรรมในเขตพระราชฐานนี้เป็นเรื่องที่คนไทย ‘รับไม่ได้'‘อาชญากรรมในเขตพระราชฐาน' ... แค่ฟังคำนิยามจากท่านพงศพัศแล้วก็รู้สึกขนลุก เหมือนคนที่ไปตกปลาในเขตอภัยทาน ทั้งตกนรกและติดคุก! กรณีนี้ไม่รู้ว่าจะถึงขั้นประจานให้ถูกรุมประชาทัณฑ์ ... นี่คงคิดมากไป และน่ากลัวเกินไปแต่ถ้าถูกประจานให้เสียชื่อแซ่ วงศ์สกุล ก็น่าสงสารว่าเขา ครอบครัว คนที่เกี่ยวข้อง จะถูกกระทำ ‘อะไร' ‘เยี่ยงใด' ต่อไปในอนาคตอืม ... ถึงกับประจานและลงโทษอย่างสูงสุด สิทธิมนุษยชนของคนลักเล็กขโมยน้อยไม่สำคัญเท่ากับการทำร้ายจิตใจคนไทย ที่สำคัญสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นฝ่ายรับเอง แน่นอนอันนี้เข้าใจดี... (เพราะคนกลุ่มใดกันเล่า ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด ;-)ผมได้คุยเล่นๆ ในประเด็นนี้กับอาจารย์ท่านหนึ่งที่มีผลงานวิชาการเกี่ยวกับเรื่อง 6 ตุลา และท่านก็ได้กล่าวเล่นๆ ตอบว่า "พวกขโมยไม่ใช่คนไทยแน่นอน อาจเป็นพวกญวนหรือพม่า" ;-) นั่นอาจเป็นมุมมองในช่วง 30 ปีที่ล่วงเลยมา สำหรับกรณีญวน ส่วนพม่าอาจเป็นกระแสหลังภาพยนตร์บางระจันจนถึงปัจจุบัน และมันยิ่งทำให้คิดถึงต้นมะขามสนามหลวง แรงงานข้ามชาติที่ถูกทารุณ --- ผมรู้สึกหดหู่ขึ้นมาอย่างจับจิตจากคำพูดของอาจารย์ท่านนี้มันชวนให้คิดต่อว่า แน่นอน! คนที่เข้าไปถึงที่นั่นได้ ยังไงมันก็ต้องคนไทยแหละ! แต่เราจะนิยามให้เขาเป็นคนไทยที่ดีไม่ได้ เขาคือคนไทยที่ทำบาปมหันต์ ที่กล้าทำอะไรได้ในพื้นที่ที่นั่น!ด้านหนึ่งพวกเขาคือคนบาป ที่ไปทำบาปมหันต์แบบไม่มีเหตุผล ณ สถานที่ที่ไม่น่าจะไปทำเลย ให้ตายสิ! ในขณะที่สื่อไทยพยายามประโคมข่าวการทำความดี แต่กรณีนี้ได้ยืนยันว่า "คนไทยนั้นมีทั้งดีและเลวปะปนกันไปทุกช่วงเวลา" และเราก็ไม่ได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างคำหรูที่พรั่งพรูออกมาในช่วงนี้เหตุการณ์อุกอาจนี้ อีกด้านหนึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่า ในพื้นที่ที่คนไทยอาจจะซาบซึ้งที่สุดที่ได้ไปอยู่ที่ตรงนั้น มีอาหาร มีของแจก แต่กลับมีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งอาจจะมีเหตุผลเรื่องปากท้อง ซึ่งพวกเขาอาจจะยังไม่รู้สึกหนำใจกับอาหาร (ที่ไม่การันตีว่าจะได้รับทุกมื้อจากนี้ไป) และสิ่งของ (เล็กน้อย) ที่ได้รับแจกที่นั่น คนบาปเหล่านั้นอาจจะเป็นตัวแทนของผู้ที่ถูกกระทำจากระบบสังคมไทยที่ไม่จัดสรรอะไรให้เพียงพอเท่ากัน อาทิ การเข้าถึงทุน สวัสดิการพื้นฐานที่มีคุณภาพต่างๆ เป็นต้น พวกเขาไม่สามารถพัฒนาศักยภาพภายใต้สังคมที่เหลื่อมล้ำมหาศาลนี้ได้ ไม่สามารถไปทำอาชีพ อาทิ กัปตันเครื่องบิน แอร์โฮสเตส หมอ พยาบาล ฯลฯ จึงต้องหันมาเอาดีในสิ่งที่สังคมกำหนดว่ามันเป็นสิ่งชั่ว --- การลักเล็กขโมยน้อยและสุดท้าย ผมยังติดใจอยู่อย่าง .... คือสงสัยว่าคนบาปเหล่านั้นจะสวมเสื้อเหลืองด้วยรึเปล่า? คลื่นมหาชนล้นศิริราช - ตร.ประกาศจับแก๊งล้วงกระเป๋าได้ประจานไม่ไว้หน้า21 ต.ค.--ผู้จัดการออนไลน์ ประชาชนคนไทยยังคงหลั่งไหลเดินทางมาถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ขาดสาย สมาคมนักวิ่งแห่งประเทศไทยราว 200 คน ร่วมใจวิ่งเฉลิมพระเกียรติในเส้นทางถนนบรมราชชนนี ขึ้นสะพานพระราม 8 มุ่งหน้าไปยัง รพ.ศิริราช เพื่อเป็นการแสดงพลังถวายความจงรักภักดี สำนักพระราชวังพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ 12,000 ใบ ขณะที่ตำรวจประกาศจัดการแก๊งมิจฉาชีพไม่ไว้หน้า จับได้จับประจานให้ได้อาย เมื่อเวลา 08.30 น.สมาคมนักวิ่งแห่งประทศไทยราว 200 คน ร่วมใจวิ่งเฉลิมพระเกียรติในเส้นทางถนนบรมราชชนนีขึ้นสะพานพระราม 8 มุ่งหน้าไปยัง รพ.ศิริราช เพื่อเป็นการแสดงพลังถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมลงนามถวายพระพร ณ จุดลงนามอาคารศาลา 100 รพ.ศิริราช 09.00 น.ชมรมลูกเสือชาวบ้าน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จำนวน 20 คน ลงนามถวายพระพร 09.10 น.สมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรมกองตำรวจสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 100 คน เดินทางร่วมลงนาม พร้อมแจกโปสการ์ดพระบรมมฉายาลักษณ์ 10.00 น.นายบรรพต โรจรุ่งสัจ เดินทางลงนามถวายพระพร พร้อมทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมฉายาลักษ์ ขนาด 15 คูณ 12 นิ้ว จำนวน 32000 ภาพ และ 8 คูณ 10 นิ้ว จำนวน 12,000 ต่อมานางประเทือง อินทร์บำรุง ย่านหนองแขม นำขนมมาแจกเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังที่ดูแลการลงนามถวายพระพร ใต้ถุนอาคาร 100 ปี รพ.ศิริราช ต่อมานายสรรเสริญ จุฬางกูล ประธานกรรมการกลุ่มซัมมิตคอปอร์เรชั่น น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายรถเก้าอี้ไฟฟ้าแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้าน นางชูศรี สภาพไทย จ.พระนครศรีอยุทธยา ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายปลาตะเพียนเงิน ตะเพียนทอง ซึ่งนางชูศรีเปิดเผยว่า นางเอื้อง สภาพไทย ผู้เป็นมารดา อายุ 75 ปี ผู้ซึ่งป่วยเป็นอัมพาต แต่มีความตั้งใจที่จะถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันนี้จึงเป็นตัวแทนนำปลาตะเพียนฝืมือของแม่มาถวาย คณะกรรมการจัดงาน เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง จ.นครสวรรค์ นำพระเจ้าพ่อเจ้าแม่ชุมแสงจำนวน 1,580 องค์ แจกจ่ายแก่ประชาชน ต่อมาคนไทยเชื้อสายจีนกลุ่มบัวขาว เดินทางมาลงนามถวายพระพร จากนั้นก็ได้เดินทางไปที่ลานพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เพื่อสวดมนต์ บทไต๊เส็งกิมกัง เพื่อขอพรพระบรมราชชนกให้ปกปักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงหายจากอาการพระประชวรโดยไว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะผู้แทนเยาวชนจากโครงการคุณธรรมนำไทยจำนวน 99 คน รวมลงนามถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากนั้นได้ไปสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก และได้รวมกันนั่งสมาธิถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในค่ำวันนี้กลุ่มเยาวชนดังกล่าวจะเดินทางไปร่วมงานแสง สี เสียง และ สื่อผสม ผ่านจอม่านน้ำ "ลูกของแม่พ่อของแผ่นดิน 80 พรรษานฤบดินของแผ่นดินไทย"ที่สวนเบญจกิตติ จัดโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ในโอกาสปีมหามงคลครบรอบ 80 พรรษา และวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระศรีนครินทร์ทรา บรมราชชนนี 11.00 พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินมาตรวจสอบความเรียบร้อยที่ รพ.ศิริราช เปิดเผยว่า ในช่วง 2 วันนี้มีเรื่องซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นนั่นคือมีกลุ่มมิชฉาชีพแฝงตัวเข้ามาก่ออาชญากรรม และที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง คือเป็นการก่อเหตุในเขตพระราชฐาน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานแล้วเตือนไปยังแก๊งมิจฉาชีพที่ตั้งใจมาก่ออาชญากรรมว่า นอกจากจะได้รับโทษสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ภายหลังถูกจับและดำเนินคดีแล้ว ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะทำการประจานผู้ที่กระทำผิดด้วย แม้จะมีเรื่องสิทธิมนุษยชนเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นฝ่ายรับเอง เพราะการประกอบอาชญากรรมในเขตพระราชฐานนี้เป็นเรื่องที่คนไทยรับไม่ได้ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเองก็มีความเป็นห่วงในเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งได้สั่งการกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบ พร้อมกันนี้ได้ฝากไปยังประชาชนที่ไปลงนามถวายพระพร ใน รพ.ศิริราช ว่าอย่าได้เกรงใจ เจ้าหน้าที่ทุกนายพร้อมให้บริการแก่ประชาชน หากเกิดเหตุร้ายหรือเหตุสงสัยสามารถแจ้งที่ตำรวจได้ทันที" เมื่อตอบข้อซักถามว่า พฤติกรรมของแก๊งนี้เป็นอย่างไร โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยว่า กลุ่มมิชฉาชีพกลุ่มนี้ทำเป็นขบวนการ โดยการแฝงตัวเข้ามาในที่ที่มีคนจำนวนมาก และอาศัยช่วงชุลมุนก่อเหตุอาชญากรรม พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวต่อว่า นับแต่วันแรกที่เปิดให้ลงนามถวายมีการก่อเหตุล้วงกระเป๋าแล้ว 7 ราย 3 รายแรก ทราบเบาะแสแล้ว ส่วน 4 รายที่ก่อเหตุวานนี้เชื่อว่าจะมีความเกี่ยวพันธ์กับชุดแรกที่ก่อเหตุ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งทำงานและสืบสวนเชื่อว่าจะได้ตัวคนร้ายเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในศิริราช ทางเจ้าที่ตำรวจยังได้ประสานกำลังไปยังตำรวจสันติบาล ในการดูแลรักษาความสงบอีกด้วย ในส่วนของการจัดการจราจร พล.ต.อ.พงศพัศ เปิดเผยว่า ได้มีการประชุม ศูนย์การจราจรได้รับรายงานว่า การจราจรเรียบร้อยดี อาจมีการจราจรติดขัดเล็กน้อย แต่สถานการณ์โดยภาพรวมยังคงปกติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือไปยังประชาชนที่มาลงนามถวายพระพร อย่าก่อเหตุอันมิบังควรใดๆ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง ที่ รพ.ศิริราช ยังคงมีคลื่นสีเหลืองแห่งความจงรักภักดีหนาแน่นอยู่เต็มบริเวณ ศาลาศิริราช 100 ปี ลานพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก โถงอาคารเฉลิมพระเกียรติ และประชาชนที่มาถวายพระพรวันนี้จะมีจำนวนมากกว่าวันธรรมดา คาดว่าจะเป็นเพราะวันนี้เป็นวันหยุดราชการ ทำให้มีประชาชนหนาแน่นกว่าปกติ ซึ่งในการนี้ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินตรวจตราความเรียบร้อยปะปนในหมู่ประชาชน เพื่อป้องกันความสงบเรียบร้อยด้วย นอกจากนี้ นายดิษธร วัชโรทัย ผู้อำนวยการกองงานส่วนพระองค์สำนักพระราชวัง ได้นำพระบรมฉายาลักษณ์พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 1,200 ภาพ มาแจกจ่ายให้แก่ประชาชน โดยภาพดังกล่าวเป็นภาพชุดจากมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฉลองพระองค์สูทสีเทา ซึ่งเป็นภาพที่พระองค์แย้มพระสรวล โดยการพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ในครั้งนี้ยังความปลาบปลื้มแก่พสกนิกร บางคนถึงกับยกมือไหว้ท่วมหัวน้ำตาคลอ ทั้งนี้ การแจกพระบรมฉายาลักษณ์แบ่งเป็น 2 ช่วง โดยแจกในช่วงเช้า 6,000 ภาพ ช่วงเย็น 6,000 ภาพ โดยด้านหลังพระบรมฉายาลักษณ์ได้มีบทเพลงพ่อของแผ่นดินเอาไว้ด้วย ที่มา:http://manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9500000124743
กานต์ ณ กานท์
การอ้างว่าต้องเร่งผลักดันให้ "ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร"i ผ่านออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ เพื่อจะได้ยกเลิก "กฎอัยการศึก"ii ทั่วประเทศนั้น ฟังแล้วชวนให้รู้สึกทั้งขบขันและเศร้าใจ ผู้ที่ได้อ่านเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ นี้ ย่อมซาบซึ้งดีถึงนัยยะที่นำไปสู่ความว่างเปล่าของข้ออ้างนั้น แต่ที่น่าเศร้าใจไม่แพ้กันก็คือ การที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตอบข้อท้วงติงในประเด็นความชอบธรรมของรัฐบาลและสนช.ที่มาจากการรัฐประหาร ในการร่างและพิจารณาออกกฎหมาย ด้วยการย้อนว่า "...ที่ผ่านมาสนช.ได้ผ่านกฎหมายมาเป็น 100 ฉบับ ขนาดรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายแม่ ยังออกจากสนช..."iii แม้ว่าจะต้องขอขอบคุณท่านประธาน ที่กรุณาเอ่ยตัวเลขคร่าวๆ นี้ออกมา เนื่องจากไม่ใช่ประชาชนทุกคนที่จะทราบว่า ชั่วระยะเวลาเพียงปีเดียว สนช.ที่มาจากการรัฐประหารนี้ได้ผ่านกฎหมายออกไปบังคับใช้มากมายขนาดไหน เพราะ - กฎหมายฉบับใดที่คาดว่าแสดงถึงความ "ก้าวหน้า" ก็ประโคมข่าวใหญ่โตขณะที่กฎหมายบางฉบับกลับแทบจะไม่เป็นข่าว ทั้งที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง แต่ - นอกจากตัวเลขคร่าวๆ ดังกล่าว จะไม่ได้แสดงถึง "ความชอบธรรม" ใดๆ ของรัฐบาลและสนช. ชุดนี้แล้ว ยังชวนให้ตั้งคำถามต่อไปอีกว่า อะไรที่ทำให้ผู้ทรงเกียรติที่มาจากการรัฐประหารเหล่านี้ ตั้งหน้าตั้งตาร่างและผ่านกฎหมายอยู่นั่นแล้ว? ทั้งที่เพียรประกาศว่าจะเร่งคืนอำนาจ - คืนประชาธิปไตยให้กับประชาชน และยืนยันว่ามีการเลือกตั้งภายในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 หรืออีกเพียง 60 กว่าวันข้างหน้า แล้วเหตุใดจึงต้องเร่งผลักดันกฎหมายสำคัญขนาดนี้ กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนขนาดนี้ และมีเสียงต่อต้านคัดค้านขนาดนี้ ? เพื่ออะไร? "ความมั่นคง" ? "ความมั่นคง" นอกจากจะเป็นข้ออ้างของการรัฐประหารทุกครั้งแล้ว ยังเป็นข้ออ้างในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนมานับครั้งไม่ถ้วน ตลอด 75 ปีของระบอบที่เรียกว่า "ประชาธิปไตย" และตลอด 1 ปีที่ผ่านมา การแบกปืนลากรถถังเข้ามารัฐประหารยึดอำนาจ - ฉีกรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 19 กันยายน 2550 ก็อ้าง "ความมั่นคง", การออกกฎอัยการศึก ก็อ้าง "ความมั่นคง", การจำกัดสิทธิในการสื่อสารและแสดงความคิดเห็น ก็อ้าง "ความสมานฉันท์" อันเป็นไปเพื่อ "ความมั่นคง", การผลักดันกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็อ้าง "ความมั่นคง" และล่าสุดคือ การผลักดัน "ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร" ท่านผู้ทรงเกียรติเหล่านี้คงหลงลืมไปว่า "ความมั่นคง" ภายในประเทศนั้น ไม่มีทางเกิดขึ้นด้วยการออกกฎหมายมาลิดรอนหรือคุกคามสิทธิ เสรีภาพ สวัสดิภาพของประชาชน ตัวอย่างจากหลายประเทศบอกชัดเจนว่า การลิดรอนและคุกคามสิทธิ เสรีภาพ สวัสดิภาพของประชาชน ส่งผลอย่างไรต่อ "ความมั่นคง" ภายในประเทศนั้น? หรือหากไม่ต้องการมองออกไปภายนอก ก็เพียงตอบคำถามว่า ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2550 และการดำเนินการร้อยแปดในนาม "ความมั่นคง" แล้ว ประเทศไทยมี "ความมั่นคง" ภายในสูงขึ้นเพียงไร? (หากตอบว่าสูงขึ้น หรือสูงขึ้นมาก ก็จำเป็นต้องตอบอีกคำถามว่า แล้วทำไมยังดันทุรังผลักดันกฎหมายฉบับนี้?) หากเป้าหมายคือ "ความมั่นคง" ภายในประเทศจริง, แทนที่จะดิ้นรนร่างและตรากฎหมายไม่รู้จบอยู่อย่างนี้ ผมก็อยากร้องขอต่อบรรดาผู้ทรงเกียรติในสนช., รัฐบาล รวมทั้งคมช. ว่า "พอเสียทีเถิดครับ" ยุติบทบาททางการเมืองของท่านเสีย เพื่อปล่อยให้ประเทศสามารถไปถึงการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด ท่านที่เป็นทหารก็กลับเข้ากรมกองไปเสีย ท่านที่เป็นพลเรือนก็กลับไปทำหน้าที่เดิมของท่าน ท่านใดที่ต้องการรับใช้ประเทศด้วยวิถีทางทางการเมือง ก็พาตัวเองลงสู่สนามเลือกตั้งให้ประชาชนได้ตัดสิน พอเสียทีเถิดครับเพื่อ "ความมั่นคง" ภายในประเทศนี้i โปรดดู: "ร่างพ.ร.บ.มั่นคงฉบับแก้ไข อำนาจ ‘กอ.รมน.' ยังล้นเหลือ", มติชน, วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10813, หน้า 2.ii โปรดดู: สมชาย หอมลออ, "หยุด พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ (อีกครั้งหนึ่ง)", http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9986&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thaiiiiโปรดดู: http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9986&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
พระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ
๑.การเมืองของนักเลือกตั้งเร่าร้อนยิ่งขึ้นทุกขณะการแถลงข่าวของบุคคล กลุ่ม ก๊วน และพรรค ตลอดจน "อนาคตพรรคการเมือง"มีขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับตลาดนัดในอดีต ที่มีทั้งปาหี่ คนเล่นกล พ่อค้าเร่และแม่ค้า "เจ้าประจำ" คุ้นหน้าสถานที่พบปะระหว่าง "ผู้ซื้อ" กับ "ผู้ขาย" นั้นเรียกกันง่ายๆ ว่า "ตลาด" โดยมี "สินค้า" เป็นสื่อกลาง แลกเปลี่ยนความพึงใจระหว่างกัน...ในที่ชุมนุมเช่นนี้ ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง "คุณค่า" และ "มูลค่า"นอกจากจะมี "ความจริง" เป็นเครื่องเทียบเคียงแล้วดูเหมือนว่า การโฆษณาประชาสัมพันธ์ก็มีส่วนอยู่ไม่น้อยสำหรับการตัดสิน หรือชี้วัดความพึงใจตลาดโดยทั่วไปมักเปิดเป็นประจำ และสม่ำเสมอน่าเสียดายที่ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ยังไม่อยู่กับร่องกับรอย"ตลาดการเมือง" หรือ "ตลาดซื้อขาย ส.ส." จึงเปิดบ้างปิดบ้างอย่างกะปริบกะปรอย ไม่คงเส้นคงวาเป็นวาระคำว่า "ตลาดการเมือง" อาจฟังดูแสลงหูอยู่บ้างสำหรับผู้เกี่ยวข้อง และคิดเอาว่า "ตลาด" เป็นของต่ำรวมทั้ง การนับเอา "นักการเมืองผู้ทรงเกียรติ" ให้เป็นเพียง "สินค้า"เช่นเดียวกับพริก หอม กระเทียม เนื้อหมู เนื้อวัว และเป็ดไก่ใน ตลาดนัด - ตลาดสด แต่... ว่าก็ว่าเถอะ เรายังมีนักการเมืองที่สูงเกียรติ ด้วยคุณธรรมจริยธรรมหรือด้วย อุดมคติ-อุดมการณ์สูงส่ง อยู่อีกล่ะหรือ?ใครลองหลับตา แล้วนึกย้อน ครุ่นคิด-ใคร่ครวญ ด้วยใจที่เป็นธรรมดูสักหน่อยเถิดว่า... ประสาคนอ่านหนังสือพิมพ์ กินข้าวแกง นั่งรถเมล์ ดูฟรีทีวี ฯลฯอย่างที่เป็นๆ กันอยู่ทั่วไปนี้เรามีรายชื่อ "นักการเมืองในฝัน" มี "นักการเมืองในอุดมคติ" แห่งยุคสมัย ถึง ๑๐ รายชื่อหรือไม่?รัฐธรรมนูญใหม่กำหนดจำนวน ส.ส. ไว้ ๔๘๐ ท่านเชียวนะแค่หาทำยาสัก ๑๐ - ๒๐ คน ก็ยังหาไม่ได้เอาเลยเชียวหรือ?๒.ในแวดวงการเมืองนั้น "อำนาจ" และ "ผลประโยชน์" เป็นเรื่องใหญ่จะเป็น "ทางตรง" หรือ "ทางอ้อม" ของ "ตัวเอง" หรือ "พวกพ้อง" หรือเพื่อ "มหาประชาราษฎร์" ก็คงยากที่จะไปกะเกณฑ์จำกัดความแต่ที่แน่ๆ ก็คือ "อำนาจ" และ "ผลประโยชน์" นี่เองที่เป็นตัวเลือกสรรค์คัดกรอง "นักการเมือง" ยุคปัจจุบันในเบื้องต้นหาใช่ "กรรมการคัดตัวผู้สมัคร" หรือ "ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง" ไม่...ด้วยว่า หากใครสักคนมีมโนธรรมสำนึก และตรึกตรองโดย ทางธรรม/ทางโลกย์ ได้แจ่มชัดพอสมควรแล้วโดยสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ "ใครคนนั้น" จะหาญกล้าเข้าไปเกลือกกลั้วกับปลักตมที่เห็นอยู่ตรงหน้าอันมีพร้อมทั้งกับดักและขวากหนาม ฯลฯ อยู่ละหรือ?ต่อให้มีความกล้าหาญทางจริยธรรมอยู่เต็มเปี่ยมก็เถอะ..."อย่าเอาไม้สั้นไปรันขี้" โบราณมีสอนมีเตือนไว้แล้วทั้งนั้นพอเป็นอย่างนี้ แล้วเราจะหา "ตัวแทนประชาชน" เข้าไปทำหน้าที่ "ผู้แทนปวงชนชาวไทย" กันโดยวิธีใด?และถ้าตัวแทนในระบบเลือกตั้งมันเลวแล้วเราจะหาตัวแทนโดยธรรมชาติ หรือตัวแทนโดยตรงจากที่ไหน?โจทย์เหล่านี้เป็นเรื่องยาก และนักเลือกตั้งก็รู้ดีสามารถนำมาใช้ประโยชน์ นำมาทำมาหากินอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงไม่มีใคร "ปฏิรูปการเมือง" ให้ตรงเป้าอย่างพร้อมที่จะทำลายหม้อข้าวตัวเองเพื่อเติมเต็มหม้อข้าวของประชาชนได้แต่อาศัยช่องว่างช่องโหว่แก้ปัญหาหิวโซตามใจกิเลสไปวันๆ๓.ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษธานีเทศนาชี้แนะเกี่ยวกับ "ธรรมะกับการเมือง" เอาไว้หลายแง่มุมทั้งกว้างขวางและลึกซึ้ง ด้วยหลักการอันเป็นอกาลิโกแต่น่าเสียดาย ที่ดูเหมือนกับว่าแม้ศิษยานุศิษย์ของท่านเอง โดยเฉพาะวงในใกล้ชิดก็ไม่ค่อยจะเอาด้วย หรือเห็นด้วย กับท่านนักหลังจากท่านละสังขารไปใน พ.ศ.๒๕๓๖"ท่านอาจารย์" ของใครต่อใคร จึงกลายเป็นโน่นนี่ ไปหลายต่อหลายอย่างยกเว้นองค์คุณเกี่ยวกับการประยุกต์ธรรม เพื่อนำมาใช้ได้ในชีวิตจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน "ระดับโครงสร้าง" หรือ "ระดับอำนาจรัฐ" อันเนื่องอยู่ด้วยสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ตลอดจนวัฒนธรรมที่มีหลักพุทธธรรม หรือศาสนธรรมเป็นศูนย์กลาง หรือเป็นต้นเงื่อนซึ่งนักคิดฝ่ายพุทธเถรวาทน้อยคนนัก จะจับประเด็นได้ลึก และแหลมคมดังที่ "พุทธทาสภิกขุ" ชี้ชวนและนำทางไว้...มัวทำตัวเป็นไก่ได้พลอย สุนัขได้ปลากระป๋องจนทำให้เกิดโศกนาฏกรรม และความสูญเสีย ไปอย่างสูญเปล่าทำนองว่าคนดีไม่ได้เครื่องมือ ไม่มีธรรมะใช้ปล่อยคนร้ายอ้างผิดๆ ถูกๆ หากินกับ "ท่านอาจารย์"ตั้งแต่อดีตนายกฯ ยันเอ็นจีโอใหญ่ๆ และนักวิชาการมากอัตตาตลอดจนปัญญาชนหน้าไหว้หลังหลอก พระเณรเถรชี มากรูปหลายนาม...จับพลัดจับผลู "ธรรมะ" จึงกลายเป็นเครื่องมือของ "ทุนนิยม" ไปเสียเองด้วยว่า เหลือเพียงแง่มุมระดับปัจเจก และ "ส่งเสริมการหลุดพ้นส่วนตัว"เสียเป็นด้านหลัก หลงลืมการสร้างเหตุปัจจัย และการบำเพ็ญเพียรเพื่อเสริมบารมีอย่างชนิดที่หนุนช่วย และนำพากันไปนิพพาน ตามหลัก "อิทัปปัจจยตา-ปฏิจจสมุปบาท" อันเป็นแก่นแกนมาแต่เดิมทันทีที่ธรรมะถูกใช้ให้ทำหน้าที่สร้างและพัฒนาปัจเจกบุคคลทุนนิยม-บริโภคนิยม ก็หัวร่อร่าค่าที่ช่วยผลิต "นักบริโภคคุณภาพสูง" ให้กับตลาดโดยบริษัทบรรษัท ข้ามชาติ-ในชาติ เหล่านั้นไม่ต้องลงทุนลงแรงหรือสิ้นเปลืองต้นทุน วัตถุดิบ และพลังงานแต่อย่างใดเมื่อเป็นกันอย่างนี้ "นักเลือกตั้ง-นักกินเมือง" ทุศีลจึงพากันอาศัยบางหัวข้อธรรม อาศัยการสละทรัพย์ซื้อเสียงซื้อศรัทธา "สมาชิกวัด"ด้วยการทุ่มทุนสร้างกุฏิริฐาน สร้างซุ้มประตูสร้างรั้ววัดไต่บันไดโบสถ์ บันไดเมรุ เข้าสภาฯ มีเจ้าอาวาสเป็นหัวคะแนนทางอ้อม ฯลฯ กันอยู่เนืองๆ เป็นอันว่า "ธรรมะกับการเมือง" หลงเหลือเพียงเท่่านั้นและมหาเถรสมาคม หรือภาครัฐ โดยสำนักงานพุทธฯ ก็ดูจะพอใจที่พระ วัด และหลักธรรม(บางข้อ) เคาะประตูการเมืองได้เพียงที่กล่าวมาแล้ว๔.ผู้เขียนเองเคยรับนิมนต์ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ไปร่วมการเสวนาระหว่างศาสนา ว่าด้วย "จริยธรรมของผู้นำ(ทางการเมือง)"เมื่อครั้งที่ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" จัดเวทีอยู่ที่ใกล้สะพานมัฆวาฬ คราวขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตรคืนนั้นกล่าวกันถึงตัวผู้นำรัฐและนโยบายของเขา ด้วยมุมมองของชาวพุทธ คริสต์ และอิสลามโดยมีพระภิกษุ บาทหลวง และนักวิชาการมุสลิม ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะผู้ฟังหน้าเวที และผู้ชมผ่านระบบการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ มีท่าทีการตอบรับที่น่าสนใจหากวันรุ่งขึ้นอธิบดีกรมศาสนากลับออกมาแสดงท่าทีที่น่าสนใจยิ่งกว่ากล่าวคือ ท่านอธิบดีได้แถลงข่าวอย่างฮึกเหิมมุ่งมั่นว่าการที่พระไปร่วมกิจกรรมเช่นนั้นหากมิใช่ถูกหลอก และไปอย่างรับรู้ก่อน ว่าจะมีกิจกรรมเช่นไรถือเป็นความผิดทางวินัยสงฆ์ขั้นร้ายแรง ถึงขั้นต้องบังคับให้สึกหาลาเพศว่ากันถึงขนาดนั้น...โดยไม่ดูดำดูดีกับวินัยสงฆ์ ๒๒๗ ข้อ ตามธรรมวินัยเอาเลยโชคยังดี ที่เมื่อนักข่าวนำความที่ว่าไปสอบถามกรรมการมหาเถรสมาคมท่านหนึ่งพระมหาเถระท่านนั้นได้มีเมตตา ตอบนักข่าวไปว่าฝ่ายสงฆ์มีสายงานปกครองดูแลอยู่แล้ว หากมีความผิดจริงคณะสงฆ์ตั้งแต่ระดับเจ้าคณะตำบล คงดำเนินการไปตามลำดับชั้นปกติและโดยส่วนตัว ท่านไม่เห็นว่าการแสดงทัศนะดังกล่าวจะสลักสำคัญอะไรนักเพราะผู้แสดงความคิดเห็นเป็นเพียงพระเล็กพระน้อย ไม่ได้มีชื่อเสียงสมณศักดิ์ที่พอจะมีอำนาจชี้นำสังคม...ผู้เขียนเองได้ทราบข่าวเรื่องนั้นผ่านสื่อจึงมีโอกาสไปค้นคว้าในเว็บไซต์ของกรมศาสนาแล้วพบว่า อันที่จริง เวทีเสวนาดังกล่าว น่าจะจัดโดยกรมการศาสนาเองเสียด้วยซ้ำเพราะกิจกรรมที่มีเนื้อหาดังกล่าวระบุอยู่ในนโยบายและเป้าหมายหลักของกรมศาสนาเองโดยตรงนับแต่ย้ายไปสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม(เดิมกรมศาสนาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ)พร้อมๆ กับการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ชื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี)อันรับผิดชอบเกี่ยวกับแวดวงพระพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งปวงภารกิจหลักของกรมศาสนา ตามที่ปรากฏในเว็บไซต์ของหน่วยงานแห่งนั้นคือการสร้างความเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างศาสนารวมทั้งการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในสังคม เป็นด้านหลักเมื่อสื่อมวลชนสอบถามมาที่ผู้เขียน ว่าคิดเห็นเช่นไรก็ได้แต่ตอบไปว่า ท่านอธิบดีกรมการศาสนา คงต้องการเอาใจนายกฯ ทักษิณซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน จึงรีบเร่งออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าจะตอบคำถามโดยข้อเท็จจริง หรือโดยหลักการที่ควรจะเป็นเพราะสิ่งที่ท่านตอบนั้นอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ ที่จะบังคับสั่งการนี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ กรณีหนึ่ง ซึ่งสะท้อนภาพความสับสนในบทบาทหน้าที่หรือสะท้อนความบกพร่องหละหลวมในการปฏิบัติหน้าที่ตลอดจน ความไม่รู้จริง และ/หรือ ไม่รู้ในเรื่องที่ควรรู้ ของรัฐ ของคนของรัฐ หรือของผู้อยู่ในอำนาจรัฐ เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของพุทธบริษัทอันมีสาเหตุมาจากความอ่อนด้อย ในการเข้าใจธรรมะโดยมิพักจะต้องกล่าวถึงการประยุกต์ใช้ธรรมะ หรือการนำหลักพุทธรรม หลักศาสนธรรม มาใช้ในระดับโครงสร้างของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ตลอดจนวัฒนธรรม ในแง่ของวิถีชีวิตของผู้คน๕.กล่าวเฉพาะใน "ตลาดนัดการเมือง" ที่กำลังตะโกนขายสินค้ากำลังประแป้งแต่งหน้าพ่อค้าแม่ขาย หรือที่กำลังตกแต่งหน้าแผง หน้าร้านกันอยู่นี้กว่าจะถึงวันเลือกตั้ง หรือวันตัดสินใจครั้งใหญ่ของผู้บริโภคเราคงได้ยินได้ฟังได้ดู การประชาสัมพันธ์ กันอีกหลายรูปแบบทั้ง สรรพคุณของสินค้า สรรพคุณของคนขาย และสรรพคุณของร้านค้า ตลอดจนโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ฯลฯ ก็น่าสนใจ ว่าอะไรจะเป็นที่มา ของการตัดสินใจสุดท้าย ของผู้บริโภคเพราะนั่นจะเป็นคำตอบ หรือภาพสะท้อน "ตลาดนัดการเมือง" ของประเทศนี้ว่ามีคุณภาพแค่ไหน และเพียงใด?ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยการก่อรัฐประหารของคนกลุ่มหนึ่งเราพากันวิพากษ์วิจารณ์สภาพการณ์ทางคุณธรรมและจริยธรรมของอดีตผู้นำและรัฐบาลภายใต้การกำกับของเขาอย่างหนักหน่วงจนเป็นเหตุให้บางคนบางกลุ่มนำเงื่อนไขนี้เข้าช่วงชิงล้มล้างอำนาจรัฐเดิมด้วยข้อเสนอ และข้ออ้าง ว่าจะสร้างสิ่งที่ดีกว่าขึ้นมาพร้อมๆ ไปกับการปัดกวาดเช็ดถูปฏิกูล ที่อดีตรัฐบาลและพวกพ้องทำเรี่ยราดไว้นี่ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ ว่าหากกล่าวโดยเวลากันแล้ววันคืนที่ผ่านมา มีอาจมใดๆ ของคุณทักษิณที่ถูกเช็ดล้างออกไปได้บ้างหรือว่า การที่เราได้กลิ่นเน่าเหม็นของรัฐบาลไทยรักไทยน้อยลงจะเป็นเพียงเพราะปฏิกูลกลุ่มใหม่ถ่ายของเสียชนิดใหม่กลบทับเอาไว้แทนที่หรือจะเป็นว่า พออยู่ร่วมกับของเหม็นหลายชนิดเข้าเราทั้งหลายก็เริ่มคุ้นชินกันไปเอง...ซึ่งถ้าเป็นไปอย่างที่กล่าวมาแล้วว่าเราคุ้นเคยกับความเน่าเหม็น จนไม่รู้สึกรู้สา ไม่ยินดียินร้าย กันสักเท่าไรก็อย่าได้แปลกใจกันเลย ว่าทำไมพ่อค้าแม่ขายในตลาดการเมืองไม่ว่าร้านใดๆ แผงใดๆ จะมิได้ส่งเสียง หรือส่งสัญญาณ ด้าน "คุณธรรม-จริยธรรม" ออกมาให้ฝ่ายศาสนาชื่นอกชื่นใจกันบ้างเลยดูเหมือนว่า เราใช้ศาสตราด้านความดีงาม ความถูกต้องเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามให้ดับดิ้น ให้พ้นไปจากเวที ที่เราอยากจะเข้าไปร่วมด้วยเท่านั้นโดยมิได้ปรารถนาจะใช้เครื่องมือทางศาสนามาแก้ปัญหาอย่างถาวรหรือยั่งยืนแต่ประการใด"ตลาด" ต่างๆ พากันโตขึ้น"พื้นที่ทางศาสนธรรม" หรือ "พื้นที่แห่งความดีงามก็เล็กลงไปทุกทีดูเหมือนกับว่า พวกเราต่างก็รับรู้แต่ไม่มีใครยอมเจ็บปวด เพื่อจะสวนกระแส และก้าวไปสู่สิ่งสูงกว่าอีกต่อไปแล้ว...