Skip to main content

บารมี ชอบมีปัญหา 

1.......

..........ชาวบ้านที่โป่งขุนเพชรไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมีการสร้างเขื่อน  ไม่เคยรู้เลยว่ามีการสำรวจโดยชาวต่างชาติตั้งแต่ปี ๒๕๑๓  แต่พวกเขาอยู่ที่นั่นมาแสนนานแล้ว  พวกเขาส่วนหนึ่งเรียกตัวเองว่า "คนดง"  เป็นชนพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งที่คนแถวนั้นเรียกพวกเขาว่า "ชะบน" มีอาชีพเก็บหาของป่าเป็นหลัก  ไม่มีข้าวกินเขาก็ขุดเผือก มัน กลอยกินได้  เขามีหน่อไม้  กระบุก  เห็ด  อึ่ง กบ  เขียดเป็นอาหารหลัก  เมื่อเขาต้องการเงินใช้เขาก็เก็บของพวกนี้ขาย  และต่อมาเมื่อใบลานในป่าอื่น ๆ ถูกตัดกันจนหมดหรือถูกห้ามตัดเพราะประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์ไปแล้ว  พวกเขาก็ตัดใบลานขาย  หมวกใบลาน  ปลาตะเพียนใบลาน  ใบลานมัดข้าว  ล้วนมาจากป่านี้  ป่าที่คนดงเป็นเจ้าของและมีคนจากที่อื่นทะยอยเข้ามาอยู่อาศัยเป็นระยะ  ในที่สุดคนดงก็กลายเป็นคนกลุ่มน้อยไป
 

ประมาณปี ๒๕๓๒  มีคนที่เรียกตัวเองว่าปลัดอำเภอหนองบัวระเหวมาเรียกประชุมบอกว่าจะมีการสร้างเขื่อน  ขอให้อพยพออกเพราะน้ำจะท่วม  ถ้าใครไม่อพยพออกจะถูกจับเพราะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ   แล้วเขาก็กลับไป  ชาวบ้านก็อยู่กันต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ไม่มีใครรู้ว่าเขื่อนจะสร้างจริงหรือไม่  แม้มีคนสนใจแต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  หลายคนอ่านไม่ออก  เขียนไม่ได้  ไม่เคยไปแม้ตัวอำเภอหนองบัวระเหว  เคยเดินอยู่แต่ในป่า  นอกจากปลัดอำเภอคนนั้นแล้วก็ไม่เคยมีใครมาหา  
 

จนกระทั่งเวลาผ่านไปเป็นปี  มีคนกลุ่มใหม่เข้ามา  คนกลุ่มนี้มาแปลกมาหาซื้อที่ใครอยากขายที่มาขายกับเขาได้  ที่เตียนได้ไร่ละ ๕๐๐  ๘๐๐  ที่ป่าได้ไร่ละ ๑๐๐  ๓๐๐ แล้วแต่การเจรจาตกลงกัน  คนที่ขายที่ส่วนใหญ่เป็นคนจากที่อื่นที่เข้ามาอยู่  มีแต่พวกคนดงที่ไม่ยอมขายที่  แล้วจู่ ๆก็มีประกาศมาว่ามีการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าขนย้ายให้ชาวบ้านไร่ละ ๘๐๐๐ บาทแต่นายทุนก็ซื้อที่ไปเกือบหมดแล้ว      ต่อมาพวกนายทุนก็จ้างรถมาไถที่  และจ้างชาวบ้านที่นั่นแหละมาปลูกต้นไม้ส่วนใหญ่จะปลูกมะขาม  พอปลูกแล้วก็จะมีคนมาถ่ายรูป พอถ่ายรูปเสร็จนายทุนก็จะจ้างชาวบ้านกลุ่มเดิมนี่แหละให้ขุดมะขามขึ้นมาใหม่แล้วย้ายแปลงปลูกไปเรื่อย ๆ ทั้งปลูกทั้งไถจนป่าแทบไม่เหลือ  แล้วก็มีประกาศออกมาอีกฉบับว่าจะมีการจ่ายค่าชดเชยทรัพย์สินให้กับชาวบ้านด้วย 

 

2.......

........ เมื่อรู้ว่ามีการจ่ายค่าทรัพย์สินด้วย  ชาวบ้านก็เริ่มไม่พอใจ  แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร  พร้อม ๆ กันนั้น ชาวบ้านบางคนก็ได้ยินข่าวการประท้วงของพี่น้องปากมูล  ชาวบ้านบางคนที่เคยเดินทางมากรุงเทพฯ ก็เลยตัดสินใจชักชวนกันสี่ห้าคนมาสังเกตการณ์การชุมนุมของพี่น้องปากมูล  และต่อมาก็ได้เขียนจดหมายไปหาพี่มด(วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์) ที่ปากมูล  เพื่อขอคำปรึกษาหารือ  พี่พิเชษฐ์  เพชรน้ำรอบ  อาสาลงมาดูพื้นที่และได้ช่วยให้ข้อมูลกับชาวบ้านอีกหลายอย่าง  เพื่อให้ชาวบ้านได้ตั้งคำถามกับชลประทานได้  เริ่มตั้งแต่ว่าพื้นที่ป่าที่เอาวัวไปเลี้ยงจะจ่ายค่าชดเชยไหม  ตัวหมู่บ้านน้ำจะท่วมไหม  จะมีการจัดที่ให้ไหม  ฯลฯ 

ในที่สุดกรมชลประทานต้องส่งเจ้าหน้าที่มาชี้แจงให้ชาวบ้านได้ทราบว่า  โครงการโป่งขุนเพชรเป็นโครงการขนาดใหญ่  มีการจ่ายค่าชดเชยตามมติ ครม. 11 กรกฎาคม 2532  ใครมีที่ดินเท่าไรจ่ายหมด  ส่วนหมู่บ้านน้ำท่วมไม่ถึง  นี่นับเป็นการได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเป็นอย่างเป็นทางการเบื้องต้น ซึ่งพี่พิเชษฐกับชาวบ้านก็ได้ช่วยกันค้นคว้าต่อ  และได้กลับมาตั้งคำถามกับชลประทานเช่น  ถ้าบ้านเป็นเกาะจะเดินทางอย่างไร  จะมีการช่วยเหลืออาชีพชาวบ้านอย่างไร  

คำตอบที่ได้รับกลายเป็นคำตอบโกหกตอแหลจากพวกข้าราชการไม่เว้นแม้แต่คนระดับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจัดรายการวิทยุบอกว่า  ไม่มีปัญหาเรื่องบ้านที่เป็นเกาะไม่ต้องกลัวน้ำไม่ท่วมแน่นอน  เพราะจะทำกำแพงล้อมรอบหมู่บ้านไว้ให้    แล้วจะสร้างสะพานยาวประมาณสองกิโลเมตรเชื่อมต่อ  โดยจะซื้อจักรยานแจกเด็กนักเรียนให้ขี่ไปโรงเรียน  เรียกว่าแต่งนิยายโกหกกันเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว 

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็เป็นคำพูดที่ดูถูกดูแคลนคนฟัง  เห็นว่าชาวบ้านเป็นคนโง่ไม่รู้จักคิดถึงได้พูดออกมาอย่างนี้ได้  แต่หารู้ไม่ว่าด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้ชาวบ้านตื่นตัว  ทำให้ชาวบ้านไม่เชื่อถือข้อมูลจากฝ่ายรัฐ    จนนำมาสู่การจัดมหกรรมค้านเขื่อนที่ได้เชิญชวนพี่น้องที่ได้รับความเดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนหลาย ๆเขื่อนไปพูดคุยให้ประสบการณ์  

และในที่สุดพี่น้องโป่งขุนเพชรก็เข้าร่วมเรียกร้องกับ สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน  เรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและการทุจริตจากการสร้างเขื่อนโป่งขุนเพชร  โดยเฉพาะเรื่องการทำอีไอเอและการจัดที่รองรับการอพยพ  เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่  แต่สิ่งที่ได้รับการตอบรับกลับมากลายเป็นการปลุกระดมชาวบ้านโดยพวกนักการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นว่าการสร้างเขื่อนจะได้ประโยชน์อย่างไร  น้ำท่วมก็ป้องกันได้น้ำแล้งก็แก้ไขได้  ที่ชาวบ้านที่อยู่บนเขาเหนือเขื่อนก็สามารถสูบน้ำขึ้นไปทำการเกษตรได้  ถ้าสร้างเขื่อนโป่งขุนเพชรแล้วน้ำจะไม่ท่วมชัยภูมิ  ถ้าสร้างเขื่อนโป่งขุนเพชรแล้วจะได้ขยายพื้นที่ชลประทานเป็นแสนไร่  คนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่แค่ชัยภูมิ  แต่ไปถึงขอนแก่น  ร้อยเอ็ด  และพวกคัดค้านเขื่อนเป็นคนเห็นแก่ตัว  เป็นคอมมิวนิสต์

 

3.........

..........จากการเคลื่อนไหวของชาวบ้าน  ทำให้เจ้าหน้าที่ชลประทานเข้ามาทำงานในพื้นที่อย่างจริงจังมากขึ้น  ทุกคำพูดทุกคำกล่าวล้วนแล้วแต่สร้างความไม่น่าเชื่อถือให้กับชาวบ้าน  เช่น  จะจ่ายค่าที่ดินที่เป็นป่าให้ด้วย  ไม่ว่าวัวเดินไปกินถึงไหนก็จ่ายค่าชดเชยให้ถึงนั่น  หรือลานกี่ต้น  ไผ่กี่กอก็จ่ายหมด  เพราะชาวบ้านได้เห็นบัญชีจ่ายค่าต้นไม้แล้วว่าเขาจ่ายค่าอะไร  เท่าไร 

และในอีกด้านหนึ่งกรมชลประทานก็ไปดำเนินการปรับปรุงโดยลดขนาดเขื่อนลงจากโครงการขนาดใหญ่  กลายเป็นโครงการขนาดกลาง  เพื่อที่ไม่ต้องทำอีไอเอ  ไม่ต้องจัดที่รองรับการอพยพ   จากการเรียกร้องค่าชดเชยของชาวบ้าน  เลยกลายเป็นการคัดค้านการสร้างเขื่อน  ยิ่งได้ไปเจอกับพี่น้องเขื่อนสิรินธร  ก็ยิ่งเห็นผลกระทบจากการสร้างเขื่อน   ก็ยิ่งคัดค้านการสร้างเขื่อนมากขึ้น 

ทางชลประทานกับจังหวัดและพวกนักการเมืองก็ยิ่งปลุกระดมให้คนสนับสนุนการสร้างเขื่อนมากขึ้นด้วย  จนตัดสินใจย้ายหมู่บ้านเข้าไปอยู่ในท้องอ่าง  กะว่าถ้าสร้างเขื่อนก็จะยอมให้น้ำท่วมตาย   จนถึงกับผู้ว่าราชการจังหวัดและ ส.ส. ส.จ.ในพื้นที่พากองกำลัง อ.ส.ติดอาวุธครบมือเป็นร้อยคนและชาวบ้านฝ่ายสนับสนุนอีกไม่น้อยกว่าสองร้อยคน เข้าไปบุกหมู่บ้าน  เข้าไปข่มขู่ชาวบ้าน  และประกาศว่าบ้านห้วยหินฝนใหม่และบ้านห้วยทับนายน้อยทำตัวเป็นรัฐอิสระ  อยู่เหนือกฎหมายมีนายพิเชษฐเป็นประธานาธิบดี  นายบารมีเป็นรองประธานาธิบดี  ผลิตอาวุธสงครามและยาม้าจำหน่าย เสียดายว่าเมื่อชาวบ้านเอาเรื่องนี้มาร้องเรียนที่กระทรวงมหาดไทย  ผู้ว่าที่กล้าทำคนนั้นกลับไม่กล้ารับว่าเป็นตัวเขาเอง  ไม่มีศักดิ์ศรีอะไรเหมือนตอนที่เดินกร่างเข้าไปในหมู่บ้านเลย 

กลับไปจากกระทรวงมหาดไทย  ชาวบ้านไปจัดอบรมสิทธมนุษยชนมีนักกฎหมายจากสมาคมนักสิทธิอีสานมาช่วยอบรมให้  หลังจากนั้นก็มีการจัดทำบุญในหมุ่บ้านปรากฎว่าระหว่างทำบุญที ฮ.มาบินวนในตอนกลางวัน  พอตกกลางคืนก็มีคนมายิงขู่ผม  เฉียดหัวไปสักวาเห็นจะได้  พอมาร้องเรียนที่กระทรวงมหาดไทยอีก  เลขา มท.1 มโนญช์  วิชัยกุลก็กล่าวหาว่าเราสร้างสถานการณ์กันเอง 

เมื่ือพึงไม่ได้ก็เลยไปจัดแถลงข่าวที่สมาคมนักข่าวที่ตอนนั้นอยู่แถวราชดำเนิน  ตอนที่แถลงข่าวก็มีการเอาข้อมูลทุจริตไปเล่าด้วย  ปรากฎว่ากรมชลประทานส่งคนไปฟังด้วยและไปตอบโต้ว่ากรมชลประทานไม่มีความผิด  ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วย  ไม่ได้สมคบกับนายทุนไปหลอกลวงชาวบ้าน  เพราะข้อมูลการสร้างเขื่อนเป็นข้อมูลที่เปิดเผยใคร ๆก็สามารถรู้ได้   ถ้ามีการทุจริตจริงก็ต้องมีการตรวจสอบเอาผิด  แต่การทุจริตไม่เกี่ยวกับการสร้างเขื่อน  ยังไงการสร้างเขื่อนก็ควรจะเดินหน้าต่อไป 

แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่เคยมีวี่แววว่ากรมชลประทานจะจับคนทุจริตได้  และก็ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าข้อมูลที่เจ้าหน้าที่กรมชลประทานบอกว่าเป็นข้อมูลเปิดเผยที่ใคร ๆก็รู้ได้นั้น  ชาวบ้านที่เป็นผุ้ได้รับผลกระทบโดยตรงกลับไม่รู้  และไม่เคยมีโอกาสจะได้รับรู้ เจ้าหน้าที่กรมชลประทานไม่ได้ปิดบัง  แต่ไม่ได้บอกให้รู้เลยต่างหาก

 

4..........

..........ต่อมาหลังจากที่ทำอะไรชาวบ้านไม่ได้  ท่าน ส.ส.ก็ไปร้องกรรมาธิการอะไรสักอย่างของสภา  พวกกรรมธิการก็มาลงพื้นที่  จำได้ว่ามีอยู่คนนึงแนะนำตัวว่าเป็นอาจารย์กฎหมายชื่อกุหลาบ  อะไรประมาณนี้มาเที่ยวข่มขู่ชาวบ้านว่าบุกรุกป่าผิดกฎหมาย  ส่วนคนที่เป็นประธานชื่อสนิท  จากพรรคประชากรไทย  ก็ไม่ได้รับฟังอะไรชาวบ้านเลย  มีแต่บอกให้ชาวบ้านอย่าไปฟังคำยุยงจากพวกเอ็นจีโอ  อย่าคัดค้านการสร้างเขื่อน  พูดๆๆๆ อยู่สักพักก็กลับไป     แล้วไปประชุมกันมีมติว่ายังไงก็ไม่ทราบได้  เพราะไม่มีใครสนใจ  เนืองจากไม่มีใครนับถือกรรมาธิการชุดนี้  

แต่ชาวบ้านก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย  พยายามแสวงหาข้อเท็จจริงไปเรื่อย ๆ  จนกระทั่งไปเจอชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนลำคันฉู  เมื่อได้คุยกันจึงทราบว่าวิธีการหากินแบบนี้เป็นเรื่องปกติเคยมีคนในกรมชลประทานที่ถูกไล่ออกเพราะเรื่องนี้ก็มีเหมือนกัน  แต่การทุจริตก็ยังคงเดินหน้าต่อไป  

ชาวบ้านโป่งขุนเพชรได้เอาเรื่องราวของชาวบ้านลำคันฉุมาเผยแพร่ให้สังคมได้รับทราบ  แต่ผลตอบแทนที่ได้รับคือมีการลักลอบเผาบ้านของชาวบ้าน  มีการลงข่าวใส่ร้ายป้ายสีชาวบ้านผ่านหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หัวเขียวกันเลยทีเดียว  

เริ่มมีทหารจากกองทัพภาค ๒ เข้ามาวุ่นวาย  โดยนายทหารอ้างชื่อว่า เสธ.ขาว มาอาสาแก้ไขปัญหา  แบบว่าถ้าไม่ยอมไกล่เกลี่ยจะไม่รับประกันความปลอดภัยอะไรประมาณนั้น  ว่าแล้วก็มีนักสันติวิธีชื่อวันชัย  จากมหาวิทยาลัยขอนแก่นอาสาเข้ามาเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ย 

แกมากับทหารที่มาบังคับให้เราไกล่เกลี่ย  แต่แกบอกว่าแกเป็นนักสันติวิธี  แล้วแกก็มาจัดอบรมให้กับชาวบ้านด้วยการโฆษณาสรรพคุณว่าแกได้ไปไกล่เกลี่ยเรื่องโรงไฟฟ้าที่บ่อนอก  บ้านกรูดมา  เรื่องท่อก๊าซเมืองกาญจน์  เรื่องท่อก๊าซจะนะ  แกก็เป็นคนไกล่เกลี่ย  แล้วแกก็อบรมสั่งสอนชาวบ้าน ว่าการไกล่เกลี่ยคืออะไร  มีกี่วิธี  คนกลางคือใครมีหน้าที่อะไร  ต้องทำตัวอย่างไร  ประมาณนี้แหละ  แล้วก็จัดคู่ขัดแย้งให้เราคือ พวกกำนันผู้ใหญ่บ้านกลุ่มที่ต้องการน้ำ  เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวแกก็ลากมาหมด  และนัดหมายว่าให้ไปจัดที่ป่าหินงามตามที่เราเสนอ 

ก่อนจะถึงวันนัดหมายก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรต่อมิอะไร  เดี๋ยวมีคนยิงปืน  เดี๋ยวมีคนเจอรอยรองเท้าทหารอยู่รอบๆ หมู่บ้าน  และก็มีไฟไหม้บ้านอีก  ทีนี้เห็นหลังไว ๆว่าใส่เสื้อสีเขียวแบบเสื้อทหาร  ชาวบ้านก็เลยโทรหาหมอวันชัยว่าถูกข่มขู่คุกคาม  คุยไปคุยมาหมอเสนอให้เปลี่ยนสถานที่ประชุมไกล่เกลี่ยจากป่าหินงามเป็นวัดบ้านไร่  ของหลวงพ่อคูณ  แต่เราเสนอให้ไปจัดที่สถาบันราชภัฎนครราชสีมา  ซึ่งน่าจะเป็นสถานที่ที่เป็นกลางมากกว่า  หมอวันชัยก็เห็นดีเห็นงามด้วย 

แต่พอถึงวันนัดหมาย  หมอกลับพาพวกกำนันผู้ใหญ่บ้านไปที่วัดหลวงพ่อคูณ  เมื่อไม่พบพวกเราก็กล่าวหาว่าพวกเราไม่จริงใจแล้วก็พากันไปกราบขอพรหลวงพ่อคูณ ๆ ก็สนับสนุนให้สร้างเขื่อนจะได้แก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง  แล้วไปลงข่าวในหนังสือพิมพ์หัวเขียวว่าพวกเราไปแต่ไม่ยอมเข้าประชุม    แต่ความจริงพวกเราไปโคราช   ไปรอตั้งแต่เช้าจนเที่ยง  ก็ไม่เจอใคร ชาวบ้านจึงพากันไปแถลงข่าวที่ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมาขอให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นพยานว่าเรามาตามนัดแล้ว  แต่หมอวันชัยต่างหากที่เบี้ยว  

หลังจากนั้นพวกชาวบ้านกับหมอวันชัยก็ไม่เคยได้เจอกันอีก  และเมื่อชาวบ้านมาเจอกับพี่น้องบ่อนอก  บ้านกรูด  ทั้งกระรอกและพี่เจี๊ยบต่างยืนยันว่า  หมอวันชัยแค่มาศึกษาไม่ได้มาไกล่เกลี่ยอะไรเลย  และทั้งสองคนก็ไม่ได้มีความนับถือ  เชื่อถืออะไรหมอวันชัยเป็นพิเศษด้วย 

 

5........

..........เมื่อพวกนักสันติวิธีหายหัวไป  ชาวบ้านก็อยู่กันอย่างสบายขึ้น  การกดดันจากฝ่ายต่าง ๆลดลง  แต่ปัญหาที่พบเจอกลับกลายเป็นความแห้งแล้งที่เข้ามาเยือน  และราคาของป่าที่ตกต่ำลงทุกวัน  หน่อไม้ปี๊บขายแทบไม่ได้เพราะมีคนแถวภาคเหนือที่กินหน่อไม้ปี๊บแล้วเป็นพิษ  ชาวบ้านถึงขนาดต้องขุดเผือกขุดกลอยกินกัน  เนื้อสัตว์แทบไม่ได้แตะ  จนพูดล้อเล่นกันในหมู่บ้านว่ากินแกงหน่อไม้สดใสหน่อไม้ดอง  แกงมะเขือขื่นใส่มะเขือพวง หลายคน  หลายครัวเริ่มทะยอยออกมาทำมาหากินในกรุงเทพ 

พร้อมๆกันนั้นรัฐบาลก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการมาทำการศึกษาเรื่องเขื่อนที่ยังไม่ได้ก่อสร้างซึ่งมีเขื่อนโป่งขุนเพชรรวมอยู่ด้วย  และต่อมาคณะกรรมกรรมการชุดดังกล่าวได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ  มี อ.นวลน้อย  ตรีรัตน์เป็นประธาน  มาศึกษาเรื่องโป่งขุนเพชรโดยเฉพาะ มีนักวิชาการเช่น อ.ผาสุก  พงษ์ไพจิตร  อ.ศุภวิทย์  เปี่ยมพงศานต์  และใครอีกหลายคนมาศึกษาข้อมูลในพื้นที่  มีเจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยสะแกราชมาศึกษาเรื่องสมุนไพร  แบบว่ามาสองวันเดินได้ไม่ถึงสามกิโลเมตร  เพราะเดินไปตรงไหนก็เจอแต่สมุนไพร  แกบรรยายสรรพคุณจนชาวบ้านจดกันไม่ทัน  สุดท้ายไม่ได้ดูป่า  แค่เดินอยู่รอบ ๆ หมู่บ้านนั่นก็หมดเวลาแล้ว

พอเรื่องเงียบหายไปคนที่อยู่ไม่ได้คือพวกนักการเมืองทั้ง ส.ส.และ ส.จ. มาประกาศจัดชุมนุมที่อำเภอหนองบัวระเหว  ใช้สโลแกนว่า  "น้ำคือชีวิต  เราต้องการเขื่อน"  กะว่าจะระดมคนสักห้าพันเพื่อมาลุยมาทำลายในพื้นที่กันเลยทีเดียว ตอนนั้นช่วงประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล  เสธ.หนั่นเป็น รมว.มหาดไทยและได้ไปตั้งศูนย์ขจรเดชเป็นศูนย์บัญชาการอยู่ที่สนามม้านางเลิ้ง    

พี่มดได้ติดต่อไปยังที่ปรึกษาที่นั่นเพื่อขอความช่วยเหลือให้หยุดการกระทำของพวกนักการเมือง โดย พี่มดและผมได้เข้าไปพบกับที่ปรึกษา มท.๑ ซึ่งต่อมาก็ได้ลงมาดูที่พื้นที่ด้วยคือ อ.สังศิต  พิริยะรังสรรค์  พี่ปรีชา  ไพรัมย์และรองผู้ว่านครราชสีมานายเกษมศักดิ์  แสนโภชน์ (ตำแหน่งในขณะนั้น)  ทั้งสามท่านนี้ได้   ช่วยพูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิให้ช่วยหยุดการกระทำของพวก ส.ส.  ส.จ.  แต่ก็หยุดไม่ได้  เพราะจะต้องเสียหายขายหน้ามาก 

สุดท้ายทราบมาว่ามีการเจรจากันว่าขอให้จัดเวทีแค่นั้นพอ  ห้ามเคลื่อนม๊อบไปไหนเด็ดขาด  และผู้ว่าฯยังมาประกาศออกวิทยุในเช้าวันชุมนุมห้ามไม่ให้คนไปชุมนุมอีกด้วย  สุดท้ายมีคนไปชุมนุมสักสามร้อยคนเห็นจะได้  ในส่วนพื้นที่พวกเราก็เตรียมการต้อนรับ  โดยให้ชาวบ้านไปหลบอยู่ในที่ปลอดภัยและจัดเตรียมคนไว้คอยเจรจาด้วย  

หัวหน้าเหลาไทและหัวหน้าปิยะที่มาให้กำลังใจอาสาไปดูลาดเลาที่ชุมนุมให้  ซึ่งปรากฏว่าทั้งสองไปทำหน้าที่ได้ดีเกินคาด  พาชาวบ้านฝ่ายนั้นกินเหล้าเมากันอุตลุดโดยให้ชาวบ้านไปเอาเหล้าจากแม่ค้าให้อ้างว่า ส.จ.คนหนึ่งจะเป็นคนจ่ายให้  แม่ค้าให้เหล้ามาพวกชุมนุมก็กินกันไปสุดท้ายคุมกันไม่อยู่  ต้องยุติการชุมนุมไปเอง  เข้าใจว่าพวก ส.ส.  ส.จ. คงบอบช้ำกันไปหลายเงิน

เสร็จจากการชุมนุมผมก็เข้ากรุงเทพมาทำกรมทะเบียนการค้า  ค้นหาบริษัทที่กรมชลประทานอ้างว่าไปรับเหมา  ปรากฎว่าเป็นจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคกลาง  ผมตามไปดูถึงจังหวัดนั้น  แต่ไม่พบบริษัท  มีแต่ห้องแถวปิดอยู่เท่านั้นสอบถามคนแถวนั้นก็ได้รับคำยืนยันว่าเป็นบ้านพักธรรมดา  ไม่เคยเป็นบริษัทเลยตั้งแต่ก่อสร้างห้องแถวนี้มา  ผมก็ได้แต่พกความสงสัยกลับมาเล่าให้ชาวบ้านฟัง  

ต่อมาคณะอนุกรรมการได้จัดให้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นทั้งจากฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน  โดยรับฟังจากฝ่ายสนับสนุนก่อน  เนื้อหาที่ฝ่ายสนับสนุนนำเสนอก็ไม่มีอะไร  เป็นข้อมูลเดิมๆที่ชลประทานพูดกรอกหูไว้เท่านั้น   แต่ในขณะที่ความเห็นของฝ่ายคัดค้าน  พวกชาวบ้านเอาวิถึชีวิตจริงมานำเสนอว่าเราใช้ประโยชน์จากป่าอย่างไร  มีเห็ดอะไรบ้าง  มีไผ่อะไรบ้าง  ใช้ใบลานทำอะไร  ใช้ยังไง  แบบว่าตอนที่เอาไปแสดงนี้ฝ่ายสนับสนุนมองกันตาค้าง  เงียบกริบทั้งห้องประชุม 

หลังจากที่แสดงเสร็จมีเสียงกระซิบจากพวกสนับสนุนว่า "คงสร้างไม่ได้แล้วละ  เขามีของดีจริง"   พวกชาวบ้านกลับบ้านด้วยความปลาบปลื้มใจ   แต่สุดท้ายข้อสรุปของคณะอนุกรรมการซึ่งเขียนโดย อ.นวลน้อย  สรุปว่า  หากจะสร้างต้องมีการทำการศึกษาผลกระทบทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมก่อน  เป็นที่ผิดหวังแก่ชาวบ้านยิ่งนัก

 

6.......

..........วันที่ 30 กรกฎาคม 2555 มีการประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดสุรินทร์  ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนโป่งขุนเพชรให้แล้วเสร็จในปี 2557   ไม่รู้ว่าจะจองเวรกันไปถึงไหน 

 
 
 
                                                                     จบ

 

บล็อกของ บารมี ชอบมีปัญหา

บารมี ชอบมีปัญหา
 ปัญหาความขัดแย้งที่มันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในปัจจุบันมันเป็นปัญหาอันเนื่องมากจากการเอาเปรียบขูดรีดทางชนชั้น  พวกเราต้องลุกขึ้นต่อสู้เพื่อขับไล่ไอ้พวกคนที่ขี่หลังขี่คอพวกเราให้ลงมาอยู่บนพื้นดินอย่างเสมอหน้ากัน
บารมี ชอบมีปัญหา
อดีตคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าชี้แจงข้อเท็จจริงของระบบสุขภาพบางประการที่สื่อมวลชนนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อน
บารมี ชอบมีปัญหา