Skip to main content
รวิวาร
 บางครั้งหมอกก็ไหลมาตั้งแต่ดื่นดึก ห้อมล้อมบ้านของเราไว้เหมือนกองทัพสีขาวหนาวเย็น แล้วเมื่อแสงแรกจากเรือนจุดสว่างขึ้นยามสาง ลำแสงสีส้มก็ผ่าละอองหมอกออกเป็นทาง ธรรมชาติของหมอกนั้นอย่างไร บางคราว เราตื่นขึ้น แลเห็นรอบตัวได้ชัดเจนเป็นรูปเป็นร่าง เห็นชายฟ้าด้านตะวันออกหลังแนวไผ่คู่หน้าประตูเป็นสีชมพูอ่อนๆ แต่แล้วไม่นาน สายธารแห่งหมอกกลับไหลรินสู่หุบเขา ทั้งจากด้านดงดอย ยอดเขาสูง แม่น้ำ ที่ลุ่ม และถนนจากเมือง ดาหน้ามาจากทุกทิศทาง ปิดกั้นบ้านน้อยของเราไว้ บางทีความคิดของเราก็ทำทีอย่างหมอก มียามที่มองอะไรไม่เห็น นอกจากฝ้าละอองเปียกชื้นเยียบหนาว ยามเดินออกจากตัวบ้าน จับมือลูกเล็ก ๆ ออกไปรอรถรับส่งตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เราเดินไปยังไม่ถึงประตูรั้วดี พอหันหลังกลับ บ้านก็หายวับเสียแล้ว เมฆหมอกมากมายในชีวิตยามพร้อมใจรินไหล ทำให้เรามองไม่เห็นสิ่งใดดุจกัน ความหวาดหวั่นพรั่นใจในยามยาก ทำให้เรามองไม่เห็นหลักที่ตั้งของตัวเอง แม้ภูเขาจะยังอยู่ ดอยหลวงเชียงดาวสูงตระหง่านเด่นสง่าไม่เคยวับหาย บ้านที่ปลูกสร้าง รวงรังทั้งหลังยังตั้งมั่นอยู่ ทว่า หมอกสีเทาในรอยต่อของรัตติกาลและรุ่งอรุณกลับปิดบังทุกสิ่ง ทุกทัศนียภาพคือกลุ่มหมอก เหน็บหนาว อับจน ไร้หนทาง ไม่ว่าจะเดินไปทิศใด กระนั้น สายหมอกก็อยู่เพียงชั่วครู่ ไม่ช้าไม่นาน เพียงสองสามชั่วโมง ดวงตะวันก็เป็นฝ่ายชนะ ริ้วหมอกขาวลอยรี่ราวถูกขับไล่ ถอยร่นหวั่นหวาด สะเปะสะปะ เหนือพื้นหญ้ารอบบ้าน ละไอหมอกสลายเป็นควันขาวอยู่ทุกหย่อม บนยอดดอย หมอกหลอมละลาย รวมเป็นเมฆก้อนย่อม รุกไล่กันลงมาตามไหล่เขา แล้วลอยหาย เผยโฉมหน้าขุนเขาอย่างรวดเร็ว ในที่สุดแสงสว่างก็แผ่เต็มที่ราบ ตะวันดุจกระจกส่อง ทำให้เรามองเห็นขุนเขาได้กระจ่าง เห็นชัดทั้งริ้วทิวธงบริเวณจุดพักแรม เห็นร่องเหลี่ยมผาสีส้ม และสันเขาสูงต่ำเหยียดชัน .................................................. เรามาอยู่ที่นี่ มิใช่เยี่ยงผู้ยึดมั่นอุดมการณ์ เราเพียงใช้ชีวิตตามที่คิด เชื่อ และรู้สึก บางคราวรู้สึกมาดมั่น บางครั้งถูกป่าหมอกห้อมล้อม ละอองหมอกแห่งความสับสนอันเหน็บหนาว สายหมอกที่พันริ้วปิดบังนัยน์ตา และบางคราวรัดรอบหัวใจ ที่เราทำทั้งหมดนั้นเต็มที่ดีชอบทั่วถ้วนแล้วหรือไม่ จะทำเช่นไร หากปราศจากอาหารยาไส้ ไม่มีขนมนมเนยให้ลูกยา? เวลาเช่นนั้นหลงลืมว่า เคยรู้สึกขอบคุณเป็นล้นพ้น จนร้องเอ็ดอึงอยู่ในใจ ที่นี่ที่ไหนกัน ถ้าหากไม่ใช่สรวงสวรรค์ เราคงได้ประกอบคุณงามความดีที่ตัวเองไม่รู้มาก่อนหรือคิดไม่ถึงเป็นแน่ ถึงได้มาอยู่ในที่ที่งดงามดุจดั่งสรวงสวรรค์เช่นนี้ ยามเช้า อากาศสดชื่นบริสุทธิ์ แสงแดดอบอุ่นสาดส่องเข้าไปถึงใจ นกน้อยร้องรำพัน จนถึงยามสาย โผบินเริงร่า ร่อนระบำให้เราดู ร่าเริงเสียจนการตื่นขึ้นเพื่อจิกหาอาหารประทังชีวิตของมันเหมือนเป็นคนละสิ่งกับการทำมาหาเลี้ยงชีพของมนุษย์ มันร้องว่า ฉันไม่กังวล ไม่มีภาระ ไม่หนักใจ และก็ไม่ทอดถอนใจว่า ...เฮ้อ! อีกวันแล้วหรือนี่ วันนี้จะหาอะไรกินดี ถ้าหากไม่มีหนอนแถวนี้ เราจะทำอย่างไร กลางวัน... กลางวัน เสียงระฆังชายคากรุ๋งกริ๋งกังวาน สายลมหอบเสียงใสเหมือนแก้วพลิ้วเสนาะทั่วทุ่ง สายลมโชยพัดไม่หยุด จากฟากดอยเทือกโน้น ส่งข่าวสารสู่สันเขาเทือกนี้ ลอยข้ามชายแดนไปไกลก่อนวกกลับมา ระเรื่อยแผ่วผิวเนื้อตลอดบ่าย ไม่ให้รุ่มร้อนจากแรงตะวัน เย็นย่ำเมื่อพระอาทิตย์ลับลา แมวหมาพากันออกมานอกชาน นอนบิดตัวเหยียดยาว ดูเกียจคร้านและสุขสงบ พวกมันมาส่งอำลาวันแสนดีงามอีกวันหนึ่ง สนธยาซึ่งสงบ ลาละ วางมือและประโลมใจ งดงามไม่แพ้ยามอื่น เย็นพิเศษบางวัน เด็กน้อยได้โลดเต้นกับเมฆดอกกุหลาบที่ปลิดออกจากสวรรค์ ระบายด้วยสีแสงตะวันที่สะท้อนดวงจากหลังภูเขา เป็นสีกุหลาบแก่ก่ำงามวิจิตร ฟ้าเหนือดอยหลวง หนึ่งวันในหนึ่งปี หรือสิบปี ร้อยปี มีดอกกุหลาบที่เทวีแห่งเบื้องบนปลิดโปรยเล่นให้คนชม มียามเช้า สาย บ่าย กลางวัน กลางคืน และฤดูกาล หมอกสีขาวละลายเป็นไอต่อหน้าต่อตาเราทุกเช้า แล้วความทุกข์ความหวั่นใจของเราเล่า กาลเวลาทำให้เราเป็นทุกข์ หรือว่าการรับรู้ถึงเวลาที่ทำให้เป็นทุกข์? สรรพสิ่งหมุนวนไป ไม่มีอะไรคงรูปถาวร เมื่อเราพยายามหยุดบางอย่างไว้ด้วยความคาดหวัง นั่นหาใช่นิรันดร์ ไม่ใช่ปัจจุบัน ไม่อนิจจัง เรากลายเป็นทุกข์ ฉันต้องก้าวออกมา สายหมอกอยู่ที่นั่น แต่ไม่ช้าไม่นานมันจะสลายไป บ้านของเรายังอยู่ เบื้องหลังเมฆหมอกมืดทึบ สิ่งที่ได้เลือกโดยผ่านกระบวนการตรวจสอบจากชีวิตดีแล้วย่อมทนทานไม่อาจเปลี่ยนแปร ทางของฉันซึ่งไม่แตกต่างจากของเธอ และทุกคน เราล้วนมองหาเส้นทางที่สามารถเดินไปด้วยหัวใจเป็นสุข ทางซึ่งชีวิตทุกวันไม่ต้องฝืนใจ การงานที่ไม่ต้องอดทนทำไปเพื่อความสุขในวันข้างหน้า ทว่า ทุกข์ทรมานและเสียน้ำตาในวันนี้ ความลับของชีวิตมีหลายข้อเสียจนผู้คนพากันกล่าวว่า “ชีวิตคือสิ่งลี้ลับ มหัศจรรย์” เมื่อเราคิดว่าได้ยินเสียงเรียก และก้าวตามมันไป บางครั้งกลับมีทางแยกสายเล็กสายน้อยลวงให้เราเลือก เธอจะเดินทางใดล้วนไม่ผิด หากแต่ละทางย่อมนำพาไปสู่สิ่งหนึ่ง แล้วพอเราคิดว่า อืม ..ฉันพอจะรู้แล้วล่ะว่า ทางไหนจะนำไปสู่สิ่งที่ปรารถนามากที่สุด มันกลับเฉลยขึ้นว่า ถนนทุกสายมุ่งไปสู่สิ่งเดียว ซ่อนที่หมายและไม่ใช่ที่หมายไว้ในหนทางเสียอย่างนั้น...   ถึงอย่างไร เราคงไม่อาจพลัดหลงไปไหน นอกเหนือจากบ่อโคลนดูดแห่งการลืมหรือทะเลทรายแห่งความไร้ชีวิต เราอาจหยุดพัก สับสน หรือมึนงงบ้าง อย่างไร เรายังคงสัญจรไปใน “ชีวิต”
กิตติพันธ์ กันจินะ
  หลังจากที่โครงการเยาวชนไทยไม่ทอดทิ้งสังคม หรือ โครงการเยาวชน1000ทาง 1 ได้ดำเนินการมาจนจบวาระหนึ่งปีก็ถือว่าเรียนจบครบเทอมพอดี เพื่อนๆ พี่ๆ ทีมงานหลายคนต่างได้รับความรู้และประสบการณ์ในการทำงานเพื่อสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนเข้ามาทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากยิ่งขึ้น แม้ว่าโครงการเยาวชน1000ทาง จะเกิดจากความร่วมมือของเครือข่ายเยาวชนที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคมมาหลายปี แต่สำหรับประเทศไทยนั้นนับว่ามีโครงการที่สนับสนุนกิจกรรมของเยาวชน "มือใหม่" ไม่มากนัก ฉะนั้นโครงการเยาวชน1000ทาง ถือว่าเป็นโครงการที่ภาครัฐสนับสนุนให้เกิดการทำงานโดยเยาวชนดำเนินการ มีผู้ใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นที่ปรึกษาการทำงาน เพื่อให้เยาวชน "มือใหม่" เข้ามาทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากยิ่งขึ้น ปี 2550 ที่ผ่านมา มีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินการทั่วประเทศมากกว่า 300 โครงการและแต่ละโครงการเยาวชนจะเป็นคนที่คิดเองโดยมีงบประมาณสนับสนุนกลุ่มละไม่เกิน 8,000 บาท และมีการพิจารณาจากกรรมการที่แต่ละภาคได้สรรหามา หลังจากนั้นเยาวชนก็ดำเนินการตามแผนการที่วางไว้ ในตัวโครงการเยาวชน1000ทาง นอกจากจะมีการสนับสนุนงบประมาณแล้ว ยังมีระบบการให้คำปรึกษา การติดตามสนับสนุน การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ และการพัฒนางานวิจัยเพื่อรองรับการทำงาน ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้ในการทำงานเพื่อพัฒนาเยาวชนต่อๆ ไป  อย่างก็ตาม อยากจะนำเรื่องราวดีๆ ของเพื่อนๆ พี่น้อง เยาวชนที่ได้ดำเนินการมาเผยแพร่ในที่นี่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มาจากภาคอีสาน.... มาที่โครงการแรกคือ โครงการ "เพื่อนยามเหงา" เป็นโครงการของนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ที่เริ่มมาจากการที่เพื่อนๆ ได้พบเจอผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่างๆ บางคนก็มีญาติมาเยี่ยม บางคนก็ไม่มี เพื่อนๆ จึงบอกว่า อยากจะใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอมของเขาเป็นเพื่อนยามเหงาให้กับคนป่วยที่ขาดเพื่อน ขาดการเอาใจใส่จากคนที่รัก และมอบสิ่งดีๆ ให้กับคนเหล่านั้น  ส่วนโครงการ "ปาท่องโก๋ร่วมใจต้านภัยหนาว" นั้น ก็เป็นอีกโครงการ ที่น้องๆ เยาวชนจากนครราชสีมา อยากทำกิจกรรมสักอย่างหนึ่งในช่วงปิดเทอมและหารายได้เสริม และน้องๆ ก็บอกว่า หน้าหนาวแล้ว จึงอยากจะมอบผ้าห่มให้กับผู้สูงอายุในหมู่บ้าน โดยนำเงินที่ได้จากการทำปาท่องโก๋ไปจัดซื้อผ้าห่มกันหนาวมาให้ น้องในทีมงานโครงการ 2 บอกเหตุผลที่ทำปาท่องโก๋ขายว่า เพราะสงสารผู้สูงอายุในชุมชนที่ต้องทนกับอากาศหนาว "บ้านเราเวลาอากาศหนาว มันหนาวมาก และคนที่เดือดร้อนที่สุดคือคนแก่ยากจน เวลาหนาวๆ พวกท่านมักจะห่มผ้าห่มผืนเก่าๆ ขาดๆ มานั่งผิงไฟหน้าบ้าน เห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้" น้องอาย สมาชิกในทีม ยังเล่าต่ออีกว่า "แต่ละวันขายปาท่องโก๋ได้ 200-300 บาท ทำอย่างนี้อยู่ 1 เดือน ตอนแรกๆ เหนื่อยมาก ไหนจะต้องขายปาท่องโก๋ ไหนจะต้องเรียน แต่พอคิดว่าทำเพื่อคนแก่ ก็มีกำลังใจขึ้นมา เพราะที่ผ่านมาพวกท่านเมตตาเรามาก เหนื่อยแค่นี้ทนได้ค่ะ" หลังจากที่ทำเสร็จน้องๆ ก็นำเงินไปซื้อผ้าห่มให้กับผู้สูงอายุในชุมชน...ต่อมาก็เป็นโครงการอื่นๆ เช่น3 โครงการแลกเปลี่ยนความรู้สู่น้องในหมู่บ้านห้องสมุดของเรา ของเยาวชนจากขอนแก่น ที่ใช้เวลาว่างของตนเองสอนหนังสือให้กับเด็กในหมู่บ้านที่ไม่ได้มีโอกาสเรียนพิเศษเหมือนกับเด็กในตัวอำเภอคนอื่น ๆ เนื่องจากหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่อยู่ค่อนข้างไกลจากตัวอำเภอ จึงได้รวมกลุ่มกันเพื่อสอนหนังสือให้กับน้องๆ ทุกๆ วันเสาร์และอาทิตย์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายโครงการธนาคารขยะรีไซเคิลของเยาวชน 1000 ทางจากจังหวัดพะเยา ที่เห็นว่าปัญหาขยะในชุมชนมีมากเลยอยากจะปลูกฝังให้กับเด็กเรื่องการทิ้งขยะจึงคิดโครงการนี้ขึ้นมา นอกจากจะเป็นการช่วยปลูกฝังการรักษาความสะอาดแล้ว การนำขยะกลับมาขายยังเป็นการสร้างแรงจูงใจที่ดีด้วยเนื่องจากเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนโครงการร้อยฝัน ของเยาวชนจากสิงห์บุรี ที่นำความรู้และภูมิปัญญาที่ตนเองมีมาถ่ายทอดให้กับเพื่อน ๆ ในโรงเรียน นั่นคือความรู้ด้านการปักและซ่อมแซมเสื้อผ้า โดยน้อง ๆ นักเรียนอาข่าส่วนใหญ่ค่อนข้างขาดแคลนทุนทรัพย์ เวลาที่เสื้อผ้าขาดก็ไม่สามารถซื้อใหม่ได้ น้อง ๆ กลุ่มนี้จึงนำความรู้ความสามารถที่มีมาสอนเพื่อนๆ และน้องๆ ในโรงเรียน รวมไปถึงการสอนการปักผ้าในลวดลายของชาวอาข่าอีกด้วยเนื่องจากบางครั้งมีชาวต่างชาติเข้ามาเยี่ยมโรงเรียนก็เกิดความสนใจและขอซื้อในราคาที่ค่อนข้างสูง จึงเป็นอีกทางที่จะเพิ่มรายได้ให้กับเด็ก ๆ ชาวอาข่านี่เป็นแค่โครงการตัวอย่างบางส่วนที่นำมานำเสนอ ทว่า มีหลายโครงการที่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงของเพื่อนๆ น้องๆ พี่ๆ เยาวชน เช่น โครงการเสียงร้องจากเหรียญสตางค์ ที่ทีมงานบอกว่า "ได้รู้จักการเอื้อเฟื้อเผื่อแพร่ให้กับผู้อื่น การเป็นผู้ใหญ่มากกว่าผู้รับ การได้ทำประโยชน์เพื่อสังคม การได้ช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก เรียนรู้ความไม่เห็นแก่ตัว เรียนรู้ถึงความสุขที่ได้รับจากคนหลายคนที่จริงใจและไม่จริงใจ ได้เพื่อนๆ เยอะ" เยาวชนจากโครงการ "น้ำส้มควันไม้" บอกว่า ได้พัฒนาความรับผิดชอบในตัวเองและหน้าที่การงานมากขึ้น มีความสามัคคีในกลุ่มเพื่อน ความอดทน ขยันมากขึ้น ได้เป็นตัวอย่างในการนำไปขยายผลต่อในโรงเรียนอื่นๆ นอกจากการได้เพื่อนใหม่ การได้พัฒนาทักษะ ประสบการณ์ บทเรียนชีวิตแล้ว เยาวชนหลายๆ โครงการจากทั่วประเทศ ยังได้บอกเป็นเสียงทำนองเดียวกันว่า การทำกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านโครงการเยาวชน1000ทาง ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้การให้ และความรับผิดชอบของตัวเองต่อสังคม  ทั้งนี้ พี่หนึ่ง ผู้จัดการภาคอีสานตอนล่างเขียนในบันทึกไว้ว่า 4 "น้อง ๆ ขยันขันแข็งกันน่าดู บางกลุ่มทำกิจกรรมในโครงการเสร็จแล้วก็โทรมาถามเกี่ยวกับเรื่องเอกสารสรุปว่าต้องทำอย่างไรบ้าง.....บางกลุ่มก็เข้ามาที่บ้านเลย....อันนี้ต้องเลี้ยงข้าวด้วย..เฮ้อ...ยิ่งเหนื่อยหนัก....แต่โดยรวมพอใจกับน้อง ๆ โครงการมากถึง 80 % เลยทีเดียว น้องๆ ตั้งอกตั้งใจทำกิจกรรมกันทุกๆ คน มีบ้างที่เหนื่อยหน่อย อย่างเช่น ปาท่องโก๋ร่วมใจ...ต้านภัยหนาว.....กว่าจะได้มาซึ่งผ่าห่ม..ดูน้องๆ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับการทำ....การขาย....พักผ่อนน้อย เวลาทั้งหมดที่เคยเล่น ๆ กลับถูกนำมาใช้เพื่อคนอื่นๆ....แต่น้องๆ ก็ทำได้และก็ประสบผลสำเร็จด้วย....ส่วนโครงการอื่นๆ ก็ดีทีเดียวมีปัญหาอุปสรรคบ้างแต่ก็ฝ่าฟันไปได้ด้วยดี...เห็นความตั้งในของน้อง ๆ แล้วรู้สึกหายเหนื่อย...โดยเฉพาะเวลาที่มีผู้ใหญ่ พูดถึงน้องๆ โครงการเยาวชน1000ทาง....มีความรู้สึกว่าทุนทางสงคมเพิ่มขึ้น ....มีผู้ที่พร้อมจะมาเป็นแรงสนับสนุน..เป็นเพื่อนร่วมทางในการกรุยทางให้กับน้อง ๆ โครงการเยาวชน1000ทางในรุ่นๆ ต่อ ๆ ไป"ใช่, อย่างที่พี่หนึ่งได้บันทึกไว้ ว่าการทำงานของเยาวชนที่ตั้งใจนี้ จำเป็นที่ผู้ใหญ่ควรจะสนับสนุนให้มีพื้นที่สำหรับเยาวชน ทั้งพื้นที่สร้างสรรค์ในเชิงกายภาพ และพื้นที่สร้างสรรค์ในเชิงโอกาส กล่าวคือ ควรมีการพัฒนาเยาวชนจากมุมที่เป็นการส่งเสริมเยาวชนมากกว่าเป็นการควบคุมจำกัดสิทธิ และควรส่งเสริมให้เยาวชนมีโอกาสในการสื่อสารกับผู้ใหญ่ ส่งเสียงต่อสาธารณะในประเด็นที่เกี่ยวข้องสิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ - ความฝันเหล่านี้เป็นไปได้ เพียงแค่ว่าผู้ใหญ่จะเห็นความสำคัญมากน้อยเพียงใด และความท้าทายที่สำคัญคือ เป็นไปได้หรือไม่ที่นอกจากผู้ใหญ่จะให้เยาวชนมีส่วนร่วมแล้ว จะมอบ "อำนาจ" ในการตัดสินใจให้แก่เยาวชนด้วย 1 โครงการเยาวชน 1000ทาง เป็นการรวมตัวของเครือข่ายเยาวชนจากทั่วประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักส่งเสริมและพิทักษ์เยาวชน (สทย.) สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการและผู้สูงอายุ (สท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (สอ.ดย.) ดูเวบไซต์ได้ที่ http://www.1000tang.net/ 2 อ่านต่อได้ที่มติชนออนไลน์ http://matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01lad03250151&day=2008-01-25§ionid=0115 3 อ่านต่อที่เดลินิวส์ ออนไลน์http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=153444&NewsType=1&Template=1 4 บันทึกของพี่น้อยหนึ่ง อ่านได้ที่ http://gotoknow.org/blog/node-esandown/146409
องค์ บรรจุน
ภาสกร อินทุมาร“วันรำลึกชนชาติมอญ” ที่จัดขึ้นทุกปีนั้น ปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒-๓ กุมภาพันธ์ ณ วัดบ้านไร่เจริญผล ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ด้วยความร่วมมือของชมรมเยาวชนมอญกรุงเทพ วัดบ้านไร่เจริญผล และพี่น้องชาวมอญจากหลายๆ พื้นที่ก่อนงานจะเริ่ม พวกเรา-คณะเตรียมงาน ประมาณ ๑๐ คน ได้เดินทางไปยังสถานที่จัดงานตั้งแต่วันที่ ๑ เพื่อเตรียมความพร้อมต่างๆ ตั้งแต่การตกแต่งบริเวณงานด้วยธงราวรูปหงส์ที่พวกเราทำขึ้น, การผูกผ้าและจัดดอกไม้, การตกแต่งเวที, การติดตั้งนิทรรศการเคลื่อนที่, การเตรียมสถานที่สำหรับทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพชนมอญ ฯลฯ โดยทั้งหมดนี้ได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากวัดบ้านไร่เจริญผลคณะกรรมการจัดงานกำลังซิลสกรีนกระดาษทำธงราวรูปหงส์สัญลักษณ์ของชาวมอญ ธงราวที่ทำด้วยน้ำพักน้ำแรงขึงตกแต่งอาคารสถานที่เช้าวันที่ ๒ เราตื่นขึ้นมาพบกับเหตุการณ์ไม่พึงปรารถนาบางอย่าง นั่นก็คือ ตำรวจและเจ้าหน้าที่จาก “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน” (กอ.รมน.) ได้เข้ามาสอดส่องบริเวณงาน และตั้งด่านรอบวัดเพื่อตรวจสอบคนที่จะมาร่วมงาน ทำให้พี่น้องบางคนที่ตั้งใจมากต้องกลับไป (เรื่องนี้แฟนๆ “ประชาไท” คงได้รับรู้ผ่านข่าวและบทความต่างๆแล้วว่า “เกิดอะไรขึ้น”) แต่ในที่สุดเรื่องราวก็คลี่คลายได้เมื่อบรรดาพระแห่งวัดบ้านไร่เจริญผล กรรมการชมรมเยาวชนมอญกรุงเทพ และตัวแทนจากสภาทนายความและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เจรจากับตำรวจและฝ่ายความมั่นคง และในช่วงค่ำของวันนั้นเราก็มีการแสดงจากนักเรียนในพื้นที่ รวมทั้งวงดนตรีลูกทุ่งมอญจากกระทุ่มมืดก็ได้มาสร้างความครึกครื้นให้กับคนที่มาร่วมงานที่แม้จะบางตาไปบ้างเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ (เพราะอะไรก็คงทราบกันดี) แต่ถึงคนร่วมงานจะบางตา หลายๆคนก็ยังคงลุกขึ้นมารำหน้าเวทีดนตรีเหมือนเช่นเคยหนึ่งในคณะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาซักถามความเป็นไปเป็นมาภายในงานตลอดเวลาก่อนรุ่งเช้าวันที่ ๓ ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้บริเวณวัดที่เราใช้จัดงานเจิ่งนองไปด้วยน้ำฝน พวกเราต่างกังวลว่าฝนจะเป็นอุปสรรคในเวลาที่เรามีกิจกรรมหรือไม่ แต่โชคดีที่ฝนไม่ตกลงมาอีกในวันรุ่งขึ้น แม้จะมีเมฆครึ้มสลับกับแสงแดดให้พอตื่นเต้นบ้าง และพอถึงเวลาประมาณ ๘ นาฬิกาเศษ พี่น้องชาวมอญจากจังหวัดต่างๆ ก็ทยอยเดินทางมาถึง และเมื่อเสียงกลองยาวจากพี่น้องอยุธยาดังขึ้น ทุกคนก็ร่วมกันรำและจัดขบวนแห่หงส์และธงตะขาบเข้ามาบริเวณหน้าเวทีเพื่อรอการเปิดงาน โดยในปีนี้เราได้รับเกียรติจาก คุณเตือนใจ กุญชร ณ อยุธยา ดีเทศน์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้ซึ่งทำงานเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์มากว่า ๓๐ ปี รวมทั้งยังมีเชื้อสายมอญทางราชสกุลกุญชร ณ อยุธยา ให้เกียรติมาเป็นประธานกล่าวเปิดงานนางเตือนใจ กุญชร ณ อยุธยา ดีเทศน์ ประธานเปิดงาน กับผู้สูงอายุชาวมอญจากนั้นจึงเป็นพิธีสงฆ์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชนมอญ โดยในพิธี คุณสุณี ไชยรส คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้เกียรติเป็นประธาน รวมทั้งผู้มีบทบาททางสังคม เช่น ครูประทีป อึ้งทรงธรรม, สภาทนายความ และนักวิชาการอีกหลายท่าน ก็มาร่วมทำบุญกับพี่น้องชาวมอญ เมื่อทำบุญเสร็จ พี่น้องที่เตรียมการแสดงมา ไม่ว่าจะเป็นวงปี่พาทย์จากปทุมธานี, ซอมอญจากลพบุรี, สะบ้าหนุ่มสาวและทะแยมอญจากสมุทรสาคร ก็เริ่มเปิดเวทีของตน ทำให้บรรยากาศของงานเป็นไปด้วยความครึกครื้น ระหว่างนี้หากใครหิว ก็สามารถเดินไปยังโรงทานและซุ้มอาหารที่พี่น้องจากที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องละแวกวัดบ้านไร่เจริญผล เตรียมอาหารมาอย่างหลากหลาย (ซึ่งเราก็เชิญตำรวจมากินด้วย)นางสุนี ไชยรส ประธานในพิธีสงฆ์ ถวายเครื่องไทยทานแด่พระภิกษุสงฆ์ การแสดงทางวัฒนธรรมกับผู้ชมชาวมอญที่เป็นกันเองแม้ผู้คนจะบางตา และงานของเราก็จบลงในช่วงบ่ายของวันนั้น ถึงแม้ว่าวันรำลึกชนชาติมอญในปีนี้จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่เราก็ยังคงดำเนินงานไปอย่างราบรื่นอย่างที่เคยเป็นมา และทุกคนก็คงรอคอยที่จะได้พบกันใหม่ในปีหน้า ซึ่งจริงๆแล้วก็อีกไม่นานเลย...
ประสาท มีแต้ม
ผมว่างเว้นจากการเขียนบทความมานานกว่าสองเดือนแล้ว จนอันดับบทความของผมที่เรียงตามเวลาที่เขียนในเว็บไซต์ “ประชาไท” ตกไปอยู่เกือบสุดท้ายของตารางแล้ว สาเหตุที่ไม่ได้เขียนเพราะผมป่วยเป็นโรคที่ทันสมัยคือ “โรคคอมพิวเตอร์กัด” ครับ มันมีอาการปวดแสบปวดร้อนไปทั่วทั้งหลัง พอฝืนทนเข้าไปทำงานอีกไม่เกินห้านาทีก็ถูก “กัด” ซ้ำอีก ราวกับมันมีชีวิตแน่ะที่นำเรื่องนี้มาเล่าก่อนในที่นี้ไม่ใช่อยากจะเล่าเรื่องส่วนตัว แต่อยากนำประสบการณ์ที่ผิดๆ ของผมมาเตือนท่านผู้อ่านโดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ท่านผู้อ่านที่สนใจจะเก็บเรื่องของผมไปเป็นบทเรียน โปรดอ่านที่หมายเหตุในตอนท้ายบทความนี้ก็แล้วกันครับเมื่อเริ่มกลับมาเขียนใหม่ จะเขียนเรื่องพลังงานตามที่สนใจก็ขาดข้อมูล เพราะไม่ได้ติดตามมานาน จึงขอนำเรื่องใกล้ๆตัวมาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกันครับ คือเรื่องงานปัจฉิมนิเทศนักศึกษาของภาควิชาทีผมทำงานอยู่ คือภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ปีนี้เรามีว่าที่บัณฑิตประมาณ 90 คน แต่เข้าร่วมงานได้จริงเพียง 75 คน บางคนติดสอบเรียนต่อ บางคนญาติเสียชีวิต บางคนเบี้ยวเอาดื้อๆ สิ่งที่ผมจะนำมาเล่าเป็นเพียงบางส่วนของงาน ไม่ใช่ทั้งหมด
ปรเมศวร์ กาแก้ว
หลังมื้อค่ำ ดาวไถทอประกายวาวอยู่บนฟ้าทางทิศเหนือแทนดวงไฟในคืนแรม ปู่เคยเล่าว่ามันเป็นสัญลักษณ์ให้นัก เดินทางกลางราตรีได้จดจำเส้นทางเพื่อความอุ่นใจขณะที่เรากำลังนอนดูดาวอยู่ระเบียงนอกชานหลังบ้าน สายลมบางเบาพัดเอาควันไฟจากกองที่จุดไว้ไล่ยุงให้วัว สามตัวในคอกของปู่ผ่านร่องกระดานไม้เก่าคร่ำโชยผ่านจมูกของเรา  หลังมื้อค่ำเรามักมานอนนับดาวเล่นอย่างนี้เสมอๆ ปู่นั่งถัดขึ้นไปที่ประตูซึ่งยกระดับขึ้นเหนือระเบียงนอกชานไม้เล็กน้อย  เราทั้งสามลุกขึ้นมานั่งใกล้ๆ ปู่  ปู่ลูบหัว เราทั้งสามเบาๆ แล้วโอบตัวบ่าวมาแนบกาย นัยน์ตาปู่ใสและเปล่งประกายอย่างอ่อนโยน  “อยู่บ้านปู่สนุกมั๊ย”  บ่าวยิ้ม“สนุกครับ  บ้านปู่สนุกและสบายมากๆ ด้วย” บ่าวตอบ“คิดถึงบ้านกันหรือยังล่ะ” บ่าวกับผมยิ้มให้กันแล้วส่ายหน้าให้ปู่“ยังครับ เรายังอยากอยู่ต่ออยู่เลยครับ” ปู่ยิ้มให้เราทุกคน
โอ ไม้จัตวา
เพื่อชาติ เพื่อประชาธิปไตย หลังจากเดินเล่นในสวนเขียว ๆ มาพักหนึ่ง ความเป็นจริงก็เริ่มปรากฏ เศรษฐกิจแย่ลง จากสองปีก่อนคนบอกว่าขาลง ปีที่แล้วเผาจริง ปีนี้เผาจริงกว่า บอกตัวเองว่าเอาเถอะ เป็นไงก็เป็นกัน เกิดเป็นคนไทยแล้วนี่นา คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว ชัยชนะที่ผลัดกันชมระหว่างผู้ขับไล่ และผู้อยู่ไกลบ้าน แล้วในที่สุดเขาก็รักกัน เป็นพี่น้องกัน คนที่แทบฆ่ากันตายกลับกลายเป็นนายกที่ดีที่สุด เกิดอะไรขึ้นกับชายชาติทหาร หลายคนเดินคอตกกับความผิดหวังที่รู้สึกว่าเราถูกหลอก หลายคนกุมหัวใจมั่นแล้วบอกตัวเองว่า ไม่เป็นไร ณ เวลานั้นเราทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว เราทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ เมื่อเหตุการณ์มันเปลี่ยนไปแบบนี้ก็อย่าหวังว่าจะลุกขึ้นมาทำอะไรอีก กลับบ้านใครบ้านมัน เซาะว่าหากินไปตามเรื่องดีกว่า  กระบอกปืนออกไป การเลือกตั้งกลับมา รอบแรกเลือกตั้งผู้แทนราษฎร ก่อนปีใหม่ ร้านรวงในเชียงใหม่เจอวิกฤติสปิริตไปห้าวัน คือ สัปดาห์เลือกตั้งล่วงหน้า ห้ามขายเหล้าไปสามวัน สัปดาห์เลือกจริงอีกสองวัน หลายร้านขายเหล้าเป็นหลัก จึงต้องปิดร้านไปในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นไฮซีซั่น หลายธุรกิจต้องเช็ดเหงื่อกันถ้วนหน้า เพื่อบ้านเมืองไม่ทำได้อย่างไร นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบ่นกันอุบ  สัปดาห์นี้เลือกตั้ง ส.ว. แทบไม่รู้ตัว มาเหมือนเดิมห้าวันสุดสัปดาห์ ถัดจากเลือกตั้ง ส.ว. มีเลือกตั้ง ส.ท.อีก เจออีกห้าวัน  ขายไปบ่นไปค่ะ เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ดีไปกว่านี้ ฟังเสียงบ่นว่าของนักท่องเที่ยวที่ไม่อาจดื่มกินได้ แม้ว่าจะหิ้วเหล้าเข้ามาเอง เพราะหนังสือจากสถานีตำรวจนั้นห้ามจำหน่ายจ่ายแจก ห้ามให้ใช้สถานที่สำหรับดื่มสุรา  แต่ก็มีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เจอเข้ากับตัวเองเต็ม ๆ คราวเลือก สส. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจขอดื่มเบียร์ เราไม่ขาย เขาบอกว่าไม่เป็นไร เขาเป็นตำรวจ  คราวนี้มีผู้พิพากษา (ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือปลอม) หิ้วเหล้าเข้ามา บอกว่าเหลือสามแก้ว อยากนั่งฟังเพลง เราบอกว่าขายไม่ได้ ให้ดื่มก็ไม่ได้ เป็นความผิด กฎหมายเลือกตั้งไม่เหมือนวันพระวันโกน ขายน่ะเราอยากขายใจจะขาด เขายังยื้อที่จะดื่มให้ได้ บอกว่าตะกี้มาจากอีกร้านหนึ่งเขาให้ดื่ม เนี่ยไม่สนุกเลยอุตส่าห์มาเชียงใหม่ เรายังยืนยันว่าไม่ได้ เราทำผิดไม่ขึ้น ค่าปรับสองหมื่น เขาบอกเขาจ่ายเอง เราบอกเราก็ผิดกฎหมายด้วย เขาบอกกฎหมายอะไร กฎหมายเขาห้ามจำหน่าย เขาเป็นผู้พิพากษา จะดูบัตรไหม แล้วทำท่าล้วงบัตร แต่ไม่ควักออกมา ฉันมองนิ่ง ๆ แล้วส่ายหน้ายืนยันว่าไม่  บางภาวะเราก็ต้องกล้ำกลืนความรู้สึกให้มากที่สุด ในใจอยากบอกเขาว่าถ้าคุณเป็นผู้พิพากษาจริง คุณควรทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประชาชนเพราะคุณเป็นผู้ใช้กฎหมายในการ “พิพาก” ณ เวลานั้นแม้แต่แมวในร้านก็ยังรู้สึกว่าถ้าเป็นผู้พิพากษาจริงเขาไม่อวดบัตรกันหรอก เราจึงไม่สนใจพูดกับเขา และยืนมองเขานิ่ง ๆ เมื่อเขาเดินผ่านหน้าไป  เขาหลบตา... เมื่อไรบ้านเมืองเราจะมีพลเมืองที่เชื่อถือได้ในความซื่อสัตย์สุจริต โดยไม่ต้องมีข้อห้ามเพื่อป้องกันการดื่มกิน การซื้อเสียงในรูปแบบต่าง ๆ เพราะในความเป็นจริงแล้ว เมื่อรัฐห้ามดื่มกินในวันก่อนหน้าและวันเลือกตั้ง ก็ยังเหลือวันอื่น ๆ อีกมากมายให้คนเฉลิมฉลอง  อยากเที่ยวเชียงใหม่แบบย้อนยุค ขอเชิญสุดสัปดาห์นี้นะคะ บ้านเมืองเงียบเชียบ ดูเป็นเมืองศีลเมืองธรรม มีวัฒนธรรมของตัวเองยังไงไม่รู้ ถ้าใครมีโอกาสมาขอแนะนำโปรแกรมเที่ยวง่าย ๆ ช่วงนี้  เช้าใส่บาตรที่ลานครูบาศรีวิชัยมีพระเณรเดินเป็นเส้นเป็นสายไม่แพ้หลวงพระบาง สาย ๆ ก็เดินสายเที่ยววัดในเมืองเชียงใหม่ แนะนำวัดสวนดอก ไว้พระเจ้าเก้าตื้อ ชมกู่ของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ วัดป่าแดง หลังม.ช.เข้าซอยด้านประตูวิศวะ เป็นวัดที่พระสุมณเถระ พระสงฆ์รูปแรกที่นำพุทธศาสนาเข้ามาสู่อาณาจักรล้านนาได้มาจำพรรษาอยู่ที่นี่ (สมัยพระยากือนา) วัดพระสิงห์ชมวิหารลายคำ วัดเจดีหลวง ไหว้เสาหลักเมืองเชียงใหม่ วัดบุปพารามที่ถนนท่าแพ มีวิหารเก่าที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างไว้ตั้งแต่สมัยเสด็จผ่าน ยังเก่าแก่โบราณอยู่ท่ามกลางย่านธุรกิจของเมืองเชียงใหม่ วัดเจ็ดยอด เป็นวัดที่เคยสังคายนาพระไตรปิฎกในสมัยพระเจ้าติโลกราช วัดต้นเกว๋น วัดนี้ไม่มาไม่ได้ งามมากค่ะ อยู่แถวพืชสวนโลก ตรงแยกสะเมิงค่ะ และ The Must ของเชียงใหม่ วัดพระธาตุดอยสุเทพ ไปตอนเย็น ๆ รอจนตะวันลับฟ้า ชมเมืองเชียงใหม่ยามค่ำคืนมีแสงไฟระยิบระยับอย่างในรูป ไม่ได้ดื่มกิน แต่ก็ดื่มด่ำกับเชียงใหม่แท้ ๆ ได้เจ้า++  
ฐาปนา
เมื่อครั้งยังเด็ก ผมเคยเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีชะตากรรมที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ทุกๆ อย่างถูกกำหนดไว้หมดแล้ว ทุกๆ อย่างถูกลิขิตไว้หมดแล้ว ตั้งแต่เกิดจนตาย พอเติบโตขึ้น ความเชื่อเรื่องชะตากรรมก็เปลี่ยนไป ผมเชื่อว่ามีแค่สามสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วและเราไม่อาจล่วงรู้ได้ นั่นคือ การเกิด คู่ครอง และการตาย ไม่นานมานี้ ผมมองชะตากรรมอีกแบบหนึ่ง ผมคิดว่า ชะตากรรม คือ สิ่งที่เข้ามาสู่ชีวิตเพื่อให้เราเลือก ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม และมันจะส่งผลต่อเรา เราจะเรียนรู้และเติบโตจากมัน เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปจากมุมมองที่เรามีต่อมัน ลองย้อนมองกลับไปถึงอดีตของเราแต่ละคน สิ่งที่เราเลือก เสมือนจุดๆ หนึ่ง ที่ลากต่อมาจากอีกจุดหนึ่ง ขณะที่จุดที่เราไม่ได้เลือกอาจเลือนไปจากความทรงจำ ตลอดชีวิตของแต่ละคนมีจุดนับร้อย นับพัน ทั้งเล็กทั้งใหญ่ที่ถูกลากต่อกันมา ถ้าเราพิจารณาการเชื่อมต่อระหว่างจุดเหล่านั้นอย่างละเอียดเราอาจได้พบกับร่องรอยอนาคตของตัวเราเอง อาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ตัวเลือกที่มี การเลือกของเรา และเส้นทางแห่งการเลือกนั้น ทั้งหมดอาจเรียกได้ว่า “ชะตากรรม” และชะตากรรมของคนๆ หนึ่งย่อมมีบทสรุปเมื่อคนๆ นั้นสิ้นชีวิตไปแล้ว ชะตากรรมจึงไม่ควรเป็นสิ่งที่ถูกยกขึ้นพูด เมื่อไม่อาจหาจำเลยให้กับความโชคดีอย่างเหลือร้าย หรือความโชคร้ายอย่างเหลือรับ เมื่อสิ่งที่ไม่คาดหมายเข้ามาสู่ชีวิต ปฏิกิริยาของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกันไป ผู้เชื่อในไสยศาสตร์โชคลางก็โน้มเอียงไปในทางหนึ่ง ผู้ใช้เหตุผลเป็นสรณะก็พิจารณามันอีกอย่างหนึ่ง และผู้เชื่อในเรื่อง “กรรม” ตามการอธิบายแบบพุทธศาสนาก็จะมองอีกอย่างหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นผลมาจากกรรมในอดีต สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต เป็นผลจากกรรมในปัจจุบัน ฉะนั้นหากปัจจุบัน ชีวิตยังไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าน่าพึงพอใจ เราก็ไม่อาจแก้ไขให้ปัจจุบันดีขึ้นได้ เพราะมันเป็นผลมาจากอดีตของเรา แต่เราสามารถทำให้อนาคตเราดีได้ หากเราทำปัจจุบันให้ดีขึ้น “...พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า ในโลกนี้มีบุคคลอยู่ 4 จำพวก พวกที่หนึ่งมามืดไปมืด พวกที่สอง มาสว่างไปมืด พวกที่สามมามืดไปสว่าง และพวกที่สี่ มาสว่างไปสว่าง...” (ธรรมบรรยายหลักสูตร 10 วันของท่านอาจารย์โกเอ็นก้า : มูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐานในพระสังฆราชูปถัมภ์) ความมืด หมายถึง ความทุกข์ของชีวิต ความสว่าง หมายถึงปัญญา หรือผลแห่งกรรมดี พวกที่หนึ่ง มามืดไปมืด คือ ชีวิตปัจจุบันมีแต่ความทุกข์ ร้อนใจ ไม่มีความสงบ ทั้งในจิตใจก็มีแต่ความโกรธ ความเกลียด มุ่งร้าย ดุจเดียวกับการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ไว้ ก็ย่อมได้รับผลแห่งความทุกข์ในอนาคตต่อไปอีก พวกที่สอง มาสว่างไปมืด คือปัจจุบันมีทรัพย์ มีปัญญา มีความเจริญ แต่จิตใจขาดปัญญา คิดว่าตนเองสูงส่งกว่าผู้อื่น จึงสร้างแต่อัตตา ดูแคลนผู้อื่น ขาดความเมตตา สะสมแต่ความเห็นแก่ตัวเมื่อกรรมดีที่กำลังให้ผลอยู่สิ้นสุดลง เมล็ดพันธุ์แห่งความมืดที่เขาหว่านไว้ก็จะทำให้อนาคตของเขามืดมน พวกที่สาม มามืดไปสว่าง พวกนี้ปัจจุบันมีแต่ความทุกข์ เหมือนพวกที่หนึ่ง แต่กำลังสร้างปัญญาให้เกิดขึ้นแก่ตน กำลังสร้างความเข้าใจในเหตุผลแห่งกรรมให้เกิดขึ้น แม้ปัจจุบันกำลังประสบความทุกข์ แต่ก็กำลังหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาไว้ ซึ่งเมื่อใดที่ผลแห่งกรรมเก่าหมดไป เมล็ดแห่งกรรมดีที่หว่านไว้ก็จะเริ่มให้ผล พวกที่สี่ มาสว่างไปสว่าง พวกนี้ปัจจุบันมีชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุข มีทรัพย์ มีปัญญา ขณะที่จิตใจก็มีความสว่างและมุ่งหวังจะสร้างแต่ความดี มีความรักความเมตตา เปรียบเสมือนได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งแสงสว่างไว้ อนาคตเขาก็ย่อมจะได้รับผลแห่งความสว่างเช่นกัน อดีตคือสิ่งที่ได้เลือกไปแล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ปัจจุบันเราจึงต้องรับผลแห่งการเลือกจากอดีตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ หากเราทำปัจจุบันของเราให้ดี หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งแสงสว่างไว้ อนาคตเราก็ย่อมได้รับผลจากกรรมดี ไม่ว่าจะพบกับสิ่งมืดมนเลวร้ายสักเพียงใด หากระลึกได้ว่านี่คือผลแห่งการกระทำที่เราเคยทำมาและมองมันอย่างเข้าใจ พร้อมๆ ไปกับพยายามทำปัจจุบันของเราให้ดีที่สุด เมื่อนั้น ชะตากรรมย่อมไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกจาก การเลือกเส้นทางชีวิตของตนอย่างมีสติรู้ และมุ่งไปสู่ตัวตนสูงสุดที่เราปรารถนา การกล่าวโทษความทุกข์หรือความโหดร้ายของชีวิตที่เรากำลังได้รับในปัจจุบัน ไม่อาจทำให้สิ่งใดดีขึ้นมาได้เลย หากต้องการให้อนาคตเราดีขึ้น มีแต่ต้องลงมือเปลี่ยนแปลง “ด้วยตนเอง” เท่านั้น
เมธัส บัวชุม
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ ชัย ราชวัตร แสดงความหยาบของตัวเองผ่านการ์ตูนชุด “ผู้ใหญ่มากับทุ่งหมาเมิน” ที่เขียนให้กับหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ไทยรัฐ ชัดเจนอย่างยิ่งตั้งแต่ช่วงวิกฤติการเมืองสมัยทักษิณ ชินวัตร จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ชัย ราชวัตร เอาการเอางานอย่างมากในการใช้ตัวการ์ตูนโจมตีฝ่ายที่ตนเองไม่ชอบ บางครั้งเขาออกอาการก้าวร้าวผิดปกติเมื่อความขัดแย้งทางการเมืองแหลมคม เป็นผลให้การ์ตูนของเขาแตกต่างจากการ์ตูนของคนอื่น ๆ คือเป็นการ์ตูนที่เด็ก ๆ อ่านไม่รู้เรื่องเพราะอ้างอิงกับข้อมูลและความเป็นไปในสถานการณ์ปัจจุบัน อันที่จริงความน่าสนใจของหนังสือการ์ตูนโดยทั่วไปนั้นอยู่ที่การใช้ “ภาพ” เป็นตัวเล่าเรื่อง สีหน้าท่าทางของตัวการ์ตูนสื่อความหมายได้อย่างดีหรืออาจโจ่งแจ้งเกินจริงด้วยซ้ำ ผู้อ่านสามารถเข้าใจเรื่องราวได้โดยแทบไม่ต้องอ่านคำพูดหรือบทสนทนาของตัวการ์ตูนเลยก็ได้ ดังนั้นหนังสือการ์ตูนจึงสามารถเปิดดูผ่าน ๆ ได้อย่างรวดเร็ว สามารถยืนอ่านที่ร้านหนังสือรวดเดียวจบโดยไม่ต้องซื้อให้เปลืองเงิน แต่การ์ตูนของชัย ราชวัตร ต่างออกไปตรงที่เน้นการใช้ “คำพูด” ในการเล่าเรื่องและเรื่องที่เล่าก็มักเป็นแง่มุมเกี่ยวกับการเมือง หรือข่าวสังคมที่กำลังเป็นกระแสความสนใจบวกกับทัศนคติล้าหลังของตัวเขาเอง ชัย ราชวัตร ง้างปากตัวการ์ตูนให้พูดในสิ่งที่เขาต้องการซึ่งยอมรับว่าหลายครั้งการ์ตูนของเขาจบลงด้วยการใช้คำพูดหักมุมให้ทึ่งและประหลาดใจจนน่าติดตาม บางครั้งก่อให้เกิดอารมณ์ขันกับความสะใจระคนกัน ท่านทูตสหรัฐคนที่แล้วก็ยอมรับว่าเขาชอบอ่านการ์ตูนของชัย ราชวัตร เพราะช่วยให้เห็นแง่คิดและทัศนคติทางการเมืองของคนกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การ์ตูนของชัย ราชวัตร ในคอลัมน์ “ผู้ใหญ่มากับทุ่งหมาเมิน” ที่ผมยกมาเป็นตัวอย่าง เป็นตอนที่อ่านแล้วหัวเราะไม่ออกเพราะคาดไม่ถึงว่า ชัย ราชวัตร จะสามารถ “หยาบ” ได้ถึงเพียงนี้ แต่อย่างที่กล่าวตั้งแต่ต้นก็คือ ชัย ราชวัตร แสดงความ “หยาบ” ผ่านตัวการ์ตูนหลายครั้งหลายหนแล้ว ในการ์ตูน ลูกสาวตัวน้อยอยู่ในชุดนักเรียนท่าทางไร้เดียงสา ถามแม่ที่กำลังตากผ้าอยู่ด้วยถ้อยคำที่ดูเหมือนไร้เดียงสาว่า “แม่จ๋า ถ้าหนูเรียนพยาบาล หนูจะได้เป็นรัฐมนตรีคลังไหมคะ” แม่ตอบว่า “ถ้าแกเรียนพยาบาล แกจะเป็นอะไรก็ได้ แต่แกต้องหาผัวเป็นนักการเมืองให้ได้ก่อน” (ไทยรัฐ, 14 กุมภาพันธ์, 51) รู้โดยไม่ต้องวิเคราะห์ว่าบทสนทนาข้างต้นเชื่อมโยงกับการจัดคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของคุณสมัคร สุนทรเวช คนที่มีข้อมูลอยู่บ้างก็จะรู้ได้ว่าหนึ่งในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้คือคุณระนองรักษ์ สุวรรณฉวี มีอาชีพเป็นพยาบาลและเป็นภรรยาของคุณไพโรจน์ สุวรรณฉวี ซึ่งเป็นนักการเมือง คุณระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังท่ามกลางคำครหาว่า “ขี้เหร่” แต่ด้วยความที่สามีเป็นนักการเมืองในพรรคเพื่อแผ่นดินและมีอิทธิพลไม่น้อย คุณระนองรักษ์ สุวรรณฉวี จึงขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ได้ คุณระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ให้ทัศนะในเรื่องนี้ไว้ว่า “เรื่องนี้ถือเป็นมุมมองของแต่ละคน เพราะต่างคนก็ต่างมีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างในต่างประเทศแถบยุโรปถ้าเป็นตำแหน่ง ส.ว. ก็จะเป็นกันทั้งตระกูล เป็นมรดกตกทอด ดิฉันคิดว่าการที่เรามาอาสาทำงานทางการเมืองโดยที่เรามีความพร้อม ไม่ทราบว่าเป็นที่น่ารังเกียจหรือมันผิดตรงไหน ในเมื่อประชาชนให้ความไว้วางใจเลือกเราเข้ามาทำงานในตรงนี้แล้วจะทำงานให้ดีที่สุดให้สมกับที่ชาวบ้านเลือกเข้ามา การที่ใครจะมองดิฉันไปในทิศทางใดก็ไม่เป็นไร ขอน้อมรับทั้งหมด” ไม่ว่าคุณระนองรักษ์ สุวรรณฉวี จะ “ขี้เหร่” จริงหรือไม่ก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์ของ ชัย ราชวัตร ในครั้งนี้ถือว่า “ไม่เข้าท่า” อย่างแรง ที่เห็นชัดเจนอย่างมากเป็นอันดับแรกก็คือการดูถูกผู้หญิง อันดับต่อมาก็คือการดูถูกอาชีพพยาบาล แฝงด้วยความเหยียดหยันนักการเมืองตามสไตล์ของเขา ตามเนื้อหาในการ์ตูนของเขา ผู้หญิงที่เป็นพยาบาลจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ก็ด้วยความสามารถในการหาสามีที่เป็นนักการเมือง ไม่ใช่เพราะความขยันขันแข็งในอาชีพพยาบาลของตนเอง! คุณระนองรักษ์ สุวรรณฉวี พูดถึงอาชีพพยาบาลของตนเองว่า “อาชีพพยาบาลไม่ใช่อาชีพที่น่ารังเกียจ เป็นอาชีพที่สังคมยอมรับ ความจริงแล้วตอนที่เริ่มต้นเรียนพยาบาล คุณแม่ไม่ค่อยสบายและอยากจะให้เรียน จึงตัดสินใจสอบเข้าเรียนพยาบาล เริ่มจากวิทยาลัยพยาบาลกอง ทัพบก รุ่นที่ 10 หลังจากนั้นไปเรียนต่อพยาบาลศาสตร์ มหิดล และเรียนต่อปริญญาโทรัฐศาสตรมหาบัณฑิต ที่มหา วิทยาลัยเกริก เริ่มต้นทำงานพยาบาลจริงๆเพียง 3 ปี จากนั้นจะทำงานด้านวิชาการและด้านการบริหารเสียส่วนใหญ่ ไม่ทราบเหมือนกันว่าอาชีพพยาบาลไม่ดีตรงไหน” ชัย ราชวัตร อาจไม่ตั้งใจ แต่ความไม่ตั้งใจนี่แหละที่สะท้อนให้เห็น “สันดาน” ของเขา สันดานในการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นอย่างขาดความรับผิดชอบ ไม่คำนึงถึงความเหมาะสมในฐานะที่เป็นสื่อสารมวลชน หากมองในแง่ศิลปะ การ์ตูนของ ชัย ราชวัตรก็ล้มเหลว หลายครั้งที่ตัวละครการ์ตูนของเขารู้มากเกินไป บุคลิกลักษณะของตัวละครกับสิ่งที่ตัวละครพูด ไปด้วยกันไม่ได้เลย บางทีอ่านการ์ตูนของเขาแล้วก็นึกถึงการโฆษณาชวนเชื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล อย่าปล่อยให้นักเขียนการ์ตูนแบบนี้ลอยนวล ช่วยกันประณาม เพราะหน้าหนังสือพิมพ์ไม่ใช่เวทีสำหรับแสดงสันดานหยาบ
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
เมื่อไม่นานมานี้ผมได้ค้นพบหนังสือธรรมะเล่มเล็กๆขนาดฝ่ามือ หนาร้อยกว่าหน้าเล่มหนึ่ง ชื่อว่า “หลวงปู่ฝากไว้” ที่ร้านหนังสือเก่าหลังตลาดมะจำโรงในตัวอำเภอ ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านผมเท่าใดนัก หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือเผยแพร่การแสดงธรรมะของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล แห่งวัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งรวบรวมและบันทึกเอาไว้โดย พระโพธินันทมุนีหลวงปู่ดูลย์ อตุโล เป็นลูกศิษย์อาวุโสรุ่นแรกสุดของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ฝ่ายอรัญญวาสีในยุคปัจจุบัน ท่านเป็นพระที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ดังที่ พระโพธินันทมุนี ได้กล่าวเอาไว้ในคำนำหนังสือว่า “หลวงปู่เป็นผู้ไม่พูดหรือพูดน้อยที่สุด แต่มีปฏิภาณไหวพริบฉับไวมาก และไม่มีผิดพลาด พูดสั้นๆย่อๆแต่อมความหมายไว้อย่างสมบูรณ์ คำพูดของท่านแต่ละประโยคมีความหมายและเนื้อหาจบสิ้นลงโดยสิ้นเชิง เหมือนหนึ่งสะกดจิตผู้ฟังหรือผู้ถาม ให้ฉุกคิดอยู่เป็นเวลานาน แล้วก็ต้องใช้ความตริตรองด้วยปัญญาอย่างลึกซึ้ง”เมื่อผมได้อ่านบันทึกธรรมะสั้นๆร้อยกว่าเรื่องของหลวงปู่ในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมีทั้งธรรมะแบบธรรมดา แบบชวนขบขัน และแบบสัจธรรมล้วนๆ  ผมก็เห็นคล้อยตามที่ พระโพธินันทมุนี ได้เกริ่นกล่าวเอาไว้ ไม่เชื่อคุณลองชิมอ่านตัวอย่างที่ผมคัดมาดังต่อไปนี้
ชนกลุ่มน้อย
เกิดหลงไปในเมฆอย่างฉับพลัน  อยากชวนไปดูเมฆ ฉากหลังเบื้องหลังของคนสัตว์สิ่งของ (ไม่เกี่ยวกับการต่อสู้รบฆ่ากันของมนุษย์) เรื่องของเรื่องก็คือผมผ่านไปเห็นอะไรที่เหมือนไม่เกี่ยวกับเมฆ มาตลอดสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา  แต่น่าแปลก กลับเกี่ยวกับเมฆตลอดเวลา  ดูเหมือนง่าย แต่ไม่ง่ายเลย กว่าจะได้ไปยืนอยู่เบื้องหน้ายอดอกเมฆก้อนนั้น ก้อนโน้นอันที่จริงจะเรียกว่า มองเมฆก่อนเห็นใดอื่น ก็ไม่ใช่ เห็นสองฝักราชพฤกษ์แล้วเกิดหลงรักในฝักที่ห้อยย้อยคู่ขนานลงมา   
เหมือนมันจะวัดวันยืนยาวกันหรือเปล่า ว่าใครร่วงหล่นก่อน ก็ไปนอนรออยู่บนพื้นดิน   แปลกแท้  ผมกลับยืนมองด้วยความเพลิดเพลิน  ยิ่งท้องฟ้าเป็นสีฟ้า  ยิ่งไม่รู้สึกเสียดายฟิล์ม(ผมยังอยู่ในโลกย้อนยุคอันอุดมไปด้วยฟิล์มสี  ตอนนี้ราคา 95 บาทต่อม้วน  ค่าล้าง 30 บาท/ม้วน  ค่าล้างรูปขนาดจัมโบ้ 5 บาท/รูป  หักลบคูณหารภาพเสีย  ภาพไม่ได้ใช้งานบ้าง  ก็ยังต้องยอมใช้ฟิล์มสีถ่ายรูปอยู่ดี  ล้างอัด  อัดแล้วซื้อฟิล์มม้วนใหม่อีกครั้ง ..)
Carousal
คุณรู้ไหมคะว่าทำไมผู้หญิง (บางกลุ่ม) ถึงชอบอ่านการ์ตูนชายรักชาย?
การ์ตูนที่มีตัวละครรักเพศเดียวกันมีชื่อเรียกหลายชื่อ ตามแต่ยุคสมัยและผู้ที่เรียกขานมัน เป็นต้นว่า การ์ตูนโฮโม, การ์ตูน boy’s love, การ์ตูนวาย, การ์ตูนเกย์ ฯลฯ แต่ในความรู้สึกของฉัน ความหมายของคำเหล่านั้นไม่เท่ากันเสียทีเดียว โดยเฉพาะคำว่าการ์ตูนเกย์ ซึ่งสำหรับคนที่ไม่อ่าน อาจจะคิดว่ามันเป็นคำที่ชัดเจนที่สุด แต่สำหรับคนที่อ่าน มันกลับเป็นคำที่มีความหมายคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงมากที่สุด
การ์ตูนวายไม่ใช่การ์ตูนเกย์ แม้ว่ามันจะเป็นการ์ตูนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครชาย แต่เป้าหมายและความหมายของมันก็ไม่เหมือนกัน ตัวละครชายในการ์ตูนวายไม่ใช่เกย์จริง ๆ ที่มีตัวตนอยู่บนโลก เขาเหล่านั้นเป็นเกย์ในจินตนาการของเด็กผู้หญิง ความรักมักเป็นแรงผลักดันที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เขาพวกเขาผูกพันซึ่งกันและกัน
ท่ามกลางความไม่เข้าใจจากสายตาของคนภายนอกว่าทำไมเด็กผู้หญิงวัยฝันถึงชอบอ่านการ์ตูนวาย ท่ามกลางผลงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่าการ์ตูนวายเกิดขึ้นเพื่อระบายความรู้สึกเก็บกดของผู้หญิงในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ฉันคิดว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและตรงไปตรงมามากกว่านั้นมาก โดยเฉพาะในสังคมไทยที่การเป็นผู้หญิงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรนักเมื่อเทียบกับบางประเทศ พวกเธอเพียงแต่จินตนาการถึงความรักอันบริสุทธิ์ที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรค เช่นเดียวกับที่รุ่นแม่หรือย่ายายเองก็เคยชื่นชอบเมื่อสมัยที่เป็นวัยรุ่น เพียงแต่ความรักต่างชนชั้น หรือการกีดกันระหว่างสองตระกูล ที่เคยทำหน้าที่เป็นอุปสรรคอันหวานซึ้งได้คลายเสน่ห์ของมันเสียแล้วเนื่องจากกระแสสังคมที่เปลี่ยนไป พวกเธอจึงต้องมองหาเป้าหมายใหม่ และสิ่งที่เข้ามาทดแทนก็คือความรักระหว่างเพศเดียวกันนั่นเอง

ชาน่า
ชีวิตที่ต้องเกี่ยวข้องของคนหลากเพศชายจริง หญิงแท้ หรือแม้แต่เกย์ กะเทย นั้นย่อมมีปะปนกับชนและคนทุกชนชั้นวงการไม่เว้นแม้แต่ชีวิตของนักศึกษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตแห่งชาติ เป็นลูกเป็นหลานเราๆ ท่านๆ เนี่ยล่ะฮะวันนี้ชาน่าอ่านข่าวคราวจาก นสพ.คงชักเล็ก พิมพ์ผิดฮ่า คมชัดลึก เกี่ยวกับชีวิตของกะเทยหรือสาวประเภทสองที่ต้องแต่งตัวเป็นนักศึกษาหญิงไปมหาวิทยาลัย จึงหยิบมาฝากผู้อ่านประจำคอลัมน์ “พาเม้าท์ชีวิตชาวเกย์” ณ ประชาไทกันบ้างเชื่อหรือไม่ว่า ชีวิตของคนเป็นเกย์ อีแอบ นั้นไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องของความขัดแย้งในการแต่งกายเลย เพราะพวกเค้าก็คือเพศชายดีๆ ที่คุณเห็นนั่นแหล่ะ บางครั้งมองแทบไม่ออกดูยากเหลือเกินว่าคนไหนเป็นหรือไม่เป็น ตราบใดที่ไม่มีเครื่องมือดักจับตุ๊ด เกย์ ปรากฎขึ้นบนโลกใบนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นง่ายเสมอคือ ส่วนมากเกย์จะเนี๊ยบ เรียบร้อย ดูดีกว่าผู้ชายทั้งแท่งว่างั้นเหอะ