Skip to main content

บทที่ 8 เสรีนิยมเผชิญหน้าประชาธิปไตย (Liberalism's Encounter with Democracy)

 

จากที่พิจารณาไปข้างต้น ไม่มีหลักการเกี่ยวกับความเท่าเทียมที่เชื่อมโยงกับการรุ่งเรืองขึ้นของรัฐเสรีนิยมใด ๆ เกี่ยวข้องกับหลักเสมอภาคนิยมประชาธิปไตยซึ่งมีขอบเขตครอบคลุมไปถึงการเสาะหาอุดมคติบางประการของความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจอันแปลกแยกออกจากความคิดแบบเสรีนิยม ตลอดมา นอกเหนือจากความเท่าเทียมกันตามกฎหมายแล้ว หลักการเสมอภาคนิยมประชาธิปไตยได้ยอมรับความเท่าเทียมกันในโอกาส ซึ่งเสนอความเท่าเทียมแก่ปัจเจกในช่วงของการออกเดินทาง ไม่ใช่ช่วงเริ่มต้น ดังนั้น ในเรื่องนี้ โครงสร้างที่เป็นไปได้ต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นความเข้าใจเกี่ยวกับความเท่าเทียม เสรีนิยม และประชาธิปไตย จึงถูกกำหนดให้เดินตามเส้นทางที่แยกห่างจากกัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตลอดช่วงเวลาอันยาวนานทางประวัติศาสตร์ ทั้งสามจึงขัดแย้งกันเสมอ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ประชาธิปไตยจะสามารถเป็นส่วนขยายและทำให้รัฐเสรีนิยมเป็นจริงโดยสมบูรณ์ได้อย่างไร และประชาธิปไตยจะพิสูจน์ความถูกต้องของวลี 'เสรีนิยม-ประชาธิปไตย' (liberal-democratic) ที่เราใช้อธิบายระบอบการปกครองจำนวนหนึ่งในทุกวันนี้ได้อย่างไร ไม่เพียงแต่เสรีนิยมจะไปด้วยกันได้กับประชาธิปไตย แต่เราสามารถมองประชาธิปไตยได้ว่าเป็นพัฒนาการตามธรรมชาติของเสรีนิยมอีกด้วย หากเพียงเราไม่ได้คิดถึงอุดมคติเกี่ยวกับแง่มุมความเท่าเทียมกันของประชาธิปไตย แต่เป็นคุณลักษณะ (character) ของประชาธิปไตยในฐานะแบบแผนทางการเมือง (political formula) ที่ประชาธิปไตยหมายถึงอำนาจอธิปไตยของประชาชน เราสามารถใช้อธิปไตยของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อพลเมืองส่วนใหญ่ได้รับสิทธิในการมีส่วนร่วมในการตัดสินในร่วมกันทั้งทางตรงและทางอ้อม พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อมีการขยายสิทธิทางการเมืองอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับที่ผู้ชายและผู้หญิงทุกคนสามารถเลือกตั้งได้โดยข้อจำกัดเพียงประการเดียวคือเกณฑ์อายุขั้นต่ำ (ซึ่งโดยทั่วไปมักมาพร้อมกับอายุของคนส่วนใหญ่ตามกฎหมาย) ถึงแม้นักเขียนฝ่ายเสรีนิยมหลายคนจะเห็นว่า การขยายสิทธิการเลือกตั้งเป็นเรื่องชิงสุกก่อนห่ามหรือไม่พึงปรารถนา และแม้ระหว่างช่วงเวลาของการก่อรูปรัฐเสรีนิยมขึ้นมา จะมีเพียงผู้ที่ถือครองทรัพย์สินเท่านั้นที่ลงคะแนนเสียงได้ กระนั้น สิทธิการเลือกตั้งที่เป็นสากล โดยหลักการแล้ว ไม่ได้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับทั้งรัฐบนฐานคิดเรื่องสิทธิและรัฐที่มีอำนาจจำกัดแต่อย่างใด ฉะนั้น นี่จึงเป็นการพึ่งพาอาศัยระหว่างหลักการสองประการที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมา ถึงแม้ว่าใจตอนเริ่มแรกจะเป็นไปได้ที่รัฐเสรีนิยมจะเติบโตมาพร้อมกับความไม่เป็นประชาธิปไตย (เว้นก็แต่หลักการในคำประกาศ) แต่ในทุกวันนี้ รัฐเสรีนิยมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยออกจะเป็นสิ่งที่จินตนาการได้ยาก เช่นเดียวกับรัฐประชาธิปไตยที่ไม่เสรี โดยสรุป จึงมีเหตุผลที่ดีที่จะเชื่อว่า (1) กระบวนการประชาธิปไตยนั้นจำเป็นต่อการคุ้มครองสิทธิพื้นฐานส่วนบุคคลอันเป็นรากฐานของรัฐเสรีนิยม และ (2) สิทธิเหล่านั้นจำต้องได้รับการคุ้มคร้อง หากต้องการให้กระบวนการประชาธิปไตยทำงานได้  

 

ในประเด็นแรก ควรต้องเข้าใจว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่จะรับประกันว่า สิทธิในการมีเสรีภาพจะได้รับการป้องกันให้พ้นจากการจำกัดหรือหยุดยั้งโดยผู้ปกครอง คือความสามารถของพลเมืองในการปกป้องสิทธิเหล่านั้นจากการละเมิดด้วยตัวเอง ถึงตอนนี้ หนทางที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่  (ดีที่สุดเท่าที่มี ไม่ได้หมายความว่า สมบูรณ์แบบ หรือ ไม่มีข้อผิดพลาด) ในการปกป้องสิทธิของตนจากการใช้อำนาจในทางที่ผิดทุกรูปแบบที่เป็นไปได้ คือการมีส่วนร่วมของประชาชนและพลเมืองจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในการก่อร่างสร้างกฎหมายขึ้นมาเอง จากจุดนี้ สิทธิทางการเมืองจึงเป็นผลลัพธ์โดยธรรมชาติของสิทธิที่จะมีเสรีภาพ พูดด้วยภาษาของเยลลิเนค (Jellinek 1851--1911) ก็คือ สิทธิของพลเมืองที่แข็งขัน (iura activae civitatis)นั้นเป็นเครื่องป้องกันสิทธิในเสรีภาพและความเป็นพลเมือง (iura libertatis et civitatis) ที่ดีที่สุด ในขณะที่ ในระบอบการเมืองที่ไม่ได้วางรากฐานอยู่บนอำนาจอธิปไตยของประชาชน เครื่องป้องกันสิทธิของประชาชนก็ขึ้นอยู่กับสิทธิตามธรรมชาติในการต่อต้านการกดขี่เพียงอย่างเดียว  

 

เชื่อมโยงกับประเด็นที่สอง ถึงตรงนี้ เราไม่ได้กำลังสนใจความจำเป็นของประชาธิปไตยต่อความอยู่รอดของรัฐเสรีนิยม แต่เป็นความจำเป็นของการยอมรับในสิทธิอันไม่อาจล่วงละเมิดได้ หากหวังให้ประชาธิปไตยทำงานได้อย่างราบรื่นมากกว่า เราต้องตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า การลงคะแนนเสียงจะเป็นการใช้อำนาจทางการเมือง  (หมายถึง การใช้อำนาจในการกำหนดการตัดสินใจร่วมกัน) อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ ต่อเมื่อการลงคะแนนเป็นไปอย่างเสรี หรือพูดอีกทางหนึ่งคือ ต่อเมื่อปัจเจกชนผู้ลงคะแนนสามารถใช้ประโยชน์จากเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สื่อมวลชนที่มีเสรี สิทธิในการรวมตัวชุมนุมอย่างเสรี และเสรีภาพอื่น ๆ ทั้งหมดที่เป็นหัวใจของรัฐเสรีนิยม และเป็นตัวกำหนดเงื่อนไขจำเป็นขั้นพื้นฐานสำหรับการมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้งที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงลวง ๆ  

 

ความคิดแบบเสรีนิยมและกระบวนการประชาธิปไตยค่อย ๆ ผสมผสานกันเข้าเรื่อย ๆ ในขณะที่เป็นความจริงที่ว่าสิทธิในการมีเสรีภาพเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการปรับใช้กฎกติกาประชาธิปไตยมาตั้งแต่ต้น ก็เป็นความจริงเช่นกันที่พัฒนาการของประชาธิปไตยได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องสิทธิในการมีเสรีภาพตลอดมา ทุกวันนี้ รัฐประชาธิปไตยเท่านั้นที่ถือกำเนิดจากการปฏิวัติเสรีนิยม และเฉพาะในรัฐประชาธิปไตยเท่านั้นทีสิทธิของมนุษย์จะได้รับการปกป้อง ทำนองเดียวกัน รัฐเผด็จการทุกรัฐในโลกนี้ ล้วนแต่เป็นรัฐที่ไม่เสรีและไม่เป็นประชาธิปไตยไปพร้อม ๆ กัน 

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”