Skip to main content

บรูโน ลาตูร์ เป็นนักวิชาการฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงจากการศึกษาสังคมวิทยาของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งของลาตูร์คือการชี้ให้เห็นว่าการมองว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ปราศจากตัวตนของผู้ศึกษาอย่างสิ้นเชิงไม่ใช่ความเข้าใจที่ถูกต้องนัก ผลงานของเขานำไปสู่ข้อถกเถียงในหลายสาขาวิชา นอกจากนี้ยังถูกนำไปเชื่อมโยงกับกระแสวิวาทะในทศวรรษ 1990 ที่มักเรียกกันว่า ‘สงครามระหว่างศาสตร์’ (science wars) ซึ่งหมายถึงข้อถกเถียงเกี่ยวกับสถานะขององค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ระหว่างกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันในความเป็นวัตถุวิสัยของวิทยาศาสตร์และกลุ่มนักสังคมศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นประดิษฐกรรมทางสังคม

ข้อถกเถียงดังกล่าวนำไปสู่การลดทอนความน่าเชื่อถือของวิทยาศาสตร์ (รวมถึงสังคมศาสตร์ในสายตานักวิทยาศาสตร์) ลงในบางระดับ ขณะเดียวกันก็ทำให้รอยแยกระหว่างทั้งสองศาสตร์เด่นชัดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บรูโน ลาตูร์ยอมรับว่าการวิพากษ์วิจารณ์วิทยาศาสตร์ในช่วงเวลานั้นมีส่วนก่อให้เกิดกระแสต่อต้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างไม่เป็นธรรมนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่ไม่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (climate change denial) นั้นเป็นเรื่องจริง 

เนื้อหาด้านล่างนี้เรียบเรียงมาจากบทสัมภาษณ์บรูโน ลาตูร์โดยวารสาร Science ในโอกาสเกษียณอายุการทำงานในวัย 70 ปี  เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา 

Q: ย้อนกลับไปมอง ‘สงครามระหว่างศาสตร์’ แล้วเป็นอย่างไรบ้าง

A: ผมไม่คิดว่าเราควรเรียกอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในยุค 90 ว่า “สงคราม” มันเป็นการโต้แย้งที่เริ่มต้นจากนักสังคมศาสตร์ที่ศึกษากระบวนการศึกษาวิทยาศาสตร์และคิดถึงกระบวนการนี้อย่างวิพากษ์วิจารณ์

การวิเคราะห์ของเราสร้างปฏิกิริยาในหมู่คนที่มองวิทยาศาสตร์ในเชิงอุดมคติและไม่ยั่งยืนนัก ผู้คนเหล่านั้นคิดกันว่าตัวเองกำลังถูกโจมตี คำวิจารณ์บางเรื่องตลกมาก ผมถูกโยงเข้ากับพวกสัมพัทธนิยมหลังสมัยใหม่ บางคนจับผมไปอยู่รวมในกลุ่มนั้นด้วย ผมเองไม่ได้เป็นพวกต่อต้านวิทยาศาสตร์เลย แต่ต้องยอมรับว่าผมรู้สึกดีที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์น้อยลงบ้างเล็กน้อย ในตัวผมตอนนั้นมีความกระตือรือร้นบางอย่างของคนหนุ่ม

แต่ในตอนนี้ สถานการณ์ของเราไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เรากำลังเจอกับสงครามจริงๆ เป็นสงครามที่ขับเคลื่อนโดยบรรษัทขนาดใหญ่และนักวิทยาศาสตร์บางคนที่บอกว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เกิดขึ้นจริง คนเหล่านั้นสนใจประเด็นนี้อย่างจริงจังและมีอิทธิพลมากกับประชาชนทั่วไป

Q: คุณมีส่วนร่วมกับสงครามระหว่างศาสตร์ครั้งที่สองนี้ได้อย่างไร

A: ย้อนกลับไปในปี 2009 ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศชื่อดังคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกกับผมว่า “คุณช่วยอะไรเราหน่อยได้ไหม เรากำลังถูกโจมตีอย่างไม่เป็นธรรม” ตอนนั้น โคลด อัลแลชร์ (Claude Allègre) นักวิทยาศาสตร์และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของฝรั่งเศสกำลังรณรงค์แคมเปญทางอุดมการณ์ที่มีประสิทธิภาพมากในการต่อต้านวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ

สิ่งต่างๆ มันกลับตาลปัตรไปหมด คนที่ไม่เคยเข้าใจจริงๆ ว่าสิ่งที่นักสังคมศาสตร์อย่างเรากำลังทำคืออะไร จู่ๆ ก็ตระหนักขึ้นมาว่าต้องการความช่วยเหลือจากพวกเรา คนพวกนั้นไม่มีทั้งความพร้อมในแง่ความรู้ การเมือง และปรัชญา ในการรับมือกับการโจมตีของเพื่อนร่วมอาชีพที่กล่าวหาว่าพวกเขาไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่านักล็อบบี้

Q: คุณจะอธิบายการก่อตัวของกระแสต่อต้านวิทยาศาสตร์และแนวคิดเรื่อง ‘ข้อเท็จจริงทางเลือก’ (alternative facts) อย่างไร

A: การจะเข้าใจข้อเท็จจริงให้ตรงกันได้ คุณจำเป็นต้องเห็นสภาพความเป็นจริงเหมือนกันก่อน เราจำเป็นต้องวางหลักเกณฑ์ข้อนี้ให้กับทั้งสถาบันศาสนา ห้องเรียน สื่อมวลชนดีๆ รวมถึงการประเมินบทความแบบ peer review … สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวกับโลกหลังความจริง [ที่ผู้คนเลือกจะเชื่ออะไรบางอย่างตามใจโดยที่ความจริงไม่มีความหมายอีกต่อไป] แต่มันเกี่ยวข้องกับการที่กลุ่มคนจำนวนมากกำลังใช้ชีวิตในโลกที่แตกต่างกันและรับรู้สภาพความเป็นจริงแตกต่างกัน ในโลกที่สภาพภูมิอากาศไม่ได้กำลังเปลี่ยนแปลง

อย่างน้อยผมคิดว่าสงครามระหว่างศาสตร์ครั้งที่สองก็ช่วยให้เราเลิกคิดสักทีว่าวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง ผมเสนอมาตลอดว่ามันไม่มีทางเป็นอย่างนั้น วิทยาศาสตร์ไม่เคยปลอดจากอคติทางการเมืองเลย ยิ่งประเด็นที่มีนัยเชิงนโยบายสูง คุณยิ่งไม่สามารถสร้างข้อมูลที่เป็นกลางจริงๆ ได้ ผมไม่ได้หมายความว่าคุณไม่สามารถผลิตวิทยาศาสตร์ที่ดีได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ควรต้องชี้แจงผลประโยชน์ของแต่ละคน คุณค่าที่ตัวเองยึดถือ รวมถึงบอกให้ชัดว่าหลักฐานประเภทไหนที่จะทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจ

Q: นักวิทยาศาสตร์ควรรับมือกับสงครามครั้งใหม่นี้อย่างไร

A: เราจะต้องฟื้นฟูความน่าเชื่อถือบางอย่างของวิทยาศาสตร์กลับมา สิ่งนี้ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงจากตอนแรกที่เราเริ่มศึกษากระบวนการศึกษาวิทยาศาสตร์ ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ต้องกอบกู้เกียรติกลับคืนมา แต่ทางออกยังคงเหมือนเดิม คือคุณจำเป็นต้องนำเสนอวิทยาศาสตร์ในฐานะที่เป็นปฏิบัติการ [คือแสดงให้เห็นว่ากระบวนการที่ได้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาเป็นอย่างไร] ผมยอมรับว่ามันเสี่ยง เพราะเราสร้างความไม่แน่นอนและการโต้เถียงขึ้นอย่างชัดเจน

ไคลฟ ฮามิลตัน ศาสตราจารย์ด้านจริยศาสตร์สาธารณะชาวออสเตรเลียเสนอแนวทางการต่อสู้อีกทางหนึ่งที่เรียกว่า ‘สารัตถนิยมเชิงยุทธศาสตร์’ โดยเสนอว่า ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์แล้ว เราไม่สามารถโต้แย้งวิทยาศาสตร์ได้ ข้อเสนอนี้ก็ฟังดูมีเหตุมีผล แต่เราต้องการหน้าตาของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากกว่านี้ในระยะยาว นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาสถานะของการโต้เถียงและการขาดความเชื่อมั่น[ในวิทยาศาสตร์]ที่เกิดขึ้นตอนนี้แล้ว ผมคิดว่าเราไม่สามารถหันหลังกลับไปและพูดว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็น ‘เพียงข้อเท็จจริงรูปแบบหนึ่ง’ ได้

Q: มันไม่ใช่อย่างนั้นหรือ?

A: ไม่ใช่ครับ วิทยาศาสตร์มีความซับซ้อนและยุ่งเหยิงเกินกว่าที่เราจะเข้าใจว่าสภาพอากาศทำงานอย่างไร การเชื่อมั่นว่าเราเข้าใจมันร้อยเปอร์เซนต์เป็นเพียงภาพลวงตา เป็นซากอุดมคติของวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง

Q: แต่ผู้ที่สงสัยในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ใช้ความไม่แน่นอน[ของวิทยาศาสตร์] เป็นกลยุทธ์เช่นกัน

A: ถูกต้องครับ แต่ความไม่แน่นอนไม่ใช่เหตุผลที่ชอบธรรมในการขัดขวางหรือผัดผ่อนนโยบายหนึ่งๆ ออกไป และไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่จะตัดทุนสนับสนุนการวิจัย การตัดงบการวิจัยที่อาจให้ผลการศึกษา
ที่ไม่พึงปรารถนานี่แหละคืออาชญากรรม เพราะอย่างนั้น การเรียก[จุดยืนของคนกลุ่มนี้] ว่า “ความสงสัย” จึงเป็นการบิดเบือนความหมายของคำคำนี้อย่างยิ่ง

Q: คุณมีแผนจะทำอะไรต่อหลังเกษียณ

A: ผมเหลืออะไรที่ต้องดูแลอีกไม่มากนัก แต่คิดว่าจะยังทำงานต่อไป ผมกำลังศึกษาเรื่องที่คล้ายกับประเด็นของหนังสือ Laboratory Life อีกครั้ง คือเป็นการผสมผสานการทดลองในห้องแล็บเข้ากับการลงฟิลด์ในพื้นที่ที่เรียกว่า “critical zone” หรือการศึกษาพื้นผิวภายนอกของโลก ผมจะไปสังเกตการทำงานของนักธรณีเคมี ชีวเคมี และภูมิรัฐศาสตร์ และพูดคุยกับนักวิจัยด้านต่างๆ อีกหลายคน โดยใช้แนวคิดของเจมส์ เลิฟล็อคที่เสนอว่าโลกเป็นระบบที่กำกับดูแลตนเองได้ แน่นอน ผมคิดว่าการอธิบายงานชิ้นนี้โดยละเอียดจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับวิทยาศาสตร์อีกครั้ง

ที่มา: Jop de Vrieze. "Bruno Latour, a veteran of the ‘science wars,’ has a new mission." Science Magazine. available from http://www.sciencemag.org/news/2017/10/latour-qa?utm_campaign=news_daily_2017-10-10&et_rid=35137912&et_cid=1596541 แปลโดย ภาคิน นิมมานนรวงศ์

 

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
วลีอันเยี่ยมยอดที่อธิบายการทำงานของระบบทุนนิยมในโลกแห่งความเป็นจริงได้เป็นอย่างดี (ผมไม่แน่ใจว่าใครพูดเป็นคนแรก แต่ผมได้ยินมาจากนอม ชอมสกี) คือมัน “ทำให้ความเสี่ยงและต้นทุนเป็นของสังคม แต่ทำให้กำไรเป็นของเอกชน” (The socialization of risk and cost, and the privatization of profit.)
Apolitical
ถ้ามองในแง่วัตถุล้วนๆ ความเป็นจริงก็เป็นไปตามที่อาร์เธอร์ ฉู อธิบายไว้ นั่นคือ ทุกอย่างล้วนเป็นผลมาจากแรงงานทั้งสิ้น
Apolitical
การออกแบบระบบใหม่ให้ตอบสนองต่อผลประโยชน์ในลักษณะอื่นๆ เช่น ผลประโยชน์ของพวกเราทั้งหลาย ย่อมถูกนิยามว่าเป็นการกระทำที่ “สุดโต่งและถอนรากถอนโคน”
Apolitical
ในแวดวงชาวอนาธิปัตย์ มีการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนตลาด กับกลุ่มที่สนับสนุนการวางแผนแบบกระจายศูนย์ เช่น เศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (participatory economics) หรือคอมมูนแบบสหพันธ์ (federated communes) ในขณะที่งานของลุดวิก ฟอน มิเซส และฟรีดริช ฮาเย็ค ชี้ให้เห็นปัญหาหลายๆ อย่างของการวางแผนแบบรวมศูนย์
Apolitical
ไรท์ไม่ได้เป็นเพียงนักทฤษฎียูโทเปียในโลกจริง แต่เป็นนักปฏิบัติด้วย เขาเดินทางท่องโลกเพื่อตามหาการต่อต้านท้าทายทุนนิยม สนทนากับนักกิจกรรมที่พยายามทำให้ความใฝ่ฝันของพวกเขาเกิดขึ้นจริง
Apolitical
ความย้อนแย้งคือ การทำให้ AI หลุดพ้นจากการเป็นสินค้า แม้จะเป็นก้าวออกจากระบบทุนนิยมแบบเดิม แต่สุดท้ายกลับเป็นการเสริมอำนาจให้กับเจ้าขุนมูลนายยุคใหม่
Apolitical
เงิน โดยเฉพาะเงินประเภทเครดิต (credit money) คือหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย หากไม่มีเงิน การแบ่งงานกันทำอย่างละเอียดซับซ้อนย่อมดูจะเป็นไปไม่ได้เลยยกเว้นในระบบที่รัฐควบคุมอุตสาหกรรมไว้ทั้งหมด และแม้ในกรณีเช่นนั้นเองก็ตาม เราก็ยังจำเป็นต้องมีบางสิ่งที่
Apolitical
“เราอาจมองเห็นร่องรอยของศาสนาได้ในทุนนิยม กล่าวคือ ทุนนิยมมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความกังวล ความทุกข์ทรมาน และความปั่นป่วนที่ศาสนาในอดีตเคยพยายามตอบสนอง”“ทุนนิยมอาจเป็นตัวอย่างแรกของลัทธิความเชื่อที่สร้างความรู้สึกผิดแทนที่จะสร้างการไถ่บาป”
Apolitical
นักอนาธิปไตย นักสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ มาร์กซิสต์ และกลุ่มต่อต้านระบบทุนนิยมและกลุ่มหลังทุนนิยม ต่างให้การสนับสนุนสหกรณ์คนทำงาน (worker cooperatives) มาอย่างยาวนาน ในฐานะวิธีการเพื่อส่งเสริมความเป็นเจ้าของของคนทำงาน (worker-ownership) และประชาธิปไตยในที่ทำงานภายใต้ระบบทุนนิยม โครงสร้างภายในของการต
Apolitical
นี้เองคือคุณค่าที่แตกต่างของเลเยอร์ทางสังคมของ Ethereum มันคือการผสมผสานแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเข้ากับการยึดมั่นในหลักการที่ไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลืนกิน
Apolitical
Ethereum มีชุมชนย่อยที่มีเป้าหมายหลากหลาย ไม่มีเรื่องเล่าเรื่องเดียวที่ครอบงำ เป้าหมายของการสร้างสแต็กนี้คือเพื่อสนับสนุนความหลากหลายดังกล่าว ขณะเดียวกันก็พยายามผลักดันให้ระบบที่หลากหลายเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น
Apolitical
สำหรับโลกคริปโต การปรับปรุงความปลอดภัยแบบเปิดกว้างแก่สาธารณะคือทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้