Skip to main content

ทุนนิยมจะอยู่รอดได้ก็ด้วยรัฐสวัสดิการ
---------------------

แต่เราต้องปฏิรูปรัฐสวัสดิการเพื่อรับมือกับสังคมสูงอายุและการย้ายถิ่น

ในปกรณัมของทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา รัฐสวัสดิการคือภารกิจของสังคมนิยม ทว่าจริงๆ แล้วส่วนใหญ่ๆ ของมันกลับเป็นมรดกตกทอดทางภูมิปัญญาของเสรีนิยม วิลเลียม เบฟเวอริชจ์ (William Beveridge) ผู้ออกแบบและวางรากฐานให้กับรัฐสวัสดิการแบบอังกฤษไม่ได้ต้องการใช้อำนาจรัฐเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของรัฐเอง แต่มุ่งสร้างความมั่นคงให้กับประชาชน ให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตตามที่ตนต้องการได้ นักปฏิรูปแนวเสรีนิยมเชื่อว่ารัฐสวัสดิการจะเกื้อหนุนตลาดเสรีอย่างเป็นประชาธิปไตยด้วยการการันตีว่าประชาชนจะไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงบางประการอันเป็นผลจากการทำลายเชิงสร้างสรรค์ (creative destruction)

ล่วงเวลาหลายทศวรรษนับตั้งแต่เบฟเวอริชจ์ตีพิมพ์รายงานชิ้นสำคัญในปี 1942 รัฐสวัสดิการกระจายตัวในวงกว้าง ขยายใหญ่โต ซับซ้อนขึ้น แต่ก็มักได้รับความนิยมน้อยลงด้วย ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลจากปัจจัยหลายประการ แต่สาเหตุประการหนึ่งคือการที่รัฐสวัสดิการมักเบี่ยงเบนออกจากหลักการฐานรากที่ต้องยึดไว้ให้มั่น นั่นคือเสรีนิยม

เมื่อเริ่มร่ำรวยเงินทอง ประเทศต่างๆ ก็มีแนวโน้มจะใช้รายได้ของประเทศไปกับบริการและประโยชน์สาธารณะเพิ่มมากขึ้น ค่าใช้จ่ายด้าน ‘ความคุ้มครองทางสังคม’ อาทิ เงินบำนาญ ประกันการว่างงาน และเงินช่วยเหลือสำหรับคนยากคนจนในประเทศที่ร่ำรวยเพิ่มสูงขึ้นจากเฉลี่ยร้อยละ 5 ของ GDP ในปี 1960 เป็นร้อยละ 20 ในปัจจุบัน หากรวมกับงบประมาณด้านสาธารณสุขและการศึกษา รายจ่ายดังกล่าวก็จะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว สำหรับบางคน เท่านี้ก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้วให้เราต้องปฏิรูปรัฐสวัสดิการ

แต่สิ่งที่รัฐสวัสดิการทำอาจมีความสำคัญมากกว่าค่าใช้จ่ายมหาศาล รัฐสวัสดิการควรพยายามเปิดโอกาสให้ปัจเจกชนสามารถตัดสินใจเลือกได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าด้วยการสนับสนุนให้พ่อแม่ผู้ปกครองกลับไปทำงานเช่นในสแกนดิเนเวีย การจัดสรรงบประมาณส่วนบุคคลเพื่อให้ผู้พิการได้เลือกสิ่งที่พวกเขาต้องการเองเช่นที่เกิดขึ้นในอังกฤษ หรือการสร้างบัญชีออนไลน์เพื่อการเรียนรู้เพื่อให้คนว่างงานสามารถพัฒนาทักษะใหม่ๆ ได้เช่นในสิงคโปร์

คนทุกคนจำเป็นต้องมีให้พอเพื่อจะใช้ชีวิตต่อไป หลายคนที่หลุดออกมาจากตลาดงานหรือคนที่ทำงานในเศรษฐกิจแบบ Gig Economy ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด และบ่อยครั้งเหลือเกินที่ความช่วยเหลือที่มีให้กับคนจนมักโหดร้าย ไม่เพียงพอ ยัดเยียดให้ตามอำเภอใจ หรือชวนสับสน ในประเทศร่ำรวยบางประเทศ คนว่างงานต้องเผชิญกับอัตราภาษีส่วนเพิ่มมากกว่าร้อยละ 80 ทันทีที่กลับมามีงานทำเพราะสูญเสียสิทธิประโยชน์ต่างๆ ไป

การปฏิรูปรัฐสวัสดิการใดๆ ก็ตามทำให้เราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่างต้นทุนของนโยบายหนึ่งๆ กับผลลัพธ์ที่มีต่อความยากจนและแรงจูงใจในการทำงาน ไม่มีนโยบายใดที่สมบูรณ์แบบ แต่พื้นฐานที่ดีอย่างหนึ่งคือนโยบายคืนภาษีคนจน (Negative Income Tax) ซึ่งช่วยอุดหนุนคนทำงานที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ขณะเดียวกันก็จัดเก็บภาษีจากคนที่มีรายได้มากกว่าเกณฑ์ขึ้นไป เราสามารถประยุกต์ใช้นโยบายนี้ร่วมกับการประกันรายได้ขั้นต่ำให้กับคนทุกคน วิธีนี้นับเป็นช่องทางที่ค่อนข้างเรียบง่ายและมีประสิทธิภาพมากกว่าในการแก้ไขปัญหาความยากจนโดยไม่ทำลายแรงจูงใจในการทำงานตราบที่อัตราภาษีไม่สูงจนเกินไป

อย่างไรก็ดีการปฏิรูปเองต้องเผชิญความท้าทาย 2 ประการซึ่งไม่ได้สร้างความกังวลให้เบฟเวอริชจ์เท่าใดนัก หนึ่งคือสังคมผู้สูงอายุ คาดการณ์ว่าในประเทศที่ร่ำรวย สัดส่วนของคนวัยทำงานเมื่อเทียบกับคนสูงวัยจะลดลงจาก 4:1 ในปี 2015 เหลือ 2:1 ในปี 2050 และเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นผู้สูงอายุ รายจ่ายสวัสดิการก็จะเอนเอียงไปเอื้อประโยชน์ให้กับผู้สูงอายุมากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนต่างรุ่น การตัดสิทธิประโยชน์ส่วนที่ไม่จำเป็นที่สุดสำหรับผู้สูงอายุและขยายอายุเกษียณออกไปน่าจะสมเหตุสมผล

ความท้าทายที่สองคือการย้ายถิ่น ปัจจุบันแนวคิด ‘รัฐสวัสดิการแบบเลือกปฏิบัติ’ กำลังแพร่กระจายไปทั่วยุโรป แนวคิดนี้สนับสนุนรัฐสวัสดิการที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนยากคนจนท้องถิ่น แต่ปฏิเสธสวัสดิการสำหรับผู้อพยพ ฝ่ายประชานิยมเสนอว่าหากผู้อพยพจากประเทศยากจนย้ายมาสู่ประเทศร่ำรวยได้อย่างเสรี คนเหล่านี้จะทำให้รัฐสวัสดิการล่มสลาย ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งแย้งว่านโยบายการย้ายถิ่นอย่างเสรีต้องอาศัยการจำกัดช่องทางในการเข้าถึงรัฐสวัสดิการ พูดอีกอย่างคือเป็นการสร้างกำแพงล้อมรัฐสวัสดิการ ไม่ใช่การล้อมประเทศ ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าชาวยุโรปท้องถิ่นไม่มากนักที่ต้องการตัดสิทธิ์การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพแบบเร่งด่วนสำหรับผู้อพยพและไม่ยอมให้ลูกหลานของพวกเขาได้เรียนหนังสือ แต่ข้อจำกัดในแง่สิทธิประโยชน์ทางรายได้เช่นที่เกิดขึ้นแล้วสหรัฐฯ และเดนมาร์กอาจเป็นสิ่งจำเป็น

นักคิดเสรีนิยมอย่างเบฟเวอริชจ์ตระหนักดีว่าหนทางที่ดีที่สุดในการชักชวนให้คนหันมาสนับสนุนตลาดเสรี คือการทำให้พวกเขามีส่วนได้ส่วนเสียกับมันให้มากขึ้น รัฐสวัสดิการจึงต้องเป็นมากกว่าการแจกรองเท้าหรือซุปให้กับคนยากคนจนและสร้างความมั่นคงให้กับคนชรา ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย รัฐสวัสดิการยังเป็นหัวใจสำคัญของทุนนิยมอีกด้วย.

ถอดความจาก The Economist. "Capitalism needs a welfare state to survive". Retrieved from https://www.economist.com/leaders/2018/07/12/capitalism-needs-a-welfare-state-to-survive?fsrc=scn/fb/te/bl/ed/capitalismneedsawelfarestatetosurvivebacktobasics

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
วลีอันเยี่ยมยอดที่อธิบายการทำงานของระบบทุนนิยมในโลกแห่งความเป็นจริงได้เป็นอย่างดี (ผมไม่แน่ใจว่าใครพูดเป็นคนแรก แต่ผมได้ยินมาจากนอม ชอมสกี) คือมัน “ทำให้ความเสี่ยงและต้นทุนเป็นของสังคม แต่ทำให้กำไรเป็นของเอกชน” (The socialization of risk and cost, and the privatization of profit.)
Apolitical
ถ้ามองในแง่วัตถุล้วนๆ ความเป็นจริงก็เป็นไปตามที่อาร์เธอร์ ฉู อธิบายไว้ นั่นคือ ทุกอย่างล้วนเป็นผลมาจากแรงงานทั้งสิ้น
Apolitical
การออกแบบระบบใหม่ให้ตอบสนองต่อผลประโยชน์ในลักษณะอื่นๆ เช่น ผลประโยชน์ของพวกเราทั้งหลาย ย่อมถูกนิยามว่าเป็นการกระทำที่ “สุดโต่งและถอนรากถอนโคน”
Apolitical
ในแวดวงชาวอนาธิปัตย์ มีการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนตลาด กับกลุ่มที่สนับสนุนการวางแผนแบบกระจายศูนย์ เช่น เศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (participatory economics) หรือคอมมูนแบบสหพันธ์ (federated communes) ในขณะที่งานของลุดวิก ฟอน มิเซส และฟรีดริช ฮาเย็ค ชี้ให้เห็นปัญหาหลายๆ อย่างของการวางแผนแบบรวมศูนย์
Apolitical
ไรท์ไม่ได้เป็นเพียงนักทฤษฎียูโทเปียในโลกจริง แต่เป็นนักปฏิบัติด้วย เขาเดินทางท่องโลกเพื่อตามหาการต่อต้านท้าทายทุนนิยม สนทนากับนักกิจกรรมที่พยายามทำให้ความใฝ่ฝันของพวกเขาเกิดขึ้นจริง
Apolitical
ความย้อนแย้งคือ การทำให้ AI หลุดพ้นจากการเป็นสินค้า แม้จะเป็นก้าวออกจากระบบทุนนิยมแบบเดิม แต่สุดท้ายกลับเป็นการเสริมอำนาจให้กับเจ้าขุนมูลนายยุคใหม่
Apolitical
เงิน โดยเฉพาะเงินประเภทเครดิต (credit money) คือหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย หากไม่มีเงิน การแบ่งงานกันทำอย่างละเอียดซับซ้อนย่อมดูจะเป็นไปไม่ได้เลยยกเว้นในระบบที่รัฐควบคุมอุตสาหกรรมไว้ทั้งหมด และแม้ในกรณีเช่นนั้นเองก็ตาม เราก็ยังจำเป็นต้องมีบางสิ่งที่
Apolitical
“เราอาจมองเห็นร่องรอยของศาสนาได้ในทุนนิยม กล่าวคือ ทุนนิยมมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความกังวล ความทุกข์ทรมาน และความปั่นป่วนที่ศาสนาในอดีตเคยพยายามตอบสนอง”“ทุนนิยมอาจเป็นตัวอย่างแรกของลัทธิความเชื่อที่สร้างความรู้สึกผิดแทนที่จะสร้างการไถ่บาป”
Apolitical
นักอนาธิปไตย นักสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ มาร์กซิสต์ และกลุ่มต่อต้านระบบทุนนิยมและกลุ่มหลังทุนนิยม ต่างให้การสนับสนุนสหกรณ์คนทำงาน (worker cooperatives) มาอย่างยาวนาน ในฐานะวิธีการเพื่อส่งเสริมความเป็นเจ้าของของคนทำงาน (worker-ownership) และประชาธิปไตยในที่ทำงานภายใต้ระบบทุนนิยม โครงสร้างภายในของการต
Apolitical
นี้เองคือคุณค่าที่แตกต่างของเลเยอร์ทางสังคมของ Ethereum มันคือการผสมผสานแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเข้ากับการยึดมั่นในหลักการที่ไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลืนกิน
Apolitical
Ethereum มีชุมชนย่อยที่มีเป้าหมายหลากหลาย ไม่มีเรื่องเล่าเรื่องเดียวที่ครอบงำ เป้าหมายของการสร้างสแต็กนี้คือเพื่อสนับสนุนความหลากหลายดังกล่าว ขณะเดียวกันก็พยายามผลักดันให้ระบบที่หลากหลายเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น
Apolitical
สำหรับโลกคริปโต การปรับปรุงความปลอดภัยแบบเปิดกว้างแก่สาธารณะคือทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้