Skip to main content

เราเขียนบันทึกสั้นๆ นี้ในโอกาสสอนหนังสือเข้าสู่ปีที่สาม และเป็นบทสะท้อนที่ได้มาจากการแลกเปลี่ยนกับนักเรียนตลอดสองปีที่ผ่านมา

เรามีโอกาสได้ทบทวนตัวเองจริงจังอยู่พักใหญ่ มีหลายเรื่องทำได้ดีขึ้น หลายเรื่องที่ยังผิดพลาด หลายอย่างที่พยายามปรับเปลี่ยนและปรับปรุง และหลายเรื่องที่ยังยืนยันและดันทุรังทำด้วยความเชือแบบเดิมๆ

หลังๆ นักเรียนน่าจะจับทางได้หมดแล้วว่าเรามีคำตอบในใจเสมอเวลาจะสอนอะไรและถามอะไร ซึ่งนั่นเป็นทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี

สำหรับบางคน คำตอบในใจเป็นอุปสรรค สำหรับบางคน คำตอบในใจเป็นสิ่งที่ชวนให้คิดให้สงสัย สำหรับบางคน คำตอบในใจคือสิ่งที่กระตุ้นให้เรียนรู้

เรายอมรับเสมอว่ายังอยู่ห่างไกลจากครูที่ดีมาก อย่างน้อยก็ในความหมายว่าเป็นคนที่เปิดกว้างเพราะเชื่อว่า 'ไม่มีอะไรผิดอะไรถูก'

เราไม่เคยพูดคำนั้นกับนักเรียน

มีแน่ๆ ที่ไม่ถูกเท่าไหร่ มีแน่ๆ ที่ถูกได้มากกว่านี้ มีแน่ๆ ที่ค่อนข้างผิด แต่ผิดแล้วจะเป็นไรไป?

เราเชื่อเองลึกๆ ว่าหลายเรื่องในชีวิต หลายเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตของผู้คนในสังคม เราต้องกล้าเสนอว่าบางอย่างถูกกว่า บางอย่างไม่ถูกนัก คำตอบที่ถูกร้อยเปอร์เซนต์ตลอดเวลาอาจจะไม่มี แต่เพื่อปรับปรุงพัฒนา เราอาจจำต้องกล้าพูดว่าบางอย่างเป็นปัญหาและบางอย่างควรกว่าที่จะทำ

ครูจำเป็นต้องมีคำตอบในใจ แต่ที่สำคัญที่สุด คือต้องชี้ให้เห็นว่าเราได้คำตอบในใจนั้นมาด้วย 'เหตุผลและวิธีคิด' อย่างไร

ในการเรียนรู้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเชิงคุณค่า เราอาจจำเป็นต้องถูกบังคับให้คิด ให้อ่าน ให้ฟัง แต่ไม่จำเป็นต้องให้เชื่อ

การเขียนคำตอบที่ถูกต้องและตรงใจราวกับท่องจำมา แต่ไม่ได้แสดงกระบวนการให้เหตุผลและวิธีคิดที่ 'ควร' จะเป็น จึงเป็นปัญหากว่าการเสนอคำตอบที่ไม่ตรงใจนัก แต่ผ่านการให้เหตุผลและวิธีคิดที่เป็นระบบพอ

สำหรับบางคน การ 'เสนอ' ข้อมูลและคำตอบที่เรามีก็เพียงพอแล้วจะทำให้รู้สึกว่าถูก 'บังคับ' ให้รู้ 'ชี้นำ' ให้เข้าใจในเรื่องที่เราอยากให้เข้าใจ

เรื่องจำเป็นจึงอาจอยู่ที่การย้ำเสมอและแสดงให้เห็นว่าคำตอบที่เรามีอาจไม่ใช่คำตอบที่เขามี แต่เพื่อจะมีคำตอบอื่นๆ ที่แตกต่างและมีคุณภาพ การ 'คิด' 'ท้าทาย' และ 'ถูกท้าทาย' เป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้

คิดอย่างไรสำคัญกว่าคิดอะไร คำตอบที่แย่ไม่ใช่เพราะตอบผิด แต่เพราะไม่ได้ผ่านวิธีคิดที่ดีกว่า

แต่จะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่เราเชื่อมันดีกว่าจริง วิธีคิดของเราดีกว่าจริงๆ?

สำหรับผู้สอน ควบคู่ไปกับการกล้าเสนอสิ่งที่เราเชื่อ เราจึงอาจจำเป็นต้องกล้าให้พวกเขาท้าทาย

'เถียงสิ อย่าเชื่อที่ใครบอกง่ายๆ และสงสัยเสมอเวลามีใครเล่าเรื่องอะไรให้เราฟัง' คือบทเรียนแรกๆ ในวิชาประวัติศาสตร์ไทย 1

ช่วงเวลาที่เราเรียนรู้มากที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุดในชีวิตมักไม่ใช่จังหวะที่เราเออออ จดตาม และพยักหน้าตามสิ่งที่ใครพูดให้ฟัง แต่คือวินาทีที่เราเริ่มหงุดหงิด สงสัย ไม่เชื่อ และพยายามหาคำตอบ คำอธิบาย ด้วยวิธีการอื่นๆ

คนที่สอนเรามากที่สุดอาจไม่ใช่คนที่เราเห็นคล้อยตามด้วยเสมอไป คนที่สอนผมมากที่สุดคือครูบาอาจารย์ที่เราเถียงกันหน้าดำหน้าแดง ทั้งในและนอกห้องเรียน 

สำหรับผู้เรียน จงอย่าหยุดความไม่พอใจนั้นไว้ที่ข้างใน แต่พยายามออกไปหาคำตอบด้วยตัวเราเอง ด้วยวิธีการอื่นๆ

เป็นคุณในรูปแบบที่ดีขึ้น

และเราเคารพกันได้โดยไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน.

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
วลีอันเยี่ยมยอดที่อธิบายการทำงานของระบบทุนนิยมในโลกแห่งความเป็นจริงได้เป็นอย่างดี (ผมไม่แน่ใจว่าใครพูดเป็นคนแรก แต่ผมได้ยินมาจากนอม ชอมสกี) คือมัน “ทำให้ความเสี่ยงและต้นทุนเป็นของสังคม แต่ทำให้กำไรเป็นของเอกชน” (The socialization of risk and cost, and the privatization of profit.)
Apolitical
ถ้ามองในแง่วัตถุล้วนๆ ความเป็นจริงก็เป็นไปตามที่อาร์เธอร์ ฉู อธิบายไว้ นั่นคือ ทุกอย่างล้วนเป็นผลมาจากแรงงานทั้งสิ้น
Apolitical
การออกแบบระบบใหม่ให้ตอบสนองต่อผลประโยชน์ในลักษณะอื่นๆ เช่น ผลประโยชน์ของพวกเราทั้งหลาย ย่อมถูกนิยามว่าเป็นการกระทำที่ “สุดโต่งและถอนรากถอนโคน”
Apolitical
ในแวดวงชาวอนาธิปัตย์ มีการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนตลาด กับกลุ่มที่สนับสนุนการวางแผนแบบกระจายศูนย์ เช่น เศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (participatory economics) หรือคอมมูนแบบสหพันธ์ (federated communes) ในขณะที่งานของลุดวิก ฟอน มิเซส และฟรีดริช ฮาเย็ค ชี้ให้เห็นปัญหาหลายๆ อย่างของการวางแผนแบบรวมศูนย์
Apolitical
ไรท์ไม่ได้เป็นเพียงนักทฤษฎียูโทเปียในโลกจริง แต่เป็นนักปฏิบัติด้วย เขาเดินทางท่องโลกเพื่อตามหาการต่อต้านท้าทายทุนนิยม สนทนากับนักกิจกรรมที่พยายามทำให้ความใฝ่ฝันของพวกเขาเกิดขึ้นจริง
Apolitical
ความย้อนแย้งคือ การทำให้ AI หลุดพ้นจากการเป็นสินค้า แม้จะเป็นก้าวออกจากระบบทุนนิยมแบบเดิม แต่สุดท้ายกลับเป็นการเสริมอำนาจให้กับเจ้าขุนมูลนายยุคใหม่
Apolitical
เงิน โดยเฉพาะเงินประเภทเครดิต (credit money) คือหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย หากไม่มีเงิน การแบ่งงานกันทำอย่างละเอียดซับซ้อนย่อมดูจะเป็นไปไม่ได้เลยยกเว้นในระบบที่รัฐควบคุมอุตสาหกรรมไว้ทั้งหมด และแม้ในกรณีเช่นนั้นเองก็ตาม เราก็ยังจำเป็นต้องมีบางสิ่งที่
Apolitical
“เราอาจมองเห็นร่องรอยของศาสนาได้ในทุนนิยม กล่าวคือ ทุนนิยมมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความกังวล ความทุกข์ทรมาน และความปั่นป่วนที่ศาสนาในอดีตเคยพยายามตอบสนอง”“ทุนนิยมอาจเป็นตัวอย่างแรกของลัทธิความเชื่อที่สร้างความรู้สึกผิดแทนที่จะสร้างการไถ่บาป”
Apolitical
นักอนาธิปไตย นักสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ มาร์กซิสต์ และกลุ่มต่อต้านระบบทุนนิยมและกลุ่มหลังทุนนิยม ต่างให้การสนับสนุนสหกรณ์คนทำงาน (worker cooperatives) มาอย่างยาวนาน ในฐานะวิธีการเพื่อส่งเสริมความเป็นเจ้าของของคนทำงาน (worker-ownership) และประชาธิปไตยในที่ทำงานภายใต้ระบบทุนนิยม โครงสร้างภายในของการต
Apolitical
นี้เองคือคุณค่าที่แตกต่างของเลเยอร์ทางสังคมของ Ethereum มันคือการผสมผสานแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเข้ากับการยึดมั่นในหลักการที่ไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลืนกิน
Apolitical
Ethereum มีชุมชนย่อยที่มีเป้าหมายหลากหลาย ไม่มีเรื่องเล่าเรื่องเดียวที่ครอบงำ เป้าหมายของการสร้างสแต็กนี้คือเพื่อสนับสนุนความหลากหลายดังกล่าว ขณะเดียวกันก็พยายามผลักดันให้ระบบที่หลากหลายเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น
Apolitical
สำหรับโลกคริปโต การปรับปรุงความปลอดภัยแบบเปิดกว้างแก่สาธารณะคือทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้