
กระบวนการทำให้เป็นดิจิทัลได้เปลี่ยนโฉมหน้าวิธีการที่เราใช้สื่อสาร บริหารจัดการ ปฏิสัมพันธ์ เคลื่อนย้าย และค้าขายแลกเปลี่ยน และตอนนี้กำลังแปลงโฉมเงินตรา การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านโทรศัพท์มือถือกลายเป็นเหมือนการใช้เงินสด ทั้งไร้สัมผัส ราคาย่อมเยาว์ และง่ายต่อการชำระเงินแบบเพียร์ทูเพียร์ รวมถึงชำระเงินข้ามพรมแดน เราสามารถใช้ชีวิตโดยไม่มีบัญชีธนาคารซึ่งจะช่วยให้ที่ที่ไม่มีธนาคารและมีสัดส่วนการใช้โทรศัพท์มือถือต่อประชากรสูงสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้
บริษัทหลายแห่งกำลังหาทางใช้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกันระหว่างเงินและแพลตฟอร์มต่างๆ ในเศรษฐกิจดิจิทัล ในประเทศจีน บริษัทเทนเซนต์และแอนท์ ไฟแนนเชียลได้รวมการชำระเงินเข้ากับกิจกรรมทางสังคมและการค้าสำหรับผู้ใช้หลายล้านคน ขณะที่เฟซบุ๊คและพันธมิตรทั้ง 27 รายได้ประกาศแผนการผลิตเหรียญดิจิทัล 'Libra'
สำหรับรัฐบาลและธนาคารกลาง การแปลงเงินตราให้อยู่ในรูปสินทรัพย์ดิจิทัลทำให้เกิดความท้าทายใหม่ๆ และสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) เพิ่งออกมาเตือนว่าปรากฏการณ์นี้จะมาถึง "เร็วกว่าที่เราคิด" ความเปลี่ยนแปลงประการแรกคือยุคของการใช้เงินสดเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนอาจสิ้นสุดลง ที่ผ่านมาความน่าเชื่อถือของธนาคารขึ้นอยู่กับการรับรู้ว่าธนาคารมีความสามารถในการเปลี่ยนเงินฝากให้กลายเป็นเงินสด แต่ในสังคมไร้เงินสด ประชาชนอาจไม่สามารถเข้าถึงเงินที่ออกโดยธนาคารกลางได้โดยตรง เงินฝากอาจไม่สามารถถูกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อเสถียรภาพทางการเงิน
ประการที่สอง ระบบการเงินอาจมีการแยกส่วนมากขึ้น ตรรกะทางเศรษฐกิจของเครือข่ายและแพลตฟอร์มหมายความว่าพวกเขามีแรงจูงใจในการเพิ่มจำนวนผู้ใช้ให้มากที่สุด และมีแนวโน้มจะพัฒนาจนกลายเป็นระบบปิด พวกเขาอาจสร้าง "พื้นที่สกุลเงินดิจิทัล" ซึ่งจะรวมผู้เข้าร่วมไว้ด้วยกันเพราะพวกเขาแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลประเภทเดียวกัน
ประการที่สาม เนื่องจากตามปกติแล้วเงินดิจิทัลจะมีลักษณะข้ามพรมแดน มันจึงเปิดทางให้เกิดการแข่งขันของสกุลเงินต่างๆ เช่น Libra และอื่นๆ ในรูปแบบใหม่ๆ รัฐบาลบางประเทศอาจพยายามใช้เครือข่ายการชำระเงินดิจิทัลเพื่อทำให้สกุลเงินของพวกเขาเป็นสกุลเงินสากล ในขณะที่บางประเทศจะเผชิญกับความเสี่ยงของ 'การใช้สกุลเงินดิจิทัลของที่อื่นเป็นสกุลเงินหลัก' (digital dollarisation) จากการที่สกุลเงินต่างประเทศไหลทะลักเข้ามาในเศรษฐกิจภายใน สิ่งนี้มีศักยภาพในการพลิกโฉมระบบการเงินระหว่างประเทศไปอย่างมีนัยสำคัญ
รัฐบาลอธิปไตยมีอำนาจในการปกป้องสกุลเงินของตัวเอง พวกเขาสามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้เงินสกุลใดได้อย่างถูกกฎหมายและต้องใช้เงินสกุลใดชำระภาษี พวกเขาสามารถบังคับให้ระบบการชำระเงินส่วนตัวกลายเป็นระบบเปิดผ่านการทำงานร่วมกันทางเทคนิคของระบบไอซีทีต่างๆ (technical interoperability) พวกเขาสามารถกำหนดให้ยังใช้เงินสดในการแลกเปลี่ยนได้ ทั้งยังสามารถควบคุมผู้ออกเงินอิเล็กทรอนิกส์อย่างเคร่งครัดเช่นที่จีนเริ่มทำในปี 2561
พวกเขาควรทำมากกว่านั้น ประชาชนทั่วไปมีสิทธิ์เข้าถึงเงินของธนาคารกลางเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป หากเงินสดถูกกำจัดออกจากระบบ มันควรจะเปลี่ยนเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่เทียบเท่ากันหรือที่เรียกว่า 'สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง' (Central Bank Digital Currency-CBDC)
ธนาคารกลางของสวีเดนและที่อื่นๆ กำลังพิจารณาประโยชน์และอันตรายของ CBDC ต่อนโยบายและเสถียรภาพทางการเงิน ด้านหนึ่ง เงินดิจิทัลที่ออกโดยรัฐบาลอาจเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลไกการทำงานของนโยบายการเงินโดยอนุญาตให้มีการจ่ายดอกเบี้ย (รวมถึงในอัตราที่ติดลบ) ในสกุลเงินดิจิทัล อีกด้านหนึ่ง มันอาจสั่นคลอนเสถียรภาพทางการเงินเนื่องจากเสนอสิ่งที่ดึงดูดใจ (ไร้ความเสี่ยง) เพื่อทดแทนเงินฝาก และเพิ่มความเสี่ยงของการแห่ไปถอนเงินจากธนาคาร
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อโต้แย้งพื้นฐานอีกหลายอย่างเกี่ยวกับสมดุลระหว่างเงินส่วนตัวและเงินสาธารณะในสังคมของเรา CBDC อาจปกป้องอำนาจที่เหนือกว่าของเงินสาธารณะในระบบเศรษฐกิจแบบดิจิทัล มันอาจรักษาความสามารถในการแปลงค่าเงินส่วนตัวให้เป็นเงินสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันไม่ให้เกิดการใช้สกุลเงินดิจิทัลของที่อื่นเป็นสกุลเงินหลัก
เพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว CBDC จึงควรใกล้เคียงกับเงินสดให้มากที่สุด มันควรเป็นส่วนที่เสริมขึ้นมา ไม่ใช่มาทดแทนเงินฝาก มันไม่ควรมีดอกเบี้ย ส่วนเรื่องที่ว่าควรเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ระบุตัวตนเช่นที่เงินสดในปัจจุบันเป็นในระดับหนึ่งหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับข้อตกลงพื้นฐานของแต่ละสังคม เราต้องถกเถียงเรื่องนี้กันอย่างเปิดเผยเมื่อสกุลเงินดิจิทัลกำลังบังคับให้เราต้องย้อนกลับไปพิจารณาและทบทวนถึงสถานที่แห่งความเป็นส่วนตัวในชีวิตของเรากันอีกครั้ง.
*แปลจาก Jean-Pierre Landau. 2019. "Central banks should issue digital currencies of their own." Financial Times. Available from https://www.ft.com/content/ad1a6ae8-9be5-11e9-9c06-a4640c9feebb
**ฌอง-ปิแยร์ ล็องโด อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติฝรั่งเศส ปัจจุบันเป็นรองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย SciencesPo ประเทศฝรั่งเศส
บล็อกของ Apolitical
Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”