Skip to main content

ผมบังเอิญเจอภาพสกรีนช็อตของทวิตคลาสสิกของอาร์เธอร์ ฉู อันนี้

ทุกครั้งที่ข้อสังเกตลักษณะนี้ปรากฏในสื่อออนไลน์ มันมักจะกระตุ้นให้เกิดกระแสโต้กลับอย่างเลี่ยงไม่ได้ในทำนองว่า “คนงานไม่มีทางทำอะไรได้เลยถ้าต้องคอยสร้างอุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือของตัวเอง”

ตัวอย่างเช่น เพื่อฉลองวันเกิดของอดัม สมิธ ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นิตยสาร Reason ได้ตีพิมพ์ชุดบทความซึ่งหนึ่งในนั้นคือการ์ตูนของปีเตอร์ บัคเคอ ซึ่งมีภาพวิญญาณของสมิธกำลังแอบฟังบทสนทนาระหว่างคาร์ล มาร์กซ์ กับฟรีดริช เองเกลส์ ในภาพ เองเกลส์กล่าวอย่างจริงจัง (พร้อมทุบโต๊ะด้วยสีหน้าบึ้งตึง) ว่า “ยังไงซะ ทรัพย์สินส่วนบุคคลก็ต้องถูกล้มเลิกไป…หลังจากนั้นแรงงานจะบริหารโรงงานด้วยตัวของพวกเขาเอง” สมิธซึ่งดูสับสนตอบกลับว่า “จริงเหรอ ทำยังไงนะ พวกเขาจะซ่อมแซม ขยาย หรือปรับปรุงโรงงานพวกนั้นยังไง สิ่งเหล่านี้ต้องใช้ทุนไม่ใช่เหรอ”

ไม่นานมานี้ บนเฟซบุ๊ก มีคนโพสต์มีมเกี่ยวกับแรงงานที่ผลิตสินค้าได้ 3,000 ชิ้นต่อชั่วโมง แต่ค่าจ้างต่อหนึ่งชั่วโมงที่พวกเขาได้รับกลับซื้อสินค้าได้แค่สามชิ้น คอมเมนต์ตอบกลับเต็มไปด้วยข้อความเช่น “ใช้เครื่องจักรที่มีราคาถึง 100,000 ดอลลาร์” “ในโรงงานที่สร้างด้วยเงิน 25 ล้านดอลลาร์” และ “คุณไม่สามารถผลิตได้ 3,000 ชิ้นต่อชั่วโมงโดยไม่ใช้เครื่องจักรและโรงงานของคนอื่น”… พูดง่ายๆ คือ คอมเมนต์เหล่านี้เป็นการตอบสนองอัตโนมัติที่ปกป้องบทบาทของ “นักลงทุน” ภายใต้บริบทของมีมดังกล่าว

เมื่อฟังคนเหล่านี้พูดถึงบทบาทสำคัญของทุน คุณอาจเข้าใจผิดว่าทุนคือการที่นายทุนสร้างเครื่องจักรขึ้นมาจากถุงเงินของพวกเขาโดยตรง

แต่ในความเป็นจริง แรงงานเป็นผู้ “สร้างอุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือของตัวเอง” หรืออย่างน้อยก็สร้างให้แก่กันและกัน ทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต ตั้งแต่การสร้างเครื่องจักรและโรงงาน ไปจนถึงการขุดเจาะวัตถุดิบ ล้วนเป็นเพียงการที่มนุษย์กระทำต่อโลกวัตถุ โดยใช้แรงงานของตนจัดการกับทรัพยากรจากธรรมชาติหรือผลผลิตจากแรงงานของผู้อื่น เงินของนักลงทุนเป็นเพียงการอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่สังคมสร้างขึ้น ซึ่งให้อำนาจแก่พวกเขาในการควบคุมและจัดสรรกระแสการผลิตจากกลุ่มแรงงานต่างๆ ที่ทำงานกับธรรมชาติ

ผมขอขยายความเพิ่มเติมว่า การพูดว่ามันเป็นสิ่ง “ที่สังคมสร้างขึ้น” ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ชอบธรรม คำถามว่าการอ้างสิทธิ์ในการควบคุมเครื่องมือ อุปกรณ์ และกระแสการผลิตนั้นชอบธรรมหรือไม่ เป็นคนละประเด็นกัน แต่แม้ว่าการอ้างสิทธิ์นั้นจะพิสูจน์ได้ว่าชอบธรรม สิ่งนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่าสิ่งที่นายทุนหรือนายจ้าง “จัดหาให้” นั้นก็คือการควบคุมการเข้าถึงสิ่งสร้างทางวัตถุที่แรงงานเองเป็นผู้สร้างขึ้น พูดอีกอย่างก็คือ ถ้ามองในแง่วัตถุล้วนๆ ความเป็นจริงก็เป็นไปตามที่อาร์เธอร์ ฉู อธิบายไว้ นั่นคือ ทุกอย่างล้วนเป็นผลมาจากแรงงานทั้งสิ้น

ผู้แก้ต่างให้ทุนนิยมที่พยายามหักล้างข้อเสนอของฉู เข้าใจผิดระหว่างแผนที่ (map) กับภูมิประเทศ (terrain) คนที่คิดแบบปีเตอร์ บัคเคอ จะมองว่า เครื่องมือและอุปกรณ์เป็นปัจจัยอิสระที่มาจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่แรงงาน แต่ข้อเท็จจริงพื้นฐานก็ยังเป็นเหมือนเดิมอยู่ดี นั่นคือทุกสิ่ง รวมถึงสินค้าทุน (capital goods) ล้วนเป็นผลผลิตของแรงงานมนุษย์ที่กระทำต่อธรรมชาติ “ทุน” เป็นเพียงการอ้างสิทธิ์ในการควบคุมกระแสการผลิต หากจะเปรียบเทียบกับแผนที่และภูมิประเทศ แรงงานที่กระทำต่อวัตถุดิบคือภูมิประเทศ ส่วนทุนและแนวคิดอื่นๆ เป็นเพียงแผนที่ทางความคิดที่ซ้อนทับอยู่บนภูมิประเทศนั้นๆ

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงประเด็นที่ว่าการอ้างสิทธิ์ในทรัพย์สินของนายทุนในการประสานงานการผลิตและเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับ “บริการ” ของพวกเขานั้นชอบธรรมหรือไม่ ผู้แก้ต่างให้ทุนนิยมมีข้อโต้แย้งมากมาย เช่น “การงดเว้น” (abstention) “การรอคอย” (waiting) และ “ความพึงพอใจเรื่องเวลา” (time preference) แต่หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ข้อโต้แย้งเหล่านี้ล้วนหักล้างได้ทั้งสิ้น

น่าสังเกตว่าข้อโต้แย้งเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นด้วยการทดลองทางความคิดที่สมมติให้มนุษย์เป็นปัจเจกบุคคลสไตล์โรบินสัน (Robinsonesque individual) ซึ่งบังเอิญเป็นเจ้าของทรัพย์สินบางอย่างและบังเอิญจ้างคนอื่นมาทำงานด้วย หรือไม่ก็เริ่มจากโครงสร้างทางทฤษฎีที่ถูกทำให้ง่ายขึ้นในลักษณะคล้ายๆ กัน ซึ่งตัดขาดจากประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของระบบทุนนิยมอย่างสิ้นเชิง

เมื่อพิจารณาที่มาทางประวัติศาสตร์และต้นกำเนิดเชิงสถาบันของการอ้างสิทธิ์ในการควบคุมทรัพยากรทางวัตถุจากกลุ่มแรงงานหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง จะพบว่ามันเหมือนกับการอ้างสิทธิ์ของเจ้าที่ดินในระบบศักดินาที่เรียกร้องค่าตอบแทนสำหรับ “บริการ” ในการ “จัดหา” ให้แก่ผู้เพาะปลูก ซึ่งเป็นหลักการที่ไม่ชอบธรรมและอยู่บนพื้นฐานของการขโมย “การมีส่วนร่วม” ของนายทุนในการผลิตนั้นเป็นเรื่องของความสามารถในการขัดขวางการผลิต ซึ่งทอร์สไตน์ เวเบลน เรียกว่า “การทำให้ไม่สามารถใช้การได้ที่ถูกแปลงเป็นทุน” (capitalized disserviceability) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการกระจายอำนาจในสังคมนั้นๆ ความมั่งคั่งบนกระดาษที่ทำให้พวกเขา “เป็นเจ้าของ” ปัจจัยการผลิต และระบบเครดิตที่ทำให้ “การลงทุน” ของพวกเขาจำเป็นต่อความสามารถของแรงงานกลุ่มต่างๆ ในการส่งต่อกระแสการผลิตที่ดำเนินอยู่ให้แก่กันและกัน ไม่ได้ชอบธรรมไปกว่าการอ้างสิทธิ์ในที่ดินของเจ้าที่ดินในระบบศักดินา

ต้นกำเนิดของความมั่งคั่งและโครงสร้างของความมั่งคั่งที่กระจุกตัวนี้ ส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้มาจากการฉกฉวยทรัพยากรส่วนรวมหรือ “การล้อมรั้ว” (enclosure) ก็มาจากการสกัดค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (economic rents) จากความขาดแคลนเทียม (artificial scarcities) และสิทธิ์ในทรัพย์สินเทียม (artificial property rights) ที่ถูกกำกับดูแลโดยรัฐ กำไรก้อนโตทุกบาททุกสตางค์ในปัจจุบันล้วนประกอบด้วยค่าเช่าทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้เกิดจากการสร้างคุณค่าโดยตรง (unearned economic rent) ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง รายได้เหล่านี้หมายรวมถึงค่าเช่าจากกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เจ้าของไม่ได้ใช้งานเอง ซึ่งการกระจุกตัวของความเป็นเจ้าของและการกระจายที่ดินในปัจจุบันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการยกเลิกสิทธิ์ในการใช้ที่ดินร่วมกันของชาวนาและการยึดที่ดินของพวกเขาไปอย่างมหาศาลในอดีต รวมถึงกำไรจากการผูกขาดที่เกิดจากการเป็นเจ้าของสิทธิบัตร ที่อาจสำคัญที่สุดคือ ข้ออ้างที่ว่า “ทุน” ซึ่ง “นักลงทุน” เป็นผู้จัดหาให้ เป็นสิ่งจำเป็นต่อการผลิต แท้จริงแล้วกลับเป็นผลของระบบเครดิตที่ปฏิบัติต่อเงินและเครดิตราวกับว่าเป็นสิ่งที่ต้อง “ปล่อยกู้โดยมี” คลังทรัพย์สินที่สะสมไว้ “เป็นหลักประกัน” แทนที่จะมองว่าเป็นเพียงกลไกทางบัญชีอย่างง่ายสำหรับการประสานงานกระแสการผลิต

เมื่อใช้ข้อโต้แย้งในลักษณะเดียวกันกับบัคเคอ ผู้แก้ต่างให้ทุนนิยมที่พยายามพิสูจน์ความชอบธรรมของกรรมสิทธิ์และกำไรในระบบทุนนิยม กลับสร้างความชอบธรรมของระบบสังคมนิยมแบบรัฐ เช่น สหภาพโซเวียตในอดีต โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะในสหภาพโซเวียต แรงงานก็ไม่สามารถผลิตอะไรได้หากไม่มีเครื่องจักรและโรงงานซึ่งเป็นของรัฐ อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์ระบบกรรมสิทธิ์และกำไรในระบบทุนนิยมโดยฝ่ายซ้าย อนาธิปไตย และสังคมนิยม ก็สามารถนำไปใช้กับระบบกรรมสิทธิ์และการควบคุมโดยรัฐในระบบสังคมนิยมได้เช่นกัน เพราะโรงงานและเครื่องจักร ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ระบบใด ไม่ว่าจะเป็นทุนนิยมแบบองค์กรหรือสังคมนิยมโดยรัฐ ก็ล้วนถูกสร้างขึ้นจากแรงงานที่ทำงานกับทรัพยากรธรรมชาติ

ท้ายที่สุด เราจึงจำเป็นต้องยกเลิกสิทธิ์ในทรัพย์สินเทียม ความขาดแคลนเทียม และข้ออ้างเชิงสถาบันอื่นๆ ที่ทำให้ชนชั้นอภิสิทธิ์กลุ่มหนึ่งอยู่ในฐานะ “ผู้จัดหา” สิ่งต่างๆ ที่แท้จริงแล้วถูกสร้างขึ้นโดยแรงงานของผู้อื่น และแทนที่ด้วยสังคมที่ทุกคนสามารถเพลิดเพลินกับผลผลิตจากความพยายามร่วมกันและปัญญาร่วมกัน ซึ่งกระทำต่อของขวัญจากธรรมชาติ.

แปลจาก On Capital, Maps, and Terrain by Kevin Carson | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60174

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
วลีอันเยี่ยมยอดที่อธิบายการทำงานของระบบทุนนิยมในโลกแห่งความเป็นจริงได้เป็นอย่างดี (ผมไม่แน่ใจว่าใครพูดเป็นคนแรก แต่ผมได้ยินมาจากนอม ชอมสกี) คือมัน “ทำให้ความเสี่ยงและต้นทุนเป็นของสังคม แต่ทำให้กำไรเป็นของเอกชน” (The socialization of risk and cost, and the privatization of profit.)
Apolitical
ถ้ามองในแง่วัตถุล้วนๆ ความเป็นจริงก็เป็นไปตามที่อาร์เธอร์ ฉู อธิบายไว้ นั่นคือ ทุกอย่างล้วนเป็นผลมาจากแรงงานทั้งสิ้น
Apolitical
การออกแบบระบบใหม่ให้ตอบสนองต่อผลประโยชน์ในลักษณะอื่นๆ เช่น ผลประโยชน์ของพวกเราทั้งหลาย ย่อมถูกนิยามว่าเป็นการกระทำที่ “สุดโต่งและถอนรากถอนโคน”
Apolitical
ในแวดวงชาวอนาธิปัตย์ มีการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนตลาด กับกลุ่มที่สนับสนุนการวางแผนแบบกระจายศูนย์ เช่น เศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (participatory economics) หรือคอมมูนแบบสหพันธ์ (federated communes) ในขณะที่งานของลุดวิก ฟอน มิเซส และฟรีดริช ฮาเย็ค ชี้ให้เห็นปัญหาหลายๆ อย่างของการวางแผนแบบรวมศูนย์
Apolitical
ไรท์ไม่ได้เป็นเพียงนักทฤษฎียูโทเปียในโลกจริง แต่เป็นนักปฏิบัติด้วย เขาเดินทางท่องโลกเพื่อตามหาการต่อต้านท้าทายทุนนิยม สนทนากับนักกิจกรรมที่พยายามทำให้ความใฝ่ฝันของพวกเขาเกิดขึ้นจริง
Apolitical
ความย้อนแย้งคือ การทำให้ AI หลุดพ้นจากการเป็นสินค้า แม้จะเป็นก้าวออกจากระบบทุนนิยมแบบเดิม แต่สุดท้ายกลับเป็นการเสริมอำนาจให้กับเจ้าขุนมูลนายยุคใหม่
Apolitical
เงิน โดยเฉพาะเงินประเภทเครดิต (credit money) คือหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย หากไม่มีเงิน การแบ่งงานกันทำอย่างละเอียดซับซ้อนย่อมดูจะเป็นไปไม่ได้เลยยกเว้นในระบบที่รัฐควบคุมอุตสาหกรรมไว้ทั้งหมด และแม้ในกรณีเช่นนั้นเองก็ตาม เราก็ยังจำเป็นต้องมีบางสิ่งที่
Apolitical
“เราอาจมองเห็นร่องรอยของศาสนาได้ในทุนนิยม กล่าวคือ ทุนนิยมมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความกังวล ความทุกข์ทรมาน และความปั่นป่วนที่ศาสนาในอดีตเคยพยายามตอบสนอง”“ทุนนิยมอาจเป็นตัวอย่างแรกของลัทธิความเชื่อที่สร้างความรู้สึกผิดแทนที่จะสร้างการไถ่บาป”
Apolitical
นักอนาธิปไตย นักสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ มาร์กซิสต์ และกลุ่มต่อต้านระบบทุนนิยมและกลุ่มหลังทุนนิยม ต่างให้การสนับสนุนสหกรณ์คนทำงาน (worker cooperatives) มาอย่างยาวนาน ในฐานะวิธีการเพื่อส่งเสริมความเป็นเจ้าของของคนทำงาน (worker-ownership) และประชาธิปไตยในที่ทำงานภายใต้ระบบทุนนิยม โครงสร้างภายในของการต
Apolitical
นี้เองคือคุณค่าที่แตกต่างของเลเยอร์ทางสังคมของ Ethereum มันคือการผสมผสานแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเข้ากับการยึดมั่นในหลักการที่ไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลืนกิน
Apolitical
Ethereum มีชุมชนย่อยที่มีเป้าหมายหลากหลาย ไม่มีเรื่องเล่าเรื่องเดียวที่ครอบงำ เป้าหมายของการสร้างสแต็กนี้คือเพื่อสนับสนุนความหลากหลายดังกล่าว ขณะเดียวกันก็พยายามผลักดันให้ระบบที่หลากหลายเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น
Apolitical
สำหรับโลกคริปโต การปรับปรุงความปลอดภัยแบบเปิดกว้างแก่สาธารณะคือทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้