Skip to main content
วันก่อนไปฟังเลคเชอร์จาก Jo Little อาจารย์สาย Cultural Studies จากมหาลัย Goldsmiths, U of London มีเรื่องหนึ่งที่รู้สึกว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ คืออาจารย์แกศึกษาเฟมินิสต์ฝ่ายซ้ายมาก่อน แต่ตอนนี้หันมาศึกษาการเติบโตของกลุ่มผู้หญิงแนวต่อต้านเฟมินิสต์ (anti-feminism) หลังเฟมินิสต์ (post-feminism) และผู้หญิงฝ่ายขวา เน้นในอเมริกาและอังกฤษ
 
แกตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงที่ผ่านมาเกิดกระแสโต้กลับทางวัฒนธรรมต่อขบวนการเฟมินิสต์และการเมืองฝ่ายเสรีนิยมขึ้นในสองระดับ
คือในระดับสาธารณะ เราเห็นการขึ้นมาสู่อำนาจของผู้หญิงขวาๆ หลายคน โดยเฉพาะในอังกฤษ (เขายกตัวอย่างหลายคน แต่ผมไม่รู้จักเลยและไม่ได้จดชื่อมาด้วย) ซึ่งเผยแพร่แนวคิดแบบอีลอน มัสก์ เป๊ะๆ คือเน้น meritocracy พยายามหักล้างว่าปัจจัยทางเพศสภาพและภูมิหลังทางสังคมเศรษฐกิจใดๆ ไม่ได้มีผลต่อชีวิตของตัวเองเลย
 
ผู้หญิงขวาๆ ระดับนำเหล่านี้เป็นตัวแทนของเรื่องเล่าของความสำเร็จแบบเสรีนิยมใหม่ เป็นปัจเจกบุคคลที่ "วิริยะอุตสาหะ เฉลียวฉลาด มากความสามารถ" จึงก้าวขึ้นมาสู่ที่ทางของอำนาจได้แบบมาร์กาเร็ต แทตเชอร์
 
สำหรับผู้หญิงกลุ่มแรก เพศ(และปัจจัยทางสังคมอื่นๆ)ไม่มีความสำคัญในความสำเร็จส่วนบุคคล และอาจไม่ได้มีความหมายมากนักในระดับตัวตนของพวกเธอด้วย (คืออาจจะมีหรือไม่มีลูก มีหรือไม่มีสามี และไม่ได้แสดงความเป็นแม่เป็นเมียออกมาในที่สาธารณะ)
 
ตรงกันข้าม ในระดับมวลชน กระแสโต้กลับปรากฏชัดในโลกออนไลน์ เทรนด์นึงที่เขายกตัวอย่างคือ "tradwife" ย่อจาก "traditional wife" หมายถึงกลุ่มผู้หญิงที่หันมาทำคอนเทนต์ใน TikTok (ไม่แน่ใจว่ามีในแพลตฟอร์มอื่นด้วยไหม) เพื่อเชิดชูคุณค่าของความเป็นหญิงแบบโบราณ
 
คาแรคเตอร์ร่วมกันของ "tradwife" คือส่วนใหญ่แต่งตัวย้อนยุคหน่อยๆ เวลาทำคอนเทนต์ เนื้อหาจะเน้นชื่นชมคุณค่าของการทำงานบ้าน เป็นแม่บ้าน เลี้ยงลูก(หลายๆ คน) ทำคลิปขอบคุณสามีที่ออกไปทำงาน มีความสุขที่ได้ทำความสะอาดบ้าน ทำอาหาร เลี้ยงลูก รอสามีกลับบ้าน บลาๆๆ
 
ธีมใหญ่ของ "tradwife" ไม่ใช่การบอกว่า ตัวเองรักสิ่งที่ตัวเองทำ แต่คือการเน้นย้ำว่า สิ่งเหล่านี้คือหัวใจหรือ "ธรรมชาติ" ของความเป็นผู้หญิง
 
พูดอีกแบบ ผู้หญิงกลุ่มนี้ไม่ได้พูดเรื่องเสรีภาพในการเลือกชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการ แต่บอกว่า การใช้ชีวิตแบบนี้คือชีวิตที่ถูกต้องดีงามในตัวมันเอง โดยไม่จำเป็นว่าเราจะต้องเป็นคนเลือกเสมอไป
 
รากฐานสำคัญของ "tradwife" คือแนวคิดหรือคำสอนทางศาสนา คือพวกเธอเชื่อคล้ายๆ กัน (โดยมักอ้างคัมภีร์ทางศาสนา) ว่าการยอมตามสามีทุกอย่างก็เหมือนการยอมเชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้า มันไม่ใช่เรื่องความอ่อนแอ กดขี่ หรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันแบบที่พวก "เฟมินิสต์" หรือ "โว้ก" ชอบพูดถึง แต่คือการทำหน้าที่อันมีเกียรติและศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกกำหนดมาแล้วให้ทำ
 
ในภาพใหญ่ เราจึงเห็นกระแสโต้กลับที่ยึดถืออุดมการณ์คล้ายๆ กัน แต่แสดงออกมาในลักษณะที่ดูเผินๆ ต่างกันสุดขั้ว
 
ผู้หญิงที่มีอำนาจมาก (ซึ่งมักมีฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจที่ดีถึงดีมาก) เป็นขวาด้วยการยืนยันว่าตัวเองมากความสามารถ จึงออกมายืนนอกบ้านร่วมกับพวกผู้ชายได้อย่างสมศักดิ์ศรี ส่วนผู้หญิงที่มีอำนาจน้อยกว่า (ซึ่งมักมีฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจต่ำกว่ากลุ่มแรก) เป็นขวาด้วยการยืนยันว่า การอยู่ในบ้านคือสิ่งที่พวกเธอภูมิใจ เพราะนั่นคือคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของความเป็นหญิง
 
ประเด็นที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ มีงานศึกษาพบว่า "tradwife" จำนวนนึงตั้งใจทำคอนเทนต์ที่มันสุดโต่งมากๆ พูดอะไรที่มันเว่อๆ เข้าไว้ และรู้ตัวด้วยว่าจะทำให้เกิดดราม่าแน่ๆ เพราะยิ่งดราม่า ก็ยิ่งได้เงินเยอะตามไปด้วย หมายความว่าในขณะที่พวกเธอยืนยันว่าจะอยู่บ้าน แต่การทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการอยู่บ้านกลับเป็นการ "ทำงาน" ไปพร้อมๆ กันด้วย และยิ่งเธอยืนยันว่าจะอยู่บ้าน จะเลี้ยงลูก จะเป็นแม่เป็นเมียที่ดี พวกเธอก็ยิ่งได้ตังค์ ปวดหัวมาก 555555
 
ในทางกลับกัน งานบางชิ้นพบว่า คอนเทนต์ "tradwife" ที่ดูเหมือนจะสื่อสารกับผู้หญิงด้วยกัน จริงๆ แล้วกลับมี audience กลุ่มใหญ่ๆ เป็น "ผู้ชายฝ่ายขวา" นอกจากนั้น ยังมีเปเปอร์ที่นั่งนับ recommended content หรือคอนเทนต์ที่อัลกอริทึมแนะนำให้เราดูหลังจากกดเข้าไปดูคลิป "tradwife" เปเปอร์นี้พบว่า ยิ่งเราเข้าไปดูคอนเทนต์แบบนี้มาก อัลกอริทึมก็จะยิ่งแนะนำคลิปของ "ผู้ชายฝ่ายขวา" ให้เราดูมากขึ้นไปด้วย
 
ในทอล์ค อาจารย์ Jo แนะนำงานหลายชิ้นที่พูดถึงผู้หญิงฝ่ายขวาทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่สองชิ้นที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือบทความที่พูดถึง "tradwife" อันนี้ >> https://www.nytimes.com/.../15/opinion/tradwife-tiktok.html
 
และหนังสือของเพื่อนแกที่พูดเรื่อง "cleanfluencers" หรืออินฟลูสายทำความสะอาดบ้าน อารมณ์มาริเอะ คนโดะ ซึ่งเขามองว่าเป็นอีกหนึ่งในกระแสโต้กลับในระดับมวลชนเช่นกัน
 
หนังสือจะออกเดือนเมษา ไปตามกันได้ครับ "The return of the housewife Why women are still cleaning up" by Emma Casey" https://manchesteruniversitypress.co.uk/9781526170972/

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
วลีอันเยี่ยมยอดที่อธิบายการทำงานของระบบทุนนิยมในโลกแห่งความเป็นจริงได้เป็นอย่างดี (ผมไม่แน่ใจว่าใครพูดเป็นคนแรก แต่ผมได้ยินมาจากนอม ชอมสกี) คือมัน “ทำให้ความเสี่ยงและต้นทุนเป็นของสังคม แต่ทำให้กำไรเป็นของเอกชน” (The socialization of risk and cost, and the privatization of profit.)
Apolitical
ถ้ามองในแง่วัตถุล้วนๆ ความเป็นจริงก็เป็นไปตามที่อาร์เธอร์ ฉู อธิบายไว้ นั่นคือ ทุกอย่างล้วนเป็นผลมาจากแรงงานทั้งสิ้น
Apolitical
การออกแบบระบบใหม่ให้ตอบสนองต่อผลประโยชน์ในลักษณะอื่นๆ เช่น ผลประโยชน์ของพวกเราทั้งหลาย ย่อมถูกนิยามว่าเป็นการกระทำที่ “สุดโต่งและถอนรากถอนโคน”
Apolitical
ในแวดวงชาวอนาธิปัตย์ มีการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนตลาด กับกลุ่มที่สนับสนุนการวางแผนแบบกระจายศูนย์ เช่น เศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (participatory economics) หรือคอมมูนแบบสหพันธ์ (federated communes) ในขณะที่งานของลุดวิก ฟอน มิเซส และฟรีดริช ฮาเย็ค ชี้ให้เห็นปัญหาหลายๆ อย่างของการวางแผนแบบรวมศูนย์
Apolitical
ไรท์ไม่ได้เป็นเพียงนักทฤษฎียูโทเปียในโลกจริง แต่เป็นนักปฏิบัติด้วย เขาเดินทางท่องโลกเพื่อตามหาการต่อต้านท้าทายทุนนิยม สนทนากับนักกิจกรรมที่พยายามทำให้ความใฝ่ฝันของพวกเขาเกิดขึ้นจริง
Apolitical
ความย้อนแย้งคือ การทำให้ AI หลุดพ้นจากการเป็นสินค้า แม้จะเป็นก้าวออกจากระบบทุนนิยมแบบเดิม แต่สุดท้ายกลับเป็นการเสริมอำนาจให้กับเจ้าขุนมูลนายยุคใหม่
Apolitical
เงิน โดยเฉพาะเงินประเภทเครดิต (credit money) คือหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย หากไม่มีเงิน การแบ่งงานกันทำอย่างละเอียดซับซ้อนย่อมดูจะเป็นไปไม่ได้เลยยกเว้นในระบบที่รัฐควบคุมอุตสาหกรรมไว้ทั้งหมด และแม้ในกรณีเช่นนั้นเองก็ตาม เราก็ยังจำเป็นต้องมีบางสิ่งที่
Apolitical
“เราอาจมองเห็นร่องรอยของศาสนาได้ในทุนนิยม กล่าวคือ ทุนนิยมมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความกังวล ความทุกข์ทรมาน และความปั่นป่วนที่ศาสนาในอดีตเคยพยายามตอบสนอง”“ทุนนิยมอาจเป็นตัวอย่างแรกของลัทธิความเชื่อที่สร้างความรู้สึกผิดแทนที่จะสร้างการไถ่บาป”
Apolitical
นักอนาธิปไตย นักสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ มาร์กซิสต์ และกลุ่มต่อต้านระบบทุนนิยมและกลุ่มหลังทุนนิยม ต่างให้การสนับสนุนสหกรณ์คนทำงาน (worker cooperatives) มาอย่างยาวนาน ในฐานะวิธีการเพื่อส่งเสริมความเป็นเจ้าของของคนทำงาน (worker-ownership) และประชาธิปไตยในที่ทำงานภายใต้ระบบทุนนิยม โครงสร้างภายในของการต
Apolitical
นี้เองคือคุณค่าที่แตกต่างของเลเยอร์ทางสังคมของ Ethereum มันคือการผสมผสานแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเข้ากับการยึดมั่นในหลักการที่ไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลืนกิน
Apolitical
Ethereum มีชุมชนย่อยที่มีเป้าหมายหลากหลาย ไม่มีเรื่องเล่าเรื่องเดียวที่ครอบงำ เป้าหมายของการสร้างสแต็กนี้คือเพื่อสนับสนุนความหลากหลายดังกล่าว ขณะเดียวกันก็พยายามผลักดันให้ระบบที่หลากหลายเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น
Apolitical
สำหรับโลกคริปโต การปรับปรุงความปลอดภัยแบบเปิดกว้างแก่สาธารณะคือทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้