Skip to main content

แนวคิดอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวากระแสหลักมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการให้ความสำคัญกับสิ่งที่อัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน เรียกว่า “การเดินหนี” (exit – หรือความสามารถในการหลีกเลี่ยงอำนาจรัฐผ่านการย้ายถิ่นหรือการหลบเลี่ยง) มากกว่า “การส่งเสียง” (voice – หรือการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจของระบอบการเมืองการปกครองที่เราใช้ชีวิตอยู่)

แนวคิดเรื่องการเดินหนีที่ว่าไม่ใช่เรื่องผิด อย่างที่ชาร์ลส์ จอห์นสันเคยชี้ไว้ ในรัฐที่กดขี่ การหลบเลี่ยงนโยบายที่เป็นอันตรายหรือขัดแย้งกับหลักการของเรานั้นมักมีต้นทุนทางปฏิบัติน้อยกว่าการพยายามเปลี่ยนแปลงนโยบายเหล่านั้นผ่านกระบวนการทางการเมือง

วิสัยทัศน์ของอิสรเสรีนิยมฝ่ายซ้าย ไม่ว่าจะเป็นแบบอนาธิปไตยหรือสังคมนิยมเสรี มักจะรวมเอาทั้ง “การเดินหนี” และ “การส่งเสียง” เข้าไว้ด้วยกันในสัดส่วนที่สมดุล แนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือ การอำนวยการให้เกิดความร่วมมือแบบไม่ต้องขออนุญาต (permissionless coordination) ให้ได้มากที่สุด ผ่านการจัดองค์กรแบบแนวราบหรือการประสานงานโดยไม่ต้องสื่อสารโดยตรง (stigmergic organization) พร้อมทั้งรับประกันว่า ในทุกกรณีที่จำเป็นต้องมีนโยบายบางอย่างที่ต้องอาศัยข้อตกลงร่วมกัน ทางออกในการตัดสินใจคือกระบวนการแบบประชาธิปไตย ตัวอย่างหนึ่งของโมเดลนี้คือระบบฟีลี (phyle) ของขบวนการลาส อินดิอาส (Las Indias) ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นเครือข่ายแนวราบระดับโลก ประกอบด้วยเขตชุมชนท้องถิ่นอิสระที่สมาชิกในแต่ละพื้นที่ทำงานร่วมกันในลักษณะสหกิจ (cooperative work teams) และปกครองตนเองผ่านประชาธิปไตยทางตรง

ปัญหาอยู่ที่กลุ่มฝ่ายขวาซึ่งมีท่าทีต่อต้านประชาธิปไตยอย่างฝังราก และเลือกจะยึดการเดินหนีเป็นทางออกโดยปฏิเสธการส่งเสียงแทบทั้งหมด แม้คนกลุ่มนี้มักนิยามตนเองว่าเป็น “นักอิสรเสรีนิยม” แต่โลกที่จัดระเบียบด้วยหลักการของการเดินหนีเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีประชาธิปไตยในสถานที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่จริง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งเลยนั้น ไม่อาจสร้างอิสรภาพที่แท้จริงได้ ไม่ว่าสังคมนั้นจะกระจายอำนาจแค่ไหน ไม่ว่ามันจะเปิดให้ร่วมมือกันได้โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือจัดองค์กรโดยไม่ต้องสื่อสารกันโดยตรงมากเพียงใด ก็ยังมีโหนดบางโหนดที่ไม่อาจลดทอนลงได้ อาทิ สถานที่ทำงาน ระบบสาธารณูปโภคหรือโครงข่ายพลังงานขนาดเล็ก ที่อยู่อาศัยแบบรวมกลุ่ม ฯลฯ ซึ่งจำเป็นต้องบริหารจัดการภายใต้นโยบายเดียวร่วมกัน ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่นอกเหนือจากการส่งเสียง คือการเปลี่ยนทุกโหนดเหล่านั้นให้กลายเป็นอาณาเขตแบบศักดินา ที่การตัดสินใจทุกอย่างสะท้อนเจตจำนงของเจ้าของโหนดเพียงคนเดียว ส่วนคนอื่นๆ เป็นเพียงคนในบังคับที่จะมีสิทธิเพียงแค่ยอมอยู่ต่อหรือเดินจากไป

เรามองเห็นเรื่องนี้ได้ชัดในโลกจริง ผ่านแนวโน้มแบบเผด็จการจริงๆ ของกลุ่มผู้สนับสนุนโมเดลการเดินหนีรายใหญ่ที่สุด ในทางปฏิบัติ โมเดลแบบนี้มักเสื่อมสภาพกลายเป็นระบบศักดินาเทคโนโลยี (techno-feudalism) อย่างรวดเร็ว หรือเผลอๆ ยังอาจได้รับการออกแบบมาให้เป็นเช่นนั้นอยู่แล้วตั้งแต่ต้น

แนวทางที่อ่อนที่สุดคือโครงการอย่างการตั้งเมืองเฉพาะกิจ (charter cities) ที่ผลักดันโดยไบรอัน โดเฮอร์ตี้แห่ง Reason ภายใต้โครงสร้างที่คนส่วนใหญ่น่าจะมองว่าเหมือนกับโลกดิสโทเปียในนิยายไซเบอร์พังก์นี้ นักลงทุนและกลุ่มผู้สนับสนุนที่ให้ทุนตั้งต้นและลงทุนอย่างต่อเนื่องจะเป็นผู้กำหนดกฎหมายที่ควบคุมผู้คนซึ่งอยู่อาศัยและทำงานในชุมชนนั้นๆ “เสรีภาพ” สำหรับเจ้าของ คือระบบศักดินาสำหรับทุกคนที่เหลือ

แนวทางอื่นๆ นับจากจุดนี้ไปจะลื่นไถลเข้าสู่ทิศทางอันมืดมนภายใต้แนวคิดปฏิกิริยาใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ
เราเห็นได้จากแนวคิด “แพตช์เวิร์ก” (patchwork) ของเคอร์ติส ยาร์วิน (หรือที่รู้จักกันในชื่อ เม่งจื่อ โมลด์บั๊ก) และ “รัฐเครือข่าย” (network state) ของบาลาจี ศรีนิวาสัน รวมถึงคนในซิลิคอนวัลเลย์อย่างปีเตอร์ ทีล และอีลอน มัสก์ ที่สนับสนุนวาระเหล่านี้ รวมถึงนักการเมืองอย่างเจดี แวนซ์ ที่แฝงตัวมาทำหน้าที่ผลักดันแนวคิดนี้ออกสู่สังคม

ทีล ซึ่งบางครั้งถูกเรียกว่า “นักอิสรเสรีนิยม” เคยประกาศไว้ว่า “ผมไม่เชื่ออีกแล้วว่าอิสรภาพและประชาธิปไตยจะไปด้วยกันได้” ทว่าภายใต้ภาพฝันเกี่ยวกับ “อิสรภาพ” ของทีล อิสรภาพเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่สำหรับผู้ที่ไม่มีทุนพอจะตั้งชุมชนล้อมรั้วเหมือนในนิยาย Snow Crash หรือตั้งรัฐของตัวเองได้ ก็คืออิสรภาพในการเลือกว่าจะอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าเหนือหัวแห่งศักดินาเทคโนโลยีพระองค์ไหน โมลด์บั๊กเคยประกาศไว้อย่างไม่สะทกสะท้านถึงภาพฝันแบบเผด็จการในแนวคิด แพตช์เวิร์ก ของเขาว่า

แนวคิดพื้นฐานของแพตช์เวิร์ก ก็คือ เมื่อรัฐบาลห่วยๆ ที่เราสืบทอดมาจากอดีตถูกทำลายลง มันควรถูกแทนที่ด้วยใยแมงมุมระดับโลกที่ประกอบด้วยประเทศเอกราชขนาดจิ๋วสักสิบหรือแม้แต่หลายร้อยหลายพันแห่ง แต่ละแห่งปกครองโดยบริษัทมหาชนของตนเองโดยไม่ต้องสนใจความเห็นของผู้อยู่อาศัยเลย ถ้าประชาชนไม่ชอบรัฐบาลของตน ก็สามารถย้ายไปอยู่ที่อื่นได้และควรทำเช่นนั้นด้วย ระบบนี้ออกแบบให้มีแต่การ “เดินหนี” โดยไม่มีการ “ส่งเสียง”

ข้อเสนอนี้สะท้อนภาพฝันแบบฮอปเปียนิสม์ (Hoppeanism) ซึ่งบังเอิญเป็นแรงบันดาลใจให้กับยาร์วิน

แนวคิดนี้แบ่งประเภทมนุษย์ออกเป็นเจ้าของ ผู้เช่า หรือผู้บุกรุก

โลกที่มีแต่การเดินหนีและไม่มีวิธีให้ส่งเสียงขัดแย้งกับอิสรภาพที่แท้จริงของมนุษย์ การมีอำนาจตัดสินใจในชีวิต (human agency) และการเติบโตอย่างมีศักดิ์ศรี (human flourishing) ซึ่งถือเป็นอิสรภาพอันแท้จริง จำต้องอาศัยมากกว่าแค่สิทธิในการเลือกใช้ชีวิตภายใต้เจ้าที่ดินหรือนายหัวที่คุณรังเกียจน้อยที่สุด อิสรภาพที่แท้จริงหมายถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมตัดสินใจในสิ่งที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของคุณในที่ที่คุณอาศัยอยู่ ณ เวลานี้.

แปลจาก Exit and Voice | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60446

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
วลีอันเยี่ยมยอดที่อธิบายการทำงานของระบบทุนนิยมในโลกแห่งความเป็นจริงได้เป็นอย่างดี (ผมไม่แน่ใจว่าใครพูดเป็นคนแรก แต่ผมได้ยินมาจากนอม ชอมสกี) คือมัน “ทำให้ความเสี่ยงและต้นทุนเป็นของสังคม แต่ทำให้กำไรเป็นของเอกชน” (The socialization of risk and cost, and the privatization of profit.)
Apolitical
ถ้ามองในแง่วัตถุล้วนๆ ความเป็นจริงก็เป็นไปตามที่อาร์เธอร์ ฉู อธิบายไว้ นั่นคือ ทุกอย่างล้วนเป็นผลมาจากแรงงานทั้งสิ้น
Apolitical
การออกแบบระบบใหม่ให้ตอบสนองต่อผลประโยชน์ในลักษณะอื่นๆ เช่น ผลประโยชน์ของพวกเราทั้งหลาย ย่อมถูกนิยามว่าเป็นการกระทำที่ “สุดโต่งและถอนรากถอนโคน”
Apolitical
ในแวดวงชาวอนาธิปัตย์ มีการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนตลาด กับกลุ่มที่สนับสนุนการวางแผนแบบกระจายศูนย์ เช่น เศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (participatory economics) หรือคอมมูนแบบสหพันธ์ (federated communes) ในขณะที่งานของลุดวิก ฟอน มิเซส และฟรีดริช ฮาเย็ค ชี้ให้เห็นปัญหาหลายๆ อย่างของการวางแผนแบบรวมศูนย์
Apolitical
ไรท์ไม่ได้เป็นเพียงนักทฤษฎียูโทเปียในโลกจริง แต่เป็นนักปฏิบัติด้วย เขาเดินทางท่องโลกเพื่อตามหาการต่อต้านท้าทายทุนนิยม สนทนากับนักกิจกรรมที่พยายามทำให้ความใฝ่ฝันของพวกเขาเกิดขึ้นจริง
Apolitical
ความย้อนแย้งคือ การทำให้ AI หลุดพ้นจากการเป็นสินค้า แม้จะเป็นก้าวออกจากระบบทุนนิยมแบบเดิม แต่สุดท้ายกลับเป็นการเสริมอำนาจให้กับเจ้าขุนมูลนายยุคใหม่
Apolitical
เงิน โดยเฉพาะเงินประเภทเครดิต (credit money) คือหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย หากไม่มีเงิน การแบ่งงานกันทำอย่างละเอียดซับซ้อนย่อมดูจะเป็นไปไม่ได้เลยยกเว้นในระบบที่รัฐควบคุมอุตสาหกรรมไว้ทั้งหมด และแม้ในกรณีเช่นนั้นเองก็ตาม เราก็ยังจำเป็นต้องมีบางสิ่งที่
Apolitical
“เราอาจมองเห็นร่องรอยของศาสนาได้ในทุนนิยม กล่าวคือ ทุนนิยมมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความกังวล ความทุกข์ทรมาน และความปั่นป่วนที่ศาสนาในอดีตเคยพยายามตอบสนอง”“ทุนนิยมอาจเป็นตัวอย่างแรกของลัทธิความเชื่อที่สร้างความรู้สึกผิดแทนที่จะสร้างการไถ่บาป”
Apolitical
นักอนาธิปไตย นักสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ มาร์กซิสต์ และกลุ่มต่อต้านระบบทุนนิยมและกลุ่มหลังทุนนิยม ต่างให้การสนับสนุนสหกรณ์คนทำงาน (worker cooperatives) มาอย่างยาวนาน ในฐานะวิธีการเพื่อส่งเสริมความเป็นเจ้าของของคนทำงาน (worker-ownership) และประชาธิปไตยในที่ทำงานภายใต้ระบบทุนนิยม โครงสร้างภายในของการต
Apolitical
นี้เองคือคุณค่าที่แตกต่างของเลเยอร์ทางสังคมของ Ethereum มันคือการผสมผสานแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเข้ากับการยึดมั่นในหลักการที่ไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลืนกิน
Apolitical
Ethereum มีชุมชนย่อยที่มีเป้าหมายหลากหลาย ไม่มีเรื่องเล่าเรื่องเดียวที่ครอบงำ เป้าหมายของการสร้างสแต็กนี้คือเพื่อสนับสนุนความหลากหลายดังกล่าว ขณะเดียวกันก็พยายามผลักดันให้ระบบที่หลากหลายเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น
Apolitical
สำหรับโลกคริปโต การปรับปรุงความปลอดภัยแบบเปิดกว้างแก่สาธารณะคือทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้