Skip to main content

ในบทความที่ผมเขียนเมื่อสี่ปีก่อน ผมเล่าย้อนถึงประสบการณ์ของมิตรสหายในวงการวิชาการคนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับซอฟต์แวร์จัดการการเรียนรู้ห่วยๆ ซึ่งสถาบันที่เธอสังกัดบังคับให้ใช้ออกข้อสอบ เธอบ่น

ว่าเธอกำลังพยายามออกข้อสอบกลางภาค และ “โปรแกรม blackboard นี่มันห่วยแตกสุดๆ ไปเลย วิธีแบ่งคำถามเป็นหมวดหมู่ไม่สอดคล้องกับสามัญสำนึก ใส่คำสั่งเฉพาะหมวดหมู่ก็ไม่ได้ แถมยังไม่สามารถตั้งค่าให้นักเรียนเลือกตอบเฉพาะ 10 ข้อจาก 15 ข้อได้อีกต่างหาก” อย่างที่ผมเดา เมื่อถามว่าทำไมเธอต้องใช้โปรแกรมนี้ด้วย เธออธิบายว่า “ซอฟต์แวร์พวกนี้มีสามเจ้าหลักๆ คือ Blackboard, Canvas, และ Moodle เรียกกันว่า ‘ซอฟต์แวร์จัดการการเรียนรู้’ สถาบันการศึกษาแต่ละแห่งจะเลือกใช้ซอฟต์แวร์ตัวใดตัวหนึ่ง แล้วอาจารย์ทุกคนก็ต้องใช้ตามนั้น ซึ่ง Blackboard เป็นตัวที่เก่าที่สุด เทอะทะที่สุด และแย่ที่สุดด้วย”

บทความใน Business Insider เมื่อเร็วๆ นี้ก็ประเมินซอฟต์แวร์สำหรับที่ทำงานอย่าง Workday ในแง่ลบคล้ายๆ กัน

นับตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา Workday ซึ่งให้บริการซอฟต์แวร์สำหรับการจ่ายเงินเดือน การบริหารบุคลากร และการจัดการค่าใช้จ่าย โกยกำไรเป็นกอบเป็นกำจากการสร้างความทุกข์ทรมานในที่ที่กระบวนการควรจะราบรื่นไร้ปัญหา ปัจจุบันกว่าครึ่งของบริษัทใน Fortune 500 ใช้บริการของ Workday เพื่อจ่ายเงินเดือน จ้างงาน รับพนักงานใหม่ และดูแลสวัสดิการของพนักงาน…

แพลตฟอร์มอย่าง LinkedIn, Reddit และ Blind เต็มไปด้วยผู้สมัครงานและพนักงานที่โกรธจัด ซึ่งออกมาเล่าประสบการณ์ว่าการจองวันลาพักร้อนนั้นแสนยุ่งยาก การยื่นเบิกค่าใช้จ่ายชวนให้นึกถึงฝันร้ายของระบบราชการแบบคาฟคา (Kafkaesque) และกว่าจะปิดโครงการสักโครงการหนึ่งได้ก็สมองแทบระเบิด ผู้ใช้ Reddit คนหนึ่งบ่นว่า “ฉันเกลียด Workday สุดๆ แม่งเอ้ย เฮงซวยทั้งซอฟต์แวร์ทั้งคนที่ยืนยันว่าจะใช้มันสรรหาพนักงาน” ส่วนอีกคนเสริมว่า “ทุกอย่างมันไม่สอดคล้องกับสามัญสำนึกเลย งานที่ง่ายที่สุดก็ยังยากจนไม่รู้จะยากขนาดนั้นไปทำไม” และ “จดบันทึกลงบนบัตรดัชนี (index cards) ยังจะมีประสิทธิภาพกว่า” ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลและผู้จัดการฝ่ายสรรหาทุกคนที่ผมคุยด้วย ซึ่งตามทฤษฎีแล้วควรจะมีชีวิตที่ง่ายขึ้นด้วย Workday กลับพูดถึงซอฟต์แวร์นี้ด้วยความเหนื่อยหน่ายกว่าสิ่งใดในจักรวาล ผู้บริหารที่รับผิดชอบด้านการเขียนโฆษณาของบริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI แห่งหนึ่งในซานฟรานซิสโกซึ่งโชคร้ายต้องใช้ Workday ในการจ้างฟรีแลนซ์กล่าวว่า “มันเหมือนโดนตบหน้าซ้ำๆ ด้วยระบบราชการที่กลับชาติมาเกิดใหม่”

ถ้าเป็นเช่นนั้น คำถามก็เหมือนกับที่พาดหัวรองของบทความถามไว้ “มันสร้างงานไร้สาระกองพะเนินให้ทุกคน แล้วทำไมบริษัทกว่าครึ่งใน Fortune 500 ถึงยังใช้มันอยู่”

คำตอบจริงๆ ค่อนข้างตรงไปตรงมา ซอฟต์แวร์ห่วยๆ ที่เราต้องเจอในชีวิตประจำวันจำนวนมากนั้น ชวนให้นึกถึงโลกในภาพยนตร์ Brazil (1985) หรือหน่วยงานรัฐบาลกลางใน Snow Crash (1992) เพราะมันถูกออกแบบโดยฝ่าย R&D ที่ทำงานเสมือนระบบราชการแบบแยกส่วน (stovepiped bureaucracy) ในบริษัทหนึ่งๆ เพื่อขายให้กับระบบจัดซื้อที่ทำงานเหมือนระบบราชการแบบแยกส่วนของอีกบริษัทหนึ่ง และสุดท้ายถูกใช้งานโดยลูกค้าจำยอม (captive clientele) ซึ่งเป็นบุคคลที่สามที่ไร้อำนาจต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น (เช่น พนักงาน ผู้สมัครงาน นักศึกษา นักโทษ ผู้เสียภาษี ฯลฯ) โดยไม่มีใครในกระบวนการตัดสินใจต้องรับผิดชอบต่อผู้ใช้จริงที่ต้องทนกับซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ที่ใช้งานแทบไม่ได้เหล่านี้เลย

ในแง่ฮาร์ดแวร์ ตัวอย่างคลาสสิกคือเครื่องประคบน้ำแข็งแบบกลไก (the mechanized ice pads) สำหรับผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ที่พักฟื้นหลังผ่าตัดในโรงพยาบาลที่ผมเคยทำงานอยู่ ตอนที่ผมเริ่มทำงานใหม่ๆ เรามีเครื่องประคบน้ำแข็งเหล่านี้อยู่ในสต็อกของโรงพยาบาลซึ่งถือว่าดีมาก มันแข็งแรง มอเตอร์ปั๊มน้ำทนทาน และถูกนำกลับมาใช้ซ้ำหลายปีได้โดยไม่มีปัญหาใหญ่ใดๆ แม้แต่น้อย ที่ดีที่สุดคือถังน้ำแข็งมีผนังฉนวนหนา ทำให้ต้องเทน้ำออกและเติมน้ำแข็งใหม่เพียงหนึ่งครั้งต่อกะเท่านั้น

แต่นั่นไม่ได้ทำให้โรงพยาบาลหยุดจัดซื้อเครื่องใหม่มาแทนเครื่องเก่า เครื่องประคบน้ำแข็งรุ่นใหม่มีผนังพลาสติกใสบางๆ ที่แทบไม่มีคุณสมบัติในการเก็บความเย็น ทำให้ต้องเติมน้ำแข็งใหม่ทุกสองชั่วโมง แถมมอเตอร์ก็ห่วยแตกจนคนไข้หลายคนบ่นว่าถูกเรียกเก็บเงินค่าเครื่องเหล่านี้ทีละหลายๆ เครื่อง เครื่องละหลายร้อยดอลลาร์ ทั้งที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพียงไม่กี่สัปดาห์

ด้วยโครงสร้างแบบลำดับชั้นของระบบราชการที่บิดเบือนการไหลของข้อมูลจากล่างขึ้นบน ผู้บริหารระดับสูงสุดบนยอดพีระมิดก็คงมองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นความสำเร็จอย่างงดงาม และเพราะคนระดับบนสุดของพีระมิดราชการแต่ละแห่งสื่อสารกันเองได้ดีกว่าการสื่อสารกับคนระดับล่างในองค์กรของตัวเอง เครื่องประคบน้ำแข็งรุ่นใหม่จึงถูกนำไปใช้ในโรงพยาบาลอื่นๆ ในฐานะ “แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด” (best practice) สำหรับฝ่ายบริหาร เครื่องประคบน้ำแข็งเครื่องใหม่จะใช้การได้ดีหรือไม่ก็ไม่สำคัญอยู่ดี เพราะพวกเขาไม่ใช่คนที่ต้องใช้งานมันเอง และในเมื่อโรงพยาบาลใหญ่ๆ ในพื้นที่ล้วนแต่มีวัฒนธรรมองค์กรแบบเดียวกันและอาจใช้เครื่องรุ่นเดียวกันอยู่แล้วด้วย มันก็แทบไม่มีผลต่อการแข่งขันระหว่างกันเลย

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของพยาธิสภาพแห่งลำดับชั้น (pathologies of hierarchy) และความบิดเบี้ยวที่เกิดจากอำนาจซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบต่อใครทั้งสิ้น ผู้มีอำนาจตัดสินใจอย่างไร้เหตุผลโดยอาศัยข้อมูลที่ถูกบิดเบือนจากข้างล่าง แล้วผลกระทบด้านลบจากการตัดสินใจเหล่านั้นก็ถูกผลักภาระไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาอีกต่อหนึ่ง

รัฐราชการ (bureaucratic state) และบรรดาบริษัทผูกขาดขนาดมหึมาไม่กี่ราย (giant oligopoly corporation) คือตัวอย่างสำคัญของรูปแบบองค์กรซึ่งกลายเป็นแบบแผนหลักของสังคมของเรา ยิ่งเมื่อผนวกกับมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่และองค์กรลักษณะเดียวกันอื่นๆ พวกมันก็ร่วมกันก่อรูปเป็นระบบนิเวศของสถาบันราชการที่เชื่อมโยงกันแน่นแฟ้น และดำเนินการโดยชนชั้นนำกลุ่มเดิมที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันปกครอง

ทางออกเดียวคือการล้มเลิกโครงสร้างลำดับชั้นแบบราชการเหล่านี้ด้วยการกระจายอำนาจลงไปให้เล็กที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และมอบอำนาจบริหารจัดการให้กับผู้ที่มีส่วนร่วมในการผลิตสินค้าหรือบริการจริงๆ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้นโดยตรง ซึ่งก็ได้แก่ คนทำงาน ผู้บริโภค และชุมชนท้องถิ่นที่องค์กรเหล่านั้นดำเนินงานอยู่ การทำงานอย่างมีเหตุมีผลจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนที่มีอำนาจตัดสินใจเป็นคนเดียวกับที่รู้สถานการณ์จริง (direct knowledge) และต้องรับผลจากการตัดสินใจนั้นเอง (experience of consequences)

แปลจาก On Captive Clienteles and Enshittification | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60866

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
วลีอันเยี่ยมยอดที่อธิบายการทำงานของระบบทุนนิยมในโลกแห่งความเป็นจริงได้เป็นอย่างดี (ผมไม่แน่ใจว่าใครพูดเป็นคนแรก แต่ผมได้ยินมาจากนอม ชอมสกี) คือมัน “ทำให้ความเสี่ยงและต้นทุนเป็นของสังคม แต่ทำให้กำไรเป็นของเอกชน” (The socialization of risk and cost, and the privatization of profit.)
Apolitical
ถ้ามองในแง่วัตถุล้วนๆ ความเป็นจริงก็เป็นไปตามที่อาร์เธอร์ ฉู อธิบายไว้ นั่นคือ ทุกอย่างล้วนเป็นผลมาจากแรงงานทั้งสิ้น
Apolitical
การออกแบบระบบใหม่ให้ตอบสนองต่อผลประโยชน์ในลักษณะอื่นๆ เช่น ผลประโยชน์ของพวกเราทั้งหลาย ย่อมถูกนิยามว่าเป็นการกระทำที่ “สุดโต่งและถอนรากถอนโคน”
Apolitical
ในแวดวงชาวอนาธิปัตย์ มีการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนตลาด กับกลุ่มที่สนับสนุนการวางแผนแบบกระจายศูนย์ เช่น เศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (participatory economics) หรือคอมมูนแบบสหพันธ์ (federated communes) ในขณะที่งานของลุดวิก ฟอน มิเซส และฟรีดริช ฮาเย็ค ชี้ให้เห็นปัญหาหลายๆ อย่างของการวางแผนแบบรวมศูนย์
Apolitical
ไรท์ไม่ได้เป็นเพียงนักทฤษฎียูโทเปียในโลกจริง แต่เป็นนักปฏิบัติด้วย เขาเดินทางท่องโลกเพื่อตามหาการต่อต้านท้าทายทุนนิยม สนทนากับนักกิจกรรมที่พยายามทำให้ความใฝ่ฝันของพวกเขาเกิดขึ้นจริง
Apolitical
ความย้อนแย้งคือ การทำให้ AI หลุดพ้นจากการเป็นสินค้า แม้จะเป็นก้าวออกจากระบบทุนนิยมแบบเดิม แต่สุดท้ายกลับเป็นการเสริมอำนาจให้กับเจ้าขุนมูลนายยุคใหม่
Apolitical
เงิน โดยเฉพาะเงินประเภทเครดิต (credit money) คือหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย หากไม่มีเงิน การแบ่งงานกันทำอย่างละเอียดซับซ้อนย่อมดูจะเป็นไปไม่ได้เลยยกเว้นในระบบที่รัฐควบคุมอุตสาหกรรมไว้ทั้งหมด และแม้ในกรณีเช่นนั้นเองก็ตาม เราก็ยังจำเป็นต้องมีบางสิ่งที่
Apolitical
“เราอาจมองเห็นร่องรอยของศาสนาได้ในทุนนิยม กล่าวคือ ทุนนิยมมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความกังวล ความทุกข์ทรมาน และความปั่นป่วนที่ศาสนาในอดีตเคยพยายามตอบสนอง”“ทุนนิยมอาจเป็นตัวอย่างแรกของลัทธิความเชื่อที่สร้างความรู้สึกผิดแทนที่จะสร้างการไถ่บาป”
Apolitical
นักอนาธิปไตย นักสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ มาร์กซิสต์ และกลุ่มต่อต้านระบบทุนนิยมและกลุ่มหลังทุนนิยม ต่างให้การสนับสนุนสหกรณ์คนทำงาน (worker cooperatives) มาอย่างยาวนาน ในฐานะวิธีการเพื่อส่งเสริมความเป็นเจ้าของของคนทำงาน (worker-ownership) และประชาธิปไตยในที่ทำงานภายใต้ระบบทุนนิยม โครงสร้างภายในของการต
Apolitical
นี้เองคือคุณค่าที่แตกต่างของเลเยอร์ทางสังคมของ Ethereum มันคือการผสมผสานแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเข้ากับการยึดมั่นในหลักการที่ไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลืนกิน
Apolitical
Ethereum มีชุมชนย่อยที่มีเป้าหมายหลากหลาย ไม่มีเรื่องเล่าเรื่องเดียวที่ครอบงำ เป้าหมายของการสร้างสแต็กนี้คือเพื่อสนับสนุนความหลากหลายดังกล่าว ขณะเดียวกันก็พยายามผลักดันให้ระบบที่หลากหลายเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น
Apolitical
สำหรับโลกคริปโต การปรับปรุงความปลอดภัยแบบเปิดกว้างแก่สาธารณะคือทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้