Skip to main content

คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์ล่าสุดของเหล่านักวิชาการผู้ทรงภูมิที่ถูก “แบน” โดย “พวกโว้ค” [หรือแปลตรงตัวคือ ฝูงชนผู้ตื่นรู้ – woke mob] เพียงเพราะ “ตั้งคำถาม” หรือถูก “เซ็นเซอร์เพราะความคิดเห็น” ขณะที่เครื่องหมายการค้าทางการเมืองของผู้ว่าการรัฐฟลอริดาอย่างรอน ดีซานติส คือการกวาดล้างพวกโว้คให้สิ้นซาก

การนิยามความหมายที่ตายตัวและเป็นเนื้อเดียวกันของคำคำนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะมันถูกนำไปใช้เรียกสารพัดสิ่งที่มีคุณลักษณะร่วมกันเพียงประการเดียว นั่นคือสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่พวกฝ่ายขวาหรือแนวร่วมสายกลางในสื่ออย่าง The Atlantic หรือหน้าบรรณาธิการของ NYT ไม่ชอบใจนัก เมื่อเบธานี แมนเดล คอลัมนิสต์ฝ่ายขวา ถูกจี้ให้จำกัดความคำว่า “โว้ค” เธอจึงตอบโต้ด้วยการนิ่งเงียบอย่างน่าอับอายนานร่วมครึ่งนาที

แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สิ่งที่ถูกจัดประเภทว่าเป็น “โว้ค” กลับมีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ สิ่งเหล่านั้นล้วนเกี่ยวข้องกับการไม่ทำตัวเป็นคนเฮงซวย (not being an asshole) และมีแต่คนเฮงซวยเท่านั้นที่มีปัญหากับเรื่องพวกนี้

หากคุณคัดค้านการเรียกใครสักคนด้วยชื่อที่เขาเลือกเอง หรือไม่เคารพสรรพนามที่เขาร้องขอให้คุณใช้ คุณคือคนเฮงซวย

หากคุณกล่าวหาลอยๆ ว่าการยอมรับการมีอยู่ของเด็กข้ามเพศในโรงเรียน หรือการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเพื่อยืนยันเพศสภาพ (gender-affirming care) คือการ “ล่อลวงเด็ก” (grooming) ทั้งที่ขบวนการทางการเมืองหรือทางศาสนาฝั่งขวาของคุณเองเต็มไปด้วยพวกนักล่อลวงเด็กและพวกใคร่เด็กตัวจริงเสียงจริง คุณนั่นแหละคือคนเฮงซวย

หากคุณนำเสนอว่ากิจกรรมเล่านิทานโดยแดร็กควีน (drag queen story hours) เป็นภัยคุกคามต่อความไร้เดียงสาของเด็ก ทั้งที่ในแต่ละสัปดาห์ รายชื่อผู้ถูกจับกุมในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กมีแต่บรรดาศิษยาภิบาลคริสเตียนและโค้ชกีฬา โดยไม่มีแดร็กควีนหรือคนข้ามเพศเลยแม้แต่คนเดียว คุณนั่นแหละคือคนเฮงซวย

หากความเกลียดชังและความกลัวต่อ “แนวคิดคนข้ามเพศ” (transgenderism) ของคุณรุนแรงเสียจนคุณยอมปล่อยข้อมูลลับของผู้ป่วยให้รั่วไหล ข้อมูลที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีผ่านกรอบความคิดที่บิดเบี้ยวของคุณเอง หรือหากคุณรีบกระจายข้อมูลนั้นต่อไปอย่างลนลานด้วยการเล่าเรื่องราวอันเป็นเท็จ คุณนั่นแหละคือคนเฮงซวย

หากคุณพูดเป็นนัยว่าผู้เยาว์เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศได้ง่ายๆ นอกเหนือจากกรณีที่ยกเว้นเป็นพิเศษจริงๆ หรือปั่นกระแสว่าเด็กๆ จะถูกผลักเข้าสู่กระบวนการบำบัดด้วยฮอร์โมนทันทีเพียงเพราะพวกเขานิยามตัวเองว่าเป็น “เฮลิคอปเตอร์จู่โจม” (attack helicopters) คุณนั่นแหละคือคนเฮงซวย

และหากคุณเป็น “นักข่าว” ที่หยิบฉวยและเผยแพร่เรื่องราวลวงโลกเหล่านั้นเพียงเพราะว่า “แต่ถ้ามันเป็นเรื่องจริงล่ะ?” (ใช่ โจนาธาน เชต และเจสซี ซิงกัล พวกคุณทั้งคู่นั่นแหละ) คุณคือผู้เข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขันชิงตำแหน่งสุดยอดคนเฮงซวยแห่งปฐพี

หากคุณเป็นต้นเหตุให้สูตินรีแพทย์ต้องพากันหนีออกนอกรัฐ เพราะการรักษาอาการแท้งบุตรหรือทารกตายในครรภ์อาจนำไปสู่การถูกสั่งฟ้องในข้อหาทำแท้ง และเปลี่ยนการแท้งบุตรกับทารกตายในครรภ์ให้กลายเป็นความเสี่ยงร้ายแรงที่จะถูกดำเนินคดีอาญา คุณนั่นแหละคือคนเฮงซวย และหากคุณขายนโยบายเหล่านี้ด้วยเรื่องโกหกที่ว่า “ทารกในครรภ์สุดล้ำค่า” มีหัวใจหรือดวงตาตั้งแต่มีอายุในครรภ์เท่านั้นเท่านี้สัปดาห์ หรือบอกเป็นนัยว่าการทำแท้งในอายุครรภ์ที่มากเกิดขึ้นมากมายอย่างมีนัยสำคัญ คุณคือคนเฮงซวยยกกำลังสอง

หากคุณฟาดงวงฟาดงาเหมือนเด็กหวงของโวยวายเรื่อง “นักศีลธรรมแบบโว้คๆ” (work moralists) เพียงเพราะเห็นป้ายในห้องน้ำขอให้คุณไม่ใช้ทิชชูอย่างสิ้นเปลือง หรือหากคุณรู้สึกอดรนทนไม่ได้จนต้องเข้าไปวิจารณ์รูปร่างของนางแบบพลัสไซส์บนหน้าปกนิตยสาร พร้อมมองว่าการมีอยู่ของเธอคือตัวอย่างของ “การบังคับให้ยอมรับแบบเผด็จการ (authoritarian tolerance) ในขณะที่พยายามปั้นแต่งให้ตัวเองดูเป็นเหยื่อและประณามเสียงตอบโต้ที่ “ชั่วร้าย” ต่อการที่คุณเข้าไปเสนอหน้าวิจารณ์รูปลักษณ์ของคนอื่นโดยที่ไม่มีใครถาม คุณนั่นแหละคือคนเฮงซวย

หากคุณใช้เวลาครึ่งหนึ่งไปกับการเขียนบทความเกี่ยวกับอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ถูก “สั่งให้เงียบโดยพวกโว้ค” เพียงเพราะพวกเขาถูกเยาะเย้ยหรือวิพากษ์วิจารณ์จากสิ่งที่พูดออกมาอย่างโง่เขลาเบาปัญญา แล้วใช้เวลาอีกครึ่งหนึ่งเขียนบทความเยาะเย้ยหรือวิพากษ์วิจารณ์อาจารย์คนอื่นๆ ที่พูดอะไรแบบ “โว้คๆ” คุณนั่นแหละคือคนเฮงซวย

หากคุณตีพิมพ์บทความที่อาบไปด้วยความฟูมฟายเกินจริงของนักศึกษาฝ่ายอนุรักษนิยมที่ต้อง “เซ็นเซอร์ตัวเอง” โดยอ้างว่ากลัวจะถูกวิจารณ์หากแสดงทัศนะออกมา แต่แล้วคุณกลับตีพิมพ์บทความวิพากษ์วิจารณ์นักศึกษาคนอื่นที่แสดงทัศนะแบบ “โว้คๆ” โดยไม่เห็นถึงความย้อนแย้งในตัวเองเลย คุณนั่นแหละคือคนเฮงซวย

หากคุณแสดงตัวว่าเป็น “ชาวเสรีนิยมเดโมแครตมาทั้งชีวิต” แต่กลับต้องจำใจโหวตให้ทรัมป์เพียงเพื่อประชดประชันเพราะถูกพวกโว้คพูดจาไม่ดีใส่ คุณนั่นแหละคือคนเฮงซวย

หากบทสรุปที่คุณได้รับจากการเห็นรายงานข่าวใหม่ๆ ทุกชิ้นเกี่ยวกับการที่คนผิวดำที่ไม่มีอาวุธถูกตำรวจสังหาร รวมถึงกรณีที่ถูกเข่ากดคออยู่นานหลายนาทีหลังจากที่พวกเขาแน่นิ่งไป คือการย้อนถามว่า “แล้วอาชญากรรมที่คนดำทำกับคนดำด้วยกันเองล่ะ” “พวกเขาน่าจะยอมทำตามที่ตำรวจสั่งตั้งแต่แรก” หรือ “พวกเขาตายเพราะเสพเฟนทานิลเกินขนาดต่างหาก” คุณนั่นแหละคือคนเฮงซวย

เมื่อพิจารณาดูแล้ว ตัวอย่างของการต่อต้านความโว้คทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำตัวเฮงซวยในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน และบรรดาการแสดงออกที่หลากหลายของ “ความโว้ค” ที่พวกเขาคัดค้านนั้นต่างก็มีจุดที่เหมือนกันอยู่

รอน ดีซานติส หรือจะพูดให้ถูกคือหัวหน้าที่ปรึกษาทางกฎหมายของเขาอย่างไรอัน นิวแมน ได้ให้คำนิยามของคำว่า “โว้ค” ไว้ด้วยความซื่อตรงซึ่งนานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง โดยระบุว่ามันคือ “ความเชื่อที่ว่ามีความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างดำรงอยู่ในสังคมอเมริกัน และมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหาเหล่านั้น”

นิวแมนกล่าวเสริมว่า ดีซานติสไม่เชื่อว่ามีความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างใดๆ ในสหรัฐอเมริกา

“สำหรับผม [พวกโว้ค] หมายถึงใครก็ตามที่เชื่อว่ามีความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างในระบบกระบวนการยุติธรรม และใช้เหตุผลนั้นเพื่อปฏิเสธที่จะบังคับใช้และผดุงไว้ซึ่งกฎหมายอย่างเต็มกำลัง”

นิวแมนกล่าว

ดังนั้น ใครก็ตามที่ยอมรับว่าความอยุติธรรมและความเหลื่อมล้ำเชิงระบบหรือเชิงโครงสร้างในสังคมอเมริกัน ไม่ว่าจะในเรื่องเชื้อชาติ เพศสภาพ รสนิยมทางเพศ ชนชั้น และอื่นๆ มีอยู่จริง ย่อมถือว่าเป็นพวก “โว้ค” ทั้งนั้น ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะใครก็ตามที่ปฏิเสธการมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้อย่างจริงจัง ถ้าไม่เป็นพวกขี้โกหก ก็คงเดินละเมออยู่แน่ๆ

การต่อต้านลัทธิโว้ค (Anti-wokeism) เป็นเพียงโฉมหน้าล่าสุดของอุดมการณ์ฟาสซิสต์ที่เก่าแก่กว่านั้นมาก ลัทธินี้มีลักษณะเด่นสำคัญอยู่ที่ความคับแค้นใจ (resentment) และความวิตกกังวลต่อสถานะทางสังคม (status anxiety) คุณสามารถเห็นสิ่งนี้ได้จากภาษาที่พวกเขาใช้ เพียงแค่การมีอยู่ของคนที่ไม่ใช่คนผิวขาวในโฆษณาหรือรายการทีวี ภาพของคู่รักเพศเดียวกันที่เดินจูงมือกันในที่สาธารณะ การที่มีคนพูดภาษาสเปนหรือสวมฮิญาบ หรือแทบจะทุกสัญญาณที่บ่งบอกว่าคนอย่างพวกคุณไม่ใช่ค่าตั้งต้น (default) หรือไม่ใช่บรรทัดฐานที่ใครจะตั้งคำถามไม่ได้อีกต่อไป ไปจนถึงการที่กลุ่มคนซึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “คนอื่น” สามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ของตัวเองและพูดด้วยเสียงของตัวเองได้โดยไม่ต้องให้คุณทำแทนให้เหมือนแต่ก่อน สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่าประเทศกำลังถูก “พราก” ไปจากคุณ และคุณจำเป็นต้อง “ทวงมันคืนมา”

ในระบบที่มีความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่งและอำนาจ ผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดย่อมต้องพึ่งพาการสร้างกลุ่มคนชนชั้นหนึ่ง ซึ่งนิยามสถานะและความภาคภูมิใจในตนเองทั้งหมดผ่านการมี “คนอื่น” ไว้ให้รู้สึกตนเองนั้นเหนือกว่า แทนที่จะมองว่าผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดคือศัตรูและหันมาต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมที่แท้จริง พวกเขากลับมองว่าภัยคุกคามหลักมาจากกลุ่มคนที่อยู่ต่ำกว่าผู้ซึ่งพยายามจะยกระดับฐานะขึ้นมาทัดเทียมตนจนสั่นคลอนความรู้สึกเหนือกว่าอันแสนเปราะบางของคนกลางๆ เหล่านั้น พวกนาซีขึ้นสู่อำนาจได้ด้วยการปลุกปั่นความกลัวของพวกกระฎุมพีน้อย (petty bourgeoisie) ว่า สหภาพแรงงาน พวกคอมมิวนิสต์ หรือชาวยิว จะมาทำลายเกียรติยศอันน้อยนิดที่พวกเขาพยายามรักษาไว้ ในพื้นที่ตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา บรรดาผู้มีอิทธิพลอย่างบอส ฮอกก์ และ เอริก เอนดิคอตส์ ต่างรักษาอำนาจไว้ได้ด้วยการปั่นหัวคนให้กลัวเรื่องการหลอมรวมและ “ผสมผสานทางเชื้อชาติ”

แต่ข่าวล่ามาเร็วก็คือ กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ คนผิวสี “คนเข้าเมืองผิดกฎหมาย” หรือพวกเฟมินิสต์ ไม่ใช่ภัยคุกคามที่แท้จริงของคุณหรอก ลองมองนายจ้างและเจ้าของที่ดินของคุณดูสิ ลองมองไปที่ธนาคารที่ขูดรีดดอกเบี้ยบัตรเครดิตคุณถึง 28% บรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ และพวกมหาเศรษฐีพันล้าน คนและสถาบันเหล่านี้ต่างหากที่ไม่ได้แค่ปล้นชิงไปจากคุณ แต่ยังใช้เงินที่ขโมยไปจากคุณมาสนับสนุนการล่าแม่มดเพื่อต่อต้านพวก “โว้ค” ทั้งหลาย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของคุณไปจากการลักขโมย และหันเหความโกรธแค้นของคุณไปลงกับกลุ่มคนที่ไม่มีอำนาจและไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะทำอันตรายอะไรคุณได้เลยจริงๆ

ลองเริ่มจากการถามตัวเองว่า ใครกันนะที่ได้ประโยชน์จริงๆ ในตอนที่คุณนอนหลับ ตื่นได้แล้ว (Get woke) เลิกเป็นคนเฮงซวยสักที.

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
วลีอันเยี่ยมยอดที่อธิบายการทำงานของระบบทุนนิยมในโลกแห่งความเป็นจริงได้เป็นอย่างดี (ผมไม่แน่ใจว่าใครพูดเป็นคนแรก แต่ผมได้ยินมาจากนอม ชอมสกี) คือมัน “ทำให้ความเสี่ยงและต้นทุนเป็นของสังคม แต่ทำให้กำไรเป็นของเอกชน” (The socialization of risk and cost, and the privatization of profit.)
Apolitical
ถ้ามองในแง่วัตถุล้วนๆ ความเป็นจริงก็เป็นไปตามที่อาร์เธอร์ ฉู อธิบายไว้ นั่นคือ ทุกอย่างล้วนเป็นผลมาจากแรงงานทั้งสิ้น
Apolitical
การออกแบบระบบใหม่ให้ตอบสนองต่อผลประโยชน์ในลักษณะอื่นๆ เช่น ผลประโยชน์ของพวกเราทั้งหลาย ย่อมถูกนิยามว่าเป็นการกระทำที่ “สุดโต่งและถอนรากถอนโคน”
Apolitical
ในแวดวงชาวอนาธิปัตย์ มีการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนตลาด กับกลุ่มที่สนับสนุนการวางแผนแบบกระจายศูนย์ เช่น เศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (participatory economics) หรือคอมมูนแบบสหพันธ์ (federated communes) ในขณะที่งานของลุดวิก ฟอน มิเซส และฟรีดริช ฮาเย็ค ชี้ให้เห็นปัญหาหลายๆ อย่างของการวางแผนแบบรวมศูนย์
Apolitical
ไรท์ไม่ได้เป็นเพียงนักทฤษฎียูโทเปียในโลกจริง แต่เป็นนักปฏิบัติด้วย เขาเดินทางท่องโลกเพื่อตามหาการต่อต้านท้าทายทุนนิยม สนทนากับนักกิจกรรมที่พยายามทำให้ความใฝ่ฝันของพวกเขาเกิดขึ้นจริง
Apolitical
ความย้อนแย้งคือ การทำให้ AI หลุดพ้นจากการเป็นสินค้า แม้จะเป็นก้าวออกจากระบบทุนนิยมแบบเดิม แต่สุดท้ายกลับเป็นการเสริมอำนาจให้กับเจ้าขุนมูลนายยุคใหม่
Apolitical
เงิน โดยเฉพาะเงินประเภทเครดิต (credit money) คือหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย หากไม่มีเงิน การแบ่งงานกันทำอย่างละเอียดซับซ้อนย่อมดูจะเป็นไปไม่ได้เลยยกเว้นในระบบที่รัฐควบคุมอุตสาหกรรมไว้ทั้งหมด และแม้ในกรณีเช่นนั้นเองก็ตาม เราก็ยังจำเป็นต้องมีบางสิ่งที่
Apolitical
“เราอาจมองเห็นร่องรอยของศาสนาได้ในทุนนิยม กล่าวคือ ทุนนิยมมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความกังวล ความทุกข์ทรมาน และความปั่นป่วนที่ศาสนาในอดีตเคยพยายามตอบสนอง”“ทุนนิยมอาจเป็นตัวอย่างแรกของลัทธิความเชื่อที่สร้างความรู้สึกผิดแทนที่จะสร้างการไถ่บาป”
Apolitical
นักอนาธิปไตย นักสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ มาร์กซิสต์ และกลุ่มต่อต้านระบบทุนนิยมและกลุ่มหลังทุนนิยม ต่างให้การสนับสนุนสหกรณ์คนทำงาน (worker cooperatives) มาอย่างยาวนาน ในฐานะวิธีการเพื่อส่งเสริมความเป็นเจ้าของของคนทำงาน (worker-ownership) และประชาธิปไตยในที่ทำงานภายใต้ระบบทุนนิยม โครงสร้างภายในของการต
Apolitical
นี้เองคือคุณค่าที่แตกต่างของเลเยอร์ทางสังคมของ Ethereum มันคือการผสมผสานแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเข้ากับการยึดมั่นในหลักการที่ไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลืนกิน
Apolitical
Ethereum มีชุมชนย่อยที่มีเป้าหมายหลากหลาย ไม่มีเรื่องเล่าเรื่องเดียวที่ครอบงำ เป้าหมายของการสร้างสแต็กนี้คือเพื่อสนับสนุนความหลากหลายดังกล่าว ขณะเดียวกันก็พยายามผลักดันให้ระบบที่หลากหลายเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น
Apolitical
สำหรับโลกคริปโต การปรับปรุงความปลอดภัยแบบเปิดกว้างแก่สาธารณะคือทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้