Skip to main content

ช่วงหลังๆ มานี้ผู้ประท้วงและนักวิจารณ์ที่มีท่าทีต่อต้านคนข้ามเพศหันมาใช้คำขวัญว่า “อย่ามายุ่งกับลูกๆ ของเรา” (Leave our kids alone) นี่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะตีตราครู บรรณารักษ์ นักเขียน ศิลปิน หรือใครก็ตามที่ทำงานกับเด็กและสนับสนุนสิทธิของเด็กข้ามเพศในการนิยามอัตลักษณ์ของตนเองตามที่พวกเขาต้องการ ว่าเป็นพวก “กรูมเมอร์” (groomers) หรือผู้ที่คุกคามความปลอดภัยของเด็กด้วยการชักจูงล้างสมองอย่างแยบยล ความจริงแล้วฝ่ายปฏิกิริยาที่ใช้คำขวัญว่า “อย่ามายุ่งกับลูกๆ ของเรา” กำลังฉายภาพความคิดของตนเองไปยังผู้อื่นในแบบที่ทั้งงุ่มง่ามและรุนแรงเท่านั้น ลองพิจารณาวิธีการที่ฝ่ายปฏิกิริยาปฏิบัติต่อผู้มีอำนาจเมื่อเทียบกับพวกเสรีนิยมสายกลางที่แทบไม่มีจุดยืนสุดโต่งใดๆ ก็จะเห็นประเด็นนี้ได้ชัดเจน

โดยพื้นฐานแล้ว คนที่ต่อต้านคนข้ามเพศคือพวกอนุรักษนิยมทางสังคม และในบริบทนี้ จุดศูนย์กลางของความเป็นอนุรักษนิยมทางสังคมของพวกเขาคือการแบ่งโลกออกเป็นสองขั้ว “ตามขนบเดิม” คือ “ผู้ชาย” และ “ผู้หญิง” สิ่งนี้อาจดูเป็นข้อสังเกตที่ชัดเจนอยู่เอง แต่การหาจุดยืนที่มั่นคงท่ามกลางหนองบึงอันเน่าเหม็นของ “สงครามวัฒนธรรม” ซึ่งเต็มไปด้วยแนวคิดที่ขัดแย้งในตัวเองและไร้ความหมายนั้นเป็นสิ่งจำเป็นต่อการอยู่รอด เพราะเมื่อความเป็นอนุรักษนิยมทางสังคมเพิ่มมากขึ้น ก็ย่อมนำไปสู่การยอมจำนนต่อประเพณีและขนบเดิมมากขึ้นตามไปด้วย นั่นหมายความว่าความเป็นอนุรักษนิยมทางสังคมยังต้องอาศัยกลไกต่างๆ ที่คอยรักษาประเพณีดั้งเดิมให้เหนือกว่าวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ ทางเลือกใหม่ หรือแนวทางที่แข่งขันกันด้วยความเข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันแบบลำดับชั้น การควบคุมข้อมูลข่าวสาร (รวมถึงการตีความข้อมูลเหล่านั้น) พลวัตอำนาจระหว่างบุคคลที่มีการจัดลำดับชั้น และอื่นๆ อีกมากมาย กลไกเหล่านี้ล้วนมอบอำนาจให้กับคน (อย่างน้อย) หนึ่งคน และให้อำนาจแก่พวกเขาในการจำกัดการกระทำของคนอื่น (อย่างน้อย) หนึ่งคนเช่นกัน เรื่องนี้อาจดูชัดเจนสำหรับหลายคนอยู่แล้ว แต่ก็ควรกล่าวย้ำอีกครั้งในที่นี้ เพราะคำว่า “เสรีภาพ” ถูกพวกปฏิกิริยาบิดเบือนเสียจนไม่เหลือเค้าเดิมราวกับว่าต้องมาพร้อมกับการบังคับควบคุมอยู่ตลอดเวลา

ลองเทียบสิ่งนี้กับผู้สนับสนุนสิทธิของคนข้ามเพศและเสรีภาพของเด็กข้ามเพศในการเลือกอัตลักษณ์ของตนเอง ซึ่งเป็นพวกเสรีนิยมทางสังคม (ในที่นี้ เราจะใช้คำว่า “เสรีนิยม” ในความหมายที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ชาวอเมริกันโดยทั่วไปเรียกว่า “liberal”) ยิ่งคุณมีแนวคิดเสรีนิยมทางสังคมมากเท่าไร คุณก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนมาตรการที่ลดอำนาจของผู้มีอำนาจมากขึ้นเท่านั้น แน่นอนว่าความสม่ำเสมอของผู้ที่มีแนวคิดเสรีนิยมทางสังคมในเรื่องนี้ หรือเรื่องที่ว่าพวกเขาผลักดันการต่อต้านกลไกที่เพิ่มอำนาจให้ผู้มีอำนาจได้เพียงพอแล้วหรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องที่แต่ละคนอาจเห็นต่างกันได้ (และควรเห็นต่างกัน) แต่โดยทั่วไปแล้ว พวกเสรีนิยมทางสังคมมักมีแนวโน้มจะคัดค้านสิ่งต่างๆ เช่น การลงโทษทางร่างกายในบ้านหรือที่โรงเรียน การให้พระคัมภีร์หรืออายุมีน้ำหนักเหนือประสบการณ์และความรู้สึกส่วนบุคคล การให้วินัยอยู่เหนือความคิดสร้างสรรค์ และอื่นๆ (และหากคุณยึดถือแนวคิดเสรีนิยมทางสังคมอย่างสม่ำเสมอมากพอ คุณจะพบผู้คนที่สนับสนุนให้ยกเลิกโครงสร้างบีบบังคับทุกชนิดที่สามารถพบได้โดยสิ้นเชิง)

ทีนี้ลองเอาชุมชนทั้งสองมาเทียบกัน ชุมชนของฝ่ายอนุรักษนิยมทางสังคมกับชุมชนของฝ่ายเสรีนิยมทางสังคม จากนั้นนำชุดความคิดใดๆ หรือแนวคิดใดๆ ก็ตามใส่เข้าไปในทั้งสองชุมชน ชุมชนไหนที่มีศักยภาพในการล้างสมองคนมากกว่ากัน ชุมชนที่ยกย่องผู้มีอำนาจและยกให้ธรรมเนียมประเพณีสูงส่งเหนือทุกสิ่ง หรือชุมชนที่ผู้มีอำนาจ เช่น ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ ผู้บริหาร และอื่นๆ เผชิญข้อจำกัดอย่างเข้มงวดในสิ่งที่พวกเขาสามารถบังคับให้เด็กทำได้ ชุมชนซึ่งข้อความที่สอนว่าเด็กควรเชื่อฟังผู้ที่อยู่เหนือกว่าตนเสมอนั้นแทบไม่มีอยู่เลย

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเรานำ “วิวาทะ” ที่ว่าโรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและเปิดกว้างสำหรับเด็กข้ามเพศหรือไม่ใส่เข้าไปในชุมชนเหล่านี้ ชุมชนไหนมีโอกาสมากกว่ากันที่จะยัดเยียดมุมมองของตัวเองให้กับนักเรียนโดยปราศจากการยินยอมหรือดำเนินการในลักษณะที่ขัดแย้งกับการรับรู้อัตลักษณ์ของตัวเด็กเอง ชุมชนที่ผู้มีอำนาจย่อมสูงส่งเหนือทุกสิ่ง หรือชุมชนที่เด็กๆ ถูกคาดหวังให้ต้องเดินทางออกตามหาตัวตนของตัวเองอย่างเป็นอิสระก่อนเป็นอันดับแรก

คำตอบชัดเจนอยู่แล้ว ต้องเป็นชุมชนอนุรักษนิยมทางสังคมแน่นอน

การล้างสมอง การบงการ การผลักดัน การขัดเกลา การประทับตรา การจัดหมวดหมู่ และการกำหนดหมายเลขให้ผู้คนเพื่อรักษาขนบประเพณีไว้เพียงเพราะมันเป็นประเพณี และเพื่อกำจัดทุกสิ่งที่ฝ่ายอนุรักษนิยมมองว่าเป็นภัยต่อวิถีชีวิต “แบบดั้งเดิม” นั้น เป็นสิ่งที่สอดคล้องอย่างสมบูรณ์กับกรอบความคิดแบบอนุรักษนิยมทางสังคม พวกเขาไม่ได้ต้องการเสรีภาพสำหรับเด็ก แต่ต้องการกำจัดการแข่งขันทุกประเภทที่มีต่อการกำหนดทิศทางชีวิตของเด็ก รวมถึงความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของเด็กที่มีต่อโลกด้วย ตรงกันข้าม การลดทอนลำดับชั้นทางอำนาจ การส่งเสริมการสำรวจค้นหา และการเคารพอัตลักษณ์ใดๆ ที่พร้อมจะเคารพผู้อื่นเช่นกัน ล้วนเป็นสิ่งที่สอดคล้องอย่างสมบูรณ์กับกรอบความคิดแบบเสรีนิยมทางสังคม และเมื่อพวกเสรีนิยมไม่สามารถยืนหยัดอย่างสอดคล้องกับหลักการเหล่านี้ได้ นั่นก็เป็นเพราะพวกเขาไม่ยอมก้าวไปให้ไกลพอที่จะประณามลำดับชั้นทางอำนาจและการครอบงำผู้อื่นนั่นเอง

แน่นอนว่ามีเหตุผลอีกมากมายให้เราควรเรียกกระแสตื่นตระหนกทางศีลธรรมเกี่ยวกับเด็กข้ามเพศอย่างที่มันเป็นจริงๆ คือมันเป็นความพยายามอันไร้ศีลธรรมและเผด็จการ (ผมขอย้ำอีกครั้ง) ในการนำเด็กไปอยู่ใต้ส้นรองเท้าของพ่อแม่ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความเขลา แต่หากยังมีใครก็ตามที่ยืนอยู่ข้างฝ่ายต่อต้านคนข้ามเพศด้วยความกังวลอย่างจริงใจต่อความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก พวกเขาก็ควรพิจารณาข้อถกเถียงข้างต้นนี้ให้ดี เพราะความขัดแย้งในสงครามวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากสุญญากาศ ฝ่ายที่คุณเลือกเข้าร่วมนั้นบูชาอำนาจในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไม่ปรารถนาสิ่งใดมากไปกว่าการกระชับการควบคุมของตนเหนือผู้ที่เปราะบางและไร้อำนาจ.

แปลจาก No, You Leave Those Kids Alone! | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/61205

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
นักอนาธิปไตย นักสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ มาร์กซิสต์ และกลุ่มต่อต้านระบบทุนนิยมและกลุ่มหลังทุนนิยม ต่างให้การสนับสนุนสหกรณ์คนทำงาน (worker cooperatives) มาอย่างยาวนาน ในฐานะวิธีการเพื่อส่งเสริมความเป็นเจ้าของของคนทำงาน (worker-ownership) และประชาธิปไตยในที่ทำงานภายใต้ระบบทุนนิยม โครงสร้างภายในของการต
Apolitical
นี้เองคือคุณค่าที่แตกต่างของเลเยอร์ทางสังคมของ Ethereum มันคือการผสมผสานแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเข้ากับการยึดมั่นในหลักการที่ไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลืนกิน
Apolitical
Ethereum มีชุมชนย่อยที่มีเป้าหมายหลากหลาย ไม่มีเรื่องเล่าเรื่องเดียวที่ครอบงำ เป้าหมายของการสร้างสแต็กนี้คือเพื่อสนับสนุนความหลากหลายดังกล่าว ขณะเดียวกันก็พยายามผลักดันให้ระบบที่หลากหลายเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น
Apolitical
สำหรับโลกคริปโต การปรับปรุงความปลอดภัยแบบเปิดกว้างแก่สาธารณะคือทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้
Apolitical
การตระหนักว่าการรวมศูนย์เกินไปและการมุ่งเน้นแต่เรื่องการเงินไม่ควรเป็นเป้าหมายของคริปโต...เปิดโอกาสให้เรานำพาระบบนิเวศของอีเธอเรียมกลับไปสู่แก่นแท้ที่เราเคยตั้งใจสร้าง นั่นคือ ระบบแบบโอเพนซอร์ส ต่อต้านการเซ็นเซอร์ กระจายศูนย์ และเปิดกว้างสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
Apolitical
ไซเฟอร์พังก์ (Cypherpunks) เชื่อว่าความเป็นส่วนตัว (privacy) คือสิ่งที่ดีและอยากให้โลกนี้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น พวกเขาเข้าใจว่าหากต้องการความเป็นส่วนตัว เราต้องสร้างมันขึ้นมาเอง ไม่ใช่รอให้รัฐบาล บริษัท หรือองค์กรขนาดใหญ่ไร้ตัวตนเมตตามอบให้ ไซเฟอร์พังก์รู้ว่ามนุษย์ปกป้องความเป็นส่วนตัวของตัวเอง
Apolitical
บิตคอยน์จะเป็นอย่างไรต่อไป