Skip to main content

21_8_01 

ยืนอยู่บนท่าเรือปากพะยูน  มองเห็นเกาะสี่เกาะห้าที่อยู่ของรังนกนางแอ่นชัดเจน  ราวกับภาพวาดในม่านฝน  เบลอๆหมองๆ มองได้นานๆ  ผมกลับบ้านทุกครั้ง  ต้องไปให้ถึง ณ จุดนั้นให้ได้  ที่ซึ่งระเบียงยื่นออกไปในน้ำ  
ยังมีร้านกาแฟ  ชาผงชงถุงแบบโบราณ  โต๊ะเก้าอี้ตั้งวางแบบเปิดโล่ง 

ตกเย็นถุงกาแฟบนรถเข็นยกขึ้นลงไม่ขาดมือ  ชงหวานชงขม  ใส่นมข้นหวาน  น้ำตาลกับโกปี้  โต๊ะต่อโต๊ะ  เก้าอี้ต่อเก้าอี้ตั้งพื้นไม่มีหลังคา  รับลมพัดมาแรงๆ  มองออกไปยังเห็นพื้นน้ำเขียวกว้าง   คราคร่ำด้วยเครื่องมือดักจับปลา

น่าจะเป็นมุมกาแฟที่อุบัติขึ้นมาตอนเย็นย่ำ  และดูดีมากแห่งหนึ่ง  ด้วยต่างคนต่างเป็นตัวละครให้กันและกัน  ทำให้ฉากเก่าๆซึมๆเซาๆมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตาเห็น  นั่งได้ไม่เบื่อ

21_8_02

ว่ากันว่า  ช่วงนากุ้งบูมตูมตาม  และคนตามกันไปเลี้ยงกุ้งอย่างกับเด็กได้ของเล่นใหม่นั้น  วงกาแฟยิ่งคึกคักกว่านี้  เรื่องที่พูดกันในวงก็ไม่พ้นการงานหยิบหมื่นหยิบแสนหยิบล้าน   กุ้งใครหว่าว่ายวนยวนใจ  ดำน้ำดำผุดดำว่ายสู้น้ำน่าเชยชมมากกว่าใคร อย่าเมาน้ำดำนะโว้ย  เดี๋ยวก็สูญหมื่นสูญแสนสูญล้าน  

การเมืองเชื่อขนมกินได้  เรื่องไกลตัว  โม้ๆกันไปตามลมพัดหลวง   ไม่ได้มีความหมายกว่าค่ำนี้คุณให้อาหารกุ้งแล้วยัง  อย่ามานั่งพูดเรื่องการเมืองให้เมื่อยมือเลย (คนเลี้ยงกุ้งใส่ใจการใช้มือมากกว่าใช้ปาก)

(ไปต่อกันที่กาแฟท่าเรือ) เมื่อก่อนแพะเดินไปมา  ร้องแบะๆให้เด็กตามมองเครายาวๆใต้ปลายคาง  เป็นอีกสีสันหนึ่งของท่าเรือปากพะยูน 

วันเย็นใจและใจเย็นตามไปด้วย ว่ายังอยู่บ้านได้อีกหลายวัน  ผมมักมาปิดเวลาของวันตรงท่าเรือปากพะยูน  แน่นอนว่าที่นี่ไม่ได้มีแต่กาแฟขาย  ยังมีร่องรอยทางเดินของแพะ  ร่องรอยเด็กชายช่วยแม่ขนหัวเคี่ยม  หลบตาตำรวจ  ไปให้ถึงมือซื้อขายโดยเร็วที่สุด  ก่อนจะนำลงเรือไปยังป่าโตนดอีกฟากฝั่งเลสาป 

อีกทั้งกลิ่นเลสาปเป็นกลิ่นใบไม้หมักดินเปื่อย  ยังส่งกลิ่นหอมกรุ่น   ยังมีไก่ทอดสูตรเฉพาะของชาวมุสลิมปากพะยูน  อร่อยมากๆ   ลองนึกถึงชิ้นไก่ติดกระดูก ไม่เกี่ยงว่าซี่โครง  อก  ปีก  น่อง   ล้วนทอดแดงหลามสุกกรอบนอกนุ่มใน 

ขาดไม่ได้คือหอมเจียว  กับข้าวเหนียวไม่เปียกไม่แห้งแข็ง  เม็ดนุ่มพอดิบพอดี  ส่งกลิ่นเย้ายวนใจคนเดินผ่านไปมา  มีคนยืนรุมคอยต่อคิวกันเลยทีเดียว

รถเข็นขายไก่เจ้าประจำเห็นอยู่อย่างน้อย 2 เจ้า   ผูกใจคนไว้ด้วยรสชาติไม่เหมือนที่ใด     
นอกนั้นก็เป็นอาหารจำพวกปิ้งย่าง   แผงผลไม้  ขนมหวาน  น้ำเต้าหู้  ปาทั่งโก๋  ฯลฯ  ทุกร้านรถเข็นดูหนาตาคนรุมล้อม เหมือนตลาดดีๆ นี่เอง  เพียงแต่ของกินสดใหม่ปรากฏขึ้น ณ เย็นย่ำค่ำเท่านั้น  ในปริมาณและคุณภาพพอเหมาะพอดี  หลังนกนางแอ่นหายไปจากท้องฟ้า  กลับคืนรังบนเกาะกันหมดแล้ว  ไม่เห็นฝูงแพะ  เป็นช่วงเวลาบรรยากาศที่ดูไม่วุ่นวาย  ไม่จอแจ  และเป็นมิตรอย่างยิ่ง

ต่างรู้กันว่าปากพะยูนเป็นที่อยู่รวมกันของชุมชนชาวมุสลิม  ตั้งแต่ผมจำความได้ก็เห็นชุมชนริมน้ำตั้งรกรากอยู่แน่นหนาแล้ว  การแต่งเนื้อแต่งตัว อาหารการกิน รูปร่างหน้าตาผู้คนล้วนบ่งบอกว่าพวกเขามีเอกลักษณ์ชีวิตความเป็นอยู่

21_8_03

เสียงสวดดังกังวานไกลเหนือท้องน้ำกว้าง

ยิ่งลึกเข้าไปยังผืนดิน  หรือยิ่งห่างไปจากฝั่งทะเลมากเท่าไหร่  เราจะพบพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นชาวมุสลิมไปขายปลามากขึ้นเท่านั้น  ทุกตลาดที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน  ทั้งตลาดนัดของหมู่บ้าน ตลาดนัดของตำบล หรือตลาดนัดต่างๆ   ล้วนเป็นเสียงซื้อขายต่อรองกันอย่างเป็นกันเอง  ระหว่างชาวมุสลิมกับคนในท้องถิ่นนั้นๆ

ปลาที่ขาย  ถ้าไม่เป็นปลาสดก็เป็นปลาแห้ง  ของหมักดองจากทะเล อย่างแป้งแดง  พุงปลา  จึ้งจัง  บูดู  ส่งผ่านมือชาวมุสลิมมาทั้งสิ้น  พูดง่ายๆว่าพวกเขาเป็นผู้กุมเศรษฐกิจปากท้องที่มาจากทะเล  

ของสดใหม่  ไม่โกงราคา  อีกทั้งแถมแจก  ปราศจากสารเคมีปนเปื้อนคือตราประทับที่ทุกคนในละแวกเลสาปต่างรับรู้

ปลาอะไรบ้างมาจากทะเลสาป  ปลาหัวโม่ง  ปลาหัวอ่อน  ปลาโอน  ปลาหลาด  ปลากระบอก  ปลาบุตรี  ปลาลิ้นหมา  ปลาทราย  ปลาโคบมัน  ปลาจระเม็ด  ปลาหมอ  ปลาช่อน  ปลาดุก ฯลฯ  รวมไปถึงแม่กุ้ง  กุ้งใหญ่กุ้งเล็ก  หอย  ปู   

ปลาจากเลสาปแทบไม่ขาดมื้ออาหาร

ใกล้ถึงวันเดินทางกลับ  ผมตั้งใจจะเอาปลาแห้งติดไม้ติดมือไปบ้าง   เลยเข้าไปยังร้านขายปลาแห้งเจ้าประจำ   ลานตากปลาแห้งส่งกลิ่นปลาโชย  ล้วนเป็นปลาจากเลสาป  เป็นปลาสดเหลือขายแล้วเอามาตากแห้ง โคบมัน  ปลาทูเค็ม  กระบอกเค็ม  หัวโม่งแดดเดียว  หัวอ่อนแดดเดียว  กุ้งแห้ง  กะปิ  ฯลฯ เยอะแยะจริงๆ   เลือกซื้อติดไม้ติดมือได้ตามสะดวก 

ปลานอนแห้งอยู่หลายสิบปี   และยังจะนอนแห้งต่อไป  ผมชอบอัธยาศัยคนขายปลาแห้ง  หยิกๆหยอกๆประมาณว่าหน้าตาอย่างนี้  ไม่น่ามาถามหาปลาแห้ง  บ้านลูกบ่าวอยู่ไหน  จะซื้อไปฝากใคร  และจะเอากี่โล

เห็นมั้ย  จบลงด้วยความสำเร็จเรื่องการซื้อขาย

21_8_04
 

ผมถามหาเคย  บ้านผมเรียกกะปิว่า "เคย" กันอย่างโจ่งแจ้งออกหน้าออกตา 
"หน้าตาดีอย่างนี้  เที่ยวเดินแบกเคยได้พรื่อ"
"ใครๆก็แบกเคยกัน" ผมว่าไปบ้าง
"เอาเคยกุ้งหรือเคยปลา  ใหม่ๆทั้งเพ แล้วเอากี่โล"
เห็นมั้ย  ความสำเร็จเรื่องการขายเพิ่มเติมทวีมีชัย
"แป้งแดงพันพรื่อ กินไม่เป็นเสียแล้ว" (ผมแกล้งถามไปอย่างนั้น)
"แหม  ลูกบ่าวใครไปอยู่กรุงเทพกลับมาแล้วไม่รู้จักแป้งแดง"
"อย่างนี้มั้ย" (ผมชี้ไปยังไหพุงปลา)
"สงสัยไม่รู้จักจริงๆ  แล้วกุ้งส้มไม่เอาไปกินมั่งเหอ"

สูตรดองๆทั้งหลายก็กรูเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลัง  หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งว่า  ผมตกไปอยู่ในวงล้อมของแป้งแดง พุงปลา จึ้งจัง กุ้งส้ม บูดู ปลาแห้ง กุ้งแห้ง หมึกแห้ง ... อย่างชนิดไม่รู้จะหาวิธีถอนตัวออกมาได้อย่างไร

                       

บล็อกของ ชนกลุ่มน้อย

ชนกลุ่มน้อย
เสียงเธอดังขึ้นในความเงียบ ผมบอกให้เธอรู้อีกครั้ง ใช่ๆ ใช่มันจริงๆ อีแร้งหรือไม่ก็นกยักษ์ มันนั่งยองๆ อยู่บนรั้วบ้าน อย่างกับทิ้งน้ำหนักนับพันๆกิโลกดทับลงบนกำแพงคอนกรีตอันบอบบาง ถ้ามันนั่งนานกว่านี้ เมืองทั้งเมืองจะเทลาดมาทางนี้ มันเชิดหน้าเฉยเมย ประกาศความใหญ่โตหนาหนัก ผมยืนมองมันด้วยความรู้สึกแขนขาอ่อน เนื้อตัวเย็นเฉียบ อย่าคิดมากเลย คำพูดผมเบาเป็นนุ่น เธอไม่เชื่อในสิ่งที่ผมเห็นมากับตา เธอต้องลงไปดู ไม่ แต่พี่เห็นมัน มันคงมาเล่นงานเราอีก คราวนี้พี่อย่ายอมมันนะ ไอ้นกป่วยนั่นนำโชคร้ายมาให้ มันควรไปเกาะที่อื่น ไปในที่ๆไม่ใช่ขอบรั้วบ้านมนุษย์ยิ่งดี…
ชนกลุ่มน้อย
ด็อกเตอร์สมบัติ เครือทอง ครูการเขียนคนแรกของผม ย้ายจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มาสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก นานหลายปีมาแล้ว แต่ผมได้พบครูสอนเขียนเพียงครั้งสองครั้งเท่านั้น วันที่ครูมาร่วมงานสัมมนาทางวิชาการในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อสัปดาห์ก่อนนี่เอง ผมไม่พลาดโอกาสที่จะพบหน้าครูให้ได้ เราพบกันในร้านกาแฟบนถนนนิมนานเหมินทร์ ย่านร้านรวงธุรกิจบริการกาแฟผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด จัดแต่งร้านพร้อมนำเสนอเครื่องดื่มชวนดื่มชิมรส รมณียสถานคราคร่ำด้วยผู้คนทั้งกลางวันกลางคืน พบกันคราวนี้ ผมมีเรื่องเก่าย้อนถาม “จดหมายจากสวนยางถึงสวนลุกซองบูร์ยังมีอยู่มั้ยครับ…
ชนกลุ่มน้อย
เปิดตัวหนังสืออีกแล้วหรือพี่..!??!” เครื่องหมายประหลาดใจตามมาด้วยความตกใจ ประมาณว่าไม่เข็ดหลาบจำเสียทีนะพี่ หนังสือเล่มไหนเล่มใหม่หรือพี่ ออกมาเมื่อไหร่ ไม่เห็นหน้าเห็นตาเลย “นั่นสิ มันหลบอยู่ตรงไหน กลายเป็นของหายากไปได้อย่างไร หลบหน้าหลบตาคนอ่าน” ทีเล่นหรือทีจริงก็ตาม สุดท้ายผมก็บอกไปว่า สงสัยแผงเขาไม่ว่างวางของหนัก หรือไม่ก็เขาเก็บออกไปจากแผงเสียแล้วมั้ง แล้วเขาก็ถามต่ออีกว่า แล้วพี่จะมาเปิดตัวหนังสืออีกทำไม สำนักพิมพ์ที่พิมพ์งานของพี่รวยเหรอ ผมรีบออกตัวว่า เปล่า อาจจะจนก็ได้มั้ง พอศอของข้าวแพงไข่ไก่แพง บนหนทางที่ไม่ได้ปลูกข้าวกินเอง และไม่ได้เลี้ยงไก่ไว้กินไข่…
ชนกลุ่มน้อย
ผมไปตามวันเวลาหมอนัดอีกครั้ง หลังจากพลาดนัดครั้งแรก ถ้าผมไม่ไปตรงเวลา ผมจะต้องคอยนานอีกอย่างน้อยสองเดือน คนจัดการรับเรื่องนัดหมายพยายามแจกแจงให้เห็นความจำเป็นของการคอย เพราะคนป่วยอันเนื่องมาจากฟัน มีเป็นจำนวนมาก เหมือนกับต่างคนต่างรู้ช่องทางทำฟันราคาถูก “ไปคลีนิกไม่ต้องนัดนานเป็นเดือนนะลูก” ป้าคนนั่งกุมแก้มขวาบวมเป่ง ผมถามป้าว่ามาทำอะไร “ถอนฟัน” .. ห่างออกไปราวสิบห้าเมตร มือเหล็กยักษ์กำลังขุดคุ้ยโคนรากไม้ เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มตลอดเวลา เส้นเชือกขีดคั่นปักแดนล้อมเอาไว้ แต่แค่บอกอาณาบริเวณห้ามคนผ่านเข้าไปเท่านั้น คนเดินผ่านไปมาก็ยังต้องหันไปมองมัน…
ชนกลุ่มน้อย
พอพ่อลูกเดินไปถึงสถานีขนส่งช้างเผือก คนก็มองจ้องราวกับกำลังจะมีฉากถ่ายหนังในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เขากองสัมภาระไว้ข้างเก้าอี้ ลูกชายนั่งเฝ้า เขาเดินไปซื้อตั๋ว คนมองลูกชายพลางมองพ่อไปมา บางคนแอบกระซิบยิ้มหัวขณะสายตามองไปยังลูกชาย “เชียงดาวสองที่นั่ง” คนเป็นพ่อมองหญิงวัย 40 กว่าๆ ดูสีหน้าแววตาขี้เล่น ใบหน้าลงเครื่องแป้งหนาลบวัยจริง เป็นใบหน้าคอยถามตอบต้อนรับผู้โดยสาร “ลงที่ไหนจ้าว..วว์” เสียงหวานถามกลับเป็นสำเนียงคำเมืองยืดหางเสียง คนเป็นพ่อนิ่งคิด ชั่วอึดใจนั้น คนขายตั๋วก็มีสถานที่นำเสนอให้ลง “สถานีตำรวจมั้ยจ้าว” น้ำเสียงนั้นเจือยิ้มหัวเป็นกันเอง…
ชนกลุ่มน้อย
คุณไปยืนอยู่ใต้ต้นพลัมตอนย่ำค่ำ มันขึ้นปะปนอยู่กับป่าผลไม้อื่นๆ อย่างพลับ ท้อ บ้วย สาลี่ อโวคาโด ขนุน กล้วย นับรวมหลายสิบชนิด เพียงต่อพลัมกำลังให้ลูกสุกเต็มต้น เช้าวันต่อมา คุณกลายร่างเป็นนกป่าเข้าสวนตั้งแต่เช้า ดวงอาทิตย์สว่างมาจากแนวป่าสนลอดผ่านพุ่มใบไม้เป็นลำแสงสีเงินสีทอง งามสงบจนคุณไม่อยากจะเดินย่างไปไหน   แต่นกหิวลืมตัว ปลิดเข้าปากกินสดๆ อย่างไม่รู้จักอิ่ม “ลูกนี้สุกแล้ว ลองดูๆพันธุ์ลูกแดง พันธุ์ลูกเหลืองก็มี เดินไปดูต้นโน้น” เจ้าของสวนชวนชิม “กินเลยๆ ปล่อยให้มันร่วงไปอย่างนั้น นกมานกก็กินกัน”
ชนกลุ่มน้อย
ผมตกปากรับคำนั่งซ้อนหลังอานรถของเขาอย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผมจะวางใจในฝีไม้ลายมือของเขา รู้ทั้งรู้ว่าเป็นเส้นทางที่เขาขับขี่ไปมาอยู่ทุกวัน ผมควรประหยัดคำพูดที่จะถามเรื่องคุ้นเคยเส้นทาง อีกทั้งมอเตอร์ไซค์คู่ชีพเขา ก็ตั้งวางให้เห็นความแข็งแรงพร้อมลุย โคลนคลุกตามตัวรถเหมือนบอกว่าไปทางไหนไม่หวั่น “ไกลมั้ย” ผมจะถามถึงระยะทาง “หลังเขาลูกนั้น” เขาชี้มือไปยังเนินเขาไกลๆอยู่ม่านหมอกฝน เขามาอาสาเป็นธุระรับส่งไปสวนป่า ผมอยากไปเห็นกับตา ว่าป่าธรรมชาติกับคนทำสวนในป่านั้น จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ความเข้าใจคนทั่วไปนั้น ป่าก็อยู่ส่วนป่า คนก็อยู่ส่วนคน…
ชนกลุ่มน้อย
31 สิงหาคม 2540 13.30 น. ไกลลิบ ถนนโค้งพุ่งผิดรูปหายไปในพงหญ้าสูงท่วมศีรษะ คนหนึ่งเหมือนหลักกิโลเมตรเคลือบสีดำ เห็นมาแต่ไกล เพียงแต่เสาหินเคลื่อนที่ได้ ช้าเหมือนมด พอรถวิ่งไปใกล้ จึงเห็นผืนผ้าขาวเขียนตัวหนังสือด้วยหมึกดำ เคียงคู่ไปกับเสาหิน เหมือนไม่รู้สุขรู้เศร้า เสาหินสวมหมวกเก่าๆ รองเท้ายางหุ้มส้น ในใจผมคิดว่า แกคงเดินเรียกร้องบางสิ่งบางอย่าง พอรถแล่นผ่านตัวแก โค้งถนนเป็นเส้นตรงอีกครั้ง ความจริงก็ปรากฏ ขบวนแห่ศพ!!.. รถผมเชื่องช้าเป็นไส้เดือน เหมือนว่าล้อรถหุ้มด้วยหนังงูเหลือม ลมตีเข้ามาทางหน้าต่าง ไม่ใช่ลมดอกไม้สด แต่เป็นลมมีกลิ่นธูป…
ชนกลุ่มน้อย
30 สิงหาคม 254008.35 น. รถจิ๊ปสีดำส่งเสียงอยู่หน้าบ้าน เสียงนั้นเพิ่งกลับมาจากทำงาน เธออดนอนมาค่อนคืน ชั่วอึดใจหนึ่งนั้น เสียงเหล็กปะทะของแข็ง ผมผละจากหน้าเครื่องพิมพ์ดีดโอ เสาบ้าน กันชนแตกเป็นรอยร้าวเธอมองหน้าผม ผมพยายามจะเข้าใจ “อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าชีวิตจริงจะมีกันชนหรือไม่ก็ตาม”หนังสือ “ลมหายใจสงคราม” ของอา ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ยังวางอยู่บนโต๊ะ ผมเปิดอ่านอีกครั้ง “..ผมเสียใจ! ระยำ! ผมไม่เคยมีความรู้สึกนี้บ่อยนัก แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะแนะนำให้คุณเข้าป่า ในป่ามันก็มีสงครามระหว่างแมลงกับใบไม้ และดอกไม้เป็นพิเศษ บัดซบ! คุณไม่รักสงคราม แต่คุณก็ไม่เกลียดมัน คุณกลัวมันเท่านั้น…
ชนกลุ่มน้อย
ไม่มีเหตุผลที่ผมจะมุ่งไปยังเถียงนาหลังนั้น เพียงแต่อยากเดินเข้าไปในโพรงจมูกของเทือกอินทนนท์สักครั้งหนึ่ง วันที่แดดแรงปลายฤดูร้อน นาข้าวขั้นบันไดสุดหูสุดตาเหลือแต่ตอ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ร่องรอยเก็บเกี่ยว โล่งลิบ ใบข้าวกองเกลื่อน ร่องรอยตีข้าวมีฟางข้าว ตอซังข้าวเป็นตุ่มตาเรียงรายบนพื้นผิวไหล่เขา ผมยืนอยู่บนไหล่เขาแล้วมองออกไปทางราบลุ่ม ภาพที่เห็นอย่างกับการปรากฏตัวของชิ้นส่วนวัตถุประหลาดผุดขึ้นมาจากพื้นดินผมนึกไม่ออกว่า เถียงนาลุงเหน่วอเป็นอย่างไร คนนำทางก็ไม่ได้บอกว่า เถียงนาหลังนั้นซุกซ่อนเรื่องราวใดไว้บ้าง หรือมีส่วนปลีกย่อยอื่นใด ทำให้เกิดความหมายน่าสนใจขึ้นมากกว่าเถียงนาหลังอื่นๆ…
ชนกลุ่มน้อย
“ถ้าน่องมนุษย์ตั้งท้องได้ คนทุกคนจะเป็นพี่น้องกัน” ถึงเวลาหยิบปลาแห้ง กุ้งแห้ง กะปิ สะตอใส่กล่องลังเสียที ช่วงเวลาตากอากาศบ้านเกิดหมดลงอีกครั้ง ผมได้ย้อนกลับไปบนเส้นทางเก่าๆที่เคยไป สถานที่ที่ข้องเกี่ยวกับวัยเด็ก คนที่ผูกพันใจ รวมไปถึงพืชพันธุ์ต้นไม้ที่อยู่ในใจ กลับไปสู่ต้นสายปลายเหตุของตัวเอง และเดินทางต่อไป อย่างที่บอกแต่ต้น ผมพกหนังสือไปหลายเล่ม แต่ไม่ได้อ่านครบทุกเล่ม อย่างเล่ม แผ่นดินอื่น รวมเรื่องสั้นของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ผมเปิดอ่านผ่านๆอีกรอบ แต่ผมก็มีโอกาสไปเดิน บนถนนโคลีเซียม เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของเขา วันเวลาได้กลืนกินฉากเก่าๆไปแทบหมดสิ้น…
ชนกลุ่มน้อย
 ยืนอยู่บนท่าเรือปากพะยูน  มองเห็นเกาะสี่เกาะห้าที่อยู่ของรังนกนางแอ่นชัดเจน  ราวกับภาพวาดในม่านฝน  เบลอๆหมองๆ มองได้นานๆ  ผมกลับบ้านทุกครั้ง  ต้องไปให้ถึง ณ จุดนั้นให้ได้  ที่ซึ่งระเบียงยื่นออกไปในน้ำ   ยังมีร้านกาแฟ  ชาผงชงถุงแบบโบราณ  โต๊ะเก้าอี้ตั้งวางแบบเปิดโล่ง  ตกเย็นถุงกาแฟบนรถเข็นยกขึ้นลงไม่ขาดมือ  ชงหวานชงขม  ใส่นมข้นหวาน  น้ำตาลกับโกปี้  โต๊ะต่อโต๊ะ  เก้าอี้ต่อเก้าอี้ตั้งพื้นไม่มีหลังคา  รับลมพัดมาแรงๆ  มองออกไปยังเห็นพื้นน้ำเขียวกว้าง  …