Skip to main content

 

พม่า-ไทย: แดนสุขาวดีหรือแดนมิคสัญญี !!

เป็นที่ฮือฮาพอสมควรเมื่อรัฐบาลพม่า ประกาศเร่งสำรวจโครงสร้างทางชาติพันธุ์เพื่อจัดทำสำมะโนประชากรตัวใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมเบิกทางอันจะนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งและการวางแผนยุทธศาสตร์พัฒนารัฐที่มีความแม่นยำละเมียดละไมมากขึ้น (สำมะโนที่สมบูรณ์ตัวเก่า จัดทำกันตั้งแต่ยุคอาณานิคมอังกฤษในปี ค.ศ.1931)

พร้อมกันนั้น รัฐบาลยังได้ทำการโฆษณาป้าย "Myanmar: Happy Land" หรือ "เมียนมาร์: แดนสุขาวดี" ตามย่านหัวเมืองต่างๆ เพื่อแสดงว่าเหล่าพหุชนชาติที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ ต่างร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมายาวนานจนยากที่จะแยกถอนออกจากกัน (ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะเคยรณรงค์กันอย่างคึกคักในสมัยรัฐบาลทหาร)

กระนั้น ถึงแม้ว่า บรรยากาศการปรองดองในพม่าจะดูน่ารื่นรมย์สุขีมากกว่าอดีต แต่รัฐบาลพม่าก็ยังมิอาจจะซุกบาดแผลอันแตกร้าวที่เกิดจากสงครามกลางเมืองและการทะเลาะเบาะแว้งของผู้คนในอดีตได้อย่างแนบสนิท เพราะจริงๆ แล้ว พม่า/เมียนมาร์ ถือเป็นประเทศที่มีความเป็นรัฐพหุชนชาติ (Multi-Ethnic State) อยู่ในระดับสูง

แผนที่แปดชาติพันธุ์หลักในพม่า จาก Nicholas Farrelly

โดยในทางโครงสร้างประชากร ก็มิได้มีแต่เพียงชนชาติพม่า คะฉิ่น ไทใหญ่ มอญ กะเหรี่ยง คะยาห์ ฉิ่น และยะไข่ เท่านั้น หากแต่เหล่าพหุชนชาติล้วนแตกแขนงแยกย่อยออกเป็นอนุเผ่า ซึ่งความหลากหลายทางชาติพันธุ์แบบนี้ เมื่อถูกคละเคล้ากับการแบ่งแยกกีดกันเผ่าพรรคที่แตกต่างจากตน หรือ สภาพความอยุติธรรมในสังคมที่แพร่ระบาดไปทั่วประเทศ กลับทำให้เกิดการก่อตัวของแท่งตะปูขนาดใหญ่ที่ค่อยๆ ตอกลึกทิ่มแทงให้สังคมพม่าต้องพบกับสภาพตีบตันทางชนชาติหรือการออกแบบโครงสร้างการปกครองที่ติดขัดเรื้อรังมายาวนาน

โดยล่าสุด ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าจะให้โครงสร้างการปกครองประเทศออกมาในรูปแบบใด ระหว่างเอกรัฐ (Unitary State) ที่เป็นรัฐรวมศูนย์อย่างเข้มข้นเหมือนสมัยรัฐบาลทหาร หรือสหพันธรัฐ (Federal State) ที่เน้นกระจายอำนาจไปสู่รัฐบาลประจำภูมิภาคอย่างแท้จริง หรือในแบบสหภาพลูกผสม (Hybrid Union) ที่ปนๆ กันระหว่างรัฐเดี่ยว-รัฐรวม ซึ่งก็มีหน้าตาคล้ายๆ กับสหราชอาณาจักร

ซึ่งเรื่องของสถาปัตยกรรมแห่งรัฐนั้น นับเป็นลิ่มที่ตอกทิ่มความเจ็บปวดให้กับสังคมพม่ามาเนิ่นนาน เพราะหากออกแบบผิดพลาดหรือมีช่องโหว่เมื่อไหร่ นั่นอาจหมายถึงการล่มสลายของรัฐที่ไม่ต่างอะไรจากการล่มของสหภาพโซเวียตหรือยูโกสลาเวีย

ในอีกทางหนึ่ง หากเราดู "Political Mapping" ของกลุ่มพลังทางสังคมในพม่า (ที่ใช้แนวมองนอกเหนือไปจากเรื่องพหุชนชาติ) เราอาจพบเห็นภูมิทัศน์การเมืองพม่ายุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยขั้วการเมืองหรือมุ้งอำนาจที่แตกกระจัดกระจายจนไม่มีหลักประกันว่า บ้านเมืองจะสงบสุขอย่างแท้จริงเมื่อไหร่

แผนที่แสดงการชิงไหวชิงพริบของกลุ่มการเมืองต่างๆ ในพม่า จาก Bryan Farrell

เพราะโครงสร้างอำนาจช่วงหลังเลือกตั้งของพม่า ก็เต็มไปด้วยสถาบันการเมืองหรือกลุ่มพลังทางสังคมมากหน้าหลายตาทั้ง รัฐบาลกึ่งพลเรือน สภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพ ตุลาการ พรรคการเมือง พระสงฆ์ นักศึกษา แรงงาน เกษตรกร กองกำลังแบ่งแยกดินแดน กลุ่มก่อการร้าย และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งบางกลุ่ม ก็ยังแบ่งแยกย่อยออกเป็นพวก splinters อีกมากมายจนนับไม่ถ้วน

ฉะนั้น พม่าจึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของรัฐซ้อนรัฐ (States inside State) หรือ รัฐแห่งการประหัตประหาร (State of Strife) ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เพียงแต่ว่า ณ ตอนนี้ พม่ากลับมีคู่แข่งใหม่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพม่า ซึ่งนั่นก็คือ ประเทศไทยของเราที่ทยอยค่อยๆ พอกพูนปัญหามะรุมมะตุ้มเกี่ยวกับการสร้างรัฐสร้างชาติ ไม่ว่าจะเป็น กระแสการพูดถึงเรื่องการแบ่งแยกประเทศที่ตัดออกเป็น ไทยเหนือ ไทยใต้ ประเทศล้านนา ประเทศล้านช้าง ประเทศศรีวิชัย ฯลฯ หรือการแบ่งกลุ่มคนออกเป็น ไทยแดง ไทยเหลือง ไทยขาว ไทยดำ ฯลฯ และขณะเดียวกัน สถาบันการเมืองอย่าง รัฐสภา รัฐบาล ตุลาการ พรรคการเมือง กองทัพ และกลุ่มพลังทางสังคมอื่นๆ ถ้าไม่ง่อยเปลี้ยหรือซัดกันโครมครามจนบริหารประเทศไม่ได้ ก็ล้วนแล้วแต่ถูกแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายจนทำให้องคาพยพทั้งหมดในรัฐเกิดอาการชักกระตุกหรือชะงักงันเป็นพัลวัน

จากโศกนาฏกรรมดังกล่าว จึงน่ากังวลว่าแผนที่รัฐไทยในอนาคต อาจจะถูกผลิตออกมาในสไตล์แผนที่ War Zone หรือ War Game ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการชิงไหวชิงพริบทางยุทธศาสตร์/ยุทธวิธีอย่างเข้มข้นเหมือนกับการเล่นเกมส์สงคราม

คงจะหายากแล้วกระมัง สำหรับการย้อนกลับไปหา Happy Land หรือ The Land of Smile ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย "สยามเมืองยิ้ม" แห่งเหล่าพหุชนผู้รักชาติหลายเฉดสี !!

 

ดุลยภาค ปรีชารัชช
สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา, ธรรมศาสตร์

 


 

บล็อกของ ดุลยภาค

ดุลยภาค
รัฐประหารที่ส่อเค้าล้มเหลวในตุรกีล่าสุด ให้บทเรียนราคาแพงต่อวิชา "รัฐประหารศึกษา” และ "การเมืองเปรียบเทียบ" โดยเฉพาะเรื่องบทบาททหารกับการเมือง
ดุลยภาค
กล่าวโดยสรุป รัฐจารีตอุษาคเนย์ มักคุ้นชินกับเกมสังเวียนพยัคฆ์-คชสาร ซึ่งถูกจัดขึ้นเพื่อสะท้อนประสบการณ์เชิงบวก-เชิงลบต่อสัตว์พื้นเมืองทั้งสองชนิด รวมถึงใช้เพื่อส่งสัญญะ แสดงพลังข่มขู่ขับไล่ผู้รุกรานต่างถิ่น แต่ขณะเดียวกัน เกมสังเวียนประเภทนี้ ก็ถูกใช้เพื่อตอบสนองมหกรรมบันเทิงของเหล่ากษัตริย์-ขุนนาง-ประชาชน ซึ่งก็ไม่แตกต่างอะไรมากนักจากศึกสังเวียนโคลอสเซียมในจักรวรรดิโรมัน