Skip to main content

ห้องพิจารณาคดี 904 หลังสิ้นเสียงคำพิพากษาให้จำคุก 10 ปี...

\\/--break--\>

"สุวิชา ท่าค้อ" ซึ่งยืนนิ่งฟังคำพิพากษา ค่อยๆ เอามือข้างหนึ่งถือเชือกที่รั้งไว้กับตรวนที่ข้อเท้า เพื่อยกตรวนขึ้นให้เดินสะดวก เขาและผู้คุมเปิดประตูออกมาจากห้องพิจารณาคดี โดยไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับทัพนักข่าวที่รออยู่ด้านนอก แสงแฟลชวิบวับตลอดเวลาที่เดินออกมา กล้องทีวียังคงจ่อตามนักโทษชายผู้นี้อย่างต่อเนื่อง แม้เขาจะพยายามใช้มือข้างที่เหลือปิดบังใบหน้าตัวเอง

พ่อ พี่สาวและน้องชาย รีบเดินตามออกมา ผู้เป็นพ่อวัย 70 กว่าร่ำไห้ และพยายามสวมกอดลูกชายก่อนที่จะเข้าประตูส่วนของผู้ต้องขัง ท่ามกลางกล้องทีวีที่ยังตามติด คืนนี้ภาพของเขาคงปรากฏในทีวีหลายช่อง หลังจากที่เขาพยายามปิดบังสภาพตนเองยามถูกคุมขังกับลูกๆ ทั้ง 3 คนของเขาตลอดมา เพราะไม่อาจยินยอมให้ลูกเห็นสภาพ "คนคุก" ได้

พี่สาวของสุวิชาพยายามกลั้นน้ำตาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวจากหลายสำนัก ขณะที่ผู้เป็นพ่อยังคงร่ำไห้ เอามือปาดน้ำตา และพยุงตัวไปนั่งที่ม้านั่งข้างๆ ลิฟท์ กลุ่มทนายที่มากันหลายคนได้แต่ยืนนิ่งงันขณะรอติดต่อขอคัดสำเนาคำพิพากษา

ขณะอยู่ในลิฟท์ นักข่าวหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งยังคงพูดคุยกับผู้เป็นพ่อซึ่งเพิ่งหยุดร้องไห้ เขานิ่งเงียบเหมือนมีบางอย่างจุกอยู่ในลำคอ ผ่านไปอึดใจ คำพูดต่างๆ จึงพรั่งพรูออกมาราวกับทำนบที่รองรับน้ำไว้ไม่ไหว

"มันเหมือนผมมีบ้านอยู่ริมโขง น้ำมันเต็มฝั่ง แล้วจู่ๆ บ้านก็พังลงมาทั้งหลัง"

มีแต่ความเงียบในลิฟท์โดยสารนั้น จนกระทั่งลูกชายคนเล็กเอ่ยขึ้นมาว่า "พ่อ ไปพูดริมขง ริมโขงอะไร เขาจะไปนึกออกได้ไง"  นักข่าวสาวตอบว่า "นึกออก เคยไปๆ" แล้วทุกคนก็หัวเราะ...กันไปอย่างนั้น จากนั้นจึงตามมาด้วยคำตัดพ้อถึงชะตากรรมและโทษทัณฑ์ที่ลูกชายได้รับ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของชาวต่างชาติ

ที่ใต้ถุนศาล สุวิชาถูกคุมตัวไว้ที่นั่นก่อนที่จะนั่งรถลูกกรงของเรือนจำกลับไปพร้อมนักโทษคนอื่นๆ ในเย็นวันนี้ ภรรยาของเขาซึ่งไม่ยอมขึ้นไปฟังคำพิพากษากำลังเกาะลูกกรงคุยกับเขาอยู่ เธอไม่มีน้ำตาสักหยดให้เห็น หากแต่เป็นสามีที่ร้องไห้น้ำตานองหน้าอย่างไม่อายใคร นักข่าวไทยและต่างประเทศบางสำนัก รวมถึงเอ็นจีโอที่รณรงค์เรื่อง free speech ทางอินเตอร์เน็ต ยังคงติดตามมาพูดคุยกับเขา

"I never do anything wrong , the whole world please help me, I want to go back to my family." เสียงเขาตะโกนบอกผู้สื่อข่าวซึ่งพยายามฟังอย่างยากลำบาก ทั้งจากอาการสะอื้น และเสียงผู้ต้องหาและญาติคนอื่นๆ ที่ดังเซ็งแซ่ในบริเวณเยี่ยมนั้น

"ผมอยากกลับไปหาครอบครัว ไปเป็นชาวไร่ชาวนาก็เอา ขอให้ผมอาศัยอยู่ในประเทศนี้ต่อไปเถอะ ผมไม่มีที่ไปแล้ว ผมแค่ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีอาวุธ ไม่มีเครือข่ายอะไรจริงๆ"

"ผมไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ขนาดอยู่ในคุก ของโดนขโมยเกือบทุกวันผมยังอโหสิเลย แต่อยู่ในสังคมไทย ความเชื่อแตกต่าง ผมกลายเป็นคนเลว" สุวิชาตัดพ้อพร้อมอธิบายว่า ระหว่างอยู่ในเรือนจำ เขาได้เขียนขอพระราชทานอภัยโทษต่อในหลวงแล้ว เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาออกมาต่อต้านการรัฐประหาร และเข้าใจผิดจึงได้ก้าวล่วงพระองค์ ต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ได้อธิบาย เขาจึงเข้าใจ และรู้สึกเสียใจ

ในบรรดาญาติและผู้สื่อข่าว ยังมีใครบางคนที่ไม่เคยรู้จักกับสุวิชามาก่อน แต่เป็นคนติดตามข่าวสารและมาร่วมฟังการพิจารณาคดีด้วยรู้สึกเห็นใจ สงสาร เขาเป็นคนที่คอยพยุงพ่อของสุวิชาเดินลงบันไดศาลราวกับเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่คุ้นเคย จากนั้นจึงมาเกาะลูกกรงให้กำลังใจสุวิชา

"ถ้าผมไม่ได้ออกจากประตูคุกไปพบลูก ผมก็คงไม่ได้พบลูกตลอดไป เพราะผมไม่ยอมให้ลูกมาเยี่ยม ผมทำใจให้ลูกเห็นในสภาพนี้ไม่ได้"

"ถามคนทั้งโลกให้ทีว่า ลูกผมสามคนจะอยู่ยังไง"

นอกเหนือจากเสียงตะโกนที่ขาดเป็นห้วงๆ สุวิชายังตะโกนบอกภรรยาให้เอารูปครอบครัวให้กับนักข่าวที่สนใจ ภรรยาของเขารีบค้นข้าวของในกระเป๋า หยิบอัลบั้มรูปขึ้นมา แล้วเปิดหารูปถ่ายครอบครัวยื่นให้นักข่าวอย่างลนลาน

เธออธิบายว่า ในภาพมีลูกชายคนโตอายุ 16 ปี เพิ่งจบ ม.3 เพิ่งบวชให้พ่อเมื่อสัปดาห์ก่อน ลูกสาวคนรองอายุ 14 ปี และลูกชายคนเล็กอายุ 7 ปี

ลูกชายสุวิชา

"นี่ไม่ใช่บวชธรรมดานะ เป็นการบวชในพระราชกุศล เผื่อจะได้ไถ่โทษให้พ่อเขาได้บ้าง" เธอละล่ำละลักบอกถึงการบวชของลูกชายในโครงการถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ณ วัดสระโบสถ์ จังหวัดร้อยเอ็ด

"เขาไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้าย ทำไมทำกับเขาเหมือนเป็นผู้ก่อการร้าย"

"เขาบอกว่า ถ้าเขาออกมาได้จะลาออกจากงานไปอยู่บ้านนอกกัน เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา มาบอกทำไมล่ะว่าให้ปากคำแล้วจะปล่อยแฟนหนูกลับบ้าน" ภรรยาตัดพ้อถึงกระบวนการสอบสวนแบบไทยๆ  

เมื่อถามถึงอนาคตข้างหน้าของเธอผู้เป็นแม่บ้านมาโดยตลอด และกำลังต้องเป็นหัวเรือใหญ่ของบ้าน เธอส่ายหัวช้าๆ "ยังไม่รู้เลยว่าจะทำยังไง"

โชคดีที่ลูกชายคนโตซึ่งเรียนโรงเรียนอินเตอร์จบการศึกษาพอดี ส่วนลูกสาวคงต้องให้ลาออกจากโรงเรียนในกรุงเทพฯ ไปเรียนต่อในต่างจังหวัดภูมิลำเนาของปู่ย่า อย่างไรก็ตาม มันยังคงเป็นเรื่องยากลำบากที่จะให้เธอคาดคะเนชะตากรรมทั้งหมดของครอบครัว หลังสามีซึ่งเป็นวิศวกรเงินเดือนสูงในบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่งถูกจับกุมเมื่อต้นเดือนมกราคม และถูกไล่ออกจากงานโดยไม่ได้เงินชดเชยใดๆ

 

ก่อนที่พี่สาวของเธอจะพาพ่อกลับภูมิลำเนาที่นครพนม เธอลงมายังใต้ถุนศาลแสดงความวิตกกังวลถึงข่าววันนี้ "นักข่าวทีวีเต็มไปหมดเลย" ทุกคนพยักหน้า และไม่มีใครว่าอะไรต่อ คาดเดาได้ว่าเธอคงกลัวเด็กๆ จะได้รับผลกระทบจากสังคมรอบข้างอย่างที่เธอประสบ "คนอื่นๆ พอเขารู้ว่าเป็นญาติกับสุวิชา เขาก็รังเกียจ คิดว่าเราคิดเหมือนกัน ผิดเหมือนกัน เป็นอาชญากร"

ล่วงเลยเวลาอาหารเที่ยงมามากแล้ว ทุกคนขอตัวลากลับ... กลับไปสู่โลกใบเดิม คงเหลือแต่เขานั่งนิ่งบนม้านั่ง เบื้องหลังกรงขังพร้อมโซ่ตรวนที่ไม่มีใครคะเนน้ำหนักได้. 

000

ลำดับเหตุการณ์คดีสุวิชา ท่าค้อ

14 ม.ค. 2552 สุวิชา อายุ 34 ปี ทำงานตำแหน่งวิศวกรเครื่องจักร ของบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่ง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว หน้าร้านสุวรรณการช่าง อ.เมือง จ.นครพนม คำร้องของพนักงานสอบสวนระบุว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 เม.ย.-26 ธ.ค.2551 ผู้ต้องหากระทำผิดกฎหลายบท หลายกรรม ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลรูปภาพ ซึ่งเป็นการกระทำดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาท พนักงานสอบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 92/2552

16 ม.ค. 2552 สุวิชาถูกควบคุมตัวจาก นครพนมมายังศาลอาญา รัชดาภิเษกกรุงเทพฯ ด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ เจ้าพนักงานยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรก 12 วัน ไปจนถึงวันที่ 27 มกราคม โดยระบุว่า ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหามาจนครบกำหนดแล้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องรอสอบปากคำพยานอีก 15 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์จำนวน 3 เครื่อง แผ่นซีดี และเอกสารอีกจำนวนหลายรายการ จึงขอฝากขังไว้ หลังจากนั้น ทนายความของสุวิชาได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งประกันตัว 2ครั้ง แต่ศาลยกคำร้อง

26 มี.ค. 2552 อัยการมีคำสั่งฟ้องคดีนายสุวิชา ท่าค้อ เป็นจำเลยฐานกระทำความผิดโดยร่วมกับพวกที่หลบหนี หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กโทรนิกส์หรือวิธีการอื่นใดโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย อัยการขอให้ลงโทษตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และ 16

30 มี.ค. 2552 จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาลในระหว่างนัดชี้สองสถาน และศาลนัดฟังคำตัดสินในวันที่ 3 เม.ย. 2552 เวลา 9.00 น.

3 เม.ย.2552 เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา ผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินคดีที่พนักงานอัยการ โจทก์ ฟ้องนายสุวิชา ท่าค้อ เป็นจำเลยฐานกระทำความผิดโดยร่วมกับพวกที่หลบหนี หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กโทรนิกส์หรือวิธีการอื่นใดโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย อัยการขอให้ลงโทษตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และ 16

ตัดสินว่ามีความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1), 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14(2) และ 16(1) เนื่องจากเป็นความผิดหลายบท ให้ลงโทษตามมาตราที่มีโทษสูงสุด และความที่จำเลยกระทำความผิด 2 กระทง ให้ตัดสินให้ลงโทษ กระทงละ 10 ปี รวม 20 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กระทงละ 5 ปี คงเหลือโทษจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา และให้ริบของกลาง

.........

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดใจจากคุก สุวิชา ท่าค้อ

http://www.prachatai.com/05web/th/home/15329

ศาลยกคำร้องขอประกันตัว สุวิชา ท่าค้อ' ทนายเตรียมอุทธรณ์ต่อสัปดาห์นี้

http://www.prachatai.com/05web/th/home/15349

สุวิชา ท่าค้อ รับสารภาพ ศาลนัดฟังคำพิพากษา 3 เม.ย. นี้

http://www.prachatai.com/05web/th/home/16074       

ศาลตัดสินจำคุก 10 ปี "สุวิชา ท่าค้อ" ตามมาตรา 112

http://www.prachatai.com/05web/th/home/16174

บล็อกของ หัวไม้ story

หัวไม้ story
 ทีมข่าวการเมืองข่าวเรื่องนิตยสาร ดิ อิโคโนมิสต์ ถูกแบน ในประเทศไทย ได้รับการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของเอพี และเสตรทไทม์ ขณะที่ในเมืองไทย [1] ข่าวดังกล่าวไม่ปรากฏในสื่อกระแสหลัก และเพิ่งมาปรากฏขึ้นในลักษณะของการตอบโต้จากทางการไทย ผ่าน.นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีหนังสืออย่างเป็นทางการถึงบรรณาธิการนิตรสาร ดิ อิโคโนมิสต์  ระบุว่า....            "รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่งต่อมุมมองและทัศนคติของนิตยสารฉบับดังกล่าว ซึ่งลงบทความเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทย และตีความเหตุการณ์ต่างๆ ไปตามการคาดเดา…
หัวไม้ story
“ผมตั้งข้อสังเกตว่าเป็นฝีมือของพวกฉวยโอกาส หากพันธมิตรฯจะทำก็ต้องเป็นตึกไทยคู่ฟ้า ตึกสันติไมตรี เพราะสามารถสร้างความเสียหายมากกว่า ได้ผลมากกว่า และสะใจมากกว่า ไม่อย่างนั้นจะเก็บไว้อย่างดีทำไม” สุริยะใส กตะศิลา, 5 ธ.ค. 2551  ทีมข่าวการเมือง   ภาพในตึกบัญชาการทำเนียบรัฐบาลหลังการชุมนุมยุติที่มาของภาพ: คุณ Me.....O กระดานข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนินhttp://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P7288033/P7288033.html  
หัวไม้ story
"ถ้างวดนี้ มีการใช้ความรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง พี่น้องครับ พี่น้อง พ่อแม่พี่น้องทั่วประเทศไทย ต้องลุกฮือขึ้นมาแล้วให้เลือดนองแผ่นดิน"  ... "ผมจะบอกให้พวกสัตว์นรกรู้ ว่างวดนี้ถ้าประชาชนเขามา เขามาพร้อม ‘ของ' กันหมด" - สนธิ ลิ้มทองกุล 20 พ.ย. 2551 ทีมข่าวการเมืองประชาไท สนธิ ลิ้มทองกุล ได้รับการอารักขาโดย ‘นักรบศรีวิชัย’ เมื่อ 26 ส.ค. 51 ที่มาของภาพ adaptorplug (CC)  
หัวไม้ story
  วันที่ 15 พฤศจิกายน คือวันประชุมสุดยอดผู้นำโลก 20 ชาติว่าด้วยเศรษฐกิจ ซึ่งถูกคาดหมายว่า จะเป็นการประชุมเพื่อกำหนดมาตรการทางการเงินของโลกอีกครั้งหลังจากมันเคยเกิดขึ้นแล้วหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเศรษฐกิจโลกพังพาบลง จนนำมาสู้ระบบแลกเปลี่ยนเงินที่ชื่อว่า Bretton Woods SystemG20: "we must rethink we must rethink the financial system from scratch, as at Bretton Woods."นิโคลัส ซาร์โกซี ประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศสเป็นผู้เอ่ยประโยคนี้ เมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา และนำมาสู่การกำหนดการประชุมสุดยอดผู้นำโลกที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 พ.ย. นี้
หัวไม้ story
โอบามากับสงครามสีผิวที่กำลังจะเปิดฉาก? ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพิ่งจบลงไปด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของบารัก โอบามา ผู้สร้างประวัติศาสตร์ เป็นคนผิวสี คนแรกที่เดินเข้าสู่ทำเนียบขาวในฐานะประธานาธิบดี โอบามา เป็นลูกผสมระหว่างแม่ซึ่งเป็นคนผิวขาว กับพ่อเชื้อสายแอฟริกัน ซึ่งไม่ได้ย่างเท้าลงบนแผ่นดินอเมริกาในฐานะทาส แต่เป็นนักศึกษา แม้จะไม่ใช่คนผิวดำ หรือลูกหลานแอฟริกันขนานแท้ ที่เติบโตขึ้นจากครอบครัวที่มีบรรพบุรุษเป็นทาส แต่บารัก โอบามา ก็ถูกจำจดในฐานะเป็นตัวแทนของคนผิวสีที่ได้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี แม้จะไม่ได้ผ่านประวัติศาสตร์ร่วมกับคนแอฟริกัน-อเมริกัน…
หัวไม้ story
แม้ว่าคนจนในประเทศไทย จะเลือกตาย ด้วยหวังให้การตายส่งเสียงได้มากกว่ายามที่พวกมีชีวิตอยู่ ทว่า ไม่ช้าไม่นาน ความทรงจำของสังคมก็เลือนรางลงไป แต่คนจนอย่างนวมทอง ไพรวัลย์ เลือกวิธีตาย และเลือกใช้การตายของเขาส่งเสียงดังและอยู่ยาวนาน อย่างน้อยก็ใน 2 ปีต่อมา เขายังไม่ถูกลืมเลือน
หัวไม้ story
ประชาไทขอนำเสนอคลิปวิดิโอ 'หลังทักษิณ' มุมมอง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจากคนใกล้ตัวที่บ้านเกิด อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ และบทวิเคราะห์การเมืองไทยหลังทักษิณ โดย รศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ นักวิชาการภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
หัวไม้ story
  ทีมข่าวภาคใต้มายาภาพของการต่อสู้ทางการเมืองไทยในห้วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ถูกกล่าวว่าอ้างว่าเป็นสงครมมระหว่างภูมิภาค คือ ภาคใต้ กับภาคเหนือและภาคอิสาน แต่หากมองลึกลงไปในกระบวนการต่อสู้ของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและพรรคพลังประชาชน อาจพบว่าแท้จริงแล้วการพื้นที่ทางการเมืองระดับนำก็ยังคงเป็นของคนใต้อยู่เช่นเดิม
หัวไม้ story
จับตาการเดินทัพของพันธมิตรฯ จากคำปราศรัยของแกนนำชื่อ ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ หลังประกาศทบทวนแนวทางสันติวิธี ระบุแกนนำทั้งหลายไม่กลัวตาย “แต่ถ้าพวกเราบางคนจะต้องตาย พี่น้องสัญญาอย่าง ต้องให้แผ่นดินนี้ ลุกขึ้นเป็นไฟให้ได้”
หัวไม้ story
  เมื่อพูดกันถึงเรื่องการปฏิรูปการเมืองก็ไม่แคล้วตามมาด้วย การแก้รัฐธรรมนูญอีกครั้ง นับเป็นสิ่งที่สังคมไทยถนัดในการแก้ปัญหาการเมืองโดยการเขียนอะไรบางอย่างขึ้นมาบังคับอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร กระทั่งแม้แต่นักกฎหมายมหาชนเองก็ยังแซวผู้เชี่ยวชาญในสาขาของตัวเองได้ว่า ประเทศไทยนั้นมีความเชี่ยวชาญในการร่างรัฐธรรมนูญที่สุดในโลกนายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2539 กล่าวในรายการตอบโจทย์  ทางสถานีไทย เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ว่าที่สุดแล้ววิกฤตของการเมืองไทยวันนี้มันก็เริ่มมาจากการแก้รัฐธรรมนูญที่ฝ่ายรัฐบาลนำเสนอนั่นเองย้อนเหตุการณ์ให้ฟังอีกครั้งว่า…
หัวไม้ story
  พิณผกา งามสม   ในระหว่างที่การต่อสู้ทางการเมืองไทยยังคงถกเถียงกันเรื่องโมเดลการเมืองใหม่ การเมืองใหม่กว่า รวมถึงระบบโควตาและระดับความชอบธรรมของ ‘เสียง' การเมืองเพื่อนบ้านของไทยก็กำลังเข้มข้นอยู่บนหนทางเดิมๆ ตามระบอบรัฐสภาเมื่อนายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้านของมาเลเซียประกาศว่าจะเขย่ารัฐบาลมาเลย์ให้ล่มเพื่อเปิดโอกาสในการจัดสรรที่นั่งในสภากันใหม่ โดยยึดเอาวันที่ 16 กันยายนเป็นวันดีเดย์ แรกทีเดียว หลายฝ่ายอาจคิดว่าเป็นเพียงการสร้างสีสันให้การรณรงค์ทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านอย่างที่เคยทำมาอย่าแข็งขัน เพราะต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า…
หัวไม้ story
  วิทยากร  บุญเรืองขณะที่ Frank Lampard ดาวเตะแข้งทองของทีม Chelsea พึ่งบรรลุข้อตกลงสัญญา 5 ปีที่มีมูลค่าสูงถึง 39.2 ล้านปอนด์ โดย Lampard จะได้รับค่า 151,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หรือคิดเป็น 3,775 ปอนด์ต่อชั่วโมง! แต่จากการสำรวจของ The Fair Pay Network และ Institute of Public Policy Research (IPPR) พบว่าพนักงานทำความสะอาด พ่อครัวแม่ครัว และแรงงานตัวเล็กๆ ทั้งหลาย ของสโมสรอย่าง Chelsea, Spurs, Arsenal, West Ham และ Fulham กลับได้รับค่าเหนื่อยจากสัญญาจ้างค่าแรงขั้นต่ำแค่ 5.52 ปอนด์ต่อชั่วโมงเท่านั้น