Skip to main content

ห้องพิจารณาคดี 904 หลังสิ้นเสียงคำพิพากษาให้จำคุก 10 ปี...

\\/--break--\>

"สุวิชา ท่าค้อ" ซึ่งยืนนิ่งฟังคำพิพากษา ค่อยๆ เอามือข้างหนึ่งถือเชือกที่รั้งไว้กับตรวนที่ข้อเท้า เพื่อยกตรวนขึ้นให้เดินสะดวก เขาและผู้คุมเปิดประตูออกมาจากห้องพิจารณาคดี โดยไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับทัพนักข่าวที่รออยู่ด้านนอก แสงแฟลชวิบวับตลอดเวลาที่เดินออกมา กล้องทีวียังคงจ่อตามนักโทษชายผู้นี้อย่างต่อเนื่อง แม้เขาจะพยายามใช้มือข้างที่เหลือปิดบังใบหน้าตัวเอง

พ่อ พี่สาวและน้องชาย รีบเดินตามออกมา ผู้เป็นพ่อวัย 70 กว่าร่ำไห้ และพยายามสวมกอดลูกชายก่อนที่จะเข้าประตูส่วนของผู้ต้องขัง ท่ามกลางกล้องทีวีที่ยังตามติด คืนนี้ภาพของเขาคงปรากฏในทีวีหลายช่อง หลังจากที่เขาพยายามปิดบังสภาพตนเองยามถูกคุมขังกับลูกๆ ทั้ง 3 คนของเขาตลอดมา เพราะไม่อาจยินยอมให้ลูกเห็นสภาพ "คนคุก" ได้

พี่สาวของสุวิชาพยายามกลั้นน้ำตาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวจากหลายสำนัก ขณะที่ผู้เป็นพ่อยังคงร่ำไห้ เอามือปาดน้ำตา และพยุงตัวไปนั่งที่ม้านั่งข้างๆ ลิฟท์ กลุ่มทนายที่มากันหลายคนได้แต่ยืนนิ่งงันขณะรอติดต่อขอคัดสำเนาคำพิพากษา

ขณะอยู่ในลิฟท์ นักข่าวหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งยังคงพูดคุยกับผู้เป็นพ่อซึ่งเพิ่งหยุดร้องไห้ เขานิ่งเงียบเหมือนมีบางอย่างจุกอยู่ในลำคอ ผ่านไปอึดใจ คำพูดต่างๆ จึงพรั่งพรูออกมาราวกับทำนบที่รองรับน้ำไว้ไม่ไหว

"มันเหมือนผมมีบ้านอยู่ริมโขง น้ำมันเต็มฝั่ง แล้วจู่ๆ บ้านก็พังลงมาทั้งหลัง"

มีแต่ความเงียบในลิฟท์โดยสารนั้น จนกระทั่งลูกชายคนเล็กเอ่ยขึ้นมาว่า "พ่อ ไปพูดริมขง ริมโขงอะไร เขาจะไปนึกออกได้ไง"  นักข่าวสาวตอบว่า "นึกออก เคยไปๆ" แล้วทุกคนก็หัวเราะ...กันไปอย่างนั้น จากนั้นจึงตามมาด้วยคำตัดพ้อถึงชะตากรรมและโทษทัณฑ์ที่ลูกชายได้รับ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของชาวต่างชาติ

ที่ใต้ถุนศาล สุวิชาถูกคุมตัวไว้ที่นั่นก่อนที่จะนั่งรถลูกกรงของเรือนจำกลับไปพร้อมนักโทษคนอื่นๆ ในเย็นวันนี้ ภรรยาของเขาซึ่งไม่ยอมขึ้นไปฟังคำพิพากษากำลังเกาะลูกกรงคุยกับเขาอยู่ เธอไม่มีน้ำตาสักหยดให้เห็น หากแต่เป็นสามีที่ร้องไห้น้ำตานองหน้าอย่างไม่อายใคร นักข่าวไทยและต่างประเทศบางสำนัก รวมถึงเอ็นจีโอที่รณรงค์เรื่อง free speech ทางอินเตอร์เน็ต ยังคงติดตามมาพูดคุยกับเขา

"I never do anything wrong , the whole world please help me, I want to go back to my family." เสียงเขาตะโกนบอกผู้สื่อข่าวซึ่งพยายามฟังอย่างยากลำบาก ทั้งจากอาการสะอื้น และเสียงผู้ต้องหาและญาติคนอื่นๆ ที่ดังเซ็งแซ่ในบริเวณเยี่ยมนั้น

"ผมอยากกลับไปหาครอบครัว ไปเป็นชาวไร่ชาวนาก็เอา ขอให้ผมอาศัยอยู่ในประเทศนี้ต่อไปเถอะ ผมไม่มีที่ไปแล้ว ผมแค่ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีอาวุธ ไม่มีเครือข่ายอะไรจริงๆ"

"ผมไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ขนาดอยู่ในคุก ของโดนขโมยเกือบทุกวันผมยังอโหสิเลย แต่อยู่ในสังคมไทย ความเชื่อแตกต่าง ผมกลายเป็นคนเลว" สุวิชาตัดพ้อพร้อมอธิบายว่า ระหว่างอยู่ในเรือนจำ เขาได้เขียนขอพระราชทานอภัยโทษต่อในหลวงแล้ว เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาออกมาต่อต้านการรัฐประหาร และเข้าใจผิดจึงได้ก้าวล่วงพระองค์ ต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ได้อธิบาย เขาจึงเข้าใจ และรู้สึกเสียใจ

ในบรรดาญาติและผู้สื่อข่าว ยังมีใครบางคนที่ไม่เคยรู้จักกับสุวิชามาก่อน แต่เป็นคนติดตามข่าวสารและมาร่วมฟังการพิจารณาคดีด้วยรู้สึกเห็นใจ สงสาร เขาเป็นคนที่คอยพยุงพ่อของสุวิชาเดินลงบันไดศาลราวกับเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่คุ้นเคย จากนั้นจึงมาเกาะลูกกรงให้กำลังใจสุวิชา

"ถ้าผมไม่ได้ออกจากประตูคุกไปพบลูก ผมก็คงไม่ได้พบลูกตลอดไป เพราะผมไม่ยอมให้ลูกมาเยี่ยม ผมทำใจให้ลูกเห็นในสภาพนี้ไม่ได้"

"ถามคนทั้งโลกให้ทีว่า ลูกผมสามคนจะอยู่ยังไง"

นอกเหนือจากเสียงตะโกนที่ขาดเป็นห้วงๆ สุวิชายังตะโกนบอกภรรยาให้เอารูปครอบครัวให้กับนักข่าวที่สนใจ ภรรยาของเขารีบค้นข้าวของในกระเป๋า หยิบอัลบั้มรูปขึ้นมา แล้วเปิดหารูปถ่ายครอบครัวยื่นให้นักข่าวอย่างลนลาน

เธออธิบายว่า ในภาพมีลูกชายคนโตอายุ 16 ปี เพิ่งจบ ม.3 เพิ่งบวชให้พ่อเมื่อสัปดาห์ก่อน ลูกสาวคนรองอายุ 14 ปี และลูกชายคนเล็กอายุ 7 ปี

ลูกชายสุวิชา

"นี่ไม่ใช่บวชธรรมดานะ เป็นการบวชในพระราชกุศล เผื่อจะได้ไถ่โทษให้พ่อเขาได้บ้าง" เธอละล่ำละลักบอกถึงการบวชของลูกชายในโครงการถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ณ วัดสระโบสถ์ จังหวัดร้อยเอ็ด

"เขาไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้าย ทำไมทำกับเขาเหมือนเป็นผู้ก่อการร้าย"

"เขาบอกว่า ถ้าเขาออกมาได้จะลาออกจากงานไปอยู่บ้านนอกกัน เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา มาบอกทำไมล่ะว่าให้ปากคำแล้วจะปล่อยแฟนหนูกลับบ้าน" ภรรยาตัดพ้อถึงกระบวนการสอบสวนแบบไทยๆ  

เมื่อถามถึงอนาคตข้างหน้าของเธอผู้เป็นแม่บ้านมาโดยตลอด และกำลังต้องเป็นหัวเรือใหญ่ของบ้าน เธอส่ายหัวช้าๆ "ยังไม่รู้เลยว่าจะทำยังไง"

โชคดีที่ลูกชายคนโตซึ่งเรียนโรงเรียนอินเตอร์จบการศึกษาพอดี ส่วนลูกสาวคงต้องให้ลาออกจากโรงเรียนในกรุงเทพฯ ไปเรียนต่อในต่างจังหวัดภูมิลำเนาของปู่ย่า อย่างไรก็ตาม มันยังคงเป็นเรื่องยากลำบากที่จะให้เธอคาดคะเนชะตากรรมทั้งหมดของครอบครัว หลังสามีซึ่งเป็นวิศวกรเงินเดือนสูงในบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่งถูกจับกุมเมื่อต้นเดือนมกราคม และถูกไล่ออกจากงานโดยไม่ได้เงินชดเชยใดๆ

 

ก่อนที่พี่สาวของเธอจะพาพ่อกลับภูมิลำเนาที่นครพนม เธอลงมายังใต้ถุนศาลแสดงความวิตกกังวลถึงข่าววันนี้ "นักข่าวทีวีเต็มไปหมดเลย" ทุกคนพยักหน้า และไม่มีใครว่าอะไรต่อ คาดเดาได้ว่าเธอคงกลัวเด็กๆ จะได้รับผลกระทบจากสังคมรอบข้างอย่างที่เธอประสบ "คนอื่นๆ พอเขารู้ว่าเป็นญาติกับสุวิชา เขาก็รังเกียจ คิดว่าเราคิดเหมือนกัน ผิดเหมือนกัน เป็นอาชญากร"

ล่วงเลยเวลาอาหารเที่ยงมามากแล้ว ทุกคนขอตัวลากลับ... กลับไปสู่โลกใบเดิม คงเหลือแต่เขานั่งนิ่งบนม้านั่ง เบื้องหลังกรงขังพร้อมโซ่ตรวนที่ไม่มีใครคะเนน้ำหนักได้. 

000

ลำดับเหตุการณ์คดีสุวิชา ท่าค้อ

14 ม.ค. 2552 สุวิชา อายุ 34 ปี ทำงานตำแหน่งวิศวกรเครื่องจักร ของบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่ง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว หน้าร้านสุวรรณการช่าง อ.เมือง จ.นครพนม คำร้องของพนักงานสอบสวนระบุว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 เม.ย.-26 ธ.ค.2551 ผู้ต้องหากระทำผิดกฎหลายบท หลายกรรม ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลรูปภาพ ซึ่งเป็นการกระทำดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาท พนักงานสอบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 92/2552

16 ม.ค. 2552 สุวิชาถูกควบคุมตัวจาก นครพนมมายังศาลอาญา รัชดาภิเษกกรุงเทพฯ ด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ เจ้าพนักงานยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรก 12 วัน ไปจนถึงวันที่ 27 มกราคม โดยระบุว่า ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหามาจนครบกำหนดแล้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องรอสอบปากคำพยานอีก 15 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์จำนวน 3 เครื่อง แผ่นซีดี และเอกสารอีกจำนวนหลายรายการ จึงขอฝากขังไว้ หลังจากนั้น ทนายความของสุวิชาได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งประกันตัว 2ครั้ง แต่ศาลยกคำร้อง

26 มี.ค. 2552 อัยการมีคำสั่งฟ้องคดีนายสุวิชา ท่าค้อ เป็นจำเลยฐานกระทำความผิดโดยร่วมกับพวกที่หลบหนี หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กโทรนิกส์หรือวิธีการอื่นใดโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย อัยการขอให้ลงโทษตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และ 16

30 มี.ค. 2552 จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาลในระหว่างนัดชี้สองสถาน และศาลนัดฟังคำตัดสินในวันที่ 3 เม.ย. 2552 เวลา 9.00 น.

3 เม.ย.2552 เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา ผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินคดีที่พนักงานอัยการ โจทก์ ฟ้องนายสุวิชา ท่าค้อ เป็นจำเลยฐานกระทำความผิดโดยร่วมกับพวกที่หลบหนี หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กโทรนิกส์หรือวิธีการอื่นใดโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย อัยการขอให้ลงโทษตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และ 16

ตัดสินว่ามีความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1), 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14(2) และ 16(1) เนื่องจากเป็นความผิดหลายบท ให้ลงโทษตามมาตราที่มีโทษสูงสุด และความที่จำเลยกระทำความผิด 2 กระทง ให้ตัดสินให้ลงโทษ กระทงละ 10 ปี รวม 20 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กระทงละ 5 ปี คงเหลือโทษจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา และให้ริบของกลาง

.........

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดใจจากคุก สุวิชา ท่าค้อ

http://www.prachatai.com/05web/th/home/15329

ศาลยกคำร้องขอประกันตัว สุวิชา ท่าค้อ' ทนายเตรียมอุทธรณ์ต่อสัปดาห์นี้

http://www.prachatai.com/05web/th/home/15349

สุวิชา ท่าค้อ รับสารภาพ ศาลนัดฟังคำพิพากษา 3 เม.ย. นี้

http://www.prachatai.com/05web/th/home/16074       

ศาลตัดสินจำคุก 10 ปี "สุวิชา ท่าค้อ" ตามมาตรา 112

http://www.prachatai.com/05web/th/home/16174

บล็อกของ หัวไม้ story

หัวไม้ story
ระหว่างรอผลว่า ท้ายที่สุดอดีตนายกรัฐมนตรีไทยและภรรยาจะได้อยู่ในประเทศอังกฤษในฐานะผู้ลี้ภัย หรือจะกลายเป็นผู้ร้ายข้ามแดนที่ต้องประสานให้ส่งมอบตัวกลับมาดำเนินคดีในไทย ลองดูซิว่าทำเนียบรุ่นผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศอังกฤษอ้าแขนรับที่ผ่านมา มีใครบ้าง.... 
หัวไม้ story
วันที่ 8 สิงหาคม ปี 1988 เป็นวันแห่งการปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า และการปราบปรามนั้นได้ดำเนินไปหลายวันในย่างกุ้ง หัวไม้สัปดาห์นี้ ขอเป็นส่วนหนึ่งของการรำลึกในโอกาสครบรอบ 20 ปี ของการต่อสู้ของเพื่อนมิตรชาวพม่าในครั้งนั้น ด้วยบทเพลงพม่าที่เขียนขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น คือเพลง วันที่ 8 เดือน 8 ปี 88 และ เพลงไม่มีวันลืม (Kabar Ma Kyay Bu Heyt!) ทั้งสองเพลงออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เสียงประชาธิปไตยแห่งพม่า (Democratic Voice of Burma - DVB) ทุกรอบปี เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ปราบปรามที่เกิดขึ้นเราหวังว่าสักวันหนึ่งเสรีภาพและประชาธิปไตยจะปรากฏขึ้นในขอบฟ้าฟากตะวันตก เพลง วันที่ 8…
หัวไม้ story
< พิณผกา งามสม > ถ้าผู้หญิงคืออีกซีกหนึ่งของฟากฟ้า อย่างที่จอน เลนนอน ไอดอลแห่งยุคบุปผาชนเคยกล่าวไว้  ภาพข่าว ดร. วันอาซีซาร์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาแห่งสหพันธ์รัฐมาเลเซีย เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อเปิดทางให้กับสามีได้ลงเลือกตั้งชิงเก้าอี้ในรัฐสภาที่ว่างลงในฐานะอีกครึ่งชีวิตทางการเมืองของนายอันวาร์ อิบราฮิม ก็คงเป็นตัวอย่างจริงของความเป็นอีกฟากหนึ่งของท้องฟ้า แต่จะเป็นท้องฟ้าของวันใหม่ดังที่นายอันวาร์ย้ำมาตลอดหรือไม่ เป็นเรื่องของการเมืองที่ยากจะคาดการณ์ ดร. วันอาซีซาร์ ได้ชื่อว่าเป็นทัพหลังที่แข็งแกร่งของนายอันวาร์ จากอาชีพจักษุแพทย์…
หัวไม้ story
ทีมข่าวการเมือง ประชาไท บันทึกปฏิกิริยาฝ่าย ‘ขวาใหม่' ภายใต้ฉายา ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย' หลังจากการปราศรัยที่สนามหลวงของ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ‘ดา ตอร์ปิโด' เมื่อวันที่ 18 กรกฎคมที่ผ่านมาโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้หยิบประเด็นการปราศรัยของ ‘ดา ตอร์ปิโด' มาวิพากษ์วิจารณ์เป็นเวลาต่อเนื่องกันหลายคืนนับตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม เป็นต้นมา กระทั่ง กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บ.ชน.) ขอให้ศาลอาญากรุงเทพฯ อนุมัติหมายจับเลขที่ 2209/51 ให้จับกุม น.ส.ดารณีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ทำให้ น.ส.ดารณี…
หัวไม้ story
นับแต่รัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งเข้าสู่ตำแหน่ง การฟ้องร้องอันเนื่องมาจากการเมือง และการฟ้องร้องอันมีผลทางการเมืองก็ดาหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไทย และองค์กรอิสระ เสมือนเป็นโหมโรงสำหรับ ‘ตุลาการภิวัตน์’ ก็ไม่ปาน เพื่อเป็นหมุดหยุดพักสำหรับความสับสนในคดีที่เยอะแยะ อีรุงตุงนังกันอยู่ขณะนี้  "ประชาไท" รวบรวมคดีที่มีการฟ้องร้องกัน ภายใต้เงื่อนเวลาเริ่มต้นคือรัฐบาลชุดนี้ ให้ดูกันว่ายุคนี้ ศาลนั้น "งานเข้า" ขนาดไหน  
หัวไม้ story
จังหวัดระยองเป็นจังหวัดแรกๆ ที่รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบ โดยนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2524 จากขนาด 4,100 ไร่ ขยายจนเป็น 15,745 ไร่ นิคมฯ มาบตาพุดยังประกอบด้วย 4 นิคม ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมเหมราช นิคมอุตสาหกรรมผาแดง และนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย ปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรมหนักทั้งสิ้น 134 โรง (รวมโรงไฟฟ้า 8 โรง (ข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2550)) แยกเป็น 1.กลุ่มปิโตรเคมี  2.กลุ่มเคมีภัณฑ์และปุ๋ย 3.กลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน 4.กลุ่มสาธารณูปโภค เช่น โรงไฟฟ้า 5.กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก 6.กลุ่มเขตธุรกิจอุตสาหกรรม เช่น โรงกำจัดกากของเสีย 7.กลุ่มเขตท่าเรือ…
หัวไม้ story
หลังจากแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) 2007 ได้รับอนุมัติไปเมื่อราวเดือนมิถุนายน 2550  ก็เป็นอันชัดเจนว่า นับจากนี้ไป 15 ปี ประเทศไทยมีแผนการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซ 20 กว่าโรง โรงไฟฟ้าถ่านหิน 4 โรง (2,800 เมกกะวัตต์) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4 โรง (4,000 เมกกะวัตต์) มีทั้งที่ กฟผ.สร้างเองและการเปิดให้บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ผลิตไฟฟ้า (IPP)ยังไม่นับรวมการรับซื้อไฟฟ้าจากเพื่อนบ้านอีกเป็นจำนวนมากด้วย  แผนดังกล่าวถูกร่างขึ้นโดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นตัวหลัก ขณะที่มีเสียงเรียกร้องให้มีองค์กรอิสระขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะเพื่อจะได้วิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน…
หัวไม้ story
ในสังคมการเมืองไทยสมัยใหม่ของไทย ผ่านความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงระบบ โครงสร้าง การเข้าถึงอำนาจ หลายครั้ง หลายรูปแบบ ที่มีสำเร็จและล้มเหลวคละเคล้ากันไปสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างฉับพลัน โดยวิธีนอกระบบกฎเกณฑ์ทางการเมืองที่สังคมในช่วงเวลานั้นๆ ไม่ยอมรับ เกี่ยวพันโดยตรงกับผลลัพธ์ของปฏิบัติการ ถ้าสำเร็จ คณะผู้ก่อการก็สามารถบัญญัติคำหรือภาษาสวยงามลงไปอ้างอิงการกระทำของกลุ่มตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็น คณะปฏิวัติ  คณะปฏิรูป  เป็นต้น แต่หากล้มเหลวมีเพียงโทษสถานเดียวคือการเป็นศัตรูของสังคมในฐานะ “กบฏ” หัวไม้สัปดาห์นี้จะพาย้อนไปดูการปฎิบัติการเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ…
หัวไม้ story
  < พิณผกา งามสม > เมื่อชาวนาอยากจะพูดให้คุณเข้าใจปี 2545 ชาวบ้านปากมูลเลือกที่จะเดินทางทั่วอิสานเพื่อสื่อสารทางตรงไปยังบรรดาเพื่อนระดับชาวบ้านเพื่อให้เข้าใจว่าทำไมพวกเขาจึงต้องต้านเขื่อนเพราะพวกเขาไม่ได้พื้นที่ในสื่อกระแสหลักที่มักนำเสนอข่าวแบบจุดพลุ แล้วก็เลือนหายไป นั่นจึงทำให้พวกเขาออกเดิน เดินเพื่อสื่อสารทางตรง ไม่ต้องผ่านสื่ออีกต่อไป แน่นอนว่าชาวบ้านปากมูลต้องเดินทางวันละกว่า 10 กิโลเมตร ค่อยๆ เดินไปเพื่อแสดงนิทรรศการ และพูด แบบปากต่อปาก พวกเขาไม่ได้เดินมาที่ทำเนียบรัฐบาลหลังจากได้บทเรียนยาวนานจาก 99 วันหน้าทำเนียบ ชาวบ้านบางคนบอกว่า…
หัวไม้ story
สัมมนาทางวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 59 ปีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์13 มิถุนายน 2551 “...ในวาระนี้นอกจากจะรู้สึกถึงวันเกิดของคณะ(รัฐศาสตร์) แล้ว ก็อยากจะอวยพรท่านนายกฯ ในสังคมมุสลิมนั้นมีวิธีขอพรให้ผู้นำ และเขาบอกว่าวิธีขอพรให้ผู้นำนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องขอพรให้ต้อง ขอให้พระเป็นเจ้าเอื้ออำนวยให้ผู้ปกครองมีสติ สามารถดำเนินการปกครองของตัวโดยคำนึงถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ประโยชน์ของคนทั้งหลายทั้งปวง มีปัญญาเลือกทางเลือกที่ถูกต้อง ผมว่าอันนี้เป็นพรที่เราอยากจะให้กับท่านนายกรัฐมนตรีในวันเกิดของท่าน เสียดายที่นักข่าวโทรทัศน์ไปหมดแล้ว...”…
หัวไม้ story
ภาวะความขัดแย้งทางการเมืองไทยขณะนี้ ได้ก่อให้เกิดความกังวล 2 ประการคือ รัฐจะใช้ความรุนแรงกับผู้เคลื่อนไหวในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และอีกประการคือ การรัฐประหารซึ่งสื่อกระแสหลักยังคงต้องเกาะติด ‘น้ำเสียง' และ ‘ท่าที' ของนายทหารระดับสูงอย่างต่อเนื่องเมื่อย้อนดูสถิติการรัฐประหารของไทยจะพบว่า ความถี่ในการรัฐประหารของไทยคือ ประมาณ 7 ปีต่อการรัฐประหาร 1 ครั้ง การรัฐประหารที่เว้นช่วงสั้นที่สุดคือการรัฐประหารครั้งที่ 7 วันที่ 6 ตุลาคม 2519 - 20 ตุลาคม 2520 ( 1 ปีกับอีก 15 วัน)ช่วงที่เว้นระยะนานที่สุดคือ 23 ก.พ. 2534 - 19 กันยายน 2549 เว้นช่วงนาน 15 ปี 6 เดือน กับอีก 28 วัน…
หัวไม้ story
หลังจากทำงานขับรถบรรทุกส่งแก๊สกับบริษัทไทยอินดัสเตรียลแก๊ส จำกัด (มหาชน) (ทีไอจี) มาได้ร่วมปี “สุรชัย” ถูกเรียกเข้าสำนักงานใหญ่ หวังใจว่าจะได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำ หลังจากถูกต่ออายุทดลองงานมาเกือบปี แต่เมื่อไปถึงสำนักงานใหญ่ เขากลับได้รับการแนะนำให้รู้จักกับบริษัทอเดคโก้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของบริษัททีไอจีอ้างว่า เป็นบริษัทจัดหางานระดับโลก ที่มีพนักงานกว่าเจ็ดหมื่นคนทั่วโลก ทีละคน ทีละคน... เขาและเพื่อนๆ ทยอยเซ็นสัญญาที่เจ้าหน้าที่ของบริษัทบอกว่าจะกรอกรายละเอียดให้ เขาบอกว่า ปัญหาใหญ่ คือทุกคนไม่ได้มีความรู้เรื่องกฎหมายแรงงานหรือสัญญาเลย ทั้งยังไม่มีเวลาอ่าน…