บล็อกของ headline

KKK สำนึกที่เหนือกว่าของพลเมืองผิวขาว

Barack Obama vs KKK

โอบามากับสงครามสีผิวที่กำลังจะเปิดฉาก?

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพิ่งจบลงไปด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของบารัก โอบามา ผู้สร้างประวัติศาสตร์ เป็นคนผิวสี คนแรกที่เดินเข้าสู่ทำเนียบขาวในฐานะประธานาธิบดี

โอบามา เป็นลูกผสมระหว่างแม่ซึ่งเป็นคนผิวขาว กับพ่อเชื้อสายแอฟริกัน ซึ่งไม่ได้ย่างเท้าลงบนแผ่นดินอเมริกาในฐานะทาส แต่เป็นนักศึกษา

แม้จะไม่ใช่คนผิวดำ หรือลูกหลานแอฟริกันขนานแท้ ที่เติบโตขึ้นจากครอบครัวที่มีบรรพบุรุษเป็นทาส แต่บารัก โอบามา ก็ถูกจำจดในฐานะเป็นตัวแทนของคนผิวสีที่ได้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี แม้จะไม่ได้ผ่านประวัติศาสตร์ร่วมกับคนแอฟริกัน-อเมริกัน แต่ดูเหมือนว่าคนผิวสีต่างยอมรับให้เขาเป็นตัวแทนอย่างเต็มใจ

แม้ว่าผลการเลือกตั้งจะถูกรายงานถึงบรรยากาศแห่งความหวังใหม่ๆ และความสดชื่นของคนรุ่นใหม่ ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ประธานาธิบดีผิวสีวัยหนุ่มผู้นี้ กำลังต้องเผชิญกับคำขู่ซึ่งเป็นเสมือนเงาหลอนอีกด้านหนึ่งของความสว่างไสว ของประชาธิปไตยแบบอเมริกา

เจตนารมณ์นวมทอง: แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล ไม่อาจต้านแรงมหาประชาชน

เจตนารมณ์นวมทอง

แม้ว่าคนจนในประเทศไทย จะเลือกตาย ด้วยหวังให้การตายส่งเสียงได้มากกว่ายามที่พวกมีชีวิตอยู่ ทว่า ไม่ช้าไม่นาน ความทรงจำของสังคมก็เลือนรางลงไป แต่คนจนอย่างนวมทอง ไพรวัลย์ เลือกวิธีตาย และเลือกใช้การตายของเขาส่งเสียงดังและอยู่ยาวนาน อย่างน้อยก็ใน 2 ปีต่อมา เขายังไม่ถูกลืมเลือน

หลังทักษิณ

ประชาไทขอนำเสนอคลิปวิดิโอ 'หลังทักษิณ' มุมมอง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจากคนใกล้ตัวที่บ้านเกิด อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ และบทวิเคราะห์การเมืองไทยหลังทักษิณ โดย รศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ นักวิชาการภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ศึกสายเลือดคนใต้ ในสงครามแห่งความขัดแย้ง

 

ทีมข่าวภาคใต้

มายาภาพของการต่อสู้ทางการเมืองไทยในห้วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ถูกกล่าวว่าอ้างว่าเป็นสงครมมระหว่างภูมิภาค คือ ภาคใต้ กับภาคเหนือและภาคอิสาน แต่หากมองลึกลงไปในกระบวนการต่อสู้ของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและพรรคพลังประชาชน อาจพบว่าแท้จริงแล้วการพื้นที่ทางการเมืองระดับนำก็ยังคงเป็นของคนใต้อยู่เช่นเดิม

ก้าวต่อไปของพันธมิตรฯ จากปากคำสนธิ ลิ้มทองกุล

หัวไม้ story ก้าวต่อไปของพันธมิตรฯ

จับตาการเดินทัพของพันธมิตรฯ จากคำปราศรัยของแกนนำชื่อ ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ หลังประกาศทบทวนแนวทางสันติวิธี ระบุแกนนำทั้งหลายไม่กลัวตาย “แต่ถ้าพวกเราบางคนจะต้องตาย พี่น้องสัญญาอย่าง ต้องให้แผ่นดินนี้ ลุกขึ้นเป็นไฟให้ได้”

ไทยจะปฏิรูปการเมือง อีกแล้ว??

 

เมื่อพูดกันถึงเรื่องการปฏิรูปการเมืองก็ไม่แคล้วตามมาด้วย การแก้รัฐธรรมนูญอีกครั้ง นับเป็นสิ่งที่สังคมไทยถนัดในการแก้ปัญหาการเมืองโดยการเขียนอะไรบางอย่างขึ้นมาบังคับอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร กระทั่งแม้แต่นักกฎหมายมหาชนเองก็ยังแซวผู้เชี่ยวชาญในสาขาของตัวเองได้ว่า ประเทศไทยนั้นมีความเชี่ยวชาญในการร่างรัฐธรรมนูญที่สุดในโลก

นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2539 กล่าวในรายการตอบโจทย์  ทางสถานีไทย เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ว่าที่สุดแล้ววิกฤตของการเมืองไทยวันนี้มันก็เริ่มมาจากการแก้รัฐธรรมนูญที่ฝ่ายรัฐบาลนำเสนอนั่นเอง

ย้อนเหตุการณ์ให้ฟังอีกครั้งว่า วิกฤตนี้เกิดจากการที่รัฐบาลนายสมัครพยายามจะแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 แต่ก็ถูกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน จากนั้นจึงขยายประเด็นต่อมาเป็นการขับไล่รัฐบาลนอมินี และที่สุดก็คือการเสนอการเมืองใหม

อย่างไรก็ตาม เมื่อหลายฝ่ายเริ่มเข้ามาตอบรับข้อเสนอการเมืองใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าจะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีการปฏิรูปการเมืองและการร่างรัฐธรรมนูญกันอีกครั้ง ข้อเสนอที่หลากหลายก็เริ่มประเดประดังเข้ามา และการเมืองตามระบอบรัฐสภา โดยการประชุมผู้นำ 4 ฝ่าย เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ผ่านมาก็ได้ตกลงร่วมกันว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ โดยเริ่มจากการแก้มาตรา 291 รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และคาดว่า จะใช้เวลาเพียง 7 เดือน การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะแล้วเสร็จ โดยไม่ลืมหลักการเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม

แต่สิ่งที่ไม่ว่าฝ่ายใดๆ ก็ตาม ที่กำลังนำสังคมไทยเดินหน้าไปสู่การปฏิรูปการเมืองไทยกันอีกครั้ง และจะนำมาซึ่งการร่างรัฐธรรมฯญกันอีกครั้ง น่าจะต้องมาทบทวนดูอีกทีคือ มันมีอะไรบางอย่างที่ต่อให้เขียนลงไปในรัฐธรรมนูญแล้วก็ยังไม่สามารถจะกำหนดได้ หรือในกระบวนการเขียนรัฐธรรมนูญละเลยที่จะพูดถึงไป ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการเมืองของสังคมไทยเอง หรือแม้แต่องค์กรที่มีส่วนอยู่มนโครงสร่างอำนาจรัฐไทย ที่ไม่ปรากฏอยู่ตามรัฐธรรมนูญก็ตาม

หัวไม้สตอรี่รอบนี้ จึงอยากทำหน้าที่เพียง ย้อนกลับไปในปี 2549 ในการประชุมวิชาการว่าด้วย การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ มุมมองเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งจัดโดยสถาบันพระปกเกล้าเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2549  ไปฟังสองนักวิชาการต่างชาติ พยายามหาคำตอบและเสนอต่อการเมืองไทยที่หมุนวนอยู่กับการ ร่าง - รื้อ รัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลาผ่านไปเพียงไม่ถึง 2 ปี เหตุการณ์การเมืองไทยก็วนกลับมาสู่การอภิปรายแบบเดิมได้อย่างน่าทึ่ง

000

Dr. Kevin Tan

"เราต้องยอมรับว่าฝ่ายทหารและกษัตริย์

เป็นสถาบันที่มีอำนาจยืนยงมาเป็นเวลานานแล้ว

นี่ก็เป็นเรื่องของคนไทยที่จะต้องตกลงกันเองว่า

จะให้ระบบกษัตริย์ และทหารมีอำนาจแค่ไหนอย่างไร

เพราะอำนาจพวกนี้มันมีจริงๆ"

Dr. Kevin Tan จากสิงคโปร์ กล่าวว่า ในการแบ่งแยกอำนาจของไทยนั้น อาจจะต้องพิจารณาเป็นกรณีเฉพาะสำหรับประเทศไทย ว่านอกเหนือจากหลักการแบ่งแยกอำนาจเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่าง นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการแล้วนั้น เพื่อจะแก้ไขปัญหาทางการเมือง บางทีอาจจะต้องนำเอาสถาบันกษัตริย์และทหารซึ่งเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยมาตลอด เข้ามาพิจารณาวางบทบาทหน้าที่แล้วกำหนดในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนไปเลย

สำหรับประเทศไทยนั้น จริงๆ แล้ว มีพลังอยู่ 5 ประการ คือ กษัตริย์ และทหารเพิ่มเข้ามา เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะคุยภายใต้บริบทของประเทศไทย เราไม่สามารถที่จะพูดถึงเรื่องหอคอยงาช้าง แต่เราต้องยอมรับว่าฝ่ายทหารและกษัตริย์เป็นสถาบันที่มีอำนาจยืนยงมาเป็นเวลานานแล้ว

แน่นอนสำหรับผมเป็นชาวต่างประเทศ ก็คงไม่มาพูดคุยว่า อันไหนดีที่สุดสำหรับประเทศไทย แต่ผมพูดข้อเท็จจริงทางการเมือง นี่ก็เป็นเรื่องของคนไทยที่จะตกลงกันเองว่าจะให้ระบบกษัตริย์ และทหารมีอำนาจแค่ไหนอย่างไร เพราะอำนาจพวกนี้มันมีจริง ๆ

และการพัฒนาทางด้านการเมืองและรัฐธรรมนูญของไทยก็มีการพูดคุยกันมาก จะว่าไปแล้วก็เป็นผีหรือคำสาปจากปี 2535 อย่างที่ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ระบุว่า ประเทศไทยจะมีรัฐบาลพลเรือนซึ่งทำงานโดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายทหาร ซึ่งก็จะผ่านระยะฮันนีมูนช่วงหนึ่ง จากนั้นก็มีข่าวลือเรื่องคอร์รัปชั่น แล้วก็เกิดวิกฤต จากนั้นก็เกิดภาวะทำงานไม่ได้ และท้ายที่สุดก็มีการแทรกแซงจากมือที่ 3 มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ มีการรัฐประหาร มีการเขียน ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ผมคิดว่าประเทศไทยนั้น ยึดติดในเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญมาก ชอบร่างฯ ใหม่ แล้วก็กลับไปสู่วงจรเดิมๆ โดยที่ไม่สามารถที่จะหลุดพ้นไปจากวงจรที่ว่านั้นได้ เนื่องจากประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการร่วมกันร่างของอำนาจระดับบน แต่การร่างรัฐธรรมนูญจะสำเร็จได้ก็เมื่อประชาชนยอมรับร่วมกัน

ข้อที่น่าสนใจก็คือ เราต้องพิจารณาว่ามีอะไรผิดที่เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คนที่ศึกษารัฐธรรมนูญในเอเชียก็พูดกันบ่อยๆ ว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ของประเทศไทยเป็นฉบับที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งในโลก แต่เกิดอะไรขึ้น

ที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2540เป็นฉบับที่ดีฉบับหนึ่งของโลกนั้น เพราะอย่างน้อยที่สุดมีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และนี่เป็นข้อดีมากๆ ถ้าเกิดไม่มีการรัฐประหาร

ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือการนำรัฐธรรมนูญมาใช้ต่างหาก สิ่งที่ผมกังวลอยู่ก็คือว่า ผู้นำของประเทศไทยคิดว่ารัฐธรรมนูญจะแก้ปัญหาได้ แต่ปัญหาการเมืองไทยมันลึกไปกว่านั้นนะ เกินกว่าที่รัฐธรรมนูญจะแก้ได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ใช่ยามหัศจรรย์ ที่ว่าจะเขียนร่างฯ ใหม่แล้วจะแก้ปัญหาได้ เรื่องที่สำคัญไม่ใช่เรื่องดุลยภาพของฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารแต่ว่าปัญหาอยู่ทีหน่วยงานอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบต่างหาก

ผมขอพูดถึงบริบทนอกประเทศไทย ผมอยากจะแนะนำประเภทของความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร รูปแบบแรก ถ้าฝ่ายนิติบัญญัติและบริหารแข็งแรงเท่ากันก็จะเกิดการแยกอำนาจที่เข้มแข็งแต่ก็มีอุปสรรคว่า ถ้าต่างฝ่ายต่างแข็งมันก็ทำงานกันไม่ได้

รูปแบบต่อไปคือ ฝ่ายบริหารอ่อนแอ ฝ่ายนิติบัญญัติแข็งแรง เช่น ในระบบประธานาธิบดีของอเมริกาก็เคยประสบปัญหานี้ รัฐบาลก็จะค่อนข้างปวกเปียก

รูปแบบที่ 3 ต่างฝ่ายต่างอ่อนแอ ก็อาจจะมีบุคคลที่ 3 มาเกี่ยวข้อง เช่น กรณีของประเทศไทย ก็มีทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง

เพราะฉะนั้นแทนที่จะไปคาดว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะเป็นฝ่ายเดียวที่จะควบคุมฝ่ายบริหาร รัฐธรรมนูญฉบับ 1997 มีการบัญญัติให้มีหน่วยงานอิสระที่จะควบคุมฝ่ายบริหารซึ่งเป็นบทบัญญัติที่แม้แต่สิงคโปร์เราก็ไม่มีและกำลังฝันอยู่

ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็คือว่า หน่วยงานอิสระเหล่านี้ไม่สามารถทำงานของตัวเองได้อย่างดี ก็อาจจะเป็นเพราะทักษิณหรืออะไรก็ตาม นี่คือประเด็นที่สำคัญมากๆ ไม่ว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะแข็งแรงพอหรือไม่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือหน่วยงานอิสระเหล่านี้เอง

เพราะฉะนั้น การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่จำเป็นต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติแข็งแรงกว่าฝ่ายบริหาร เพราะว่าทั้ง 2 ฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน แต่สิ่งที่ต้องทำคือ จะทำอย่างไรให้หมาเฝ้าบ้าน ซึ่งได้แก่องค์กรอิสระได้ทำงานได้อย่างแข็งแรงมากกว่า

0 0 0

Prof. Andrew Harding

"อาจจะเป็นการผิด

ที่เราพยายามใช้กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญในการแก้ปัญหา

เราให้ความสำคัญกับคนพวกนี้มากไปหรือเปล่า

เราอย่าไปคิดหรือคาดหวังมากกับนักกฎหมาย

แต่สิ่งที่สำคัญก็คือการพัฒนาระบอบการเมือง

อย่าไปคิดว่าเพราะการเมืองมันล้มเหลวแล้วไปหาทางออกอย่างอื่น"

Prof. Andrew Harding จากแคนาดา - กระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญสำคัญมาก เพราะว่าถ้ากระบวนการมันถูกต้องผลก็จะออกมาดี มันไม่ใช่เรื่องของการเอาผลอย่างเดียว แต่กระบวนการต้องดีเป็นที่ยอมรับด้วย ผลที่จะได้ก็จะออกมาดีเป็นที่ยอมรับ ผมเห็นว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ของไทยนั้นทำให้เกิดผลเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งในโลก

โดยทั่วไปการร่างฯ จะดีที่สุด ถ้ามีตัวแทนหรือองค์กรจากฝ่ายต่างๆ จำนวนมาก และก็มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยร่างฯ ในประเด็นทีเกี่ยวข้องอื่นๆ และก็เราก็จะต้องมีการทำประชามติ เพื่อให้เห็นชอบกระบวนการ ซึ่งก็เขียนไว้รัฐธรรมนูญเฉพาะกาลแล้ว

แต่ผมขอตั้งข้อสังเกตในประเด็นเรื่องการประชามติ เพราะปรากฏว่าหลายประเทศในยุโรปเปิดให้มีการลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญของสหภาพยุโรป แต่ผลที่ได้คือการปฏิเสธรัฐธรรมนูญของยุโรป ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่เราจะสันนิษฐานเอาเองว่า ประชาชนจะให้ความเห็นชอบ เพราะว่าการลงประชามติเกี่ยวข้องกับหลายอย่าง เกี่ยวข้องกับเวลา เกี่ยวข้องกับความนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปมา

จุดเข็งของรัฐธรรมนูญปี 2540 นั้นดีอยู่แล้วสำหรับฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง แต่ปัญหาคือการมีฝ่ายนิติบัญญัติอ่อนแอเกินไป และผมก็ไม่เห็นด้วยว่า หากทั้งสองฝ่ายแข็งแรงแล้วการเมืองจะติดล็อก

ประเด็นต่อไปก็คือ ผมเห็นว่านายกฯ ไม่ควรจะมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการยุบสภา และระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งของนายกฯ ไม่ควรเกิน 2 สมัย

อีกประเด็นที่สำคัญก็คือ รัฐธรรมนูญของไทยซึ่งบัญญัติให้รัฐสภาเป็นผู้รับประกันความอิสระของหน่วยงานอิสระเป็นเรื่องที่ชาญฉาดมาก และแม้จะทำไม่ได้ในทางปฏิบัติก็ไม่ควรจะเอาเหตุที่ปฏิบัติไม่ได้ก็โยนมันทิ้งไปหมดเลยทั้งกระบิ วิธีการก็คือว่า ต้องพิจารณาว่าบทบาทใดที่เป็นไปได้ และจะทำอย่างไรให้ดีขึ้นในทางปฏิบัติ

นอกจากนี้เราควรจะมานั่งคิดว่า จะทำให้รัฐประหารมันไม่จำเป็นและเป็นไปไม่ได้ในอนาคตได้อย่างไร เราทำได้ แต่เราไม่กล้าที่จะทำหรือเปล่า เราควรเขียนในรัฐธรรมนูญว่า จะทำอย่างไรให้การรัฐประหารเป็นไปไม่ได้ เราต้องนั่งลงคิดเรื่องทหาร เพราะการที่ให้พื้นที่กับทหาร ก็คือการไม่ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตย และอาจจะเป็นการผิดที่เราจะพยายามใช้กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญในการแก้ปัญหา เราให้ความสำคัญกับคนพวกนี้มากไปหรือเปล่า เราอย่าไปคิดหรือคาดหวังมากกับนักกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญก็คือการพัฒนาระบอบการเมือง อย่าไปคิดว่าเพราะการเมืองมันล้มเหลวแล้วไปหาทางออกอย่างอื่น

สุดท้าย การร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่การจัดทำรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ต้องมีการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของประชาชนด้วย เหมือนอย่างที่รัฐธรรมนูญปี 2540 เคยทำ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมเป็นห่วงที่สุดขณะนี้ก็คือ องค์ประกอบของคนร่างรัฐธรรมนูญ

อ้างอิง

ฟัง 2 นักวิชาการแคนาดา-สิงคโปร์ : ถ้ารัฐธรรมนูญ 2540 ดีที่สุดในโลก แล้วปัญหาการเมืองไทยอยู่ที่ไหน http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=5720&Key=HilightNews

การต่อสู้ในสภาของอันวาร์ อิบราฮิม

 

พิณผกา งามสม

  

ในระหว่างที่การต่อสู้ทางการเมืองไทยยังคงถกเถียงกันเรื่องโมเดลการเมืองใหม่ การเมืองใหม่กว่า รวมถึงระบบโควตาและระดับความชอบธรรมของ เสียง' การเมืองเพื่อนบ้านของไทยก็กำลังเข้มข้นอยู่บนหนทางเดิมๆ ตามระบอบรัฐสภา

เมื่อนายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้านของมาเลเซียประกาศว่าจะเขย่ารัฐบาลมาเลย์ให้ล่มเพื่อเปิดโอกาสในการจัดสรรที่นั่งในสภากันใหม่ โดยยึดเอาวันที่ 16 กันยายนเป็นวันดีเดย์ แรกทีเดียว หลายฝ่ายอาจคิดว่าเป็นเพียงการสร้างสีสันให้การรณรงค์ทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านอย่างที่เคยทำมาอย่าแข็งขัน เพราะต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า แนวทางของอันวาร์ในการสู้รบกับรัฐบาลที่ครองอำนาจมายาวนานโดยรัฐบาลแนวร่วมแห่งชาตินั้น ต้องถือว่าขยันขันแข็งและใช้เทคโนโลยีสื่อสารได้อย่างมีศักยภาพ

ใครที่อยู่ในเครือข่ายผู้ได้รับข่าวสารทางอีเมล์ของออฟฟิศนายอันวาร์ย่อมทราบดี ว่ากล่องรับข้อความของคุณจะเต็มไปด้วยข้อมูลจากฝ่ายค้าน รายละเอียดความคืบหน้าการเคลื่อนไหว และมีตารางเวลาคอยเป็นตัวกระตุ้นความสนใจอยู่ตลอด ฉะนั้น เมื่อเขาประกาศวาระการเขย่ารัฐบาลครั้งใหญ่ จึงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ แต่ก็น่าติดตาม

เมื่อพรรคยุติธรรมประชาชนกวาดเก้าอี้ได้ 32 ที่นั่ง และรวมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ แล้วเป็นจำนวน 82 ที่นั่ง จากจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 222 คน พรรคยุติธรรมประชาชนไม่ได้หยุดความฮือฮาไว้แค่นั้น แต่ประกาศเดินหน้าปฏิรูประบบเลือกตั้งและระบบยุติธรรม ซึ่งพรรคถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในมาเลเซีย

นอกจากนี้ ยังประกาศคัดง้างแนวนโยบายหลักที่อัมโนได้ดำเนินมายาวนานก็คือ นโยบาย ภูมิบุตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจแผนใหม่ (New Economic Policy) ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นนโยบายที่กีดกันเชื้อชาติและเป็นต้นเหตุให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจของคนมาเลย์เชื้อชาติอินเดียและจีน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน อันวาร์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านที่เรียกขานกันในอีกชื่อว่าแนวร่วมเพื่อประชาชน ได้ประกาศว่า จะมีการเขย่ารัฐบาลครั้งใหญ่และเตรียมจะยึดสภาในวันที่ 16 กันยายน....!!!

จนกระทั่งวันที่ 16 ก.ย. มาถึงจริง อันวาร์ประกาศว่ามีรายชื่อ ส.ส. พรรครัฐบาลอยู่ในมือ 31 คนที่พร้อมจะก้าวมาร่วมหัวจมท้ายกับเขา และนั่นก็จะทำให้พรรคฝ่ายค้านมีที่นั่งรวมกันเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. ในสภา เขาได้ยื่นจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี ในเวลา 14.30 น. ของวันที่ 16 กันยายน เพื่อขอเปิดการเจรจากันในวันที่ 23 ก.ย. ที่จะถึงนี้

ท่าทีของบาดาวีขณะนี้ยังคงนิ่งเฉยอยู่ และข้อสงสัยของผู้ติดตามข่าวสารคือ รายชื่อ 31 ส.ส. พรรครัฐบาลนั้นมีจริงหรือไม่ และเป็นใครบ้าง ซึ่งคงอีกไม่กี่วันจะได้รู้ผลกัน

อย่างไรก็ตาม แนวทางแบบนี้ของแนวร่วมฝ่ายค้านนั้นน่าสนใจว่า การต่อสู้เพื่อโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเดินไปตามแบบเผนอย่างน่าทึ่ง เมื่อย้อนมองกลับไป เราจะพบการต่อสู้ที่เป็นระบบ และเป็นกระบวน แยกบทบาทอย่างชัดเจนระหว่างระดับพรรคการเมือง และระดับแนวร่วมภาคประชาชน

แม้ว่าข้อกล่าวหาที่พุ่งเป้าไปสู่รัฐบาลมาเลเซียนั้น มี 3 ประเด็นใหญ่ๆ ก็คือ แนวนโยบายแห่งรัฐที่เลือกปฏิบัติทางชาติพันธุ์ การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด และการคอร์รัปชั่น

แต่ขบวนการต่อสู้ทางการเมืองครั้งใหญ่ในปีที่ผ่านมา (2007) ของภาคพลเมืองมาเลเซียก็คือ การร่วมมือกันเรียกร้องการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และเป็นธรรม เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองได้ลงสู่การแข่งขันอย่างเท่าเทียม อย่างไรก็ตามดูเหมือนสาสน์ ที่ส่งออกมาไม่ใช่การส่งไปยังรัฐบาลโดยตรง และแม้หวังส่งสัญญาณไปที่รัฐบาลโดยตรงก็คงต้องบอกว่าไม่ได้ผล เพราะการเลือกประกาศวันเลือกตั้งในวันที่ 8 มีนาคม 2008 นั้นบอกชัดอยู่แล้วว่ารัฐบาลไม่ได้ต้องการสร้างโอกาสที่เป็นธรรมให้แก่นายอันวาร์ซึ่งติดทัณฑ์บนห้ามลงเลือกตั้งจนกว่าจะพ้นวันที่ 14 เมษายนของปีเดียวกัน แต่หากคิดว่าสาสน์นั้นส่งผ่านไปยังประชาชนผู้เป็นเจ้าของคะแนนเสียงที่จะกำหนดทิศทางการเมืองมาเลย์อย่างแท้จริงก็ควรนับว่าได้ผลเมื่อพิจารณาจากผลการเลือกตั้งที่ออกมาชนิดหักปากกาเซียน

พรรคน้องใหม่อย่างพรรคยุติธรรมประชาชนซึ่งในการเลือกตั้งเมื่อปี 2003 ได้ที่นั่งในสภาเพียงที่นั่งเดียว กลับกวาดมาได้ถึง 31 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2008 เมื่อรวมกับพรรคกิจประชาธิปไตย (Chinese-based Democratic Action Party- DAP) ได้ 28 ที่นั่ง และพรรคปาส (Parti Islam Se-Malaysia- PAS) ได้ 23 ที่นั่ง รวมเป็น 82 ที่นั่ง นี่คือจำนวน ส.ส. ฝ่ายค้านที่มากที่สุดในรอบ 40 ปี และนี่เป็นผลการเลือกตั้งที่เขย่าเสถียรภาพของรัฐบาลชนิดที่ช็อกความรู้สึกนักลงทุนและส่งผลให้ตลาดหุ้นดิ่งฮวบทันทีด้วยความไม่แน่ใจในเสถียรภาพของนโยบายเศรษฐกิจ

ขณะที่เส้นทางในระบอบรัฐสภาดำเนินมาได้ด้วยดีด้วยจำนวน ส.ส. ที่มากเป็นประวัติการณ์ และ อันวาร์ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำฝ่ายค้านแม้ตัวเองจะอยู่นอกสภา อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ทางการเมืองเชื่อว่า ที่สุดแล้ว อันวาร์จะต้องได้ลงชิงเก้าอี้ ส.ส.ภายในปีนี้ ในการเลือกตั้งซ้อมเขตใดเขตหนึ่งอย่างแน่นอน และก็เป็นเช่นนั้นจริง

วันที่ 31 ก.ค. ดร. วัน อาซีซาร์ วันอิสมาอิล ประธานพรรคยุติธรรมประชาชน ภรรยาของนายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้านของมาเลเซีย ยื่นจดหมายลาออกจากการเป็นสมาชิกรัฐสภาอย่างเป็นทางการเพื่อเปิดทางให้สามีเข้าสู้สภา

27 สิงหาคม ผลการเลือกตั้งซ่อมในเขต เมืองเปอร์มาตัง ปาอูห์ ในรัฐปีนัง นายอันวาร์ชนะคู่แข่ง เข้าสู่สภาพร้อมประกาศว่าจะรวบรวมสมาชิกฝ่ายรัฐบาลมาเข้าร่วมกับ กับฝ่ายค้าน เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนเพียงพอในการโค่นล้มรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี ในวันที่ 16 ก.ย. ซึ่งถือเป็นวันชาติของมาเลเซีย (เป็นวันชาติที่มีการรวมรัฐเประ และตรังกานูร์ รวมทั้งสิงคโปร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2506 )

ก่อนจะไปถึงวันที่ 23 กันยายน สาสน์ที่นายอันวาร์ส่งถึงประชาชนชาวมาเลเซียนั้น ระบุยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลว่า ประเด็นที่ผู้นำฝ่ายค้านต้องการเจรจากับนายกรัฐมนตรีนอกเหนือจากเรื่องของตัวผู้นำประเทศที่อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวน ส.ส. ในสังกัดแล้ว อีก 4 ประการที่รัฐบาลของนายบาดาวี อย่างไรเสียก็ต้องตระหนักคือ

ประการแรก รัฐบาลพรรคแนวร่วมแห่งชาติจะต้องไม่ขัดขวางหรือกีดกัน ส.ส. ในซีกรัฐบาลในการตัดสินใจอย่างเป็นอิสระ และเป็นไปตามสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

ประการที่ 2 รัฐบาลแนวร่วมแห่งชาติจะต้องไม่ นำเอากฎหมายความมั่นคงภายในมาใช้เพื่อกักขังสมชิกรัฐสภาที่มีเจตนาจะเข้าร่วมกับฝ่ายค้าน รวมถึงสมาชิกฝ่ายค้านในปัจจุบัน

ประการที่ 3 รัฐบาลแนวร่วมแห่งชาติจะต้องไม่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือใช้กำลังตำรวจหรือระงับใช้รัฐธรรมนูญ หรือยุบสภาโดยต้องยอมเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่

ประการที่ 4 รัฐบาลแนวร่วมแห่งชาติ ต้องไม่ปิดกั้นถนน ขัดขวางสมาชิกรัฐสภาในการเดินทางไปที่ทำการรัฐสภาและสถานที่ทำการของรัฐบาล

นอกจากนี้ ได้เรียกร้องต่อสื่อมวลชนกระแสหลักให้ยอมรับความเป็นจริงของประวัติศาสตร์การเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งนี้ และรายงานอย่างเป็นธรรม และปราศจากอคติ

แถลงการณ์ที่ออกมาจากผู้นำฝ่ายค้านมาเลเซียนั้นย่อมสะท้อนภาพปัญหาของการเมืองมาเลเซียที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นถนน ทำให้ผู้ชุมนุมในกรณีต่างๆ ไม่สามารถเข้าถึงนักการเมืองที่เป็นเป้าหมายได้ หรือการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนักเคลื่อนไหวโดยปราศจากการตั้งข้อหา

เฉพาะตัวของนายอันวาร์เองนั้น เผชิญข้อกล่าวหาที่ส่งเขาเข้าคุกไปแล้ว 2 ครั้ง ข้อหาหนึ่งก็คือคอร์รัปชั่น (ถูกตัดสินปี 1999 รับโทษจำคุก 6 ปี ) อีกข้อหาคือ การประพฤติผิดทางเพศ (ถูกตัดสินปี 2000 รับโทษจำคุก 10 ปี) ซึ่งเป็นข้อหาที่เขาถูกกล่าวหาซ้ำอีกเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เป็นเหจุให้เขาต้องลี้ภัยเข้าไปอยู่ในสถานทูตตุรกีประจำประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. และต้องเรียกร้องให้รัฐบาลรับประกันความปลอดภัยหากเขาเดินทางออกมาจากสถานทูต

ทั้งนี้ ที่น่าสนใจที่สุดของแถลงการณ์ในวันที่ 16 ซึ่งเป็นแถลงการณ์จากผู้นำฝ่ายค้านที่เผชิญมรสุมจากเกมการเมืองมาเป็นเวลา 10 ปีพอดิบพอดี (เมื่อนับจากการเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชั่นและประพฤติผิดทางเพศที่ส่งเขาเข้าไปเผชิญการทำร้ายร่างกายในคุก) คงจะเป็นส่วนที่กล่าวว่า....

"เรา ในนามแนวร่วมเพื่อประชาชนเชื่อว่า เราสามารถธำรงรักษามาเลเซียไว้จากภาวะล่มสลายทางเศรษฐกิจ และการเมืองที่กีดกันเชื้อชาติในระดับที่น่าอันตราย เราจะกระทำการอย่างรอบคอบ เป็นไปตามกฎหมาย และจะไม่กระทำการที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของประเทศรวมถึงความปลอดภัยของประชาชน...

"เราได้รับการยืนยันจากสมาชิกรัฐสภาในจำนวนที่มากพอที่จะก่อตั้งรัฐบาลใหม่ และรัฐบาลของเราจะเป็นภาพสะท้อนความหลากหลายของสังคมมาเลเซีย

การเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสงบเรียบร้อยคือสิ่งที่เราตระหนัก"

"พรีเมียร์ลีก" อุตสาหกรรมที่ "แรงงาน (ตัวเล็กๆ)" ถูกมองข้าม!?

 

วิทยากร  บุญเรือง

ขณะที่ Frank Lampard ดาวเตะแข้งทองของทีม Chelsea พึ่งบรรลุข้อตกลงสัญญา 5 ปีที่มีมูลค่าสูงถึง 39.2 ล้านปอนด์ โดย Lampard จะได้รับค่า 151,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หรือคิดเป็น 3,775 ปอนด์ต่อชั่วโมง! แต่จากการสำรวจของ The Fair Pay Network และ Institute of Public Policy Research (IPPR) พบว่าพนักงานทำความสะอาด พ่อครัวแม่ครัว และแรงงานตัวเล็กๆ ทั้งหลาย ของสโมสรอย่าง Chelsea, Spurs, Arsenal, West Ham และ Fulham กลับได้รับค่าเหนื่อยจากสัญญาจ้างค่าแรงขั้นต่ำแค่ 5.52 ปอนด์ต่อชั่วโมงเท่านั้น

ทำเนียบรุ่น ผู้ลี้ภัยในอังกฤษ

ระหว่างรอผลว่า ท้ายที่สุดอดีตนายกรัฐมนตรีไทยและภรรยาจะได้อยู่ในประเทศอังกฤษในฐานะผู้ลี้ภัย หรือจะกลายเป็นผู้ร้ายข้ามแดนที่ต้องประสานให้ส่งมอบตัวกลับมาดำเนินคดีในไทย ลองดูซิว่าทำเนียบรุ่นผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศอังกฤษอ้าแขนรับที่ผ่านมา มีใครบ้าง....

 

8.8.88 เราไม่ลืม

วันที่ 8 สิงหาคม ปี 1988 เป็นวันแห่งการปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า และการปราบปรามนั้นได้ดำเนินไปหลายวันในย่างกุ้ง หัวไม้สัปดาห์นี้ ขอเป็นส่วนหนึ่งของการรำลึกในโอกาสครบรอบ 20 ปี ของการต่อสู้ของเพื่อนมิตรชาวพม่าในครั้งนั้น ด้วยบทเพลงพม่าที่เขียนขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น คือเพลง วันที่ 8 เดือน 8 ปี 88 และ เพลงไม่มีวันลืม (Kabar Ma Kyay Bu Heyt!) ทั้งสองเพลงออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เสียงประชาธิปไตยแห่งพม่า (Democratic Voice of Burma - DVB) ทุกรอบปี เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ปราบปรามที่เกิดขึ้น

เราหวังว่าสักวันหนึ่งเสรีภาพและประชาธิปไตยจะปรากฏขึ้นในขอบฟ้าฟากตะวันตก 

เพลง วันที่ 8 เดือน 8 ปี 88 (ที่มา: ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ DVB)

เพลงไม่มีวันลืม (ที่มา: ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ DVB)

Pages

Subscribe to RSS - บล็อกของ headline